บทสนทนาเรื่องต้นไม้ในพระนคร

 

ภาคผนวก

บทสนทนาเรื่องต้นไม้ในพระนคร

ตีพิมพ์ใน วิทยาสาร ฉบับวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๒
ถึงฉบับวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๒

 

 

 

นายวทัญญู ณ ถลาง นายกสมาคมสถาปนิกสยาม
ผู้กล่าวเปิดการอภิปราย

นายวทัญญู ณ ถลาง: ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอขอบพระคุณสยามสมาคมในพระบรม-
ราชูปถัมภ์ และชมรมผู้รักต้นไม้แห่งประเทศไทย ที่ได้ร่วมมือจัดการประชุมครั้งนี้ขึ้นเป็นผลสำเร็จ โดยเฉพาะขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงต่อท่านนายกและคณะกรรมการบริหารของสยามสมาคมที่ได้กรุณาให้ได้ใช้สถานที่และให้ความสะดวกทุกประการ แต่เป็นที่น่าเศร้าสลดอย่างยิ่ง ที่ได้ทราบว่า ท่านนายกสยามสมาคมได้ถึงอนิจกรรม ข้าพเจ้าขอเชิญชวนท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายได้โปรดยืนสงบไว้อาลัยให้แก่ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน[1] นายกสยามสมาคมผู้เป็นปราชญ์และเป็นผู้มีพระคุณของเรา

การจัดการสนทนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเชิญชวนท่านทั้งหลายให้มาร่วมคิดกันปลูกต้นไม้ให้แก่จังหวัดพระนคร เพื่อก่อให้เกิดความร่มรื่นและเสริมสร้างความงดงามให้แก่เมือง ในฐานะที่เรามีส่วนเป็นเจ้าของบ้านเมืองด้วยเหมือนกัน สมาคมสถาปนิกสยาม โดยกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปกรรม ได้เคยจัดสัมมนาเชิญชวนให้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรมของชาติในปีที่แล้ว ในปีนี้ น่าจะมีการคิดกันอย่างจริงจัง และหาทางทำให้เป็นผลสำเร็จเท่าที่จะสามารถทำได้ ด้วยความร่วมมือของท่านทั้งหลายเป็นที่ตั้ง

องค์สนทนาในวันนี้สมาคมทั้ง ๓ ได้เรียนเชิญ ฯพณฯ สุกิจ นิมมานเหมินท์ เป็นประธาน โดยมีคุณป๋วย อึ๊งภากรณ์ คุณวิลาส
มณีวัต ม.ร.ว.ปิ่มสาย อัมระนันทน์ คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และคุณหมอประสพ รัตนากร รวมเป็นองค์สนทนา แต่เนื่องจาก ฯพณฯ สุกิจติดราชการไปต่างประเทศ ข้าพเจ้าจึงขอเรียนเชิญคุณป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้โปรดกรุณารับเป็นประธานองค์สนทนาในครั้งนี้

ท่านทั้งหลายได้รู้จักชื่อเสียงเกียรติคุณของบรรดาท่านๆ สนทนามาเป็นอย่างดีแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสนี้เรียนเชิญ คุณป๋วย อึ๊งภา-
กรณ์ ได้โปรดเริ่มดำเนินการสนทนาตามกำหนดเวลาที่ได้มีในรายการ ขอขอบคุณครับ

นายป๋วย อึ๊งภากรณ์: ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติ เข้าใจว่าผมไม่จำเป็นจะต้องแนะนำท่านผู้สนทนาเป็นรายตัว ท่านทั้งหลายคงจะรู้จัก ถ้าไม่รู้จักโปรดซุบซิบเพื่อนข้างๆ แต่ละคน ม.ร.ว.ปิ่มสายนั้นคงไม่จำเป็นจะต้องซักถามเพราะเป็นนักวิชาการต้นไม้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านทั้งหลายอยากจะดูหนังหรือว่าอยากจะฟังพวกเราพูดกัน แต่อย่างไรๆ พวกท่านทั้งหลายคงจะต้องทนฟังพวกเราพูดกันนั้นแน่เพราะเหตุว่าตามรายการบอกไว้ว่าจะต้องมีการสนทนาเรื่องต้นไม้ในพระนคร ดังนั้นผมว่าอย่าชักช้าเลย ประเดี๋ยวจะดึกเสียเปล่า เราเริ่มดูหนังกันก่อน พวกผม ๕ คนที่มานั้นโชว์ให้ท่านดูว่านี่แหละเราจะสนทนาเมื่อหลังจากดูหนังแล้วผมใคร่จะขอเสนอว่า ตามกำหนดการว่ามีการฉายภาพยนตร์เป็นการเคลื่อนต้นไม้ใหญ่ โดยความอนุเคราะห์ของสำนักข่าวสารอังกฤษ ขอได้โปรดดำเนินการได้แล้วครับ (จบจากการฉายภาพยนตร์)

 

ส่วนหนึ่งของสมาชิกและแขกที่เข้ามาฟังปาฐกถาครั้งนี้

นายศิริชัย นฤมิตเรขการ: (บรรยายประกอบภาพ) การที่จะปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา จะเห็นได้ว่าประชาชนคนไทยบนท้องถนนนี้ต้องผจญกับแสงแดดอยู่ตามยถากรรม ตึกแถวสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งไม่มีคุณค่าทางสถาปัตย์แล้วจะเรียกว่าน่าเกลียดก็ได้ เรื่องนี้ที่จริงยังอาจจะช่วยได้มาก ถ้ามีต้นไม้เป็นม่านช่วยบัง ความพยายามของคนที่อยู่ห้องแถวบางรายที่เป็นต้นไม้อยู่ เอาต้นไม้ใส่ตุ่มใส่กระถางมาตั้งอยู่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากเลย ในถนนบางสายก็มีความพยายามที่จะปลูกต้นไม้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่ได้ใช้ความพินิจพิจารณาพอ ต้นไม้ที่ควรปลูก ไม่ปลูก กับประโยชน์ที่จะได้ แล้วการบำรุงรักษาก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นก็ได้สภาพเท่าที่เห็นอยู่นี้ รู้สึกน่าเศร้ามากแทนที่จะน่าชื่นใจ นี่ก็เป็นถนนสายสำคัญสายหนึ่งของกรุงเทพฯ แต่ปราศจากร่มเงาเพียงพอ ครั้งหนึ่งเคยมีความพยายามเอาดอกไม้พลาสติกไปติดไว้ที่เสาไฟ แต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่ได้เอาลงเสียแล้ว ต้นไม้ในสวนสาธารณะ ในบางครั้งก็เป็นที่น่าเสียดายที่โดนตัดเสียจนเป็นรูปจนจำไม่ได้ว่าเป็นต้นไม้ ซึ่งไม่ได้ให้ร่มเงาแก่ใครเลย ที่ซึ่งเคยเป็นลานวัดซึ่งร่มรื่น หรือว่าตัวบรมบรรพต ซึ่งเคยมีต้นไม้ขึ้นคลุมอยู่น่าดูมากนี้ ก็กลายเป็นแท่งคอนกรีต แล้วบริเวณลานวัดก็ถูกปล่อยปละละเลยกลายเป็นที่ทิ้งสะสมของปฏิกูล ถนนตัดไปใหม่ๆ สายนอกเมืองก็มีสภาพเป็นเช่นนี้ ลานอนุสาวรีย์ซึ่งควรจะร่มรื่นเป็นที่ที่คนเข้าไปพักผ่อนใช้ได้ แต่ก็มีเพียงต้นไม้ประดับกระจุ๋มกระจิม ที่จริงไอ้ป้ายโฆษณาแสนจะหยาบคายอะไรต่างๆ ที่แข่งอยู่กับอนุสาวรีย์พวกนั้น ถ้าหากเป็นต้นไม้ใหญ่ขึ้นบังก็คงจะช่วยได้บ้าง เรายังมีที่ซึ่งควรจะจัดเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้มากนอกจากสวนสาธารณะ เช่น บริเวณริมคลอง

เป็นภาพที่จะเห็นได้เป็นประจำในถนนกรุงเทพฯ คือ ประชาชนกรุงเทพฯ ผู้น่าสงสารยืนหลบพระอาทิตย์ตามเงาเสาไฟฟ้าอยู่เป็นแถวแนวอยู่เป็นระเบียบ นี่เป็นแห่งหนึ่งแห่งน้อยๆ เหลือเกินที่ที่ต้นไม้เก่าของกรุงเทพฯ ยังดำรงอยู่ได้โดยไม่มีใครมารังแก เพราะบังเอิญเป็นต้นตะเคียนซึ่งคนกลัวผีกัน ก็เลยไม่กล้าไปรังแก รู้สึกจะเป็นแห่งสุดท้ายที่เรามีต้นไม้ใหญ่อายุยืนอยู่ประจำกรุงเทพฯ มาได้เป็นเวลานาน นี่ก็เป็นอีกถนนหนึ่งซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ คือถนนสาทร บริเวณสถานที่ราชการหรือองค์การต่างๆ ถ้าหากว่าจัดบริเวณการปลูกต้นไม้ดีก็จะช่วยได้มาก คลองบางแห่งยังมีโชคดี ที่กล่าวมานี้ก็ต้องการแสดงให้เห็นสภาพทั่วไปในกรุงเทพฯ โดยสั้นๆ ต่อไปนี้ท่านผู้สนทนาจะได้เริ่ม นอกจากนั้นยังมีภาพนิ่งของคุณหมอประสพนำมาอีก ๓๐ ภาพ เข้าใจว่าท่านคงจะอยากฉายประกอบกับคำบรรยายของท่านในตอนหลัง

 

แท่งคอนกรีตแถบวัดสระเกศ

นายวิลาศ มณีวัต: ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมเองเมื่อได้ดูภาพยนตร์นี้แล้วรู้สึกอยู่หลายประการด้วยกัน อันแรกที่สุดก็คือความรักต้นไม้นี่เป็นสิ่งที่ต่างประเทศเขารู้สึกว่ามีกันอย่างลึกซึ้งและมีกันมานาน สำหรับเมืองไทยเราเพิ่งจะมาโวยวายกันขึ้น เมื่อเรารู้สึกบ้านเมืองมันชักจะเป็นทะเลทรายมากขึ้น กลางวันที่เราเดินไปตามถนนหนทางรู้สึกบ้านเมืองมันไม่น่าอยู่ ทั้งๆ ที่เราเป็นมนุษย์ เราสร้างเมืองขึ้นมาเพื่อจะอยู่ และอยู่อย่างมีความสุขความสบายพอสมควร แต่ในเวลานี้ผมอยากจะกล่าวว่า บ้านเมืองแห้งแล้งแล้วก็ไม่มีร่มไม้อย่างที่ได้เห็นจากภาพสไลด์นั้น เราได้เห็นจากชีวิตจริงแล้ว ทำให้รู้สึกว่ากรุงเทพฯ ของเรานอกจากเป็นเมืองที่อัปลักษณ์แล้วยังเป็นเมืองที่น่าวิ่งหนี ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากหลายอย่างด้วยกัน

ประการแรกทีเดียวก็มีหลายคนแก้ตัวแทนกรุงเทพฯ ว่าทำอย่างไรได้ เพราะว่าเวลานี้บ้านเมืองมันเจริญขึ้นมีคนมาอยู่มากมาย ยัดเยียดกันอยู่ นี่เป็นอาการอันหนึ่งของความเจริญที่เราต้องการถนนกว้างขวางออกไป เพื่อที่ว่ารถจะได้วิ่ง ผมเองออกจะสงสัยว่า ถ้าหากว่านี่เป็นอาการของความเจริญแล้ว ก็น่ากลัวอยู่คือเป็นความเจริญที่น่ากลัว เพราะทำให้กรุงเทพฯ ของเราขาดความร่มรื่น มันจะเป็นไปได้ว่าคนทั่วไปส่วนมากมีความรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเรา คือเป็นเรื่องทั่วๆ ไป เรื่องของเราอยู่ในบ้านของเรา เราจะทำบ้านของเราให้ดีมีสวนในบ้าน ส่วนข้างนอกนั่นคล้ายกับว่าไม่ใช่บ้านเมืองของเราไม่ใช่ธุระหน้าที่ของเรา

ความรู้สึกอันนี้เองผมว่าจึงทำให้เกิดการปล่อยปละละเลยกันมากขึ้น แล้วอีกอย่างหนึ่งเวลานี้อย่างเราอยู่ในบ้าน บางท่านก็อาจจะนอนในห้องเย็น พอออกจากบ้านขึ้นรถยนต์ รถยนต์ก็เย็นอีก นั่งรถยนต์ไปแล้วก็ไปเข้าที่ทำงาน ที่ทำงานก็เป็นห้องเย็นอีก ก็รู้สึกว่าสำหรับตัวเองเห็นจะปลอดภัยแล้ว ส่วนคนอื่นจะร้อนรุ่มกลุ้มใจอะไร ก็ไม่เกี่ยว ตัวเองรู้สึกว่าสบายพอสมควร อันนี้ผมรู้สึกว่ายังมองแคบไป เพราะชีวิตของเรากับสิ่งแวดล้อมมันเกี่ยวพันกันมากอย่างเหลือเกิน คือคนเราทีแรกมนุษย์สร้างเมืองขึ้น แต่อยู่ไปๆ เมืองนั้นแหละมันมาสร้างมนุษย์เหมือนกัน คือมันมามีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด จิตใจของเรา เพราะฉะนั้นผมไม่ประหลาดที่ได้มีการฉกชิงวิ่งราวกันมาก และคนขับรถรู้สึกว่าขับกันอย่างไม่คิดชีวิตชีวาทีเดียว นี่อาจจะเกิดจากเหตุบีบคั้นหลายอย่างด้วยกัน แต่อย่างหนึ่งก็คือว่าบ้านเมืองของเรามันขาดความรื่นรมย์ ความร่มรื่น เพราะฉะนั้นผมจึงรู้สึกยินดีที่ในวันนี้ก็ได้ท่านทั้งหลายที่มีความรักในต้นไม้ได้มาร่วมกัน แล้วผมก็คิดว่า นอกจากเราจะมาปรับทุกข์กันแล้วบางทีเราอาจจะหาวิธีอะไรบางอย่าง เพื่อจะให้มีการปลูกต้นไม้มากขึ้นในกรุงเทพฯ

นายป๋วย: ขอบคุณครับคุณวิลาส สำหรับท่านที่ไม่ทราบมาก่อน ผมขอเรียนว่าคุณวิลาส มณีวัต เป็นผู้ก่อตั้งชมรมรักต้นไม้แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นชมรมที่น่าจะได้รับความสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แต่เราจะได้ฟังท่านผู้อื่นต่อไป ผมคิดว่าเมื่อเราได้พูดกันมาพอสมควรแล้ว เราจะพยายามเสนอสิ่งที่ควรจะกระทำต่อไป ทั้งในชมรมนี้และทางสมาคมสถาปนิกสยามในการสนทนานี่ ผมก็อยากจะให้เป็นกันเอง กล่าวคือถ้าท่านที่อยู่ในกลางวงสนทนานี่พูดไม่ถูกใจ ก็ขอให้ท่านที่นั่งฟังอยู่นอกวงช่วยขัดจังหวะ หรือถ้าพูดถูกใจ ท่านจะแสดงอากัปกิริยาว่าเป็นที่ชื่นชมยินดีก็เชิญ หรือจะสอดแทรกหรือท่านจะขอลุกขึ้นมาพูดเมื่อไหร่ก็ได้เพียงแต่ท่านยกมือเท่านั้น ผมจะอนุญาตทันที เพราะฉะนั้นขอเชิญนะครับ อย่าเกรงใจผม

ท่านต่อไปคงจะได้แก่ ม.ร.ว.ปิ่มสาย สดๆ ร้อนๆ จากภาพยนตร์เมื่อกี้นี้ รู้สึกกระซิบให้ผมฟัง มีความรู้หลายประการ ลองขยายความเรื่องภาพยนตร์สักนิดหนึ่ง

ม.ร.ว.ปิ่มสาย อัมระนันทน์: ที่จริงไม่มีอะไรจะพูดหรอกค่ะ ทุกคนที่นี่ก็รู้อยู่แล้ว เราต้องการต้นไม้ไว้ในกรุงเทพฯ ที่เราดูในหนังเมื่อกี้ว่าเขาย้ายต้นไม้โตๆ กันได้เก่งยังไง แต่เมืองไทยนี้เราไม่ต้องการย้ายต้นไม้โตๆ เพราะอากาศของเราต้นไม้โตเร็วเหลือเกิน เราต้องการต้นไม้ขนาดแค่นี้ก็พอค่ะ (ทำมือสูงประมาณ ๑ เมตร) ถ้าเผื่อเราปลูกให้ดีๆ แล้วมีคนดูแลรดน้ำให้ปุ๋ยแล้วก็ดูแล แค่นั้นแหละค่ะ ต้นไม้ก็โตเร็ว เราไม่ต้องการมากกว่านั้นหรอก ถ้าเผื่อทุกคนช่วยร่วมมือกัน แค่นี้ต้นไม้เมืองเราก็จะสวยแล้ว

นายป๋วย: ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ที่ว่าเมืองไทยเราไม่เคยย้ายต้นไม้โตๆ รู้สึกว่าเคยนะ สมัยหนึ่งเมื่อผมเริ่มรับราชการใหม่ๆ จอมพล ป. พิบูล-
สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ดูเหมือนว่ารับแขกเมืองที่ไหนก็ไม่ทราบ คุณหลวงบุรกรรมโกวิท (ขอโทษเถอะที่ต้องอ้างนามเพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง) เวลานั้นเป็นอธิบดีกรมโยธาเทศบาล จอมพล ป. ท่านบอกว่า แหมที่นี้ไม่มีต้นไม้เลย พอรุ่งขึ้นเท่านั้นแหละต้นไม้ใหญ่ขึ้น

ม.ร.ว.ปิ่มสาย: เอาต้นไม้โตๆ ไป ต้นไม้อย่างมะพร้าว ปาล์มต่างๆ พวกนี้ย้ายได้ค่ะ เพราะว่ารากเป็นพุ่มเล็ก ทีนี้เคยสังเกตหรือเปล่าคะ ในหนังตะกี้นี้น่ะคะ เขาย้ายต้นไม้เวลาต้นไม้นอนหลับค่ะ เมืองไทยเราไม่มีต้นไม้หลับค่ะ

นายป๋วย: ต้นไม้เหมือนกับคนไทย ไม่ยอมหลับ

ม.ร.ว.ปิ่มสาย: เขาบอกมียาที่จะฉีดต้นไม้ได้ค่ะ ถ้าเผื่อว่าเราเอายานั้นมา อาจจะได้ค่ะ

นายป๋วย: เปล่า แต่คนไทยเราไม่จำเป็นนี่ คือย้ายแล้วย้ายกันไป จะตายทีหลังก็ไม่ว่าใช่ไหม ขอให้ย้ายให้เห็นก่อนก็แล้วกัน คุณสุลักษณ์จะเติมว่าอย่างไรบ้าง

นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์: ผมนึกถึงเรื่องย้ายต้นไม้ใหญ่เหมือนกัน คือว่าคนใหญ่ๆ ก็ย้ายได้สบาย คุณหลวงบุรกรรมฯ เป็นเพียงคนหนึ่งเท่านั้น กรมโยธาเทศบาลนี่เขามีอำนาจมาก หลังคุณหลวงบุรกรรมฯ ยังมีใครไม่รู้ก่อนอธิบดีปัจจุบัน เขาก็ย้ายแบบเดียวกันครับ นั่นท่านนายกพูด นี่อธิบดีพูด เท่านั้นแหละ ว่าผมอยากเห็นต้นหูกวางหน้ากรมผมเหลือเกิน เพียงพูดเท่านั้นไม่ได้สั่งย้ายเสียด้วยซ้ำ ต้นก้ามปูซึ่งร่มอยู่นั้น เขาก็ตัดออกทันที พูดวันศุกร์ พอวันจันทร์ก็ปรากฏมีต้นหูกวางมา ๒ ต้น ยังอยู่เลยครับเวลานี้ ย้ายกันมาทั้งโตๆ ปัญหาอย่างนี้ผมอยากสนับสนุนคุณวิลาส อยากสนับสนุนก่อนแล้วตีหัวทีหลังตามระเบียบ คือว่านี่ระบบสังคมไทยมันอยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่ผู้ใหญ่ คิดอยากจะทำอะไรก็ทำได้ แล้วผมเคยคุยกับผู้ใหญ่นะครับ ผมจะไม่เอ่ยชื่อในกรณีนี้ เพราะยังมีอำนาจอยู่ทั้งนั้น คนหนึ่งเป็นรองอธิบดี อีกคนหนึ่งเป็นรัฐมนตรี เคยคุยกันกับคนที่เป็นรองอธิบดี ผมปรารภเรื่องไม่มีปาร์ค ไม่มีวนาให้เด็กเล่น แล้วจะทำยังไง ในตรอกบ้านผมนี่เด็กมาเล่นตั้งเต มาเล่นฟุตบอล อะไรกันกลางถนน ผมจะบีบแตรก็เกรงใจ ไม่บีบแตรก็กลัวจะทับเด็กตาย ตายไม่เป็นไรหรอก เพราะเข้าหลักลดประชากรอีก แต่ว่าผมจะเดือดร้อนติดตะราง รองอธิบดีบอกว่าฮุ้ย จะไปเดือดร้อนอะไรกัน มีเวลาว่างก็ไปบางแสนกันได้ ช่างไม่เข้าใจสภาพความจริงเลยว่าคนพวกนี้มีปัญญาจะไปบางแสนหรือไม่ นี่ข้อหนึ่ง

อีกท่านหนึ่งคือ ท่านรัฐมนตรี ผมบอกท่านว่าเมืองไทยเราน่าจะมีปาร์ค มีวนา ปลูกต้นไม้ให้มีที่ให้เด็กเล่นกัน ท่านบอกไม่จำเป็นหรอก คุณสุลักษณ์ไปอยู่เมืองฝรั่งนาน ก็ไปติดเมืองฝรั่ง การที่ลอนดอนมีปาร์คมันจำเป็น เพราะมันอยู่แฟลต อยู่ห้องแถวอะไรกัน เมืองเรา บ้านเรือนมีบริเวณมากมาย จะต้องมีปาร์คทำไมกัน เราเล่นในบ้านของเรา ใช่ บ้านท่านมี แล้วทีนี้คนอื่นล่ะ

นี่ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้ ท่านนึกว่าทุกคนต้องมีบริเวณบ้านเหมือนอย่างท่าน คือท่านไม่ได้มองสภาพความจริงว่าคนที่เดือดร้อนกว่าท่านมีมาก ไม่มีบริเวณบ้านจะนั่งจะเดิน มันอยู่ตรงนี้เอง ที่ไม่เข้าใจในเรื่องต้นไม้ ทีนี้คุณวิลาสบอกว่า ฝรั่งเขาสนใจเรื่องต้นไม้มานาน เขาตื่นเต้นเรื่องต้นไม้ คนไทยเพิ่งจะเริ่มตื่นตัว อันนี้ผมไม่เห็นด้วย เสียดายเมื่อกี้คุณศิริชัยฉายสไลด์ไม่ถึง มีอยู่ตอนหนึ่ง ซึ่งคุณอวบ สาณะเสนไปถ่ายมา นี่เห็นชัดเลยครับ เขาอยู่กระต๊อบ ปลูกต้นไม้อะไรร่มเขียวที่หน้าบ้านเขา บ้านคนไทยนะครับ ยังบ้านเจ๊ก แกอยู่ห้องแถวแกก็ปลูกต้นทับทิม ปลูกอะไรตามหน้าต่างของแก ไปดูได้เลยครับ มนุษย์นี่เป็นธรรมดาจะต้องชอบต้นไม้มากกว่าชอบคอนกรีต เพราะต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์จะต้องรักธรรมชาติ ทีนี้เผอิญกรุงเทพฯ เจริญเติบโตเพราะผู้ที่มีอำนาจบันดาล ท่านผู้มีอำนาจเหล่านี้ มีต้นไม้ในบ้านท่าน ท่านก็เลยไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องบันดาลให้คนอื่น ผมว่ามันอยู่ที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นที่เสียดายมากก็ตรงที่เราไม่ได้ท่านผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาฯ มาเป็นผู้นำสนทนาในวันนี้ เรานึกว่าพอพูดเสร็จก็จะขอจับไม้จับมือท่านเลยว่าขอให้

๑. มีการประโคมให้โรงเรียนทุกโรงเรียนปลูกต้นไม้

๒. วัดทุกวัดปลูกต้นไม้ เดี๋ยวนี้วัดในกรุงเทพฯ เหลือวัดบวรฯ วัดเดียวที่มีต้นไม้จริงๆ จังๆ วัดอื่นพอมีที่ว่างก็ตั้งเมรุเผาผี ลานวัดเป็นที่จอดรถ ที่วัดบวรนิเวศท่านยังถือคติสมเด็จพระมหาสมณเจ้าอยู่ว่าตัดต้นไม้ต้นหนึ่ง จะต้องปลูกใช้ต้นหนึ่ง

นายป๋วย: อันนี้อัดเทปไว้หรือเปล่า

นายสุลักษณ์: อัดครับ จะส่งไปถวายสมเด็จพระสังฆราชหรือ

นายป๋วย: ไม่ใช่ แต่ควรส่งท่านผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการ

นายสุลักษณ์: ครับ นี่ผมนึกอยู่อย่างนี้ เสียดายท่านไม่มา ท่านคงรู้เหมือนกันว่าจะจับมือท่าน

นายป๋วย: ไม่ใช่ ท่านยังไม่กลับจากเมืองนอก

นายสุลักษณ์: นี้แหละครับ ถ้ามีอำนาจ ใช้อำนาจในทางที่ถูก ผมเห็นสมควร เช่นว่าให้พระปลูกต้นไม้ สบายเลย วันเข้าพรรษานี่ ปลูกต้นไม้กันเป็นของสนุก แล้วเสกคาถาอะไรก็ได้ครับ โรงเรียนก็ให้ปลูกต้นไม้ได้ ที่ผมบอกจะตีหัวคุณวิลาสก็ตรงนี้ ว่านายกชมรมต้นไม้แห่งประเทศ
ไทยทำอะไรบ้าง สนับสนุนเรื่องปลูกต้นไม้หรือยัง หรือว่าไม่สนับสนุนเขา อีตอนที่เขาทำต้นไม้พลาสติกกัน ชมรมต้นไม้ตั้งอยู่แถวราชดำเนิน รู้สึกว่าแถวนั้นมีต้นพลาสติกขึ้นกับเขาเหมือนกัน ผมว่าต้องมาช่วยกันทำบ้าง ช่วยกันหลายๆ คนก็มีทางพอจะสำเร็จได้

นายป๋วย: เอ เห็นจะต้องขอให้คุณวิลาสขึ้นมาตีกลับหน่อยละมั้ง

นายวิลาส: ไม่ต้องตีล่ะครับ เพราะว่าที่ตีตะกี้นี้ ผมหลบเสียแล้ว

นายป๋วย: ก่อนที่เชิญคุณหมอขึ้น คุณหมอคงไม่รังเกียจที่ผมแทรกเข้ามาตอนนี้นะครับ เท่าที่ผมพิจารณาดูเมื่อตะกี้นี้แล้วก็ได้ยินว่า กรุงเทพฯ ก่อนนี้เป็นอย่างไร ของดีมีต้นไม้ต้นไร่อะไรมากมาย ผมก็คิดไปในชั่วสมัยที่ผมเป็นเด็กก็เห็นจะจริงตามนั้น ผมเตรียมว่าเผื่อบางทีจะต้องพูดในวันนี้และถ้าพูดไม่ออกล่ะก็จะลำบากใจแก่ท่านผู้ฟัง เพราะฉะนั้นผมก็พยายามจะดูในวรรณคดีว่า พระนครของวรรณคดีต่างๆ ท่านแสดงไว้ว่าอย่างไร มีต้นไม้ต้นไร่มากแค่ไหน ผมขอเรียนว่าได้รับความผิดหวัง คือไปอ่าน กนกนคร อ่าน เวสสันดรชาดก อ่าน ขุนช้างขุนแผน อ่าน พระอภัยมณี อ่าน รามเกียรติ์ อ่าน อิเหนา ตอนที่แสดงถึง
ตอนต้นนะครับ ความจริงไม่ต้องอ่านไกลนัก ตอนต้นกล่าวถึงพระมหากษัตริย์องค์นั้นองค์นี้ แล้วบ้านเมืองก็ใหญ่โตยังไง ก็ปรากฏว่าท่าน
ทั้งหลายที่แต่งก็อธิบายว่ามีตึกรามสวยงาม มีโรงช้าง โรงม้า มีม้ามีช้างมากทีเดียว แล้วในพระราชนิพนธ์ อิเหนา ตอนที่อธิบายก็ยังบอกว่า メมีพระมเหสี ๕ องค์ ดังอนงค์นางฟ้ากระยาหงันモ แต่ไม่มีต้นไม้สักต้น ในตอนนั้นถ้าท่านผู้ใด อ้อ อาจารย์เปลื้องมาด้วย ไปหาย้ายตอนที่แสดงว่าต้นไม้มีในวรรณคดีผมว่าน่าจะฟังดู แต่ทีนี้ ที่ร้ายที่สุดคืออย่างนี้ใน อิเหนา นั่นเอง อธิบายถึงคลองหลอด (มีคลองหลอดใน อิเหนา) ทีนี้มาอ่านเจอะเข้า メท้องสนามแจ้งปราบราบรื่น พ่างพื้นปฐพีไม่มีหญ้า กว้างใหญ่ไพศาลสุดตา เตียนสะอาดดาษดาด้วยทรายทองモ คือหมายความว่าเป็นทะเลทราย นี่เผอิญเป็นพระราชนิพนธ์เสียด้วย จะพูดอะไรมากเกินไปประเดี๋ยวก็จะลำบาก ไม่รู้ทำไมเขียนอย่างนี้

 

กระถางต้นไม้หน้าปั๊มน้ำมัน

นายสุลักษณ์: เอ ผมขอเถียงแทน

นายป๋วย: เชิญคุณหญิงก่อน

ม.ร.ว.ปิ่มสาย: ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนกำลังปีนหานางพิม
น่ะค่ะ ผ่านต้นไม้เต็ม เขียว บนเฉลียง

นายป๋วย: แต่นั่นมันตอนเข้าพระเข้านาง ตอนที่อธิบายถึงเข้าพระเข้านางนี่ ที่ไหนก็มีต้นไม้ เดี๋ยวขอโทษ คุณสุลักษณ์จะขัดคอผม

นายสุลักษณ์: ที่ผมจะขัดคอ คือผมอยากจะเถียงแทนคนโบราณสักนิดหนึ่ง เพราะเหตุว่าหนังสือวรรณคดีพวกนี้ ตอนที่เขียนนี้น่ะ ต้นไม้เต็มไปหมด

นายป๋วย: ใช่

นายสุลักษณ์: เพราะเหตุนั้น ท่านถึงไม่เน้นในเรื่องนี้ ทรายทองที่ว่า ขอกราบเรียนตามตรงว่ามันไม่มี มันไม่จริง เพราะตอนที่แต่งสนามหลวงเป็นโคลนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงพยายามพรรณนาว่าเป็นทรายทอง นี่มันแบบไทยประชดแบบไทย เพราะผมหลับตาเห็นเลยเชียวว่าเมียท้าวดาหา ประไหมสุหรี มะดีหวี ฯลฯ เหล่านั้น หน้าตา
ขี้ริ้วทั้งนั้น ไม่เชื่อไปดูพวกแขก เพราะฉะนั้นจึงพรรณนาว่ามาจาก
กระดาหงันต่างๆ ว่าเมียสวยอย่างโน้นอย่างนี้ มีถึงแปดหมื่นสี่พันกัลยาแล้วคนพวกนี้ขี้ริ้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถึงมาแต่งว่าสวย ต้นไม้มีอยู่เยอะแล้วก็ไม่ปรารถนา ไปว่าทรายทองดีกว่า แล้วมาลองดูสมัยนี้ซิ จริงอย่างที่ว่าเลย ดูบทกวีของคุณอังคารซิ คุณอังคารก็อยู่ในนี้ ก็เห็นพูดแต่เรื่องต้นไม้ๆ เพราะอะไร เพราะมันไม่มี

นายป๋วย: ความจริงผมก็ตั้งใจไว้แล้ว ที่ผมพูดมานี้เพื่อจะชักชวนให้คุณสุลักษณ์พูดอย่างเมื่อตะกี้นี้ คือหมายความว่าเรายอมรับว่ามีต้นไม้ แล้วทีนี้การอ่านของผมนี่ คืออ่านเมื่อวาน วันอาทิตย์ ซึ่งความจริงได้รับความเพลิดเพลินมาก ก็ปรากฏว่าผลประโยชน์ของต้นไม้มีอยู่ทุกอย่าง ท่านพรรณนาไว้ผมจะอ่านให้ฟัง ถึงแม้ว่าจะไม่มีอยู่ในเมือง แต่อยู่นอกเมือง เช่น รามเกียรติ์ ตอนสร้างกรุงศรีอยุธยา ที่นอกเมือง เขามีว่าอย่างนี้

 

メมีสระแก้วแลล้วนอุทยาน             โอฬารด้วยเหล่าพฤกษา

ทุกพรรณทรงผลพวงผกา                ดกย้อยห้อยระย้าอรชร

ทั้งอุบลโกมลปทุมมาศ                   ฝักดอกเกลื่อนกลาดสลับสลอน

เรณูร่วงในชโลทร                       กลิ่นขจายฟุ้งขจรตลบไป

มีต้นตาลรอบนัคเรศ                     เป็นคันเขตคั่นเคียงเรียงไสว

ทรงผลพื้นสุพรรณอำไพ                ใบก้านล้วนแก้วแกมกัน

พระพายชายพัดบันลือเสียง              สำเนียงเสนาะดังเพลงสวรรค์

ประโคมพระนครเป็นนิรันดร์           ดังหนึ่งช่อชั้นดุษฎีモ

 

นี่จับได้ข้อหนึ่งแล้ว ว่าถ้ามีต้นไม้นี่เสียงเพราะ เวลามีลม ทีนี้ที่ดีอีก ๒ ประการคืออย่างนี้ครับ อันเนื่องมาจากอิเหนา

 

メทิศใต้ภายนอกธานี                    มีสระสวนศรีสะตาหมัน

มิ่งไม้หลายอย่างต่างพรรณ               ล้วนแกล้งกลั่นสรรมาปลูกไว้

บ้างเผล็ดผลผการะย้าย้อย                ช่อช้อยชูก้านบานไสว

พ่างพื้นรื่นร่มสำราญใจ                  มีตำหนักน้อยในวารี

อันโบกขรณีสี่เหลี่ยม                    น้ำเปี่ยมเทียมปากสระศรี

ใสสะอาดปราศจากราคี                   ดังแสงแก้วมณีรจนา

มีพรรณโกสุมปทุมมาลย์                 ตูมบานแย้มกลีบกลิ่นกล้า

เกสรร่วงลงในคงคา                     พระพายพาหอมฟุ้งจรุงใจモ

 

นี่ได้กลิ่นแล้ว เมื่อกี้นี้ได้เสียง ได้กลิ่นก็เจริญใจขึ้น ทีนี้ยังมีอีกนิดหนึ่งต่อไปจากนั้น

メนอกเมืองมีสระตำบลหนึ่ง                วารีลึกซึ้งเย็นใส

ริมรอบขอบลันล้วนพรรณไม้                ระบัดใบบังแสงสุริยนモ

 

นี่ได้ร่มรื่นประการหนึ่ง อ้า ท่านนายกชมรมรักต้นไม้แห่งประเทศไทย ผมเคยโทรศัพท์เรียนว่า ผมจะสนับสนุน วันนี้ผมขอสนับสนุนด้วยเรื่องนี้ ว่าอย่างน้อยการมีต้นไม้ในประเทศในเมืองนั้นก็มีประโยชน์ ๓ อย่าง

๑. มีกลิ่น

๒. มีเสียงไพเราะ เมื่อลมโชยมาและ

๓. มีร่ม

อย่าให้ผมขัดจังหวะคุณหมอนานเลย ขอเชิญคุณหมอ

 

ถนนราชดำเนินอันอัตคัดร่มเงา

นายแพทย์ประสพ รัตนากร: ครับ ผมก็บ้าจี้เรื่องต้นไม้มานาน เพราะฉะนั้น พอถูกชวนก็ไม่ได้ลังเลเลย และความจริงก็โวยวายมานานเหมือนกัน อย่างที่คุณวิลาสโวยวายมานานเหมือนกัน อย่างที่คุณวิลาศโวยวายสัก ๒๐ ปีเห็นจะได้ เพราะเมื่อ ๒๐ ปีมาแล้ว ผมเคยพูดทางวิทยุบ้างอะไรบ้าง บทความบ้าง ว่าสวนสาธารณะควรจะได้เพิ่มขึ้น โดยเปรียบเทียบความหนาแน่นของพลเมือง ความจำเป็นต่างๆ อาจจะอ้างเรื่องที่ครูเทพฯ ได้เคยเขียนไว้ก็ได้ ตอนนั้นผมเคยบอกว่าที่วอชิงตันมีพลเมือง ๔๐๐,๐๐๐ มีสวนสาธารณะปลูกต้นไม้สวยๆ ไว้ให้ดู ๓๒ แห่ง แห่งหนึ่งเก็บเงินคือสวนสัตว์ อีกแห่งหนึ่งก็เก็บเงินเหมือนกันเพราะตำรวจแจ้งไว้แล้วเป็นเขตอันตราย เข้าไปวิกาล ก็จะถูกจี้ คือที่สวนลุมพินี

เมื่อผมมาสร้างโรงพยาบาลประสาทพญาไท ตอนนั้น ๑๒ ปีมาแล้ว ผมก็จับเอาจุดต้นไม้ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์อันแรก ระหว่างก่อสร้าง หน้าโรงพยาบาลมีดอกทานตะวันโตเท่าหน้าผม เพราะเมื่อเรารู้เรื่องฮอร์โมนนิดหน่อยก็เอาใส่เข้าไปด้วย ดอกหงอนไก่อะไรต่างๆ จนกระทั่งมีรถมาจอดดู ดอกไม้ที่หน้าโรงพยาบาลเย็นๆ ทุกๆ วันจนเล่าลือไปถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตอนนั้นท่านก็บอกผมเมื่อตอนแจกประกาศนียบัตรโรงเรียนสงครามจิตวิทยา พอแจกเสร็จท่านบอก หมอเอานะ ผมก็ถามว่าเอาอะไร เอาช่วยกันปลูกต้นไม้ซี ว่าจะได้สวยงามและเป็นที่ร่มรื่น

และหลังจากนั้นผมก็ไปพูดในที่สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศ
ไทย ซึ่งประชุมที่สงขลา โดยเอาเรื่องต้นไม้หรือสวนสาธารณะให้เขาฟังว่าเลิกเสียทีเถอะไปแข่งขันสร้างหอนาฬิกา เพราะหอหอหนึ่งก็หมดไป ๒ แสน ชัยชนะของผู้สร้างหอนาฬิกาก็คือร้านขายนาฬิกา ไม่ใช่เทศบาล แต่ว่าทำสวนสาธารณะไม่ถึงแค่นั้น และสวนธารณะหรือต้นไม้ทั้งหลายเป็นสาธารณูปโภคอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับไฟ กับน้ำ เหมือนกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเทศบาล อย่างเช่นแม้แต่เทศบาลนครกรุงเทพฯ ตั้งงบประมาณไว้ ๕๖ ล้านสำหรับศาลาเทศบาล ผมคิดว่า หอนาฬิกาคงปาเข้าไป ๖ ล้าน แต่ดีว่ายั้งเสียทันก็เลยยังไม่ได้

ดูเหมือนคุณป๋วยนั่นแหละตัดไว้เสียก่อนนะครับ ตอนนั้นเป็น
ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ต้นไม้นี่น่ะอย่างที่อาจารย์ป๋วยว่าช่วยทั้งกลิ่นทั้งเสียงทั้งสิ่งต่างๆ แต่ผมสรุปเอาง่ายๆ ว่ามันเจริญตา เจริญใจ มันช่วยให้เราเจริญวัย และช่วยให้เราเจริญสุข เอาง่ายๆ แค่นี้ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจพูดเรื่องไก่มา ๓๐ ปีจนกระทั่งละเมอเป็นไก่ ผลสุดท้ายก็เกิดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น แล้วทำไมเล่า นี่ก็ผ่านมาหลายสิบปี ก็เหลือแต่ว่า เอาล่ะนะ เอาเถอะนะ เอาซิวะเอากันแล้วหรือยังล่ะ แล้วผมจะฉายภาพให้ดู

นายป๋วย: เดี๋ยว ผมอยากเรียนถามคุณหมอนิดหนึ่งว่า ก่อนที่จะฉายภาพนี่ ถ้าเรามีต้นไม้ในกรุงเทพฯ มากขึ้นกว่าในปัจจุบันนี่ แล้วก็มีสวนสาธารณะมากขึ้น คนไข้ของคุณหมอจะน้อยลงบ้างไหม คือคนที่เป็นโรคประสาทนี่จะน้อยลงไหม

นายแพทย์ประสพ: สาเหตุอื่นยังมีครับ แต่เรื่องต้นไม้นี่ก็ช่วยได้

นายป๋วย: คุณหมอยังใจเย็นอยู่ ว่ายังไงๆ คนไข้ยังมีอยู่

นายแพทย์ประสพ: ครับ ลูกค้าผมยังมีอยู่

นายป๋วย: เพราะฉะนั้น ปลูกต้นไม้กันไปเถิด ใช่ไหมครับ

นายแพทย์ประสพ: ครับ

นายป๋วย: อ้า ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายแพทย์ประสพ: ฉายภาพต่างๆ ให้ชมพร้อมด้วยคำบรรยาย ส่วนมากเป็นต้นไม้ ดอกไม้ และสวนในต่างประเทศ กับมีต้นไม้ในประเทศ
ไทยด้วย

นายสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา: ผมได้ดูสไลด์ของคุณหมอประสพ และเห็นพุ่มไม้เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ทั้งเมืองนอกเมืองไทย ส่วนคุณศิริชัยก็ได้ฉายสไลด์ให้เห็นพุ่มไม้เต็มพระนครไปหมดเพื่อแสดงถึงความขาดร่มเงาในเมือง ผมสงสัยมาตั้งนานแล้วว่า ใครหนอที่ปลูกแต่พุ่มไม้ต้นไม้เตี้ยๆ เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ทำไมเราถึงไม่มีต้นไม้ใหญ่ๆ ที่ให้ความร่มเย็น ทุกวันนี้เราจะเป็นบ้าตาย ไม่ใช่ว่าขาดดอกไม้สวยๆ งามๆ แต่ทว่าขาดความร่มเย็น อย่างที่คนต้องเกาะอยู่กัน ตามเงาเสาไฟฟ้าต่างๆ เพราะเราไม่มีต้นไม้ใหญ่ๆ ผมอยากจะรู้เหลือเกินว่าใครหนอที่ทำให้เทศบาลปลูกแต่พุ่มไม้ ผมเรียกสมองระดับนี้ว่า Bushman mentality คือเป็นคนที่ยังอยู่ในสมัยยังไม่เจริญ ผมเลยเรียกคนประเภทนี้และเทศบาลทั้งหลายนี้ว่า ยังอยู่ในขั้น Bushman และบัดนี้ผมก็เพิ่งมาเจอตัว Bushman นั่งอยู่นี่เอง (ชี้ไปยังนายแพทย์ประสพ)

นายป๋วย: ผมขอให้คุณหมอแก้สงสัยให้มากกว่านี้ครับ

ต้นมะพร้าวกลางถนนราชดำริ

นายแพทย์ประสพ: ครับ แก้สงสัยง่ายนิดเดียวครับ คือว่าแต่เดิมมันไม่มีอะไรเลย เราจะเริ่มอะไรขึ้นมา ก็เริ่มของที่ทำได้ง่ายๆ ก่อนของใหญ่นั้น อย่างเช่นเราจะเริ่มที่สวนลุมพินี ก็ปรากฏว่าทำไม่ได้สักที พอปลูกลงไปแล้ว ลูกเสือก็มาตั้งแคมป์ ขุดเป็นรู พรุนไปหมด ตายเสียอีก แต่ผมไม่เกี่ยวกับเทศบาลนะ เพราะเขาไล่ออกมาสัก ๕ ปีได้แล้ว เพราะไปว่าเขามากๆ เขาก็เลยไล่ออก เหตุใหญ่ ดูเหมือนจะถนนสีลมเพราะเราคัดค้านไม่ให้ตัดต้นไม้ที่ถนนสีลม แต่เขาก็ตัดเสียเตียนหมด แล้วเสนอโครงการมาว่าจะสร้างใหม่ จ้างช่างจากญี่ปุ่นมา ผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น แล้วก็เสนอโครงการมา ตอนนั้น ๙๐๐,๐๐๐ บาท จากสีลมตลอดสาย ปลูกใหม่ เขาบอกแต่ก่อนนี้มันเกะกะ แล้วขยายถนนไม่ได้ และผมไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องว่าจะทำอะไร แต่ว่าทนไม่ไหว ที่มันไม่อะไรเลยก็เริ่มเสียบ้าง เพราะฉะนั้นถึงแม้จะเป็นขนาด Bushman ก็ยังดีกว่า no man เลย ว่าเอาสักหน่อยก็ยังดีนะครับ แต่ส่วนต้นไม้ใหญ่นั้น เราเตรียมไว้แล้ว ที่สวนบางมด แล้วเขาก็ได้ขยายออกไป จะไปทำพุทธมณฑล เตรียมไว้ตั้ง ๒๕,๐๐๐ ต้น

นอกจากนั้น ขณะนี้ ผมก็เป็นคณะกรรมการพัฒนาวัดกับเขาคนหนึ่งเหมือนกัน ได้เตรียมเพาะต้นไม้ไว้ ๑๐,๐๐๐ ต้น ต้นไม้ใหญ่ทั้งนั้น โดยมีพันธุ์พิเศษมาจากอเมริกาใต้ เพื่อจะกระจายออกไปในที่ที่มันขาดตกบกพร่อง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของคนบางคนก็อยู่ที่คอยเสริมที่มันขาด แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มิใช่หน้าที่แต่ว่าเห็นอะไร มันอดไม่ได้ ส่วนบางคนนั้น เห็นอะไรก็พูดไป แล้วมันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ของผมนี้พูดออกไปที มันเกิดขึ้นทุกที เพราะว่าผมพูดออกไปที เขาบอกว่าหมอเอาซิ ให้ผมทำ ผมก็ทำเลย แต่บางคนนั้น ก็พูดไปๆ อย่างนั้นแหละ คือมีให้ศิลปะหรือว่าปรัชญาอยู่อย่างนั้นแหละ แต่มันก็ได้แต่ญา มันไม่ได้เกิดอะไรขึ้นครับ อย่างนี้ เพราะยังงั้น ผมจึงคิดว่าถ้าหากว่าเราเริ่มทำอะไรเสียบ้าง ก็จะดี

นายอังคาร กัลยาณพงศ์: ความจริงคนที่เรียกตัวว่าชนชั้นสูง อย่างที่ใส่เสื้อนอกผูกไทอยู่นี่แหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองประเทศ ไม่ได้สร้างความรักต้นไม้ขึ้นในจิตใจของคนไทยเลย ยุคนี้คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความรักต้นไม้ เมื่อไม่มีต้นไม้ เมื่อไม่มีความรักจึงไม่เห็นความสำคัญ สมัยโบราณนั้น ความรักต้นไม้ของคนไทย ปรากฏอยู่ในลวดลาย กนกเครือวัลย์ จิตรกรรม ประติมากรรมมากมาย

ศาสตราจารย์ฝรั่งชาวเยอรมันคนหนึ่งว่ากรุงเทพฯ เห็นปลูกต้นไม้แห่งเดียว คือที่เขาดินวนา นอกจากนั้นแห้งแล้ง ผมมีความเห็นว่า ต้นไม้ที่เขาดินวนานั้นเขาปลูกไว้เพื่อประโยชน์ให้ลิงค่างร่มเย็น ไม่มีต้นไม้ที่ปลูกไว้สำหรับมนุษย์เลย ความสำคัญของต้นไม้ไม่ใช่เครื่องประดับหรือเครื่องเล่นของมนุษย์ ถ้าจะอ้างในวรรณคดีก็มีเยอะ ตัวอย่างเช่น เวสสันดร แต่หลักการสำคัญของต้นไม้ก็คือสร้างต้นน้ำ ลำธาร และความร่มรื่น เมืองไทยถึงจะเป็น Air-condition ตามธรรมชาติได้ แต่ที่นี้ไม่พูดถึงกันเลย อย่าพูดกันแต่ต้นไม้กรุงเทพฯ ขอให้นึกถึงภูเขาด้วยเพราะต้นไม้ที่นั่นเป็นสิ่งที่ให้เกิดต้นแม่น้ำลำธาร แต่แล้วก็ถูกทำลายไปเยอะแยะ ถึงจะมาดัดจริตรักต้นไม้ประดับที่แสนสวยอย่างฮอลแลนด์ ก็ไม่มีประโยชน์

นายป๋วย: การปลูกต้นไม้ในพระนครนี่ บางทีก็เป็นอันตรายเหมือนกันใช่ไหมครับ เช่นเมื่อผมเด็กๆ อยู่ หรือโตขึ้นมาแล้ว ถนนพญาไทออกไปทางถนนพหลโยธินถึงดอนเมืองนั้น เรามีต้นก้ามปูอยู่ทั้ง ๒ ข้างทาง และเป็นอันตรายแก่การสัญจรไปมา เฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าฝนตกหยิมๆ ละก็ มันลื่น แล้วก็เป็นอันตรายแก่ผู้ที่ขับรถ อันนี้ผมคิดว่าเราน่าจะคิดอยู่เหมือนกัน ในขณะเดียวกันเราต้องการต้นไม้แต่เราต้องการต้นไม้ชนิดที่เป็นประโยชน์ คือชนิดที่ไม่ทำอันตรายแก่การจราจร นั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งผมเคยถามหลายคนที่อยู่ตึกใหม่ๆ แล้วก็ที่ฟุตบาทข้างหน้านั้นมีที่มาก ผมถามว่าทำไมไม่คิดจะปลูกต้นไม้ใหญ่ข้างหน้า ที่ฟุตบาทของแกเสียบ้าง เขาบอกว่าถ้าปลูกต้นไม้ใหญ่ชิดกับตึกของเขาละก็ ขโมยจะปีนเข้าบ้านเขาด้วยการปีนต้นไม้ ผมก็รู้สึกเห็นใจเหมือนกัน คือมันรักษายาก ที่ผมเรียนมาหมายความว่าพวกเรานี้เห็นว่าการจะมีต้นไม้ควรจะมีทั้งพุ่มไม้ ไม้ดอก และไม้ร่ม ควรจะมีทั้งนั้นแหละ แต่ว่าถ้าจะมีแล้วจะมียังไง จะมีในสภาพอย่างไร นี่ผมอยากจะฟังความเห็น ทำไมอย่างในอังกฤษ เวลาเขาคิดสร้างเมืองใหม่ขึ้น หรือเอาเมืองเก่ามาดัดแปลงเป็นเมืองใหม่ ทำไมเขามี Garden city ได้ โดยที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่ริมถนน เป็นต้นไม้ชนิดที่ดีด้วย อ้า ม.ร.ว.ปิ่มสาย รู้เรื่องนี้ดี

ม.ร.ว.ปิ่มสาย: ไม่ทราบค่ะ เขาคงสร้างสวนไปก่อนซีคะ คือมีการวางแผนผังเมืองไม่ใช่สร้างเมืองส่งเดช คือเขาวางแผนปลูกต้นไม้พร้อมกับการปลูกตึก

 

ต้นตะเคียนที่ยังไม่ถูกรังแก

นายป๋วย: เพราะฉะนั้นต้องมีการวางผังเมือง ข้อนี้สำคัญ แล้วผังเมืองถ้านำมาใช้กับเมืองไทย แล้วจะบกพร่องอะไร จะใช้ได้ไหม

ม.ร.ว.ปิ่มสาย: มันก็ดีซีคะ

นายป๋วย: แล้วเลือกต้นไม้ให้ถูก

นายแพทย์ประสพ: ครับ นี่ผมก็สร้างโรงพยาบาลมาหลายแห่ง ท่านที่อยากดูไปดูได้ที่สงขลา ที่เชียงใหม่ เราสร้างตึกโดยไม่ตัดต้นไม้ แต่ว่ามีที่แห่งหนึ่ง ที่เชียงใหม่เหมือนกัน ต้นไม้อายุตั้ง ๘๐ ปี ถูกตัดไป ชัยพฤกษ์บ้าง อะไรบ้าง แต่ก็เหลือเป็นค้างพลูอยู่ คือเสาคอนกรีตมีเถาวัลย์ขึ้นค้างพลู อันนี้ก็เพราะก่อนก่อสร้างเขาตัดให้เตียนเสียก่อนแล้วถึงสร้าง แต่ของเรานั้น เราสงวนต้นไม้ใหญ่เอาไว้ แล้วก็แทรกตึกลงไป เพราะฉะนั้นก็เป็นวิธีการอันหนึ่งเราจะแนะต่อๆ ไปได้ โดยเฉพาะในหน่วยราชการหรือทางเทศบาล หรือทางโรงเรียน

นายสุลักษณ์: ประเด็นนี้ ผมว่าน่าสนใจนะครับ ผมอยากจะเรียนถามคุณหมอเหมือนกัน ในกรณีหนึ่งก็อยากแก้แทนคุณหมอ แต่ในกรณีหนึ่งก็อยากเห็นด้วยกับคุณสุเมธ ไม่ใช่ว่าประนีประนอมอะไรนะครับ เพราะว่าคุณสุเมธมีจุดเหมือนกันนะครับ คุณหมอก็มีจุดคือว่าพวกหนึ่งก็พร่ำอยากจะมีต้นไม้ แล้วก็ไม่เห็นทำอะไร อีกฝ่ายหนึ่งก็ทำ ทีนี้ผมว่าคุณสุเมธก็คงมองในแง่เงินงบประมาณถึงแม้ว่าคุณหมอไปแนะนำก็จริง การปลูกพุ่มไม้อะไรต่างๆ นี้ใช้เงินเทศบาล เงินหลวง ก็เงินเรานี่แหละ ทีนี้เรามีความเห็นขัดแย้งกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะเป็นต้นไม้ให้ร่มให้เงา อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าขณะนั้นยังไม่มี ได้ก็เอา เป็นพุ่มเอาไว้ก่อน อย่างน้อยมันก็ให้ความสวยความงามอะไรนี่ ผมก็นึกเหมือนกันว่าเรื่องปลูกต้นไม้ อย่างผมไม่มีความรู้ อย่างคุณหญิงปิ่มสายมี อาจารย์กสิณมี ผมเชื่อว่าจะต้องมีพวกความรู้เข้ามาเกี่ยวข้องทีเดียว ต้นอะไรควรจะปลูกที่ให้ร่ม บางกรณีให้ร่มมากไปเป็นอันตรายต่อคนขับรถด้วย เพราะฉะนั้นในกรณีเช่นนี้ต้องปรึกษาผู้รู้ แน่เลย ทีนี้นี่ผมยังอยากจะถามเหมือนกันว่ามีการปรึกษาหารือกันเพียงไหนผมว่าผลงานอย่างที่เพาะชำที่บางมด ผมก็ไปดู ผมรู้สึกว่านั่นเป็นโบแดงเลย ว่ามีการเตรียมเอาไว้ว่า จะไปปลูกอะไรต่อไปอย่างโครงการที่ว่าจะพัฒนาวัดนี่ มีต้นไม้ตั้ง ๒๐,๐๐๐ ต้นเมื่อไหร่จะได้ปลูก จะได้อะไรกัน นี่ก็น่าสนใจเหมือนกัน

นายแพทย์ประสพ: ครับ สำหรับต้นไม้เล็กต้นไม้ใหญ่นี่ ต้นไม้ใหญ่ ขอโทษอันดับแรกก่อนนะครับว่า ในคณะกรรมการซึ่งตั้งอยู่ได้เพียง ๒ ปี แล้วถูกเขาปลดออกไป ใน ๒ ปีก็ทำได้แค่นั้นนะครับ คือกรรมการนั้นก็มีทั้งฝ่ายผู้รักต้นไม้อย่างพวกผมและฝ่ายวิชาการอย่างเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น ยังมีอีกหลายท่านด้วยกันรวมทั้งคุณเขตต์ ศรียาภัย ซึ่งแกรักต้นไม้ใหญ่เหลือเกิน แกค้าน ไม่ให้เทศบาลโค่นมะฮอกกานีที่หลังสวนจิตรลดานั่นอยู่อย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งว่ารอดอยู่ได้ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง แล้วต่อมามันก็ถูกโค่นจนได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องต้นไม้ที่มีอยู่ในกรรมการ และกรรมการที่ว่านี้ ไม่ใช่กรรมการที่ถูกแต่งตั้งที่เรียกว่ามีศักดิ์มีสิทธิ์ แต่เป็นว่าเหมือนกับว่าแนะเขา เขาเอาก็เอา เขาไม่เอาก็แล้วกันไป แล้วผลสุดท้ายแนะมากๆ เขาไม่เอาเข้า ก็ต้องถอยออกไป ผลอย่างไรก็ตาม มันก็ได้เป็นจุดเริ่มต้นในการที่ว่าทำทั้งเล็กและทั้งใหญ่ ส่วนที่ว่าพัฒนาวัดจะเริ่มยังไง เขาเพาะขึ้นมาแล้ว ที่วัดพระศรีมหาธาตุ เป็นที่เพาะชำของเขา แล้วต่อจากนั้น เขาก็กระจายออกไป ตอนนี้เพาะขึ้นแล้วครับ

นายป๋วย: ใครเป็นผู้ทำครับ คุณหมอ

นายแพทย์ประสพ: กองพัฒนาวัด กรมการศาสนา

นายมยูร วิเศษกุล: กระผมได้ฟังท่านประธาน แล้วก็คุณหมอ แล้วก็ท่านที่มาร่วมสนทนาวันนี้ เห็นท่านบอกว่า ท่านพูดมา ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วก็มี แต่ผมว่าพูดไป ๒๐ ปี ๓๐ ปีก็ดี นี่พูดไปบางทีมันก็เปลี่ยนทัศนะความนึกคิดของคนได้บ้าง แต่ว่าพูดแล้วไม่ทำนี่ ผมคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก ในการเชิญมาวันนี้ นอกจากทางด้านสมาคมสถาปนิกสยาม ชมรมรักต้นไม้ กับสยามสมาคมแล้ว เรายังได้เชิญกำลังเข้ามาร่วมอีกหลายพวก เฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นปัญญาชนในวันข้างหน้า คือนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัย เราเชิญมาวันนี้ พร้อมกับสมาคมอีกหลายสมาคม ที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์ทางด้านนี้บ้าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าสมมุติว่าพูดหรือว่าเริ่มขึ้นแล้วกลับไปบ้าน เราก็คงจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นหน่อย แล้วก็นอนหลับต่อไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราจะจัดวันต้นไม้ขึ้นสักวันหนึ่ง เชิญพวกนักเรียนขั้นมหาวิทยาลัย ท่านมีแรงหน่อยท่านก็คงช่วยเรา หรือว่าทางพวกท่าน บริษัทห้างร้าน อย่างผู้จัดการใหญ่บริษัทไทยออยล์ ท่านก็มาที่นี่ ท่านอาจจะช่วยในเรื่องปุ๋ยให้ได้ฟรี หรือว่าเครื่องไม้เครื่องมือเราจะเอาที่เทศบาล แต่อย่านึกว่าเรื่องนี้เราจะทำได้ทุกๆ อย่าง นี่มันอยู่ที่งบประมาณรัฐบาล แต่ที่เราทำนี่เป็นของเล็กก็จริงแต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เราทำคือเป็นการแสดงออกของประชาชนว่านี่คือความต้องการของประชาชน รัฐบาล เทศบาล หรือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องจะรู้สึกไหม ที่เราสะกิดแค่นี้นั่นก็เป็นความหนาความบางของท่าน ผมก็ไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ผมก็ขอร้องว่าหลังจากการสนทนาครั้งนี้ผมอยากจะเชิญชวนท่าน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางมหาวิทยาลัย และทางสมาคม ทางเทศบาล และทางบริษัทที่เชิญมา ให้ร่วมกันกรุณาจัดวันต้นไม้ในพระนครขึ้น ซึ่งทางสมาคมสถาปนิกฯ และกรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปกรรม ก็จะทำหนังสือเชิญซ้ำไปอีกทีหนึ่งเพื่อเรามาร่วมประชุมร่วมมือกัน ผมขอขอบคุณครับ

นายกระสิน สุวตะพันธุ์: เรามีวันต้นไม้แห่งชาติอยู่แล้วในวันเข้าพรรษาแต่หากจะมีวันต้นไม้พระนครอีกก็ได้ ส่วนพันธุ์ไม้ดูเหมือนขอจากกรมป่าไม้ได้ ทางกรมป่าไม้ยินดีให้ความช่วยเหลือ ไม่อั้น

นายชนะ รุ่งแสง: ในฐานะที่ผมเป็นผู้หลงผิดมา ๘ เดือนแล้ว ที่กระโดดเข้าไปในวงเทศบาล รู้สึกว่าที่มาวันนี้ก็จะเป็นรายการถูกหลอกด้วย ที่ได้ยินคำว่าเทศบาลๆ แต่ก็ขอเรียนยืนยันว่าในขณะนี้ บ้านเมืองเรานี่ก็ถึงเวลาแล้ว ที่ควรจะได้มีการปรับปรุงแก้ไขความหนักอกหนักใจทั้งหลายในบ้านเมืองเรา นี่ก็ดูว่าจะเป็นเรื่องที่ว่า เอามาคุยประดับในวงสนทนากันเท่านั้น แต่ว่าเราขาดเจ้าภาพที่จะคิดแก้ไข ที่จะรับผิดชอบที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมที่เป็นเด็กรุ่นหลังก็อยากจะพูดว่าเห็นอะไรที่เป็นความไม่เข้าท่าหลายอย่างในกรุงเทพฯ นี้ประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการเทศบาล

สิ่งที่อยากประจานตัวเองในฐานะที่เป็นเทศมนตรีก็คือว่า การปลูกต้นไม้ของเทศบาลนั้นเป็นสิ่งที่น่าอับอายขายหน้าเหลือเกิน เรามีปลูกต้นมะพร้าวบนผิวแอสฟัลท์ที่ถนนพหลโยธิน เรามีการดำรงต้นไม้ไว้ คือต้นมะขามที่ถนนสุโขทัย ซึ่งเป็นเรื่องเดิม มาเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการไม่กล้าตัดสินใจ เทศบาลต้องการผิวจราจรแน่หรือว่าต้องการต้นไม้ไว้ เป็นสิ่งที่เทศบาลนครกรุงเทพฯ ในสมัยหนึ่งคงไม่สามารถตัดสินใจลงไปได้ ผลสุดท้ายก็คือ สร้างผิวจราจรให้มีต้นมะขามคงเอาไว้ด้วย แล้วรอวันว่าเมื่อต้นมะขามนั้นตายไปคือใบร่วงไปแล้วตายไปเมื่อไรก็จะตัด โดยที่เทศบาลกรุงเทพฯ จะไม่ดูดาย แต่ลืมไปว่า การที่รออยู่อย่างนี้เป็นการประจานตลอดเวลา เป็นเรื่องที่ผมอับอายขายหน้า แล้วก็รู้สึกว่า ไม่อยากจะอยู่ในเทศบาลนครกรุงเทพฯ เลย แต่จะทำยังไงได้ บัดนี้ผมได้มาอยู่ท่ามกลางผู้ที่มีน้ำจิตน้ำใจต่อบ้านเมือง และมีน้ำจิตน้ำใจต่อประชาชนคนไทย แล้วก็หวังเทศบาลนครกรุงเทพฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมหวังว่า หน้าตาของท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี้ ผมจะต้องจดจำเอาไป ตักตวงอะไรในแง่ความคิดความเห็นและประสบการณ์ เพื่อปรับปรุงกรุงเทพฯ ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอเรียนว่า ถึงแม้ว่าสิ่งที่ทำไปแล้วก็คงจะต้องแก้ไขกันอีก เพราะมีความไม่เข้าท่าสูง อย่างผมอยู่ถนนสุขุมวิท ได้เห็นถนนสุขุมวิทนี่ มาปลูกต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อเด็กๆ ผมก็เกลียดต้นอย่างนี้ ต้นรำเพยนี่ แล้วก็โตขึ้นหน่อยก็เกลียดไปอีก เพราะผมไม่ได้เรียนเทพศิรินทร์ ผมเรียนที่สวนกุหลาบ ต้นไม้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ขณะนี้นี่มันไม่พอแน่ แต่ว่าเราจะหาที่สาธารณะที่จะปลูกเป็นสวนสาธารณะ เราก็ไม่สามารถที่จะหาได้ แต่ฟุตบาทและทางเท้าที่มีอยู่นี่ ก็หวังว่าจะดีขึ้นมาในระยะเวลาข้างหน้า โดยหวังในความกรุณาที่จะได้รับความคิดเห็นจากท่านทั้งหลาย

นายแสงอรุณ รัตกสิกร: ผมอยากจะเสนอแนะบางอย่างคือ เราจะทำอะไรไปนี่ ก็ทำไปโดยไม่มีวิชาความรู้ ไม่มีแนวไม่มีหลักการที่เห็นสมควรที่จะยึดเป็นแนวแบบฉบับ ต้นไม้เป็นของซึ่งสร้างลักษณะประจำตัวให้แก่คนของเราหรือประเทศของเรา เช่น คุณศิริชัยฉายสไลด์วันนี้ จะเห็นว่ามีต้นปาล์มขวดขึ้นมา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นของเลอะเทอะมาก เพราะเหตุที่ว่าเราเล็งผลว่าจะให้มันโตเร็วๆ เท่านั้นมันไม่พอจะต้องมีเหตุผลพอที่จะเลือกต้นไม้มาปลูกด้วย ผมเห็นว่าควรที่จะพยายามศึกษาและลองพิจารณาใช้ต้นไม้ ที่เป็นต้นไม้พื้นเมืองของเรามากกว่า เพราะต้นไม้พื้นเมืองของเราทนทานดินฟ้าอากาศและโรค ง่ายในการบำรุงรักษาอย่างหนึ่ง ประการที่สองเป็นลักษณะประจำตัวของท้องถิ่นนี้ ประเทศนี้ ผมก็ไม่ใช่คนรักชาตินิยมจัด แต่ผมเห็นว่างานศิลปะ จนกระทั่งถึงเรื่องการปลูกต้นไม้ต่างๆ นี้ ควรที่จะมีรูปสะท้อนของคนสร้างมันขึ้นมาด้วย คนนั้นควรจะเป็นคนซึ่งมีความคิดของตัวเอง ซึ่งไม่ได้ไปขอหยิบขอยืมหรืออย่างเลว คือไปก๊อบปี้ใคร ขโมยความคิดของคนอื่นเขามา โดยไม่มีความรู้อะไร

สองฟากคลองสาทร

เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเห็นว่า ก่อนที่เราจะปลูกต้นไม้หรือตั้งสมาคมปลูกต้นไม้ อะไรต่ออะไร เสร็จแล้วก็รีบร้อนอยากแสดงอวดว่าเราได้ทำแล้ว ก็ไปเอาต้นไม้เชยๆ มั่ง อะไรมั่งมาปลูก ผมก็ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร เสียแรง เสียเงิน เสียเวลา เพราะฉะนั้นเราควรมีนโย-
บายที่แน่นอนว่า เราจะสร้างลักษณะประจำเมืองของเราขึ้น ด้วยต้นไม้อย่างใด สำหรับผมนิยมเหลือเกินที่จะให้มีต้นไม้ประจำชาติของเราที่งอกงามดี ไม่ใช่เพราะเป็นคนชาตินิยมนัก เพราะว่ามันงาม มีลักษณะเฉพาะตัวของเรา จริงๆ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือผมเห็นว่าผู้ที่ทำงานในราชการก็ดี ต่ำหรือสูงก็ได้ มักจะนิยมใช้ต้นไม้ที่หายากกับราคาแพง อย่างเช่นต้นสนฉัตรอย่างนี้ ต้องไปสั่งเขามา หรือไม่ก็ต้องพยายามปลูกดอกไม้ อย่างเช่นดอกทานตะวันโตเท่าหน้าคนอย่างนี้ อย่างนี้ผมเห็นว่าเป็นของที่ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะต้นไม้ไทยจริงๆ ที่ไม่ต้องใช้ฮอร์โมนแต่สวยงามให้กลิ่น อย่างเช่นอาจาย์ป๋วยพูด มีเยอะแยะไป ดอกทานตะวันผมว่าเดี๋ยวเดียวมันก็โทรม แล้วมีอะไรก็ต้องปลูกกันใหม่ คนที่ไม่เป็นโรคเส้นประสาทก็เลยเป็นโรคเส้นประสาท เพราะฉะนั้น ต้นไม้พื้นเมืองปลูกตามข้างถนนหนทางสวยเหลือเกิน อย่างเช่นต้นจากอย่างนี้ไม่เคยที่เทศบาลเอามาปลูกเลย คลองสาทรก็ยังแซมโคลนขยะอะไรต่างๆ ถ้าหากคิดที่จะซ่อนเร้นความน่าเกลียดของโคลนเราไปเอาต้นไม้ ต้นหญ้าหรือต้นกกมาปลูกก็จะได้ผลดี ผมเห็นหลายคนว่าเป็นไม้ชั้นต่ำแต่ผมเห็นว่า นี่เป็นความงามและเป็นความงามที่ตรงไปตรงมา บริสุทธิ์ สะอาด ทำไมเราต้องไปรังเกียจต้นไม้เหล่านั้น

มีอีกหลายคนที่พยายามจะเขียนบทความ ที่จะสรรเสริญไม้ที่มีราคาแพง หาได้ยาก นี่ล่ะครับเป็นที่ผิดละ ของฟุ่มเฟือย เรามันประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ควรเอาเงินไปซื้อต้นไม้ต่างประเทศ ไปสั่งต้นสนอะไรต่ออะไรมา นี่แหละครับกรรมการอย่างคุณวิลาส ที่เป็นนายกชมรมรักต้นไม้ ก็น่าจะลองเขียนบทความชี้ให้เห็นความงามของของเราเสียบ้าง จะดีกว่า

นายแพทย์ประสพ: ผมขอแถลงเสียหน่อยนะครับ เรื่องฮอร์โมนหรือเรื่องอะไรน่ะ มันเรื่องจูงใจชั่วขณะครับ ไม่ใช่เรื่องถาวรอะไร เพราะฉะนั้นผมอยากให้ผู้เสนอนี่ เข้าไปในโรงพยาบาลสักหน่อย (หัวเราะ)

นายป๋วย: คุณหมอ จะรับไว้กี่วัน (หัวเราะ)

นายแพทย์ประสพ: อย่างน้อยก็พอซึมซาบอะไรได้บ้าง (หัวเราะ) เพราะถ้าได้ไปดูข้างในจริงๆ แล้วจะเห็นว่ารอบสระเรานั้นอะไรครับ บอน หลังบอนออกไปอะไรครับ เตย ต้นไม้ไทยทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ที่ผมพูดออกมานั้นก็คือว่า อะไรที่จูงใจ ขั้นแรกเราก็ทำไว้แค่นั้น แล้วก็เลิกแล้วกันไป ไม่ใช่ว่าเพ้อหรือหลงใหลไปกับเรื่องของสูงของแพง ของแปลกอะไร เปล่าทั้งสิ้น คือผมก็เรียกว่า มันยะ มันยังคืออยู่ (หัวเราะ)

ในประการที่ ๒ นะครับ เรื่องต้นไม้ที่ว่ามีแผนมีอะไรต่างๆ นี่ ผมอยากให้คุณชนะไปดูที่กองสวน จะเห็นว่ามีเกือบทุกถนน สัก ๒๐ สาย ที่ปลูกต้นหางนกยูงสายนั้น สายนั้นปลูกต้นชัยพฤกษ์ สายนั้นปลูกพิกุล สายนั้นปลูกอะไรต่างๆ ต้นไม้ไทยทั้งนั้น แต่เขาไม่ทำกันเองต่างหากล่ะ แล้วเราจะไปทำยังไง

นายป๋วย: มีแผนหรือ

นายแพทย์ประสพ: มีครับมี ถ้าต้องการมีพยาน คุณเขตต์ ศรียาภัย เป็นพยานได้อย่างดี มีอยู่แล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมเห็นด้วยต้องมีแผน ต้องมีความรู้และคนมีความรู้ก็คือผู้เชี่ยวชาญหลายด้านมารวมกันและพูดถึงเรื่องของไทยนี่ ผมก็เห็นด้วยในเรื่องของไทย และผมก็ทำแล้วด้วยซ้ำ

พ.ต.ท.ประสัตถ์ ปันยารชุน: ท่านประธานครับ กระผมมาฟังในวันนี้ ผมรู้สึกดีใจที่ทางการกำลังสนใจอย่างดีขึ้น แล้วเมื่อผมมาฟัง ผมก็ไม่แน่ใจว่าที่เราพูดกันอยู่นี้จะเกิดผลอะไรบ้าง คือว่าต่างคนต่างพูดด้วยใจ คนไทยที่ยังมีบทบาท เท่าที่เราฟังดู บางคนมีบทบาทมาแล้วอย่างมากอย่างเช่นคุณหมอประสพ และบางคนอาจจะมีบทบาทซึ่งผมไม่รู้จัก และเผอิญผมนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ไม่สามารถจะมองได้รอบตัว แต่ผมรู้สึกดีใจอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อประธานเชิญให้คุณชนะพูด ผมไม่เคยได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวแต่รู้จักชื่อ เพราะว่าผมเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทีนี้ผมมาดีใจที่ท่านบอกว่า ท่านถูกหลอกมาหรือเปล่านี่ ผมดีใจที่ท่านมา ท่านเป็นเทศมนตรี มีหน้าที่ น้อยครั้งมากที่ผู้มีอำนาจอาจจะบันดาลอะไรได้ ที่จะมาร่วมงานแบบนี้ ผมดีใจที่คุณชนะมา แล้วผมคิดว่าผมสามารถพูดได้ ในฐานะชาวพระนคร ที่คุณชนะบอกว่ารู้สึกกระดากใจ ไม่ต้องกระดากใจ ที่เขาพูดถึงเทศบาล ต้นไม้ไม่ใช่ปลูกวันนี้ ขึ้นวันนี้ มันเรื่องของเทศบาลชุดก่อน ฉะนั้นคราวต่อไป หากคุณจะเริ่มปลูก ขอให้ปลูกให้มันถูกเรื่องถูกราว จะได้เป็นผลดีต่อชาวพระนคร ผมคิดว่าพวกเราคงจะดีใจที่อย่างน้อยมีตัวแทนเทศบาลมานั่งฟังอยู่ด้วย และผมหวังว่าการปลูกต้นไม้ต่อไปของเทศบาลก็คงจะดีขึ้น ทีนี้ผมจำได้
ว่า การปลูกต้นไม้ของไทยเรานี่อย่างตามทางหลวง ถ้าปลูกต้นก้ามปูทำให้ถนนลื่น ทำให้เกิดขนนักท่องเที่ยวเข้ามาจากดอนเมือง แต่ปัญหาเหล่านี้ผมคิดว่าคงจะหมดไป ในเมื่อเราได้ขยายทางหลวงแล้วนะครับ อีกประการหนึ่งถ้าประเทศไทยยังมีทางหลวงที่แคบๆ ซึ่งต้นก้ามปูจะทำให้ถนนลื่นได้ ถ้าบ้านเมืองเราเจริญและมีระบบปรับถนนให้ดีขึ้น ก็หมดปัญหา อย่างเมืองนอกหิมะตกเขาไม่เห็นเดือดร้อน แต่บัดนี้เราก็มีทางหลวงที่กว้างขึ้นแต่ก็ร้อนเหลือเกินเพราะไม่มีต้นไม้ ท่านก็ปรารภว่าในพระนครต้นไม้นับวันจะถูกตัด เพราะขยายถนน ถมคลอง น่ะครับ ผมว่าอย่างที่คุณหมอประสพบอกว่า กองสวนเขาวางแผนไว้แล้ว ว่าถนนนั้นจะปลูกต้นนั้นต้นนี้อันนั้น ผมไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้ แต่ผมเห็นว่าที่วางแผนไว้ดี

 

ผมสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่าถนนเมืองไทย ในสมัยโบราณท่านปลูกต้นไม้ไว้อย่างดี แต่เราสังเกตไหมเวลาที่ถมถนน ถมคลอง ขยายถนนนี่ ความประสงค์เจตนาของเจ้าบ้านผ่านเมือง ที่จะสงวนไว้ซึ่งต้นไม้ แต่สงวนไว้ไม่ได้ เพราะเหตุใดซักตัวอย่าง ถนนวิทยุ ต้นไม้ที่เราปลูกบนถนน ถ้าคนไม่ตัด ก็ทิ้งไว้อย่างระเกะระกะ เพราะการปลูกของเรานี่สมัยโบราณ เราปลูกเหมือนเมืองต่างๆ ในเอเชียเขาปลูก แต่เราสักแต่ปลูก ไม่รู้จักวิธีสงวนรักษาที่จะให้ต้นไม้นั้นคงทนอยู่ ในแง่ที่จะเป็นความงาม ที่ผมพูดอย่างนี้ ผมจะชักตัวอย่าง ว่าแต่ก่อนเรามักจะปลูกต้นก้ามปูแล้วก็ปลูกริมคลองที่เราเอาดินมาถมถนน ต้นไม้จึงพยายามจะเอนลงไปหาคูหรือคลองเสมอ นี่เราเห็นชัดๆ เลยในขณะเดียวกันเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นก็มีระบบการเสาไฟฟ้า สายไฟยังไม่เจริญถึงจะเอาไว้ใต้ดิน การปลูกก็สักแต่ว่าปลูก เมื่อเอนลงคูคลองแล้ว กิ่งก้านสาขามันออกยังเตี้ยๆ มันก็จะไประสายไฟ เมื่อระสายไฟเราก็มีการตัด ตัดแล้วต้นไม้ก็พิการ เสียแขนเสียขาทีนี้พอเมื่อถมถนนแล้ว พยายามที่จะสงวนไว้ก็สงวนไม่ได้ ถนนวิทยุ คุณดูซิ น่าเกลียดที่สุดเลย คือตามถนนนี้ บางต้นเอน บางต้นเหลือสามขา บางต้นเหลือสองแขน เพราะต้นมันไม่ตรง ทีนี้เรามาคิดดูทำไม เมืองอื่นในเอเชียต้นไม้เขาตรง ไม่ต้องดูที่ไหนไปดูแค่ที่ฮานอยก็ได้ครับ หรือไซง่อน หรือเว้ มุกเดน จาการ์ตา

นายสุลักษณ์: ไปมาเมื่อไร ฮานอยน่ะ (หัวเราะกลบเสียงพูดหมด)

พ.ต.ท.ประสัตถ์: อย่างที่ฮานอย ซึ่งเดิมฝรั่งเขาปลูกไว้ ไม่ใช่ปลูกเหมือนเรา ลาวก็ปลูกอย่าง ไซง่อนก็ปลูกอย่าง เขาปลูกต้นมะขาม แล้วฝรั่งเขาก็รู้เมืองอย่างไซง่อนนี่ยังไม่สามารถที่จะเอาสายไฟฟ้าฝังใต้ดิน เขาพยายามดัดครับ ให้มันขึ้นไปสูงเสียก่อน สูงตรงเลย พอพ้นจากระดับที่เขาคิดว่าสายไฟจะวางสูงจากพื้นกี่เมตร แล้วเขาก็จะเริ่มปล่อยให้ออกกิ่งก้านสาขา พอออกกิ่งก้านสาขาแล้วไม่ต้องมากมายครับ ร่ม เพราะว่ากิ่งมันไปอยู่สูงกว่าพื้นสายไฟ เพราะฉะนั้นผมก็จะขอเรียนเตือนเทศบาลนครกรุงเทพฯ ถ้าจะเริ่มสร้างปลูกต้นไม้ใหม่นี่ จะต้นอะไรก็แล้วแต่ พิกุลของหมอประสพก็ได้ ขอให้เริ่มต้นให้ต้นตรงเสียก่อน แล้วจึงเริ่มตัดให้มันขยายกิ่งออกมา เมื่อพ้นระยะระดับของสายไฟคุณก็จะได้ต้นไม้สูงที่เป็นระเบียบ ไม่เหมือนที่ถนนวิทยุ ซึ่งสวยอย่างน่าเกลียดเพราะบางต้นก็เอียง บางต้นก็ขากะเผลก นี่ตัวอย่างเห็นตำตา สงวนไว้แต่ก็เป็นภาพที่บัดสีมาก ผมฝากไว้เท่านี้

นายสุลักษณ์: ผมว่าคุณชนะคงไม่เสียใจหรอก เป็นการช่วยหาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ด้วย เมื่อกี้นี้ก็รู้สึกคุณประสัตถ์ แก้แทนแล้วว่า ความเลวต่างๆ นี่มันก่อนเทศบาลคณะนี้เข้ามา ทีนี้ผมอยากจะพูดสักนิดหนึ่งนะครับว่า ตั้งแต่คณะเทศมนตรีคณะนี้เข้ามา ก็ยังแหยอยู่ตามเคย โครงการสวนลุมฯ ของคุณแสงอรุณ ก็ไม่เห็นไปถึงไหน คุณแสงอรุณก็แหยเหมือนกัน เทศบาลก็แหยเหมือนกัน ผมจะว่าแหยไปจนกว่าผมจะเห็นผลของสวนลุมฯ นะครับ นี่ผมเป็นพวกหมอประสพ ตอนนี้ (หัวเราะ)

ทีนี้ผมก็จะแสดงถึงวิธีที่จะไม่ให้แหย ผมว่าที่เสนอมาเมื่อกี้นี้ ประการแรกเทศบาลน่าจะรีบทำ ในสิ่งที่เป็นของอันอาจทำได้สักอันหนึ่งภายในไม่ช้านี้เป็นไปได้ ในวันเข้าพรรษานี่ก็ได้ด้วยซ้ำไป เห็นจะไม่ยาก นักศึกษาอาจจะเห็นด้วย เราอาจจะเห็นด้วย เลือกถนนสักสายหนึ่ง เอาแบบเหมาเซตุงก็ได้ ไปขุดถนนกันคนละนิดละหน่อย นี่เป็นวิธีหนึ่งหมายความว่าคิดระยะสั้นนะครับ เพราะว่าน่าจะทำอะไรกระตุ้น เทศมนตรีคณะนี้จะได้ไม่เสียอกเสียใจว่าคิดมาผิดอะไรต่างๆ จะได้อยู่ต่อไป ด้วยความสงบพอสมควร ผมว่าน่าจะทำอะไรให้เป็นกิจกรรม ให้มันออกมาทันตาเห็นสักอย่างหนึ่ง คิดกันให้รอบคอบพอสมควรแต่ว่าเลือกเวลาได้แล้ว แล้วก็นี่ที่นั่งอยู่นี้ ก็มีผู้รู้หลายคนนี่ คุณกวี คุณจุติกุล ก็ผู้รู้จากเกษตรเก่าเดี๋ยวนี้อยู่มหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณกสิณก็จากจุฬาฯ ถึงแม้คุณหมอประสพจะเป็น Bushman ก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน อะไรต่างๆ เหล่านี้ ยังคุณแสงอรุณอีกผมว่าน่าจะทำได้นะครับ ปรึกษากันภายในไม่ช้านี้คือมุ่งทำประโยชน์ปัจจุบันเลยทีเดียว แต่ขณะเดียวกันเทศบาลหรือใครหรือเราก็ตามต้องเห็นประโยชน์ระยะยาวด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลานี้ต้นไม้ก็ยังมีพอสมควรนะครับ คลองถึงจะสกปรกอย่างไรคลองก็ยังมีอยู่ สองข้างทางถนนสาทรก็ยังเป็นที่คนอยู่นะเท่าที่ผมทราบนี่ คุณนิจ หิญชีระนันทน์ จากผังเมืองอาจจะบอกได้ว่ากำลังคิดจะทำถนนใหญ่เลย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วต้นไม้จะต้องไปแน่ๆ ตึกสองข้างทางสาทรก็จะกลายเป็นห้องแถว สกปรก น่าเกลียดขึ้นมา เพราะความโลภของมนุษย์เผื่อเราเลี่ยงได้ เปลี่ยนได้ก็จะดี เช่นผมฟังจากผังเมืองว่า ถ้าเผื่อตัดถนนทางฝั่งธนฯ เชื่อมจากสีลมแทนจะเป็นสาทร มันจะเปลี่ยนอะไรได้หลายอย่าง แต่ผมเข้าใจว่าถ้ามีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง กินกันบ้างอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สู้กันลำบาก แต่ก็น่าจะสู้กันได้ ถ้าแลเห็นภัยจะมาถึง ผมว่ามันจะต้องมองระยะใกล้กับระยะไกลนะ ระยะใกล้น่าจะรีบทำเสียให้เป็นกิจจะลักษณะ ระยะไกลก็น่าจะวางไว้ พวกอนุรักษ์ศิลปกรรมต่างๆ นี่ก็น่ายินดีเพราะปลูกต้นไม้เป็นวิธีการอย่างหนึ่งของการอนุรักษ์ธรรมชาติ อย่างเมื่อกี้นี้ที่คุณศิริชัยฉายให้ดูวัดสระเกศก็เห็นว่าเกือบไม่เห็นต้นไม้แล้วครับ และนอกจากนั้นยังมีแผนการจะสร้างห้องแถว ๔ ชั้น ๒๐๐ ห้อง ภายในบริเวณบรมบรรพตภูเขาทอง และคณะรัฐมนตรีก็ทำอะไรไม่ได้ ยังแหยๆ อยู่ เวลานี้ยังแหย คือยังไม่เห็นผล ผมก็ว่าแหยก่อน ขอโทษที ถ้าเห็นผลออกมาล่ะก็ เออ คณะรัฐมนตรีชนะเจ๊ก สั่งเลิกได้ล่ะก็ผมจะเปิดหมวกให้

นายอังคาร: ผมขอต่อสักนิด คือผมทราบจากคุณมยูรว่าต้นมะขามจากแนวริมพระราชวังด้านข้างสนามม้าก็จะถูกตัดในเร็วๆ นี้ คือผู้ใหญ่จะให้มีต้นมะฮอกกานีแทน ทีนี้ลูกน้องเกิดประจบสอพลอเข้า พอนายจะเอา ก็จะตัดกันใหญ่ แต่ที่ผมเป็นห่วง ผมมิได้เป็นห่วงต้นไม้ในกรุงเทพฯ แต่ผมห่วงต้นไม้เขาใหญ่ วนอุทยานแห่งชาติ เพราะเป็นที่กำเนิดของแม่น้ำลำธาร

พ.ต.ท.ประสัตถ์: คือว่า เราประชุมกันนี่ ผู้สนใจในต้นไม้ทั้งนั้น รวมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ผมคิดว่าเรานี่จะมีทางไหนที่ประชุมแล้วมันเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราจะทำได้สักตัวอย่าง เช่น สวนลุมฯ ยังเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้าอยู่ ชาวกรุงเทพฯ จะมีทางไหม เราฝากไว้เลย ว่าเป็นสิ่งเรียกร้องของชมรมนี้ และขณะเดียวกัน หลังจากนั้นชมรมรักต้นไม้ หรือชมรมสถาปนิกสยาม ผมว่าขอได้ไหมครับ ทำสวนลุมฯ ให้เป็นสวนลุมฯ สักหน่อย แล้วเวลานี้เราก็ร้องทุกข์ครับในฐานะประชาชนคนไทย ในพระนคร เรารักต้นไม้ เราเดือดร้อนมาก คือมีคนทำให้ต้นไม้เป็นสิ่งที่น่าบัดสีบัดเถลิงมากกลางเมือง คือที่สวนลุมฯ นั่นเอง ภัตตาคารบ้า รูปเรือ ปลายหัวเรือเป็นรูปกินรี เดี๋ยวนี้ได้กลายเป็นที่ปลูกต้นไม้คือได้ปลูกต้นไม้เป็นลักษณะคล้ายคนไป จากส่วนล่างไปสู่หน้าอก เพราะฉะนั้นเราควรจะเสนอว่า ขอให้ตัดรูปปั้นนั้นทิ้งไปเสียเลย

นักศึกษาผู้หนึ่ง: ต้นไม้ไม่จำเป็น ร้อนก็อย่าออกไปไหน เอาเงินไปพัฒนาประเทศส่วนอื่นดีกว่า ปลูกไว้เปลืองเงิน ล้มมาก็ต้องตัดสายไฟฟ้า ยุ่งไปหมด

นายสุเมธ: ต้นไม้ไม่จำเป็นก็ดีแล้ว นอกจากเรื่องต้นไม้แล้วก็เรื่องการรื้อวัดวาอาราม เรื่องการทำลายศาสนา เรื่องการตัดเศียรพระพุทธรูป และเรื่องการฉุดเด็กเล็กไปเป็นโสเภณี ก็ต้องปล่อย บ้านเมืองจะต้องแห้งแล้ง และไม่มีวัฒนธรรมวัดวาอาราม และโบราณสถานจะต้องหมดไป พระพุทธรูปจะต้องถูกขโมยให้หมด การคอร์รัปชั่น อะไรต่ออะไรก็ต้องปล่อยๆ ไป ผมคิดว่าบ้านเมืองเราจะต้องถึงจุดสุดขีด จึงจะเกิดปฏิกิริยาและเกิดความกระตือรือร้น ที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

นายสุลักษณ์: มิคสัญญีหรือ

นายป๋วย: ผมคิดว่าคงจะยุติในตอนนี้นะครับ แต่ว่าก่อนจะยุติไม่ทราบว่าคุณชนะอยากจะพูดอะไรบ้างตอนนี้

นายชนะ: ผมคงไม่มีอะไรพูด นอกจากจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการบ้านเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะเอาไปดำเนินแก้ไขกันกับขอเรียนว่าเรื่องกินรีนาวาเป็นสิ่งที่ยาก เพราะว่ามีสัญญายากที่จะแก้ไขได้ ถ้าทำอะไรรุนแรงไป ก็จะหาว่าเทศบาลใจไม้ไส้ระกำ

นายป๋วย: ขอบคุณครับ อ้า คุณสุลักษณ์ ผมจะให้โอกาสแก่ท่านที่ได้รับเชิญมาเป็นผู้สนทนาที่กลางใจวงนี้ ผู้ที่อยากจะพูดก็พูดได้ คนละรอบ

นายสุลักษณ์: ผมไม่อยากจะพูดอะไร ผมขอติงคุณชนะนิดเดียวว่านี่ไม่ใช่ใจไม้ไส้ระกำอะไร ข้อครหาเรื่องบ้ากิเลสอะไรพวกนี้แสดงออกไปได้เลย แสดงความเด็ดขาดเสียทีหนึ่ง เทศบาลนี้แสดงความแหยมานานแล้ว

นายป๋วย: ในด้านกฎหมาย

นายสุลักษณ์: ด้านกฎหมาย ก็มีสำนักเสนีย์ คุณชายเสนีย์ก็เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กฎหมายผมก็ดูแล้วเห็นว่ามีทางจะเลิกสัญญาได้ทันทีเลย นี่มันแหยอยู่เท่านั้นเอง มันชัดๆ ผมว่าเทศบาลคณะนี้ ผมบอกตามตรงว่าแหย เพราะทำอะไรไม่เด็ดขาด ข้อที่หนึ่ง ข้อที่สองผมจะดูน้ำใจ พูดกันตรงไปตรงมา ดูซิว่ามีอะไรติดตามมาไหม เทศบาลเดี๋ยวก็จะมาตีฝีปากกัน ว่างั้นเถอะ แหมขอบใจ ท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ผมจะจดชื่อไป แล้วถ้าไม่มีอะไรติดตามมา ผมก็บอกว่าแหย สมกับคณะเทศมนตรีคณะนี้ ถ้ามีอะไรติดตามมา คราวหน้าผมอาจจะชม ผมจะดูน้ำใจซิว่าคราวนี้จะแหยหรือไม่แหย ที่ผมเสนอไปมีทั้งแผนการระยะสั้น แผนการระยะยาว แผนการระยะสั้นทำไม่ยาก ทำออกมาภายในเดือนหนึ่งก็ได้ แล้วน่าจะทำ สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วย ก็แล้วไป ไม่อยากจะปลูกต้นไม้ อยากจะอยู่บ้าน อยากขับรถไปไหนก็ไปแต่มันไปเร็วไม่ได้ เพราะมันติด เวลาติดแล้วถนนมันร้อน ถ้ามีทานตะวันของหมอประสพก็ยังดีไป ทานตะวันก็ไม่มี มันก็เลยไปแน่นอยู่ในโรงพยาบาลคุณหมอประสพกันยังงั้นแหละ และถ้าไม่รู้จักหมอประสพล่ะก็ ไปเข้าคิวรอแย่ไปเลย ฉะนั้นมันมีความจำเป็นเหลือเกิน ที่จะต้องมีอะไรที่ให้ความร่มรื่นพอสมควร ที่ผมว่านี่จำเป็นนะครับ ที่ผมพูดนี่ก็คือเทศมนตรีรับผิดชอบโดยตรงทีเดียวเฉพาะกรุงเทพฯ คุณอังคารก็อยากจะพูดขยายไปที่อื่น ทีหลังค่อยเกณฑ์เอาอธิบดีกรมป่าไม้มา เอาใครต่อใครมา เขาก็คงมา บอกขอบอกขอบใจ ขอให้ช่วยกัน เสร็จแล้วก็ไม่ทำอะไรตามเคย เพราะเมืองไทยมันมีอะไรแหยๆ เมื่อไม่ทำอะไรกันแบบนี้ ผมพูดแล้วก็รุนแรง ผมขอยุติ

ม.ร.ว.ปิ่มสาย: ขอเสนอนะคะ ทำไมเราไม่หาเงินกันล่ะคะ แล้วก็ซื้อต้นไม้ แล้วให้เทศบาลปลูกให้ แล้วสมาคมหรือบริษัทหรือสถานทูตรับดูแลถนนหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งของถนน จะได้ไหม ต้นไม้นะคะปลูกลงไป มันต้องตาย เพราะว่ามีดินอยู่ ๘ นิ้วเท่านั้น ถ้าเผื่อไม่รดน้ำใส่ปุ๋ย มันก็ต้องตาย ถ้าเผื่อทุกสมาคมรับกัน อย่างนี้เป็นการช่วยเทศบาลจะได้ไหมคะ

นายแพทย์ประสพ: ผมจะเล่าให้ฟัง เรื่องที่มันเกิดขึ้นตามถนนสายต่างๆ โดยผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเขาหรอก แต่ในฐานะประชาชนมันอดไม่ไหว อย่างเช่นที่ถนนสาทร ไปปลูกปาล์มที่สาทร-สีลม โดยว่าสโมสรโรตารี่ไปเห็นเข้าที่มลายู ก็ขนขึ้นรถไฟมา โดยให้โรตารี่ทางโน้นส่งมา แล้วก็เจาะจงว่าเอาถนนสายนี้ เทศบาลก็ยอม มันก็เลยเป็นสายนี้ไป นั่นอันที่ ๑ อันที่ ๒ ต้นรำเพยที่สุขุมวิท ทำไมมันถึงเป็นรำเพย เพราะว่ามีอยู่ในสัญญาก่อสร้าง ว่าเมื่อทำถนนเสร็จแล้ว ต้องปลูกต้นไม้ยืนต้นให้ด้วย ตอนนั้นเทศบาลบอกว่าให้ปลูกต้นพิกุล เขาบอกว่าจะไปเอาต้นพิกุลที่ไหนมาตั้ง ๒,๐๐๐ ต้น ถึงพระโขนง ถ้าเทศบาลเอามาให้ได้ ก็เอามาซี ตกลงหาไม่ได้ ได้อย่างมากก็รำเพยนั่นแหละมันก็เลยกลายเป็นรำเพย นี่ผมเล่าความหลังให้ฟัง นอกจากนั้นที่ดอนเมืองที่ต้นมะพร้าวเอาไม้ค้ำอยู่นั้นนั่นเพราะต้อนรับผู้ใหญ่จากเมืองนอก ซึ่งทุกคนก็คัดค้าน แต่มันก็เกิดขึ้น ผมก็รู้ แต่ว่าไม่ใช่หน้าที่ไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวข้อง ผมก็เลยเอามาเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง คนเรามันอยู่เฉยๆ ไม่ไหว ก็เล่าให้ฟัง พูดมากหน่อยก็โดนโจมตีมากหน่อย เป็นเรื่องสามัญธรรมดา แลเห็นอะไรดีๆ มาให้ดูกัน พอดูเสร็จแล้วก็เลยถูกด่า (หัวเราะ)

นายป๋วย: แต่ไม่เข็ดหลาบ ใช่ไหมครับ

นายแพทย์ประสพ: ไม่เข็ด (หัวเราะ) ทีนี้ต่อไปนะครับ เรื่องต้นไม้ยืนต้น ผมอยากให้พวกเราหวนกลับไปสัก ๗ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่ม โดยปลูกสวนป่าขึ้นในพระตำหนักจิตรลดา พวกเราที่ไปเฝ้าในวันนั้น ตรงกับวันประสูติเจ้าฟ้าชายพอดี ก็ร่วมโดยเสด็จปลูกกันคนละต้น แล้วก็จ่ายค่าบำรุงคนละต้น มีต้นยางบ้าง ต้นสักบ้าง อะไรต่างๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นสวนพฤกษชาติต้นไม้ยืนต้น ที่นับว่าดีมาก นักเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังมาเรียนที่นั่น อย่างนี้ก็เป็นตัวอย่าง แต่เราก็ลืมกันไป ไม่ติดตามกัน เพราะฉะนั้นก็ดีเหมือนกันครับ ที่มาคุยกันวันนี้ จะได้ติดตามกันต่อไป แต่ผมก็อย่างว่า มันไม่เข็ดหรอกครับ เอากันต่อไปครับ

นายวิลาส: นี่ก็ได้เวลา ผมขอพูดสั้นๆ เป็นการลงท้าย คือผมรู้สึกว่าเวลานี้เรามีปัญหาใหญ่อยู่ ๒ ข้อ คือว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นได้ในกรุงเทพฯ อีกข้อหนึ่งก็คือต้นไม้ที่นี่มีเหลืออยู่น้อยแล้ว เราทำยังไงถึงจะอย่าให้ถูกตัดลงไปเสียอีก อันนี้แหละที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาการบ้านสำหรับเรา

นายป๋วย: ผมขอสรุป ในฐานะที่ได้รับหน้าที่ในการดำเนินการสนทนานี้ แต่ก่อนอื่น ผมขอเรียนเพื่อให้หายข้องใจอยู่บางประการ

เรื่องที่ ๑ เรื่องสั้นๆ นะครับ การที่กำหนดไว้ว่าให้สาทรเป็น Ring Road นั้น ความประสงค์ต้องการที่จะให้สาทรยังคงเป็นเขตบ้านเรือนอาศัยอยู่ เพราะเหตุว่าไม่ต้องการให้แบบริงโร้ดนั้นมาอยู่ที่สีลม ซึ่งเป็น Shopping Centre อยู่ในตอนนี้ เพราะมันขัดกัน นี่เท่าที่ผมทราบ แต่มันสำคัญอยู่ที่ว่ารัฐบาลและเทศบาลจะสามารถบังคับให้สาทรนี่เป็นที่อยู่อาศัยได้หรือไม่ คือจะต้องใจแข็งไม่ยอมให้สร้างตึกขึ้นมาเป็น Shopping Area ถ้ามิฉะนั้นเสียหายหมด อย่างที่คุณสุลักษณ์ว่าคือปัญหามันมีอยู่แค่นี้ แล้วก็เป็นที่มีประโยชน์จริงๆ ถึงแม้ว่ากฎหมายผังเมืองยังไม่ได้ออกมา แต่ผมก็คิดว่าอำนาจมีอยู่

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ข้องใจว่าทำไมเราจะมาบำรุงกรุงเทพฯ แทนที่จะใช้เงินนั้นไปบำรุงต่างจังหวัด ผมก็คิดว่ากรุงเทพฯ นั้นมีประโยชน์ในฐานที่เป็นเมืองหลวง แล้วอะไรๆ มันก็เข้ามาที่กรุงเทพฯ นั่นอย่างหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง เรื่องการปลูกต้นไม้และการบำรุงรักษาต้นไม้ ผมว่าไม่ได้ใช้เงินเท่าไรหรอก เพียงแต่ใช้ความคิดล่วงหน้า ความตั้งใจจริงและความเอาใจใส่ดูแลอยู่เสมอเท่านั้น ฉะนั้นแม้จะปลูกต้นไม้ในกรุงเทพฯ ให้มากขึ้นเท่าไรก็ตามเถอะ ผมว่าไม่เบียดเงินที่จะไปบำรุงต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นข้อข้องใจอันนี้น่าจะหายข้องใจได้

ทีนี้เท่าที่เราได้พูดกันมานี้ ผมรู้สึกว่าเราได้ประโยชน์กันหลายเรื่อง เราได้รับความคิดเห็นจากหลายกระแสด้วยกัน แต่มันก็มาลงรอยอยู่ด้วยกันที่ว่า เราควรจะมีการพยายามที่จะทำให้กรุงเทพฯ นี้มีต้นไม้มากขึ้น และบำรุงรักษาต้นไม้เหล่านั้นให้เป็นไปโดยดี ปลูกให้มากขึ้น ส่วนที่ปลูกขึ้นแล้วก็บำรุงรักษาให้โตขึ้น เมื่อโตขึ้นแล้วก็รักษาให้อยู่ ถ้าจำเป็นที่จะต้องตัดในบางกรณี ซึ่งก็อาจจะจำเป็น ก็จะต้องปลูกอย่างอื่นแทนขึ้นมา นี่เป็นความคิดเห็นของพวกเราทุกคน ใครจะเห็นมากเห็นน้อย นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความคิดเห็นอย่างนี้ ผมว่าไม่พอ พูดแล้วก็ไม่พอ สปท. เขาว่าทำดีกว่าพูด เพราะฉะนั้นควรจะยึดมั่นในคติ ทำดีกว่าพูดนี้ให้ได้ ถึงแม้ว่าบางคนในนี้จะเป็นประชา-
ธิปัตย์ก็ตาม

ทีนี้จะทำได้ยังไง ก็เราได้พูดไปบ้างแล้วว่าเราจะทำกัน ระยะสั้นก็จะทำอย่างที่ว่านี้ ในวันเข้าพรรษาที่จะถึงใกล้ๆ นี้ ก็จะมีการปลูกต้นไม้อะไรกันนี่ ซึ่งประเดี๋ยวผมจะเชิญให้ท่านเจ้าของความคิดอันนี้ ขยายความให้เป็นกิจจะลักษณะออกไป ว่าใครเป็นผู้ทำทำอย่างไร อะไรนี่ แต่เมื่อปลูกขึ้นมาแล้ว ต้องบำรุงรักษา ต้องทำให้มันเติบโตขึ้นมาก่อน อย่างที่คุณปิ่มสายว่า จะต้องบำรุงรักษาไม่ให้ใครตัดฟัน ไม่ให้ต้นไม้นั้นเป็นอันตรายแก่คน บางอย่างกิ่งเปราะซึ่งอาจจะเป็นอันตรายได้ เราก็ต้องพยายามเลือกต้นไม้ให้ดี ไปปลูกในที่ที่ถูก ปลูกให้อยู่ในลักษณะที่ดี นี่จำเป็น และผมคิดว่าทำไปทำมา ประชาชน พลเมือง เอกชน นี่คงจะสามารถช่วยได้ในบางครั้งบางคราว ทำอย่างไรๆ ก็ต้องอาศัยเทศบาลคือระบบการปกครองของเราที่จะทำให้เกิดเป็นเทศบาลขึ้นมานี้ก็เพื่อจะให้มีใครดูแลเรื่องของเรา ทีนี้เราตั้งเทศบาลมาแล้วและเราประชาชนก็ช่วยอยู่บ้างแหละ เราจะไม่บอกว่าไม่ใช่ธุระของเทศบาล หรือเทศบาลไม่ทำแล้วเราแย่งมาทำเสีย ถ้าเป็นเช่นนั้นล้มเทศบาลเสียดีกว่า เอาไว้ทำแก้วทำไม ถ้าเราจะต้องทำอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่ายังไงๆ คุณชนะก็อย่าออกนา ไม่เอานะอย่าเพิ่งออก มารับใช้ประชาชนและทำหน้าที่ในเรื่องนี้ต่อไป

ทีนี้ระยะสั้นเราจะทำอย่างนี้ ข้อ ๑ จะไปปลูกที่ไหน นี่ต้องไปบอกเทศบาลเขาเสียก่อน แล้วขอความร่วมมือจากเขา วางแผนให้ดี บอกตำรวจให้ดี ไม่งั้นถูกจับหมด นักปลูกต้นไม้ทั้งหลายปลูกชนิดที่ให้เหมาะ อันนี้ผมคิดว่านักวิชาการมีอยู่แล้ว แล้วก็ไปเริ่มทำกัน สมาคม โรงเรียน มหาวิทยาลัยอะไรต่างๆ ที่มีตัวแทนอยู่ที่นี่ อ้อ ประเดี๋ยวผมขอเชิญให้แสดงความอาสาสมัครในการจัดวันต้นไม้ในพระนคร แต่ทีนี้เราจะเอากันแค่นี้ล่ะหรือ ที่เรามาพูดกันนี่ ผมคิดว่าเราจะเสียสละเวลาอันมีค่า ผมก็ง่วงนอนเต็มทีแล้วเหมือนกัน หลายท่านก็คงจะง่วงนอนแล้ว เพราะคงมีงานที่จะทำแต่เช้า ผมคิดว่าไหนๆ เราก็มากันอยู่แล้ว เรามาพูดถึงเรื่องระยะยาวด้วยไม่ดีหรือครับ

ในกรุงเทพฯ นี้ ผมได้ยินคุณหมอบอกว่า เขาได้วางแผนเอาไว้แล้วว่าจะปลูกต้นไม้ สายนั้นจะเป็นยังงั้นๆ น่าจะเอาแผนนี้มาดูกันเสียที คือแผนน่ะพอวางไปแล้ว ๒ ปี ก็ล้าสมัย แต่อาจจะนำมาใช้ได้ แล้วก็เอามาดู เพราะเหตุว่าเขาถมคลองกันไปอีก ทำอะไรไปอีก ผมคิดว่าในขั้นแรกนี่น่าจะทำแผน น่าจะดูแผน ดูให้ดี ต่อไปเมื่อวางแผนแล้วควรจะกำหนดกฎเกณฑ์ต่อไปว่าเราจะเริ่มงานกันยังไง ที่ไหนทำก่อน ที่ไหนทำหลัง แล้วก็ว่ากันไป แต่ทีนี้คนที่จะมาทำ เมื่อปลูกเสร็จแล้วใครจะเป็นผู้บำรุงรักษา นี่น่าจะวางไว้ให้เรียบร้อย ผมเองคิดว่า
ยังไงๆ ก็ต้องเทศบาลบำรุงรักษา หนีไม่พ้น แต่ชมรมต้นไม้นี่ หรือสมาคมสถาปนิกนี่ก็น่าจะเป็น Watch Dog คือคอยสอดส่องดูว่า เออ เป็นยังไง ทำดีหรือไม่ดี ลุมพินีอย่างที่ต่อว่ากันก็ต่อว่ากันไป แล้วก็ต่อว่าให้ถึงตัว นี่ผมคิดว่าเงินทั้งหมดนี่ไม่น่าจะเท่าไหร่ ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ใช้ความอุตสาหะพยายาม ใช้ความสอดส่องดูแล ใช้ความร่วมมือกัน แล้วใช้เทคนิคให้ดี ผมเข้าใจว่าเราทำได้ นี่ผมอยากจะฝากไว้ว่า คนที่จะวางแผนนั้นก็น่าจะเป็นสมาคมนี้ ชมรมนี้ ร่วมกันกับเทศบาลในปัจจุบัน แล้วก็มาร่วมกันวางแผน แล้วคนที่จะทำเรื่องอะไร เช่นจะเป็นการชักจูงให้ปลูกในวันเข้าพรรษานี้ จะปลูกต้นไม้กันใหญ่ล่ะ ต้นนี้ ถนนนี้ นี่ก็ขอให้สมาคมทำไป โดยขอให้เทศบาลรับรู้และเทศบาลบำรุงรักษาต่อไป ไม่ใช่สักแต่ปลูก ของเรามีแต่วันปลูกไม่มีวันบำรุงรักษา แท้จริงนั้น วันปลูกน่ะปีหนึ่งมีวันเดียว อ้ายวันบำรุงรักษานี่ ทุกวันมันต้องมีนะครับ ขอให้มีไปเรื่อยๆ

ที่ผมได้กล่าวมานี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นของผม ส่วนหนึ่งผมเข้าใจว่าผมได้สรุปข้อที่ท่านทั้งหลายได้พูดกันมารวมกันเข้า แต่จะเกิดการกระทำ
ที่หนักแน่นถาวรเพียงใดนั้นก็แล้วแต่ท่าน แล้วแต่สมาคมที่จะทำไป โดยไปร่วมแรงร่วมมือกัน ขออภัยที่พูดมายืดยาว แต่ผมว่าน่าจะเป็นทางที่จะกระทำต่อไป มิฉะนั้น เราพูดกันเฉยๆ พูดกันไปเสร็จแล้วก็เงียบกันไป จึงอยากจะเรียนว่า ควรจะพยายามทำ ทำต่อไป แล้วขั้นต่อไปควรจะทำ ยังไงๆ ผมไม่มีความสามารถในเรื่องนี้แล้วไม่มีเวลาพอที่จะมาร่วมด้วยอยู่เสมอ แต่เข้าใจว่าทุกคนคงจะเสียสละ รวมทั้งผมด้วย ที่จะทำเป็นงานในหน้าที่ของตน แม้แต่คุณประสัตถ์เองก็คงยินดี ถึงจะออกตัวว่าไม่มีความรู้ ไม่ทราบว่าคุณวทัญญูจะประกาศอะไรเป็นกิจจะลักษณะตอนไหน

นายวทัญญู: สมาคมจะพยายามนัดหมายผู้ร่วมมือจัดวันต้นไม้ในพระนครต่อไป

นายป๋วย: ใครอยากที่จะทราบความคืบหน้า ที่จะร่วมมือด้วยในภายหลัง ที่จะติดต่อขอให้อยู่ต่อ ไม่ทราบว่าจะอยู่กันได้นานแค่ไหน แต่ผมก็คิดว่า ถ้าหากว่าผมจะปิดประชุมเสียในตอนนี้ แล้วท่านผู้ใดจะเข้าคิวกัน เพื่อที่จะเซ็นชื่อกัน อยู่ภายหลังก็ได้ แต่ก่อนที่จะปิดเรื่องนี้ ผมใคร่จะขอขอบคุณท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณหมอประสพ คุณวิลาส คุณปิ่มสาย คุณสุลักษณ์ ที่เป็นตัวยืนในวันนี้ และขอขอบคุณท่านทั้งหลายที่ช่วยร่วมในการสนทนา และหวังว่าการสนทนาในวันนี้คงจะก่อให้เกิดการกระทำ ซึ่งจะเป็นสาธารณประโยชน์ต่อไป ขอบคุณครับ.

 

 

๑๒ สิงหาคม ๒๕๑๒ ตรงกับวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มหาวิทยาลัย สมาคม สถาบันประชาชน และเทศบาลนครกรุงเทพฯ ได้น้อมเกล้าจัด “วันต้นไม้พระนคร” ขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ความรื่นร่มเย็นแก่พสกนิกร ในวันคล้ายวันประสูตินี้

 

 

 

[1]     พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๔๓๑ และถึงอนิจกรรมในวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๑๒ - บรรณาธิการ