เงินมาก เงินน้อย

เงินมาก เงินน้อย

เขียนให้อัสสัมชัญพาณิชย์เพื่อตีพิมพ์

และรวมพิมพ์ใน คำพูดและข้อเขียน (พระนคร: รวมสาส์น, ๒๕๑๑)

 

 

 

メอันรูปรสกลิ่นเสียงเคียงสัมผัส

ซึ่งคฤหัสถ์หวงแหนไม่แก่นสาร

ครั้นระงับดับขันธสันดาน

ก็สาธารณ์เปื่อยเน่าเสียเปล่าดายモ

 

ผมกำลังหวนระลึกถึงบทกลอนนี้อยู่ในใจ ไม่แน่ว่าใครเป็นผู้แต่ง และอยู่ในบทหรือเรื่องใด[1] แน่อยู่อย่างเดียวว่าเคยท่องจำอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญเมื่อเรียนภาษาไทยอยู่กับคุณครูเจริญ บุญมโหตม์ ก็พอดีได้รับจดหมายจากภราดาอามาโด ขอร้องให้ช่วยเขียนบทความให้นักเรียนรุ่นปัจจุบันของอัสสัมชัญพาณิชย์จึงนำเอามาใช้เป็นต้นกระทู้ของบทความนี้

กลอนข้างต้นนี้คงจะเป็นของสุนทรภู่ แต่จะเป็นของใครก็ตาม ผู้แต่งเตือนสติว่าอย่าโลภ เพราะเมื่อตายแล้วเราจะเอาวัตถุสมบัติติดตัวไปไม่ได้ ย่อมเน่าเปื่อยสูญเสียไปไม่อนิจจัง

“อย่าโลภ” ๒ คำนี้สำคัญยิ่งนัก เพราะโลภะเป็นบ่อเกิดแห่งความประพฤติผิดนานาประการ การหลีกเลี่ยงจากความโลภนั้นมีเหตุผลอย่างอื่นสนับสนุนนอกจากการปลงอนิจจัง เช่น มนุษยธรรม ความยุติธรรม สันติสุข และการดำเนินไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันทั้งชุมชน

พวกเราที่ยากจนหรือไม่สู้จะร่ำรวยนัก ก็ใคร่จะแสวงหาทรัพย์สมบัติเพื่อครองชีพ เพื่อเลี้ยงครอบครัว สำหรับเผชิญกับชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต การเสาะแสวงหาเงินทองทรัพย์สมบัติอย่างนี้ไม่เรียกว่าโลภ ถ้าอยู่ในขอบเขตแห่งสัมมาอาชีวะ แต่ถ้าเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะเพิ่มพูนรายได้ของตนโดยง่าย และเป็นผู้ที่มีรายได้สูงอยู่แล้วพยายามกอบโกยทั้งทางที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม เพื่อให้รายได้ของตนสูงยิ่งขึ้น เรียกว่าโลภ และไม่ยุติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะทรัพย์สินในประเทศและในโลกขณะใดขณะหนึ่งมีจำนวนจำกัด ถ้าเราได้มามาก คนอื่นก็ต้องได้น้อยลง ยิ่งในกาละและเทศะที่อัตคัดขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคแล้ว จะยิ่งเห็นได้ง่ายขึ้น มิหนำซ้ำการมีทรัพย์สินเงินทองมากนั้น ก็ทำให้ใช้จ่ายสิ้นเปลืองมาก พอที่จะแบ่งเอามาลงทุนให้เกิดความสมบูรณ์พูนสุขทั่วหน้ากัน ก็เป็นการขัดขวางความเจริญของคนอื่นทั่วไป

ที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นเรื่องของเอกชน เรื่องของมหาชนคือของประเทศชาตินั้นผิดกันบ้าง เพราะมองจากแง่ส่วนรวมของประเทศ เงินตราหรือแม้ทองคำเป็นเครื่องมือการค้าและการแลกเปลี่ยนความสมบูรณ์พูนสุขอยู่ที่เครื่องอุปโภคบริโภค ฉะนั้นประเทศใดมีเงินใช้มาก แต่มีเครื่องอุปโภคบริโภคน้อย ข้าวของก็มีราคาแพงขึ้นทันที ถ้ามีเงินใช้น้อยเกินไปก็เกิดฝืดเคืองในการค้า ฉะนั้นเป็นการสำคัญยิ่งที่จะรักษาจำนวนเงินกับจำนวนของให้พอดีๆ กัน อย่าให้เงินมากนัก หรือเงินน้อยนัก หน้าที่นี้ในชาติหนึ่งๆ นั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะมอบหมายให้กระทรวงการคลังและธนาคารกลาง (หรือธนาคารชาติ หรือที่ในประเทศไทย เรียกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย) เป็นผู้ดูแลสอดส่องอยู่ตลอดเวลา

สมมุติว่าในเวลานี้เกิดมีเทวดานำเอาเงินมาให้ประชาชนชาวไทยใช้เพิ่มจำนวนธนบัตรขึ้นจากประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทเป็น ๘,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาที่จะถามอัสสัมชนิกผู้อ่านก็คือเราควรจะเรียกว่าเทวดามาโปรดหรือไม่ คำตอบคงเป็นว่า เรียกว่ามาโปรดไม่ได้ เพราะไม่ทำให้เครื่องอุปโภคเพิ่มขึ้น ข้าวของที่ก่อนนี้ราคา ๗ บาท อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น ๘ บาท และคนส่วนรวมทั้งประเทศจะไม่เจริญขึ้นเลย (แม้ว่าบางคนจะดีขึ้น บางคนจะเลวลง) ฉะนั้นอย่าโลภ

ทีนี้จะว่าถึงทองคำ (หรือเงินของชาติอื่นที่แลกเปลี่ยนได้ง่าย) ผิดกับเงินบาทอยู่ที่เราเอาไปใช้นอกประเทศได้ ประเทศทุกประเทศมีการค้าขายกับต่างประเทศ ฉะนั้นการมีทองคำหรือเงินตราต่างประเทศมากขึ้น ปกติ ก็ย่อมดีขึ้น แต่ที่เขียนคำว่า ปกติ นี้ ก็เพราะมีข้อยกเว้น เพราะ (ก) ทองคำก็เอามาบริโภคอุปโภคมิได้ ถ้าไม่ใช้ซื้อสินค้ามาก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนักและ (ข) ในบางกรณีถ้าชาติใดมีทองคำมากขึ้นรวดเร็ว ชาติอื่นก็ต้องขาดทองคำ และเมื่อเขาขาดทองคำ เขาก็ขาดหนทางที่จะซื้อของจากชาติเราหรือชาติอื่นได้ ยกตัวอย่างใน ๒ミ๓ ปีนี้เยอรมนีตะวันตก (และบางชาติอื่น) สะสมทองคำไว้ได้มาก เกิดวิปริตและความยากลำบากในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรบริติช (และบางชาติอื่น) จนต้องร่วมมือแก้ไขกัน เช่นนี้เป็นต้น

สรุปความว่า อย่าโลภ อย่านึกว่าเงินทองมากเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น ต้องให้พอดีๆ จะพอดีเท่าใดนั้นเป็นเรื่องที่อัสสัมชนิกนักเรียนจะต้องเรียนกันให้ลึกซึ้ง จึงจะวินิจฉัยได้ถ่องแท้และถูกต้อง แต่ความรู้อาจเรียนทันกันหมด ยกแต่ชั่วดีกระด้างฯ ต้องอาศัยความสัตย์สุจริตเป็นแนวจึงจะครบสมบูรณ์

 

 

[1]     มาจาก พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ –บรรณาธิการ