ความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ

ความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ

บรรยายในการสัมมนาสำหรับนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ ๑๕๐ คน
ณ สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน

เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๐๙
พิมพ์ใน รัฐสภาสาร ปีที่ ๑๔ (ตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๕๐๙)

 

 

 

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ

ทัศนะของสามัญชนในเรื่องความรับผิดชอบทางจริยธรรมกับการพัฒนาประเทศ กล่าวโดยย่อได้สั้นๆ ดังนี้ เมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นชุมชน ไม่ว่าจะมีการเน้นหนักไปทางการพัฒนาประเทศหรือไม่พัฒนาประเทศก็ตาม จำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบทางจริยธรรมตามทัศนะของสามัญชนย่อมมีอยู่เสมอ

เมื่อผมได้ตอบคำถามเพียงเท่านี้ก็คงจะพอแล้ว แต่เนื่องจากให้เวลาผมถึง ๑ ชั่วโมงครึ่ง รวมทั้งการอภิปรายด้วย ก็ใคร่จะขอขยายความต่อไป ผมใคร่แบ่งการบรรยายออกเป็น ๓ หัวข้อ คือ (๑) ว่าด้วยการพัฒนาประเทศ (๒) ว่าด้วยวิธีและปัจจัยในการพัฒนา และ (๓) ข้อสรุปและข้อสังเกตเกี่ยวกับทัศนะของสามัญชนทั่วไป

 

ตอนที่ ๑ การพัฒนาประเทศ

๑. เพื่ออะไร ?

ปัญหาที่น่าจะพิจารณามีอยู่ว่า เราจะพัฒนาประเทศเพื่ออะไร เพราะเหตุใดเราจึงเน้นพัฒนา ทำไมอยู่ดีๆ ปฏิบัติราชการไปเฉยๆ ไม่ได้หรือ ทำไมจะต้องมาเน้นเรื่องพัฒนา แท้จริงการพัฒนาก็มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ประชาราษฎร์มีความเจริญ มีความสุขสมบูรณ์ การปกครองประเทศโดยปกติก็มีความมุ่งหมายเช่นเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน แต่ดั้งเดิมมาเรามีพระมหากษัตริย์ที่มีอำนาจมาก เราก็ทราบอยู่ว่าท่านปกครองแผ่นดินเพื่อให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมีความอยู่ดีกินดี มีความสงบสุข เมื่อมีการปกครองแบบที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจโดยจำกัด เราก็ทราบกันดีอยู่ว่าผู้ที่เป็นรัฐบาลนั้นต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข ผู้ปกครองแบบคอมมิวนิสต์ก็ต้องการอย่างเดียวกันนั้น ผู้ปกครองมักจะกล่าวไปในทำนองนั้น ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำอย่างไรๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า เรื่องพัฒนานั้นก็อยู่ที่ว่าต้องการให้ประชาชนส่วนมากสามารถประกอบสัมมาอาชีวะ มีความสงบสุข ซึ่งแปลทางวัตถุได้ตามภาษาเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันว่า เพื่อเพิ่มรายได้ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต รายได้ดังกล่าวที่เราต้องการจะเพิ่มให้ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวมทั้งในปัจจุบันและอนาคตนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นรายได้ที่เป็นเงินหรือเป็นวัตถุ เป็นรายได้
ชนิดที่จะทำให้คนมีเวลาว่าง มีเวลาหย่อนใจ มีเวลาไปเที่ยว นี่ก็ถือว่าเป็นรายได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็พอจะยุติได้ว่า การพัฒนาประเทศมีจุดมุ่งหมายอยู่ข้อใหญ่ข้อแรก คือ เพื่ออยู่ดีกินดี มีความสงบสุข และเป็นการเพิ่มรายได้ เป็นการเพิ่มความสุขสำราญทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวมในปัจจุบันและอนาคต

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่บางประเทศจำเป็นที่จะต้องเน้นการพัฒนา ก็มีอยู่พอฟังได้ เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าประเทศใดประเทศหนึ่งเมื่อได้เริ่มต้นดีแล้ว ก็ย่อมจะเจริญก้าวหน้าไปโดยเร็ว กล่าวคือ ประเทศใดมีหลักในการดำเนินการปกครองในด้านการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ และทางด้านต่างๆ แล้ว การก้าวหน้าก็ดำเนินการไปได้โดยเร็ว ประเทศที่เจริญแล้วย่อมก้าวหน้าไปได้มากกว่าประเทศที่ยังไม่เจริญหรือเรียกว่าด้อยพัฒนา ฉะนั้นเมื่อเลิกสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงได้มีผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในทางการเมืองทั่วๆ ไปเห็นว่าประเทศที่เรียกว่าด้อยพัฒนานั้น ถ้าหากว่าไม่มีมาตรการพิเศษที่จะทำให้เกิดปัจจัยในการก้าวหน้าโดยเร็วแล้วก็คงจะไม่สามารถที่จะก้าวหน้าไปได้รวดเร็วเท่าๆ กับประเทศที่เจริญ เฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ได้รับความเสียหาย
มากๆ ในการสงคราม เพราะฉะนั้นจึงได้เกิดมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่แม้แต่จะเจริญแล้วคือ ยุโรป เพื่อให้ฟื้นฟูขึ้นโดยเร็ว สำหรับในประเทศเอเชีย แอฟริกา หรืออเมริกาใต้นั้น ก็ถือกันว่าถ้าหากประเทศที่เจริญแล้วไม่ช่วยเหลือ และประเทศต่างๆ นั้นไม่ได้ช่วยเหลือตนเองแล้วก็จะไม่สามารถที่จะก้าวไปได้ แม้แต่ในเวลานี้จะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าของประเทศที่เจริญฝ่ายหนึ่งกับประเทศที่ไม่เจริญอีกฝ่ายหนึ่งยังห่างไกลกัน เป็นข้อเท็จจริงว่ารายได้ส่วนบุคคลแต่ละบุคคลของประเทศที่เจริญนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าประเทศที่ยังไม่เจริญอย่างประเทศไทย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องเน้นหนักไปในทางพัฒนา

๒. หลักการพัฒนา

ประเทศที่ต้องการพัฒนาจำเป็นที่จะต้องวางมาตรการพิเศษบางอย่าง และได้รับความช่วยเหลือจากประเทศที่เจริญแล้วและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ อันตรายมีอยู่ว่า เราอาจจะคำนึงถึงแต่การก้าวหน้าไปตะพึดตะพือ โดยไม่คิดถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีหลักการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่แต่เพียงว่าก้าวหน้าอย่างเดียว จำเป็นที่จะต้องให้เป็นไปโดยสภาพสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างที่เป็นมาแล้ว และหลักข้อ ๒ ก็คือการเพิ่มรายได้ที่เรียกว่าเพิ่มให้ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวมนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องให้เพิ่มโดยทั่วถึงกัน มิใช่ว่าจะเพิ่มเพื่อให้คนที่มีโอกาสและมีอำนาจและมีสติปัญญาสูงกว่าผู้อื่นได้รับเพิ่มมากกว่าผู้อื่น

ที่ว่าจำเป็นที่จะต้องให้เศรษฐกิจก้าวหน้าไปเรื่อยๆ นั้น ก็เนื่องมาจากได้รับบทเรียนเมื่อต้นศตวรรษที่ ๒๐ นี้ กล่าวคือเศรษฐกิจของโลกมักจะประสบความลุ่มๆ ดอนๆ เมื่อก้าวไปแล้วก็ถอยหลัง ในปีใดปีหนึ่งอาจจะมีคนทำงานเต็มหมดหาคนทำงานยาก ในบางปีอาจจะมีเป็นจำนวนสิบๆ ล้านที่หางานทำไม่ได้ เช่น ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น และในประเทศอังกฤษก็เช่นเดียวกัน สถานการณ์เช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ผมเคยย้ำเสมอว่า การที่นักเศรษฐศาสตร์มักจะเสนอวิธีการเศรษฐกิจให้มี Unemployment หรือคนว่างงานเพียง ๒% ๓% ตลอดเวลาเพื่อจะรักษาเสถียรภาพในการก้าวหน้านั้น ถ้าเราดูคลุมๆ ไปแล้วจะรู้สึกว่าไม่เป็นอะไร แต่ผมไม่เห็นด้วยเพราะเหตุว่าถ้าพูดถึงส่วนรวมแล้ว การว่างงาน ๓% นั้นก็รู้สึกว่าน้อย แต่ถ้าส่วนตัวแล้ว เราเผอิญเป็นคนหนึ่งใน ๓% นั้น เราไม่ได้ว่างงาน ๓% เราว่างงาน ๑๐๐% เพราะฉะนั้นจึงต้องคำนึงถึงบุคคลแต่ละคนด้วย

ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่ประกอบเกษตรกรรมส่วนใหญ่ การว่างงานไม่ค่อยจะมี แต่ผลร้ายของการที่เศรษฐกิจลุ่มๆ ดอนๆ นั้นมักจะปรากฏในประเทศเราในลักษณะที่สินค้าหลักเกิดมีราคาตกต่ำ เมื่อราคาเกิดตกต่ำ รายได้ของพวกเราก็ต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกชาวนาและผู้ผลิตวัตถุดิบ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าประเทศไทยหรือประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ จะไม่มีปัญหาเรื่องการว่างงานมากนัก ก็จะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องเศรษฐกิจลุ่มๆ ดอนๆ นั้นจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปโดยดี ในข้อนี้ก็เป็นความรับผิดชอบในทางเทคนิคของนักการเมืองและนักเศรษฐกิจ

หลักการข้อ ๓ ของการพัฒนาประเทศคือ ในการเพิ่มรายได้นั้น ไม่ควรที่จะให้คนมีมีจนเกินไปนัก และไม่จำเป็นที่จะให้คนจนจนลงไปมาก ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ปัจจุบันทั่วๆ ไปตามลัทธิ Laissez faire จะเห็นได้ว่าคนที่เกิดมามั่งมีนั้นมีทุนทรัพย์ที่จะก้าวหน้าไปได้ กล่าวคือมีเครื่องมือก้าวหน้าไปแล้วด้วยตนของ แต่คนที่เกิดมาไม่มีทุนทรัพย์ และมิหนำซ้ำสติปัญญายังด้อยกว่าเขา หรือถ้าร้ายลงไปอีก มีความพิการประการใดประการหนึ่ง บุคคลเหล่านี้ย่อมเสียเปรียบผู้อื่น ถึงจะก้าวหน้าไป ๑% เท่าๆ กัน ก็ยังก้าวน้อยกว่าเขาแล้ว แต่แท้จริงตามปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ ๕๐% แต่อาจจะกระทบกระเทือนทำให้อีก ๕๐% ของชุมชนนั้นถอยหลังด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการบางอย่างป้องกันมิให้เกิดการเสียหายเช่นนี้ขึ้น สุภาษิตของแมกไซไซที่ว่า “ถ้าใครเกิดมามีน้อย บ้านเมืองพึงให้มากๆ” เป็นสุภาษิตซึ่งควรจะมีประจำใจไว้

ในการพัฒนาประเทศนั้น เราจำเป็นที่จะต้องให้ความยุติธรรมระหว่างท้องถิ่น ไม่ใช่แต่จะมุ่งพัฒนาไปกว้างๆ สำหรับประเทศเท่านั้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าในประเทศใดก็ย่อมจะใช้มาตรการพิเศษสำหรับท้องถิ่นที่เขาเรียกกันว่า Depressed Area คือท้องถิ่นที่ได้รับความยากลำบากมากกว่าปกติ ตรงกับหลักการที่ว่าใครเดือดร้อนมากก็ต้องช่วยเหลือให้มากเป็นพิเศษ

สรุปความในตอนนี้ว่า เราจะต้องพยายามดำเนินการพัฒนาโดยยึดหลักการทั้ง ๓ หลัก จะมุ่งแต่หลักที่ ๑ และเพิกเฉยหลักที่ ๒ และ ๓ คือ เสถียรภาพและความยุติธรรมในสังคมมิได้เป็นอันขาด

 

ตอนที่ ๒ วิธีและปัจจัยในการพัฒนา

ในตอนที่ ๒ ต่อไปนี้ ผมขอแยกพิจารณา ๓ ประการ คือ

(ก) วิชาการและวิธีการในการพัฒนา

(ข) กำลังคนและกำลังเงินอันเป็นปัจจัยเพื่อที่ดำเนินการพัฒนา และ

(ค) การใช้อำนาจเพื่อพัฒนาประเทศ

๑. วิชาการและวิธีการ

ในเรื่องวิชาการและวิธีการพัฒนา ปัญหาที่สำคัญยิ่งสำหรับไทยในปัจจุบันคือ การอำนวยการของรัฐและราชการในด้านหนึ่ง และในอีกด้านหนึ่งนั้นคือ การที่เอกชนจะสามารถริเริ่มและติดตามความก้าวหน้าของรัฐบาลไป

ในด้านรัฐบาลนั้น จำเป็นที่จะต้องวางแผนพัฒนาออกมาเป็นโครงการภายในขอบเขตแห่งหลักการที่เสนอมาแล้ว และเมื่อวางแผนแล้วจะสำเร็จผลเพียงไหน ดีหรือไม่ดี แล้วแต่การกระทำ คิดเฉยๆ ประกาศออกมาเฉยๆ แต่ไม่ทำไม่ได้ เท่าที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทยในเวลานี้มีหลายกรณีที่คิดแล้วก็ไม่ทำ ตั้งงบประมาณให้แล้วก็ไม่ทำหรือทำไม่ได้เต็มตามงบประมาณ เช่นนี้ย่อมเป็นเหตุความผิดที่เป็นการถ่วงความเจริญในการพัฒนา ผมใคร่จะย้ำว่าในการพัฒนานั้น การอำนวยการของรัฐเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเหตุว่าเมื่อเราต้องการเน้นหนักโดยใช้ทรัพยากรหรือกำลังคนและกำลังเงินเพื่อจะทุ่มเทให้ได้ผลมากๆ แล้ว ก็จำเป็นที่หน่วยราชการต่างๆ จะต้องมีประสิทธิภาพ กล่าวคือไม่ใช้คน ๒ คนไปทำอย่างเดียวกันในเมื่อคนคนเดียวทำได้ ไม่ใช้กรม ๒ กรมไปทำอย่างเดียวกันในเมื่อกรมเดียวทำได้ จะต้องมีการประสานงานติดต่อระหว่างกระทรวงให้เรียบร้อย ไม่ตั้งกระทรวงขึ้นมาอย่างฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการไปในทำนองที่จะเป็นช่องทางให้เกิดความรั่วไหลและความเหลวไหลได้ ข้อเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการอำนวยการของรัฐทั้งสิ้น ผมรู้สึกว่าสภาพปัจจุบันในประเทศไทยนี้ยังมีการบกพร่องในเรื่องนี้อยู่มาก มีระบบกรรมการฟุ่มเฟือย มีระบบการทำงานแย่งคนกันฟุ่มเฟือย ไม่มีการประสานงาน และการอำนวยการยังบกพร่องอยู่อีกมาก

อันตรายข้อหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเท่าที่สังเกตมาในประเทศ
ไทย คือมักจะเข้าใจกันผิดว่า เรื่องต่างๆ ถ้ารัฐบาลไม่ทำแล้วก็จะไม่สำเร็จได้ แท้จริงการจะพัฒนาหรือไม่ก็ตาม ความสำคัญของเอกชนมีอยู่เป็นอันมาก ถ้าหากว่ารัฐบาลสร้างเขื่อนขึ้นมาด้วยเงินมากๆ แล้วไม่สามารถชักจูงให้ราษฎรใช้ประโยชน์จากเขื่อน จากน้ำในเขื่อนนั้นได้ก็ย่อมจะเสียหาย เงินก็สูญเสียเปล่า สร้างถนนขึ้นมาแล้ว ราษฎรไม่ได้ใช้ประโยชน์จากถนนนั้นเพื่อที่จะเพิ่มผลผลิตหรือจะนำสินค้าไปตลาดก็ย่อมจะเสียหาย เพราะฉะนั้นความริเริ่มและติดตามของเอกชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และเท่าที่ปรากฏในประเทศไทย ชาวนาและเอกชนทั่วๆ ไป มีความริเริ่มและติดตามการอำนวยการของรัฐอยู่ดีพอสมควร และเห็นได้จากผลของการตัดถนนมิตรภาพด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาไปนครราชสีมา ก็ปรากฏว่าเกิดมีสินค้าสำคัญคือข้าวโพด ประชาชนเขาริเริ่มของเขาเองโดยไม่ต้องไปยุแหย่เขา ที่สำคัญที่สุดคือว่า ผู้ที่เป็นใหญ่โตหรือเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในด้านรัฐบาลนั้น มักจะลืมไปว่าราษฎรเป็นคนเหมือนกัน มีความคิด มีสมอง และมีกระเป๋าของเขาที่จะต้องเป็นห่วงเช่นเดียวกัน มักจะไปคิดว่าอะไรๆ นั้นรัฐบาลจำเป็นจะต้องทำ ถ้ารัฐบาลไม่ทำ ก็ผู้ใหญ่ในราชการผู้มีอิทธิพลจำเป็นจะต้องทำ ถ้าเป็นเช่นนั้นล่ะก็ ความริเริ่มและการประกอบกิจของเอกชนทั่วๆ ไปย่อมหดเหี่ยว เหี่ยวแห้งไป เพราะเหตุว่าต้นโพใหญ่มาปลูกไว้กลางสนามแล้ว หญ้าแพรกในสนามนั้นก็ย่อมอับเฉาไป

เนื่องด้วยเหตุนี้ความสำคัญในเรื่องวิชาการเกี่ยวกับปัจจัยในการพัฒนา ผมจึงได้เน้นถึง ๒ ข้อ ข้อ ๑ คือ การอำนวยการของรัฐต้องให้ดี และข้อ ๒ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงงดเว้นการกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ความริเริ่มและการใช้สติปัญญาของเอกชนสูญเสียไป และต้องสนับสนุนให้เอกชนทำให้มากขึ้นเท่าที่จะมากได้ ในเรื่องวิชาการนี้ความผิดพลาดอาจจะเป็นเพราะความโง่เขลา หรืออาจจะเป็นเพราะความไม่สามารถคิดให้ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นในตอนนี้จึงขอสรุปว่าอุปสรรคแห่งการพัฒนาคือ อวิชชา

๒. กำลังคนและกำลังเงิน

ปัจจัยประเภทที่ ๒ คือกำลังคนและกำลังเงิน ในเมื่อเราต้องการที่จะพัฒนาแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องระดมปัจจัยเหล่านี้เพื่อเน้นในการพัฒนา อุปมาเหมือนกรณีของเอกชนมีรายได้จำกัด ได้มาเท่าใดพยายามใช้ให้หมดในปัจจุบันเพื่อจะอยู่ดีกินดีก็ทำได้ หรือถ้าต้องการที่จะออมทรัพย์ไว้สำหรับใช้ในอนาคต หรือเพื่อประโยชน์ของบุตรหลาน หรือมีบุตรที่จะช่วยส่งเสียที่จะไปศึกษาชั้นมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ การบริโภคอุปโภคในปัจจุบันก็ยังจำเป็นที่จะต้องลดน้อยลงเป็นธรรมดา เพื่อที่จะได้เอาเงินไปไว้สำหรับเรื่องอื่น การที่จะรับประทานทั้งหัวทั้งก้อยนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากได้ก้อยก็ต้องเสียหัว ถ้าอยากจะได้หัวก็ต้องเสียก้อย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องถือหลักว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อพิจารณาเรื่องประเทศชาติ ถ้าต้องการผลส่วนรวม ก็จำเป็นที่จะต้องมีการเสียสละส่วนตัวเป็นธรรมดา หลักการดังกล่าวนี้ใช้ได้สำหรับทั้งกำลังเงินและกำลังคน

ระหว่างกำลังคนกับกำลังเงิน ๒ อย่างนี้ อะไรสำคัญกว่ากัน ใคร่ขอเสนอว่ากำลังคนสำคัญกว่ากำลังเงินยิ่งนัก เพราะการสะสมวิชาความรู้และการระดมให้วิชาแก่ประชาชนของเรานั้น มีผลเป็นการยั่งยืนแก่อนาคต ส่วนกำลังเงินนั้น ขณะนี้ประเทศไทยพอจะนับได้ว่า เราอยู่ในลักษณะที่ไม่ฝืดเคืองนัก พอมีพอใช้ แต่แม้ว่าจะเดือดร้อนขัดสนเงินนั้นเรายังขอหยิบขอยืมผู้อื่นเขามาได้ การยืมเงินนั้นง่าย เพราะเงินพูดได้ทุกภาษา แต่การยืมคน คนพูดได้อย่างมากก็ไม่กี่ภาษา

๓. การใช้อำนาจในการพัฒนา

ในการพัฒนาเราจะต้องระดมปัจจัยต่างๆ มาใช้งาน ในด้านเงินเราก็จำเป็นที่จะต้องเก็บภาษีอากรเพื่อมีรายได้เข้าคลัง และจ่ายออกไปในลักษณะที่พัฒนารายได้รายจ่าย การกระทำด้านงบประมาณและการคลังเป็นของสำคัญอย่างยิ่ง และในบางกรณี ถ้าต้องการจะเร่งมือพัฒนาก็อาจจำเป็นต้องใช้อำนาจรุนแรงขึ้นในการภาษีอากรและเรื่อง
อื่นๆ เรื่องอื่นดังกล่าวได้แก่ การห้ามสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันกับสินค้าที่เอกชนในประเทศกำลังก่อร่างสร้างทำอยู่ เป็นต้น การใช้อำนาจในการพัฒนาประเทศนั้นเป็นเรื่องจำเป็น และยิ่งเร่งรัดพัฒนาก็ยิ่งจะใช้อำนาจมาก แล้วมีช่องทางอันตรายมากขึ้น จะเห็นได้ว่า เงินงบประมาณแผ่นดินแต่ก่อนนี้เราพูดกันเป็นจำนวน ๔๐๐ミ๕๐๐ ล้าน ๖๐๐ ล้าน ๕,๐๐๐ ล้าน ๖,๐๐๐ ล้าน เดี๋ยวนี้เงินงบประมาณขึ้นไปกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านแล้ว ธนบัตรก่อนนี้ออกมาเพียง ๕,๐๐๐ ล้าน เดี๋ยวนี้เกือบเข้าไปถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อจำนวนเงินที่เราจะต้องหามาและใช้ไปสำหรับราชการมากขึ้น ความโลภเกี่ยวกับการใช้อำนาจในทางที่ผิดปกติก็ยิ่งมีมากขึ้น จะเห็นได้ว่า เมื่อก่อนนี้เราไม่เคยพบเห็นกันว่าใครโกง โกงใครถึง ๕๐๐ミ๖๐๐ ล้าน เดี๋ยวนี้มีขึ้นแล้วเป็นจำนวน ๕๐๐ミ๖๐๐ ล้าน แม้แต่จะ メทำบุญモ กันก็ยังเป็นจำนวนสิบๆ ล้าน เนื่องด้วยเหตุนี้จึงมาเข้าประเด็นของกระทู้แห่งการบรรยายนี้ กล่าวคือ อะไรเล่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ อะไรเล่าจะเป็นอุปสรรคแห่งการพัฒนาประเทศ ขอเสนอว่าอุปสรรคคือการเหลวไหลและรั่วไหลซึ่งเกิดจากความโลภและตัณหา อุปสรรคเหล่านี้จะขจัดได้ก็แต่โดยการใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง ก็คือ ความรับผิดชอบทางจริยธรรม ดังที่ท่านผู้จัดการสัมมนานี้ได้ตั้งไว้เป็นหัวเรื่องของการสัมมนา

ในที่นี้ เห็นจะเป็นการสมควรที่จะหยิบยกเอาเรื่องความเสียหายที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาด้วยการเพิกเฉยในจริยธรรมมาพิจารณาดูว่า ผู้ใหญ่แต่โบราณท่านได้ว่าไว้อย่างไร เห็นจะไม่ต้องย้อนกลับไปไกลนัก เพียงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ก็เห็นจะพอหาได้ กล่าวคือ หลักฐานที่ปรากฏในหนังสือ มูลบทพรรพกิจ ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (หลวงสารประเสริฐミน้อย อาจารยางกูร) ซึ่งมีพระบรมราชโองการให้ใช้เป็นแบบเรียนในปี พ.ศ.๒๔๑๔ ในหนังสือนั้นมีบทประพันธ์เรื่อง พระไชย-
สุริยา (คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ชี้แจงว่าเป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่) มีใจความว่า พระไชยสุริยาเป็นเจ้าพาราสาวัตถี ก็อยู่ดีกินดีมาจนกระทั่ง

 

    メอยู่มาหมู่ข้าเฝ้า    ก็หาเยาวนารี

ที่หน้าตาดีดี              ทำมโหรีที่เคหา

ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ            เข้าแต่หอล่อกามา

หาได้ให้ภริยา                        โลโภพาให้บ้าใจ

ไม่จำคำพระเจ้า                       เหไปเข้าภาษาไสย

ถือดีมีข้าไท              ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา

คดีที่มีคู่                  คือไก่หมูเจ้าสุภา

ใครเอาข้าวปลามา                    ให้สุภาก็ว่าดี

ที่แพ้แก้ชนะ             ไม่ถือพระประเวณี

ขี้ฉ้อก็ได้ดี                           ไล่ด่าตีมีอาญา

ที่ซื่อถือพระเจ้า                       ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา

ผู้เฒ่าเหล่าเมธา                       ว่าใบ้บ้าสาระยำ

ภิกษุสมณะ               เล่าก็ละพระสธรรม

คาถาว่าลำนำ             ไปเร่รำทำเฉโก

ไม่จำคำผู้ใหญ่                        ศีรษะไม้ใจโยโส

ที่ดีมีอะโข                            ข้าขอโมทนาไป

พาราสาวะถี              ใครไม่มีปรานีใคร

ดุดื้อถือแต่ใจ            ทีใครได้ใส่เอาพอ

ผู้ที่มีฝีมือ                             ทำดุดื้อไม่ซื้อขอ

ไล่คว้าผ้าที่คอ                        อะไรล่อก็เอาไป

ข้าเฝ้าเหล่าเสนา                      มิได้ว่าหมู่ข้าไท

ถือน้ำร่ำเข้าไป                        แต่น้ำใจไม่นำพา

หาได้ใครหาเอา                      ไพร่ฟ้าเศร้าเปล่าอุรา

ผู้ที่มีอาญา                ไล่ตีด่าไม่ปรานีモ

 

ตอนที่ยกมานี้แสดงให้เห็นการวิเคราะห์ของท่านผู้ใหญ่ในสมัยร้อยปีที่ผ่านมาแล้วว่า การไม่รักษาจริยธรรม ไม่รับผิดชอบในทางจริยธรรมนั้น ย่อมทำให้เกิดความปั่นป่วน และตามเรื่อง พระไชยสุริยา นี้ต่อมาก็ได้ยากระกำลำเค็ญ เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองไม่อยู่ในความชอบธรรม จนกระทั่ง メสมเด็จจอมอาจารย์モ ต้องมาเทศนาโปรดให้ถือศีลภาวนาจนได้ไปสวรรค์

ตามเรื่องที่กล่าวถึง มีอีกตอนหนึ่งซึ่งแสดงถึงสาเหตุแห่งกาลกิณี กล่าวคือ

 

    メวันนั้นครั้นดินไหว           เกิดเหตุใหญ่ในปฐพี

เล็งดูรู้คดี                 กาลกิณีสี่ประการ

ประกอบชอบเป็นผิด     กลับจริตผิดโบราณ

สามัญอันธพาล                      ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์

ลูกศิษย์คิดล้างครู                    ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน

ส่อเสียดเบียดเบียนกัน   ลอบฆ่าฟันคือตัณหา

โลภลาภบาปบ่คิด                    โจทก์จับผิดริษยา

อุระพสุธา                            ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง

บรรดาสามัญสัตว์                     เกิดวิบัติปัตติปาปัง

ไตรยุคทุกขตะรัง                     สังวัจฉระอวสานモ

 

ถ้าเราพิจารณาคำกาพย์ข้างต้นให้ดี จะเห็นว่าท่านผู้ประพันธ์ได้ยกเอาข้อละเมิดจริยธรรมเหล่านี้มาแสดงไว้ว่า เป็นเหตุแห่งความ
ยุ่งยากคือ (๑) ความมัวเมาในกามตัณหา (๒) ความโลภ (๓) ไม่ถือ
ศีลธรรม กลับไปถือไสยศาสตร์ (๔) การฉ้อราษฎร์บังหลวง (๕) โรงศาล
ไม่ยุติธรรม ตามสมควรที่จะเป็น (๖) ไม่มีความเคารพในเรื่องความดี เห็นผิดเป็นชอบ (๗) ใจเหี้ยมโหดไม่ปรานีใคร ถืออำนาจเป็นธรรม (๘) ข้าราชการ แม้ว่าจะถือน้ำพิพัฒน์สัตยาก็ผิด ไม่ถือสัจจะตามที่ควรจะเป็น

ต่อไปนี้ผมใคร่จะขออนุญาตอ้างหนังสืออีกหนึ่งตอน ซึ่งตามปกติไม่ควรจะกระทำ เพราะเป็นหนังสือของผมเอง แต่เนื่องด้วยหนังสือนี้ได้เขียนไว้เป็นเวลาประมาณ ๑๐ กว่าปีแล้ว และเข้าใจว่าหากันได้ยาก คงจะไม่เสียหายอะไร ข้อความนี้มาจากหนังสือ เศรษฐกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งแต่งเอาไว้เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๕ ในบทหนึ่งที่เรียกว่า ธรรมะในด้านเศรษฐกิจ

メธรรมะเป็นคำคู่กับศีล คำว่าศีลหมายถึงการระงับ ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ส่วนความหมายของคำว่าธรรมะคือ การช่วยส่งเสริมให้สถานการณ์ดีขึ้น เพื่อความเจริญของเอกชน มหาชน และส่วนประกอบที่สำคัญแห่งธรรมะคือ ความยุติธรรม ตัวอย่างการประพฤติผิดหลักธรรมะที่เห็นได้ง่าย เช่น โจรที่ได้ปล้นทรัพย์ เราถือได้ว่าทำผิดทั้งศีลและธรรมะในด้านเศรษฐกิจ เพราะได้เบียดเบียนเจ้าทรัพย์และถ่วงความเจริญ คือนอกจากตัวเองจะไม่ประกอบสัมมาอาชีวะแล้ว ยังขัดขวางผู้อื่นซึ่งจะทำการประกอบสัมมาอาชีวะเพื่อประโยชน์และความเจริญของส่วนรวมอีกด้วย

ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ใดมีความมานะอดทนพากเพียรคิดสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นช่วยเศรษฐกิจของประเทศ เราก็ถือว่าบุคคลผู้นั้นมีความดีความชอบและทำถูกหลักธรรมะ

การประพฤติผิดหลักธรรมะในด้านเศรษฐกิจนั้นมีได้หลายกรณีเช่น

๑. เจ้าหน้าที่รัฐบาลบางคนใช้อำนาจและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาเป็นประโยชน์ส่วนตัว ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรงเพื่อให้ทุกคนได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน กลับมีใจลำเอียงช่วยเหลือแต่เฉพาะผู้ที่ให้สินบน

ที่ว่าผิดหลักธรรมะ เพราะ

(ก) ราษฎรส่วนใหญ่ที่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริตก็เกิดความย่อท้อที่จะทำดีต่อไป คิดแก่งแย่งเบียดเบียนกัน ไม่มีผู้ใดคิดจะทำงานที่ใช้เวลานานๆ กว่าจะได้ผลตอบแทน ไปหาทางอื่น

(ข) การที่กสิกรทั้งหลายสามารถทำการเพาะปลูกได้ผลดี เท่ากับเพิ่มปริมาณการผลิตให้มากขึ้น ทำให้การค้าสะดวกยิ่งขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปไม่ได้ ถ้ามีโจรปล้นทรัพย์ เจ้าหน้าที่ทุจริตมากๆ เพราะสิ่งที่ผลิตได้จะมีน้อยลงไม่พอกับความต้องการของสังคมที่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ ความไม่พอดีนี้เป็นผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก

๒. เจ้าหน้าที่ที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในหน้าที่การงานของตนขัดกับประโยชน์ของส่วนรวม ถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติผิดธรรมะในด้านเศรษฐกิจ อาทิ ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล บุคคลนั้นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนในขอบเขตแห่งนโยบายของรัฐ ถ้าในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไปมีตำแหน่งหน้าที่และรับผิดชอบส่วนงานของเอกชน ไม่ว่าจะเพียงแห่งเดียวหรือหลายแห่งก็ตาม อาจเป็นประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ ผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม แม้จะสุจริตเพียงใด บุคคลภายนอกย่อมจะระแวงสงสัยและตั้งข้อรังเกียจ

๓. ข้าราชการแม้ว่าจะไม่ทุจริต แต่ไม่ทำงานให้รวดเร็วเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ก็ขัดขวางความเจริญในทางเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะส่วนราชการที่จำเป็นต้องติดต่อกับประชาชนโดยตรง เช่น อำเภอ ถ้าทำงานล่าช้า นอกจากงานของรัฐจะไม่ก้าวหน้าไปแล้ว ยังไม่เปิดโอกาสให้ราษฎรได้ทำงานของตนได้ทันเวลาด้วย

๔. นโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งช่วยเหลือหมู่ชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะนั้น ถ้าทำให้คนกลุ่มใหญ่เดือดร้อนแล้ว ถือว่าผิดหลักธรรมะในด้านเศรษฐกิจ เพราะเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ได้ให้ความยุติธรรมต่อสังคม การทำให้เงินเฟ้อถึงขนาด การเก็บภาษีอากรไม่ทั่วถึง ผู้มีอาชีพที่แน่นอนและข้าราชการส่วนมากซึ่งมีบัญชีแสดงรายได้หรือเงินเดือนเป็นหลักฐานเท่านั้นที่ต้องรับภาระภาษีเต็มที่ ถ้ารัฐบาลสามารถวางหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม มีเจ้าหน้าที่ที่มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ทำงานอยู่แล้ว เท่ากับว่าได้พยายามทำให้ถูกหลักธรรมะทางเศรษฐกิจ

๕. ราษฎรที่สมคบกับข้าราชการทำการเอาเปรียบส่วนรวม ถือว่าทำผิดธรรมะทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการให้สินบนข้าราชการ ทำให้จิตใจของข้าราชการที่จะทำดีเสื่อมลง และในที่สุดความเดือดร้อนก็จะเกิดมีทั่วๆ ไป

๖. การหลีกเลี่ยงการเสียภาษีของราษฎรก็ผิดหลักธรรมะเพราะรัฐบาลเก็บเงินได้น้อยกว่าที่ควรจะเก็บได้

๗. การกักตุนสินค้าในยามขาดแคลนเพื่อหวังกำไรการค้าในตลาดมืด การปฏิบัติตนให้เป็นการฝ่าฝืนข้อบัญญัติแห่งกฎหมาย ถือเป็นการปฏิบัติผิดหลักธรรมะทั้งสิ้น เพราะก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและกับส่วนรวม

๘. การที่ราษฎรแต่ละคนไม่มีอาชีพหรือไม่พยายามทำงานเพื่อเลี้ยงชีวิตของตนในทางที่ชอบ ไม่เข้าใจหน้าที่และไม่รู้จักประมาณและความพอเพียง เอารัดเอาเปรียบ ไม่มีการศึกษาอบรมที่ดี เท่ากับไม่ช่วยเหลือให้เศรษฐกิจของชาติก้าวหน้าไป

๙. การที่มีบุคคลกลุ่มน้อยร่ำรวยขึ้นอย่างมากเป็นการผิดหลักธรรมะ เพราะในขณะที่กลุ่มคนมั่งมีมากๆ มีจำนวนคนน้อย กลุ่มคนจนก็ขยายจำนวนออกไป เกิดปัญหาในสังคม มีการแบ่งแยกชั้นของคนโดยไม่ควร และการแบ่งแยกกันในลักษณะนี้เป็นผลเสียทั้งในด้านจิตใจและการครองชีพของประชาชน เป็นปัญหาหนักสำหรับรัฐบาลในการปกครองประเทศ นับว่ากระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศทุกทาง สำหรับข้อนี้ ถ้าพิจารณาถึงการพนันต่างๆ การมีสลากกินแบ่งซึ่งเป็นการรวมเงินจากประชาชนหรือจากคนกลุ่มใหญ่มาเป็นรางวัลให้แก่บุคคลคนเดียวหรือบุคคลกลุ่มน้อย จึงเป็นการปฏิบัติผิดหลักธรรมะด้วย แต่ถ้าหากว่าผู้ถูกรางวัลสลากนั้นนำเงินมาใช้เป็นประโยชน์ที่ส่วนรวมได้มากที่สุด ก็ไม่ถือว่าไปปฏิบัติตนผิดหลักธรรมะแต่อย่างใด ฉะนั้นทางที่จะระงับก็คือไม่มีการพนันทุกประเภท แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงได้ประโยชน์จากการขายสลากกินแบ่งอยู่บ้าง รางวัลที่ให้นั้นเป็นเพียงเพื่อจูงใจให้ราษฎรนำเงินที่มีอยู่มามอบรวมให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะผิดธรรมะก็ตาม ถ้ารัฐบาลนำเงินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์จริงๆ แล้ว ก็ค่อยยังชั่วหน่อย

๑๐. บุคคลที่มีความสามารถในกิจการค้าหรือทำงานใดก็ตามทำให้มีรายได้ส่วนตัวมากมาย หรือมีทรัพย์สมบัติเป็นมรดกตกทอดมา แม้ว่าจะได้รับมาโดยสุจริต ถ้าไม่ได้ทำให้ทรัพย์นั้นเกิดเป็นผลประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้ว ถือว่าไม่ถูกหลักธรรมะในทางเศรษฐกิจ เพราะเหตุว่าการที่บุคคลมีทรัพย์มากมายนำเงินมาลงทุนนั้นก็ยังช่วยเหลือคนอื่นได้モ

ตัวอย่างเหล่านี้ผมได้สรุปรวมความไว้ว่า ในการที่จะรักษาระดับรายได้ของคนให้อยู่ใกล้เคียงกัน หรือมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยนั้น ควรพิจารณาถึงภาษีมรดก ภาษีเงินได้เป็นส่วนสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เขียนบทความเรื่อง メกฎหมายและการฉ้อราษฎร์บังหลวงモ ใน บทบัณฑิตย์ ของเนติบัณ-
ฑิตยสภา มีใจความที่สำคัญและที่น่าจะนำเอามากล่าวในที่นี้อยู่หลายตอน มีใจความที่ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหลายข้อ แต่ที่ชอบใจมากก็คือว่า คุณธานินทร์ได้เสนอไว้ว่า การที่จะแก้ไขในเรื่องธรรมจริยาในประเทศไทยนั้น จะทำอย่างไรบ้าง มีทั้งการแก้ไขด้านจิตใจและศีลธรรม ตลอดจนอุปสรรคในการแก้ไข เนื่องจากเวลาจำกัด ผมจะคัดเฉพาะเรื่องอุปสรรค คือ

อุปสรรค ๓ ประการในการแก้การฉ้อราษฎร์บังหลวง

メข้าพเจ้าใคร่ขอกล่าวว่า แนวความคิดที่เป็นอุปสรรคในการแก้ไขการฉ้อราษฎร์บังหลวงมี ๓ ประการ ซึ่งแต่ละประการล้วนเป็นแนวความคิดที่เป็นภัยแก่ตนเองทั้งสิ้น กล่าวคือ

(๑) メธุระไม่ใช่モ โดยปกติเมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงมักจะฟังกันด้วยความกระตือรือร้นแบบ メกระหายนินทาモ อย่างไรก็ดี แทบจะไม่มีผู้ใดกล้าหรือแม้แต่คิดว่าสมควรแก่การป้องกันหรือแก้อย่างไร แทบจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า メธุระไม่ใช่モ ความจริงเรื่องนี้เป็นธุระหรือหน้าที่ของบุคคลในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ การบอกปัดโดยถือว่า メธุระไม่ใช่モ เป็นการปฏิเสธหน้าที่พลเมืองดีโดยแท้ น่าเสียดายที่เราขาดการฝึกอบรมในด้านความรับผิดชอบที่ทุกคนจะพึงมีต่อสังคม...

(๒) メคนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้モ ประโยคนี้แทบจะไม่มีท่านผู้อ่านคนใดปฏิเสธเลยว่าไม่เคยได้ยิน แต่น่าเสียดายที่ประโยคนี้มักจะใช้กันไปในทางที่ไม่ควรใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่พูดกันในครอบครัว ถ้าเป็นครัวเรือนที่มีแม่เรือนดี ประโยคนี้ก็ใช้ทางปลุกปลอบดลใจให้พ่อเรือนประพฤติตนดี เอาอย่างบุคคลอื่นที่สุจริตทั้งหลาย ประกอบแต่กรรมดี เป็นที่นับหน้าถือตา แต่ถ้าบังเอิญเคราะห์ร้าย แม่เรือนใจต่ำและพ่อเรือนใจอ่อน เห็นคนอื่นร่ำรวยโดยมิชอบ เกิดโลภคิดเห่อเหิมตามไปด้วย ประโยคที่ว่า メคนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้モ ก็เป็นประโยคที่ให้โทษ เป็นแรงยุให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง ... ลัทธิเอาอย่างในทางที่เลวจึงกลายเป็นที่นิยมชมชื่นกันอยู่

(๓) メที่นี่เมืองไทย ไม่ใช่เมืองนอกモ เรื่องแปลกแต่จริงที่น่าสลด ก็คือ เมื่อผู้ใดปรารภเกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือเรื่องอื่นๆ ในทำนองนี้ เรามักจะได้ยินวลีที่ว่า メที่นี่เมืองไทย มิใช่เมืองนอก เราจะเอาอะไรกันมากนักモ หรือวลีอื่นๆ ที่มีความหมายทำนองเดียวกันนี้ และมักจะพูดกันดาษดื่น แม้ในหมู่ผู้ทรงคุณวุฒิและปัญญาชนทั้งหลาย จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า เหตุใดจึงเอาคำพูดที่ไร้ความหมายนี้มาเป็นคำพังเพยบอกปัดความรับผิดชอบ จะไม่เป็นการคิดสั้นหรือปราศจากความคิดเสียเลยหรือ?モ

 

คุณธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เสนอข้อแก้ไขไว้ว่า ข้อที่น่าคิดมีว่าเราจะต้องใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งกับกรณีนี้จะได้หรือไม่ กล่าวคือควรจะพูดว่า メใช่ธุระของเราモ เพื่อแก้กับคำว่า メไม่ใช่ธุระモ เราทุกคนจะต้องถือว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้เป็นเรื่องที่เราทุกคนมีหน้าที่ป้องกัน และปราบปรามในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศ และเราจะต้องบำเพ็ญจนเป็นตัวอย่างอันดีของลูกหลาน ญาติมิตร และเพื่อนร่วมประเทศ เราจะต้องมีความละอายต่อบาป ความหยิ่งในความซื่อสัตย์สุจริตและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

อุปสรรคข้อที่ ๒ แก้ได้ด้วยดังนี้ メคนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้モ ก็ใช้คำเดียวกันนั่นแหละ ลัทธิเอาอย่างควรใช้เฉพาะในทางที่เอาอย่างผู้ประพฤติดี ผู้ที่เคารพในเกียรติของตน ผู้ที่มีความระลึกในหน้าที่และประโยคนี้ควรจะเปลี่ยนให้ชัดขึ้น แล้วใช้เป็นคำขวัญว่า メคนอื่นทำดีได้ ทำไมเราจะทำดีไม่ได้モ เราจะต้องเล็งผลเลิศ ไม่ใช่เพ่งเล็งแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ต้องเพ่งเล็งถึงประโยชน์อันไพบูลย์

ประโยคที่ ๓ メที่นี่เมืองไทย ไม่ใช่เมืองนอกモ คุณธานินทร์เขียนไว้ว่า ดูอย่างประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน แก้เรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงสำเร็จ เราต้องเอาอย่างเขาบ้าง และจะต้องทำได้อย่างเขา คำขวัญจึงควรจะเป็นว่า メเมืองไทยหรือเมืองนอกก็เหมือนกัน เมืองนอกเขาทำได้สำเร็จ เราก็ต้องทำได้สำเร็จモ การเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นกาลกิณีมาเป็นคำขวัญนี้น่าจะช่วยขจัดอุปสรรคในการแก้การฉ้อราษฎร์บังหลวงได้มาก ไม่มากก็น้อย ผมขอเสนอว่า บทความของคุณธานินทร์นี้ ท่านทั้งหลายน่าจะเอาใจใส่ถ้าหากว่ายังไม่ได้เอาใจใส่

สรุปความในตอนที่ ๒ ก็คือ ขอยืนยันว่าความรับผิดชอบทางจริยธรรมนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเราจะเน้นการพัฒนา

ตอนที่ ๓ ทัศนะของสามัญชน

ปัญหามีอยู่ว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะรักษาจริยธรรมและทำการพัฒนาได้ ข้อความที่ผมได้ยกมาอ้างและพูดมาทั้งหมดก็สรุปได้ว่า ไม่ต้องทำอะไรมากมายผาดโผน เพียงแต่เราปฏิบัติหน้าที่ของตนไปตามปกติ และประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรมที่ได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่สมัยโรงเรียน สมัยบิดามารดา จนกระทั่งปัจจุบัน เพียงแต่ทำไปเท่านั้นก็ถือได้แล้วว่าอยู่ในจริยธรรม ถ้าจะมีความจำเป็นเน้นหนักให้พัฒนานี้ ก็อยู่ในด้านวิชาการมากกว่าอย่างอื่น ที่ผมพูดนี้เข้าใจว่า ยังไม่สายเกินไปในประเทศไทย ที่เห็นว่าอะไรๆ ธรรมดาๆ นั้นก็คือ การประพฤติถูกต้องตามศีลธรรมที่เราเคยได้รับการสั่งสอนมา แต่ถ้าหากว่าเผอิญเข้าใจในสาระสำคัญผิด และสายเกินไปแล้ว กล่าวคือ ถ้าเดี๋ยวนี้พวกเราถือว่าการทุจริต การกินสินบน ฯลฯ เป็นของธรรมดาแล้วก็น่าเสียใจ เห็นจะต้องเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ แต่ก็ยังหวังอยู่ว่ายังไม่สายเกินไป เมื่อทำอะไรๆ ไปตามธรรมดาแล้วเป็นใช้ได้ เช่น ถ้าหากว่าเราอยากแต่งงานก็ไปแต่งงานกันธรรมดา ไม่ใช่ว่าจะมาเป่าศีรษะกันให้เงินไป ๒ แสน ๓ แสนนั้นไม่ใช่ธรรมดา หรือตำรวจก็มีหน้าที่ที่จะดูแลผู้ร้าย กระทรวงมหาดไทยก็มีหน้าที่ดูแลบ้านเมืองให้เป็นปกติสุข อย่าไปก้าวก่ายงานโน้นงานนี้ ทำไปโดยชอบ นี่เป็นธรรมดา ผมเห็นว่าการที่คนนี้ทำงานของคนนั้น คนนั้นไปทำงานของคนโน้นนั้น เป็นการอุตริ ไม่ใช่เป็นการธรรมดา

เพราะฉะนั้นถ้าเราเพียงแต่ดำเนินชีวิตไปตามธรรมดา มีหิริ-
โอตตัปปะ ก็เป็นใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกหนุ่มๆ สาวๆ ที่ถือว่าการเสพสุราหรือการไปเที่ยวโสเภณีนั้นเป็นของที่ยอดยิ่งที่ควรทำกันแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ก็หมดหวัง แท้จริงเกิดเป็นมนุษย์ บางทีก็มีการพลาดพลั้งทำบาปขึ้น ถ้าจำเป็นที่จะต้องทำบาปแล้วล่ะก็ กลับมาแล้วควรจะมีความอายเหมือนกับสุนัขที่เมื่อทำผิดแล้วหางลู่ลงไปทีเดียว พยายามหลบปิดบังไม่ให้ผู้อื่นเขารู้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ยังพอมีหวัง ถ้าถือเป็นธรรมดาว่า เราเกิดมาเป็นชายชาตรีแล้ว ถ้าไม่กินเหล้าให้เมาแล้วเป็นไม่ได้ ถ้าเป็นชนิดนี้แล้วก็หมดหวัง ตราบใดที่ยังมีหวัง ผมขอเสนอว่าตามทัศนะของสามัญชน ไม่ต้องทำอะไรให้อุตริมากมายนัก ทำธรรมดา ทำหน้าที่ของตนธรรมดา และประพฤติในทางธรรมดาตามแบบที่ชาวบ้านเขาทำกัน พ่อแม่สั่งสอนมาอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น คำว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” นี้ เมื่อสมัยผมเด็กๆ โกรธนักถ้าหากใครมาว่า เพราะฉะนั้นคำว่าพ่อแม่สั่งสอนมาอย่างไร ก็ทำไปอย่างนั้น สามัญชนก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

ทัศนะของสามัญชนควรจะแตกต่างกับทัศนะทางศาสนาหรือไม่ ท่านทั้งหลายได้เปรียบกว่าผมคือ หลายท่านคงจะได้ยินคำอภิปรายเมื่อวานนี้ ทั้งด้านพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา ผมรู้สึกว่าในบางกรณีอาจจะแตกต่างกัน แต่ในสาระสำคัญนั้นคงจะไม่แตกต่างกันนัก สามัญชนที่ว่านี้คงจะหมายความถึงคนอย่างผมในด้านศาสนา คือบอกให้ไปวัดพระแก้วหรือไปวัดไหน หรือให้ไปฟังเทศน์ก็ไม่อยากไปฟัง ไม่ได้เชี่ยวชาญชนิดที่ว่าอยากจะเปิดตำราศาสนาขึ้นมาอ่านท่องจำ แต่ในใจนั้นยังมีสิ่งที่เหนี่ยวรั้งไว้ ถ้าเผอิญเปิดวิทยุฟังพระท่านเทศน์ ถ้าน่าสนใจก็นั่งฟังต่อไป หรืออย่างเมื่อเล็กๆ อยู่โรงเรียนคริสตัง คืออัสสัมชัญ ท่านให้เรียนธรรมจริยา ทั้งในด้านภาษาไทย ฝรั่งเศสหรืออังกฤษ ก็เรียนไป และจดจำเอาไว้ นี่ผมถือว่าเป็นสามัญชน คือหมายความว่า ไม่ใช่คนที่ไปวัดทุกวันหรือทุกวันพระ แต่เป็นคนที่ได้รับการอบรมมาพอสมควรทั้งในด้านศาสนา คือไม่ได้เป็นคนนอกรีตนัก สามัญชนเป็นคนที่มีความสงสัย เช่น เมื่อเล็กๆ อยู่โรงเรียนที่เขาสอนกันว่าพระผู้เป็นเจ้านั้นท่านมีจริงๆ ก็มีความสงสัยเชื่อไม่ลงว่าพระเจ้าท่านมี พยายามที่จะมีความศรัทธาเพียงไรก็ยังไม่สามารถที่จะโน้มเอียงไปถึงกับนับถือเป็นลัทธิได้ ช่วยไม่ได้ เหมือนคนบอดสี ท่านทั้งหลายที่เชื่อในพระเจ้าว่ามี อาจจะเป็นผู้ที่บรรลุถึงขั้นเห็นสี สีนั้นสีเขียว สีนี้สีแดง แต่ผมสามัญชนนั้นบอดสี มองไม่เห็น ความจริงน่าจะสงสารมากกว่า หรือที่เขาบอกว่าให้ไปกราบพระพุทธรูปองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์นักอย่างนี้ ผมก็อาจจะกราบด้วยใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นมนุษย์ที่ดียอดเยี่ยมพอจะทำได้ แต่ที่จะไปถือว่า พระอิฐพระปูนที่นั่งอยู่ แม้จะเป็นพระแก้วมรกต ก็ยังไม่สามารถที่จะกราบได้ในฐานที่เป็นมรกตหรือเป็นแก้ว ความเห็นของผมในทัศนะสามัญชนไม่สามารถที่จะทำได้ หรือว่าพระพุทธรูปนี้เยี่ยมเหลือเกิน ถ้าอยากจะไปทำอะไรให้สำเร็จ หรือจะมาพูดในวันนี้ให้เป็นที่ต้องใจของท่านทั้งหลาย ต้องไปกราบท่าน ๓ หน หรือเอาตะกรุดอมมาด้วย ผมทำไม่ได้ เพราะสามัญชนเกิดความสงสัย มีความสงสัยในตัวว่าอะไรจริงแน่ อะไรไม่แน่

ปัญหามีอยู่ว่า สามัญชนเหล่านี้มีสิทธิสงสัยในสาระสำคัญของศาสนาบางประการหรือไม่ โดยจะไม่ถูกประณามว่าเป็นคนนอกรีต เคยได้ยินเด็กๆ พูดกันว่า ถ้าใครไม่เชื่อถือพระ ไม่มีศาสนาแล้ว ก็ต้องเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งนั้น นี่จะเป็นเพราะผู้ใหญ่สอนเด็กหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ผมเห็นว่า ถ้าเราจะบอกกับเด็กว่าคอมมิวนิสต์นั้นร้ายกาจและประพฤติไม่ดี เพราะเหตุว่าไม่ถือในศาสนา ไม่ถือศีลธรรม ก็ชอบอยู่ แต่ที่จะพูดกวาดเอาทีเดียวว่า ถ้าใครไม่มีศาสนา ไม่เชื่อพระเจ้า เป็นคอมมิวนิสต์หมดแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้

ผมอยากจะเสนอว่า ควรเชื่อถือในพระเจ้าหรือไม่เชื่อถือในพระเจ้ามีอยู่ ๒ ประการ ที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คือ คำว่า Agnostic กับ Atheist คือถ้าเป็น Agnostic คงจะเป็นอย่างผม คือผมไม่รู้ คำว่า Agnostic แปลว่า ไม่รู้ ยอมรับว่าไม่รู้ว่ามีพระเจ้าหรือไม่มี อาจจะมีก็ได้ หรือไม่มีก็ได้ แต่ไม่ต้องการที่จะบูชา เพราะเหตุว่ายังไม่รู้ ส่วน Atheist นั้น ไม่ยอมให้มีพระเจ้าอยู่เลย ถือเป็นแน่นอนว่าไม่มีพระเจ้าเลย ถ้าแยกกันอย่างนี้ล่ะก็ รู้สึกว่าพอจะมีทางเข้ากันได้ระหว่างสามัญชนอย่างผมกับทางศาสนา แต่ถ้าหากรังเกียจเสียเลยว่า Agnostic ก็ยังใช้ไม่ได้ เข้าใจว่าคงจะไปด้วยกันไม่ได้

ผมอยากจะเสนอต่อไปว่า การหลงเชื่อโดยงมงายนั้นเป็นภัยต่อสังคม เป็นภัยแก่ศีลธรรม เป็นการลบล้างศาสนา นักศึกษาที่จะสอบไล่ไปบูชาต้นโพในธรรมศาสตร์ ขอบูชาให้สอบได้ เสร็จแล้วจะเอาหัวหมูมาให้ เอาอะไรมาให้นั้น เป็นการริเริ่มนิสัยให้สินบนตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เป็นการผิดทีเดียว ผิดเหลือเกิน ที่ฉะเชิงเทราได้ข่าวว่าหลวงพ่อโสธรมีชื่อเสียง ก็อยากจะไปชมท่าน ที่ไหนได้ เห็นว่าเขาทำกันเป็นการค้า มีการให้สินบน เอาของไปให้ ผมก็เลยหมดความศรัทธา รู้สึกว่าเป็นการเข้าใจกันผิด นี่ไม่ต้องพูดถึงหลวงพ่อยีหรืออะไรที่ครึกครื้นกันกว่านั้น ในระหว่างสงครามก็อดนึกไม่ได้ว่า ทำไมฝรั่งถึงได้ชักชวนกันไปในโบสถ์ มีพระเจ้าของอเมริกันและอังกฤษฝ่ายหนึ่ง พระเจ้าของเยอรมนีกับญี่ปุ่นอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน เยอรมนีก็สวดให้พระเจ้าฆ่าอังกฤษ อังกฤษก็สวดให้พระเจ้าฆ่าเยอรมนี ผมเข้าใจว่า ถ้าสวดแบบนี้ก็เป็นการเข้าใจผิดที่งมงาย

ที่ผมกล่าวนี้ก็เพียงแต่เท่าที่ปรากฏมา เท่าที่เห็น เพราะฉะนั้น จึงขอถือสิทธิ Agnosticism ไปพลางก่อน สัมปชัญญะกับศรัทธาความเชื่อถือนั้น ถ้าได้ทั้ง ๒ อย่างผมก็ว่าคงจะดี เพราะผู้ที่เชื่อถือพระเจ้าคือมีศรัทธาอย่างมีสติสัมปชัญญะนั้น ก็เป็นของวิเศษ แต่ถ้าจะเลือกระหว่าง ๒ อย่าง ระหว่างสติสัมปชัญญะกับศรัทธาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ผมยังถือว่าสติสัมปชัญญะเป็นของสำคัญกว่าความเชื่อถือ เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าสติสัมปชัญญะนั่นเองจะนำไปสู่จริยธรรม และจริยธรรมนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา

ขอบคุณ