ความรับผิดชอบของสหภาพแรงงาน

ความรับผิดชอบของสหภาพแรงงาน
ต่อเศรษฐกิจและสังคม

คำบรรยายพิเศษ ในการอบรมวิชาแรงงานสัมพันธ์ แก่ผู้นำกรรมกรรุ่นที่ ๓

ตามโครงการโรงเรียนวันอาทิตย์สำหรับกรรมกร
จัดโดย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗

 

 

 

ก่อนอื่น ผมต้องขอสารภาพเป็นเบื้องต้นว่า ไม่ใคร่รู้เรื่องเกี่ยวกับสหภาพแรงงานเท่าไหร่ แม้จะอยู่ในต่างประเทศ ก็พอจะติดตามข่าวเรื่องสหภาพแรงงานเขาพอสมควร โดยเฉพาะสหภาพแรงงานไทยแล้วยิ่งรู้น้อย เพราะเหตุว่าเพิ่งได้เข้ามาในประเทศนี้[1] แต่ที่รับอาสาอาจารย์สุภชัย[2] มาพูดในวันนี้ ก็เพราะรู้สึกว่า น่าจะเริ่มต้นพยายามศึกษาเสียที และหวังว่าในรายการที่ผมจะมาพูดวันนี้คงจะได้ยินได้ฟังความคิดเห็นจากท่านทั้งหลายด้วย ไม่ใช่ผมเป็นฝ่ายพูดฝ่ายเดียว ผมจะพยายามพูดถึงเรื่องระบบเศรษฐกิจและสังคมเสียก่อน แล้วจึงจะไปจับเรื่องความรับผิดชอบของสหภาพแรงงานนั้น ที่จะมีต่อเศรษฐกิจและสังคมนั้นจะมีอย่างไรบ้าง ตามความคิดเห็นของผม ผมเข้าใจว่ามนุษย์เราจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้ และเจริญมีความสุขด้วยกันนั้นควรจะอาศัยหลัก ๔ ประการ คือ

๑. สมรรถภาพ

๒. เสรีภาพ

๓. ความยุติธรรม

๔. ความเมตตาปรานีซึ่งกันและกัน

ถ้าขาดหลักใดหลักหนึ่งแล้ว ย่อมจะร่วมกันอยู่เป็นสุข และเจริญไปทางด้านวัตถุหรือทางด้านจิตใจไม่ได้

ผมจะขยายความเป็นข้อๆ ไป พอสมควร

 

หลักสมรรถภาพ หมายความว่าเราสามารถที่จะทำมาหากิน เราสามารถที่จะปกครองซึ่งกันและกันได้โดยดี ในทางด้านเศรษฐกิจก็จะเห็นได้ว่า ถ้าหากว่าเรามีสมรรถภาพดี ใช้วิทยาศาสตร์ที่ถูก ใช้เครื่องมือที่ถูก และมีความอุตสาหะ ผลผลิตที่ได้ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเกษตร หรือทางด้านอุตสาหกรรมก็จะได้ดีขึ้น และก็คงจะหารายได้ดีขึ้นตามกันขึ้นมา นี่เป็นข้อที่จำเป็น หลักสมรรถภาพคือความสามารถที่กินความหมายถึงวงราชการด้วย ไม่ใช่เฉพาะแต่เอกชนเท่านั้น เพราะเหตุว่าราชการจะเป็นที่ซึ่งอำนวยให้พวกเราทั้งหลายสามารถที่จะทำมาหากินได้โดยดี

หลักเสรีภาพ คือ มีเสรีภาพในการคิด ในการพูด ในการกระทำ ในการวมกันเป็นสมาคม ในการที่จะรวมกันเป็นสมาคมของชาวนาหรือลูกจ้าง ถ้าเราจำกัดเสรีภาพเสียไม่ให้พูดสิ่งที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ ถ้าเราจำกัดเสรีภาพเสียไม่ให้รวมกันติด หลักสมรรถภาพอย่างเดียวก็เท่ากับว่าแย่งกันกินในทางเศรษฐกิจ แย่งกันกิน แย่งกันใหญ่ แย่งกันรวย แย่งกันมีหน้ามีตา มียศถาบรรดาศักดิ์อย่างนี้ แต่ถ้าหากว่าเรามีเสรีภาพ เราพอที่จะออกความเห็น รวมตัวกัน คนที่อ่อนแอกว่าก็ย่อมสามารถที่จะช่วยตัวเองได้ อย่างในกรณีที่กรรมกรซึ่งตามปกติรับจ้างเขา เมื่อรับจ้างเขานายจ้างปกติก็ต้องคิดถึงเรื่องกำไรของเขาเป็นสำคัญ ส่วนแรงงานนั้น ถ้าหากว่าต้นทุนเกี่ยวกับแรงงานหรือวัสดุต่างๆ ถูกลง ก็ยิ่งเป็นประโยชน์แก่เขามากขึ้น เพราะฉะนั้นเสรีภาพในการพูด ที่จะเขียน ที่จะคิด ที่จะร่วมกันเป็นสมาคมนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้สมาชิกของสมาคมแต่ละแห่ง สังคมแต่ละแห่ง สามารถรวมตัวกันได้ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

หลักความยุติธรรม คือ ใครทำมากได้มาก ใครลงแรงมากได้มาก ใครลงแรงน้อยได้น้อย ใครลงทุนน้อยได้น้อย แรงงานที่ดิน และทุนเป็นสิ่งที่จำเป็นเกี่ยวกับการประกอบงานเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการประกอบการอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อผลออกมาแล้ว แล้วก็มาแบ่งกัน แบ่งผลได้ไม่เท่าเทียมกัน คนที่ได้มากก็ได้มากเสียจริงๆ และคนที่ได้น้อยก็น้อยเสียจริงๆ ในกรณีเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความระส่ำระสายในระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก

ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่เราเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจมา ถ้าจะพูดถึงส่วนรวมแล้วก็รู้สึกว่าเราพัฒนาได้ดี แต่ส่วนที่จะกระจายเงินรายได้ให้กันนั้น เราจะเห็นว่าไม่ได้ดีพอสมควร กล่าวคือ ตั้งแต่เราพัฒนากันมาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี เริ่มตั้งแต่มีแผนพัฒนาแผนที่ ๑ จนกระทั่งบัดนี้แผนที่ ๓ แล้วก็ปรากฏว่า รัฐบาลได้มุ่งในงานพัฒนามากจริงและอาจจะไปสู่ชนบทจริงด้วยการสร้างเขื่อน สร้างถนน หรือให้
สินเชื่อทางการเกษตร แต่แท้จริง เงินมันตกอยู่ที่คนมีมากกว่าคนจน คนที่มั่งมีในกรุงเทพฯ ยิ่งวันก็ยิ่งรวย นี่แสดงให้เห็นว่า ความยุติธรรมไม่ค่อยจะเกิดขึ้น ก็หมายความว่ายิ่งคนที่รวยกว่า คนที่มีการศึกษาดีกว่า คนที่ฉวยโอกาสได้เก่งกว่า และคนที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่มีอำนาจมากกว่า ก็สามารถที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนมากขึ้นทุกทีๆ ด้วยเหตุนี้เองที่เราเรียกกันว่า “ช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจน” แตกแยกกันเป็นอันมาก

ยกตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพฯ เรามีเงินได้รายเฉลี่ยถึงแม้รวมทั้งคนมีคนจน ก็ยังประมาณ ๖ หรือ ๗ เท่าของคนในชนบท เฉพาะอย่างยิ่งในชนบททางภาคอีสาน และมิหนำซ้ำความก้าวหน้าของรายได้
ของเรา คือความหมายว่า แต่ละปีเราเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ละคนมีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี และในกรุงเทพฯ ก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราเพิ่มขึ้นในชนบทที่ยากจน นอกไปจากนั้น ชนบทที่ยากจนก็ยังประสบกับความเสี่ยงภัยในแง่ที่ว่า อาจเกิดฝนแล้ง เกิดน้ำท่วม ก็ทำให้รายได้บางปี
ก็ดี บางปีก็ไม่มีเสียเลย ทรัพย์สินเงินทองก็หายหมด ที่ผมอธิบาย
มานี้ก็กล่าวถึงในเมืองและชนบท แต่ในเมืองเองอย่างในกรุงเทพฯ เราก็เห็นแล้ว มีแหล่งเสื่อมโทรมและในขณะเดียวกันก็มีตึกรามใหญ่โต ทั้งที่เป็นของเอกชนหรือที่เป็นของสาธารณะ แสดงถึงความมั่งคั่งและความยากจนที่แตกต่างกันเป็นอันมากที่เห็นอยู่ตำตา เพราะฉะนั้นไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องเกษตรกรกับนายทุน หรือเกษตรกรกับคนในกรุง เป็นเรื่องระหว่างคนจนด้วยกัน คนจนในกรุงด้วยกัน กับคนมีในกรุงเช่นเดียวกัน ความยุติธรรมนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก ในสังคมที่จะมีความสุขความเจริญต่อไป

ถัดไปที่ผมว่า นอกจากหลักสมรรถภาพ เสรีภาพ ยุติธรรมแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องมี ความเมตตาปรานีซึ่งกันและกัน ด้วย เพราะเหตุว่า คนเราเกิดมาไม่เสมอกัน บางคนเกิดมาก็แข็งแรง มีสติปัญญาสูง มีสมองดี หรือเกิดมาบนกองเงินกองทอง เริ่มต้นก็ได้เปรียบคนอื่นเสียแล้ว แต่บางคนเกิดมาก็ต่ำต้อย บางคนมิหนำซ้ำยังพิการ สมองก็ไม่สู้จะดีนัก ได้เล่าเรียนก็น้อยกว่าคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นความไม่สม่ำเสมอกันก็เริ่มต้นมาตั้งแต่เกิดแล้ว และก็ยิ่งเติบโตขึ้นมาก็ยิ่งแตกต่างกันยิ่งขึ้น ถ้าเรานึกถึงว่าที่เราเกิดมาแต่ละคนเลือกเกิดกันมาไม่ได้ และก็เกิดมาตามบุญตามกรรม บางคนก็ดี บางคนก็ไม่ดี บางคนก็ได้เปรียบ บางคนก็เสียเปรียบ ในเช่นนี้ ถ้าจะอยู่กันด้วยความสมานฉันท์ ให้มีความสุขด้วยกัน ก็ควรจะมีความเมตตาปรานีซึ่งกันและกัน เฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตกทุกข์ได้ยาก เช่น ง่อยเปลี้ยเสียขา มือ พิการทางสมองหรือทางร่างกาย หรือแม้คนที่แข็งแรงแต่ต้องรับจ้างเขา แต่ถ้าหากว่า เผอิญเป็นเคราะห์กรรมต้องถูกออกจากงานด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ก็จำเป็นที่จะต้องมีความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

หลัก ๔ ประการนี้ ผมคิดว่า แม้ท่านไม่เห็นด้วยในถ้อยคำ ก็คงจะมีอะไรแตกต่างกันไปบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ผลสุดท้ายก็คงจะมาลงรอยกัน อาจจะพูดไม่เหมือนกัน พูดไม่ตรงกันได้ เพราะเหตุว่า เท่าที่เห็นนั้นในประเทศที่เจริญแล้วเขามีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เขาก็มีการพยายามทำให้การทำงานของแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นกรรมกรหรือนายทุน หรือว่าจะเป็นเกษตรกร หรือนักอุตสาหกรรม เขาพยายามที่จะให้มีความสามารถ เกิดความเก่งในการที่จะทำอะไรให้ได้ดี ให้ได้ผลดีๆ เพื่อที่จะให้รายได้ดี ในขณะเดียวกันเขาก็เปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นหรือต้องการจะรวมกลุ่มกัน เพื่อที่จะสู้กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ให้มีเสถียรภาพในการที่จะช่วยตัวเองและช่วยซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะได้มาในสิ่งที่สมควรที่เขาจะได้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง

ความยุติธรรมในทางเศรษฐกิจ เขาก็มีกันอย่างที่เราในประเทศ
ไทยมีน้อยกว่า กล่าวคือ พยายามเก็บภาษีทางตรง จะได้เลือกเก็บได้ว่าเราจะเก็บจากคนมั่งมีนี่มากแค่ไหน และจะเก็บจากคนจนน้อยแค่ไหน หรือเก็บน้อยลง หรือไม่เก็บเลย เพราะฉะนั้นเขาใช้วิธีการเก็บภาษีอากรทางด้านภาษีทางตรงเป็นใหญ่และเมื่อรัฐบาลเก็บภาษีหรือเทศบาลเก็บภาษีมาได้ เขาก็เอาเงินนั้นไปบำรุงราษฎรในด้านสังคม-
สงเคราะห์ ในด้านต่างๆ และที่ล้ำไปมากกว่านั้นก็คือ นอกจากจะเก็บภาษีเงินได้ก็ยังมีภาษีอีกประเภทหนึ่งที่เขาชอบเก็บกัน ซึ่งประเทศไทยเราเคยเก็บกันมาครั้งหนึ่งแล้วเลิกไป เลิกไปประมาณ ๒๐–๓๐ ปีแล้ว คือ ภาษีมรดกกับภาษีการรับมรดก และภาษีทรัพย์สิน ไม่ว่าใครมีอะไรมากมายถ้าหากตายไปก็เอาไปไม่ได้ ก็ต้องตกทอดแก่ทายาท รัฐบาลก็เก็บมาส่วนหนึ่ง ไม่เดือดร้อนคนที่เสีย หรือคนที่ได้รับมรดกก็เช่นเดียวกัน ก็รับน้อยลงไปหน่อย เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม อย่างนี้เข้าหลักยุติธรรมทั้งสิ้น ส่วนที่ไม่เข้าหลักยุติธรรม ก็อย่างที่เราทำกันในขณะนี้เป็นส่วนใหญ่ คือ เก็บภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ซึ่งเก็บจากคนจนคนมีเท่าๆ กันหมด ถ้าใครไปใช้อะไรล่ะก็ต้องเก็บรวด สมมุติว่าเราเก็บภาษีไม้ขีด ส่วนใหญ่คนรวยใช้ไม้ขีด ถ้าจะใช้ก็ใช้ไม่มากไปกว่าคนจน เพราะฉะนั้น ก็เรียกว่าเก็บเท่าๆ กันหมด อย่างนี้ไม่ถูก ไม่ถูกตามหลักยุติธรรม นี่ผมพูดอย่างคร่าวๆ คือหลักความยุติธรรมนี้เป็นสิ่งที่เราใช้กันอยู่

ทีนี้หลักที่เรียกว่า เมตตากรุณาซึ่งกันและกันนี่ ในประเทศต่างๆ เขามีการสังคมสงเคราะห์มากกว่าที่เราทำ ใครเจ็บใครป่วยไปหาหมอได้โดยไม่ต้องเสียเงิน หรือเสียแต่เสียน้อย แล้วได้หมอเท่าเทียมกับคนมั่งมีด้วย ที่ผมพูดนี่ไม่ได้หมายถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศพิเศษ แต่หมายถึงประเทศในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศทางเหนือ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ประเทศอังกฤษและประเทศเยอรมนีก็มีการสังคมสงเคราะห์แบบนี้ โดยรัฐบาลเก็บเงินจากนายจ้างส่วนหนึ่ง ลูกจ้างส่วนหนึ่ง รัฐบาลออกส่วนหนึ่งแล้วก็มีการประกันสังคมกัน เมื่อเก็บมาแล้ว ก็อย่างในกรุงเทพฯ นี้ ถ้าเราอยู่ในอำเภอใดตำบลใด เราก็ไปลงทะเบียนกับหมอนั้น แล้วก็ไปหาหมอได้ตามนัดโดยไม่ต้องเสียค่าตรวจค่ารักษา และที่สำคัญกว่านั้นคือหมอที่เราไปหานั้น ไม่ว่าเราจะจนสักแค่ไหนก็เป็นหมอชนิดเดียวกันกับคนมั่งมีรักษา ถ้าเราต้องการบำบัดเป็นพิเศษ ก็เข้าโรงพยาบาลของเรา จริงอยู่คนที่จะเข้าโรงพยาบาลอย่างจุฬาลงกรณ์ของสภากาชาด หรือศิริราช ถ้าเราเป็นคนจนอนาถา เราก็เข้าไปอาจจะไม่ต้องเสียเงินได้ แต่ถ้าคนมีก็อาจจะเข้าห้องพิเศษ เป็นข้าราชการก็ได้พิเศษ อะไรเหล่านี้ ซึ่งมันเหลื่อมล้ำกันอยู่ แต่ในต่างประเทศนั้น ถ้าคุณมีเงินจริงๆ คุณจะไปพิเศษก็ไปพิเศษข้างนอก ถ้าเข้าโรงพยาบาลแล้วเสมอกันเหมือนกันหมด นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าอุ้มชูคนจนให้มีสิทธิเสมอภาคกับคนมั่งมี

 

ที่ผมพูดมาอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาว่า ถ้าหากสังคมของเราเป็นอย่างนี้ในเมืองไทยเราและสังคมที่ดีกว่าเจริญกว่า หรือเจริญกว่า ในความนึกคิดของเราที่อยากให้เป็นนี่มันเป็นอย่างนี้ เราควรจะทำอย่างไร ในพวกเราทั้งหลายที่จะก่อตั้งกันเป็นสมาคม ผมเรียกว่าเราก็เพราะเหตุว่าผมก็เหมือนกับท่านทั้งหลาย คือท่านทั้งหลายอาจจะใช้แรงงานมากหน่อย แต่ผมใช้ความคิดมากหน่อย แต่ก็เป็นลูกจ้างเขาทั้งนั้น เป็นข้าราชการแต่ก็ยังเป็นลูกจ้าง เพราะฉะนั้นเป็นครูเป็นอาจารย์ก็เช่นเดียวกันก็ควรจะตั้งสมาคมนั้นขึ้น และเมื่อตั้งสมาคมลูกจ้างขึ้นมาเป็นสหภาพกรรมกรหรือสหพันธ์กรรมกรก็แล้วแต่ เราควรจะคิดอย่างไรในฐานะที่เราเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมและเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสมาคมแรงงาน กระทำให้สังคมที่เราอยู่นี่เป็นที่ชื่นชมเป็นที่น่ายินดีเพื่อที่จะได้มีความสุขร่วมกัน

ก็แน่ล่ะครับ ศาสนาพระศรีอาริย์ยังมาไม่ถึงและไม่มีวันจะมาถึง แต่อย่างน้อยก็พยายามที่จะดำเนินการให้เป็นไปโดยดี ผมคิดว่าหลักการข้อแรกในเรื่องความรับผิดชอบต่อสมาชิกของตนและร่วมกันมารวมกันเป็นสมาคม หรือที่เรียกว่าสหภาพแรงงานนี้ ก็เพื่อที่จะได้รักษาผลประโยชน์ของสมาชิกแต่ละคน ว่าการทำงานนั้นต้องอยู่ในลักษณะที่ถูกสุขลักษณะ สัญญาแรงงานต้องให้ความมั่นคงแก่เราพอสมควร และวิธีทำงานและวิธีที่เราจะหารายได้นั้นต้องเป็นไปตามที่สมควร คือ หมายความว่า ให้มากพอที่เราจะเลี้ยงชีวิตได้ และก็ไม่ใช่ว่าจะถูกกดให้ได้รับรายได้ต่ำจนกระทั่งทำให้เกิดมีความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างที่ผมได้กล่าวเมื่อกี้นี้

ในการที่เราจะเจรจากับนายจ้าง หรือในการพิจารณารวมกลุ่มรวมก้อน ก็จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของสมาคมเป็นธรรมดา ของสหภาพของพวกเรา นั่นก็จำเป็นที่จะต้องมี และนอกจากนั้นในต่างประเทศเท่าที่ผมสังเกตดู นอกจากจะมีกรรมการเป็นชั้นนั้นชั้นนี้ไปแล้ว เขายังมีถึงขั้นที่เรียกว่า “หัวหน้าประจำโรงงาน” อนึ่ง สหภาพกรรมกรในยุโรปเท่าที่ผมทราบ ก็เป็นสหภาพชนิดที่ไม่เหมือนกับในกฎหมายแรงงานของเรา ที่บังคับไว้ไม่ให้ข้ามจังหวัด ไม่ให้ข้ามโรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำกัดเสรีภาพทั้งสิ้น ควรจะแก้กฎหมายให้หมด ให้ไม่มีจำกัดเสรีภาพให้แรงงานประเภทใดประเภทหนึ่งมารวมกลุ่มรวมก้อนกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนแล้วก็ตั้งขึ้นเป็นระดับชาติ ระดับชาติหมายความว่า เช่น โรงงานทอผ้า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็แรงงานทอผ้า ก็ทั้งชาติเลย ทั้งประเทศเลยขึ้นมาเป็นสมาคม เมื่อเป็นสมาคมขึ้นแล้วก็มีกรรมการ และแต่ละแห่งในโรงงานนั้นก็มีที่เราเรียกกันว่า ชอพ สจ๊วต (shop steward) คือ หัวหน้าแรงงานประจำโรงงาน หัวหน้าแรงงานประจำโรงงานนี่นายจ้างก็นับถือว่ามีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำงานน้อยกว่าคนอื่น หมายความว่า ทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง แกอาจจะใช้เวลาทำงานจริงๆ เพียง ๔ ชั่วโมง และอีก ๔ ชั่วโมงนั้นอนุญาตให้เป็นผู้จัดการเรื่องแรงงานทั้งโรงงาน อย่างนี้เรียก ชอพ สจ๊วต การมีเจ้าหน้าที่ควบคุม และนายงานรู้จักรับนับถือและร่วมกันทำเช่นนี้ก็สามารถทำให้ดูแลทั่วถึง
สมมุติว่าสมาชิกคนใดคนหนึ่งในโรงงานเกิดความเดือดร้อนขึ้นมาในเรื่องเจ็บป่วย หรือในลักษณะของการทำงานไม่ดีพอ ก็นำมาเล่าสู่หัวหน้า หรือ ชอพ สจ๊วต นี้ก็เป็นผู้ที่ประสานกับนายจ้างและเจรจากันเป็นที่ตกลง คนงานแต่ละคนก็ได้รับการปฏิบัติที่ดี ถ้าป่วยก็ได้พักตามหลักการที่ควรจะเป็น หรือการทำงานนั้นไม่ถูกลักษณะก็ได้แก้ไข หรือเงินเดือนต่ำไป หรืออะไรอย่างนี้ก็แก้ไขกันไป นี่เป็นสิ่งที่เราควรจะมุ่งให้ไปถึง ผมว่าการทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่าการทำประโยชน์ให้แก่กรรมกรหรือผู้ใช้แรงงานเป็นลูกจ้างเขาอย่างเดียว แต่ก็จะเป็นประโยชน์ที่จะทำให้วิธีการทำงานของประเทศมีสมรรถภาพดีขึ้น และเป็นประโยชน์ทั่วไปทั้งประเทศด้วย

ถ้าหากว่าเป็นไปโดยราบรื่นในการต่อรอง ในการที่จะเจรจาเรื่องเงินรายได้หรืออะไรเหล่านี้ ก็แน่ล่ะพวกเราทั้งหลายที่เป็นลูกจ้างเขา ที่จะไปพูดกับนายจ้างตัวต่อตัว แล้วก็ได้ผลมานั้นเป็นไปไม่ได้ ในประวัติศาสตร์ไม่ค่อยมีชนิดนี้ จะมีอยู่ก็แต่เฉพาะรวมกลุ่มกันขึ้นมา เพื่อที่จะเจรจาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการเจรจานั้น นี่ผมไม่ต้องการมาอธิบายให้ฟัง บางทีไม่ตกลงกันเมื่อไม่ตกลงกันแตกหักก็ต้องมีการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นนายจ้างอาจจะไม่พอใจบอกว่า ถ้าเช่นนั้นฉันไล่แกออกหมด จ้างคนใหม่มาแทน แต่การกระทำเช่นนั้นเดี๋ยวนี้ก็ทำกันไม่ค่อยได้แล้ว ส่วนทางด้านพวกลูกจ้างเราก็ร่วมทุนกัน ร่วมกันบอกว่า ถ้าเช่นนั้นเรานัดหยุดงาน สไตรค์ (strike) กับ ล็อคเอาต์ (lockout) คือ มันก็มีได้ทั้ง ๒ ด้าน แต่ทีนี้การที่นายจ้างจะปิดโรงงาน ชั่วคราวแล้วก็เอาคนเข้ามาใหม่ ทีนี้พวกเราในฐานะที่เป็นลูกจ้างเขา ไอ้เงินที่จะเก็บไว้ได้ก็มีน้อยเต็มที อยู่ไปอยู่มาถ้าไม่ได้รายได้ในระหว่างที่หยุดงานกัน สไตรค์กันแล้วจะไปเอาที่ไหนกิน เพราะฉะนั้นเรื่องความเหนียวแน่นความมั่นคงระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง นายจ้างเป็นต่อแน่ ในต่างประเทศที่เขาทำกันได้เช่นนี้ นานๆ สไตรค์กันได้ ๒ เดือน ๓ เดือนนั้น ก็เพราะเหตุว่าเขาสะสม ที่เรียกกันว่า สไตรค์ ฟันด์ คือ ทุน เงินกองทุน สำหรับที่จะแบ่งจ่ายให้แก่สมาชิกแต่ละคน สำหรับที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในการที่ตัวจะไปสไตรค์ได้นานๆ จะได้สู้กับนายจ้างได้ และสไตรค์ ฟันด์ นี้บางทีหมด เงินทุนนี่ของสหภาพแห่งใดแห่งหนึ่งหมด ยกตัวอย่างเช่น อย่างกรรมกรเหมืองแร่ในอังกฤษ ในเวลานี้ สไตรค์กันอยู่สักพักหนึ่งก็คงหมด เมื่อหมดแล้วทำไง เมื่อใกล้จะหมดแล้วนี่เขาก็ยังมีวิธีที่จะขอยืม หยิบยืมมาจากอีกแห่งซึ่งยังไม่หมด ไอ้การทำเช่นนี้ทำกันอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นตัวเงินนี่สำคัญมากในการที่จะทำให้ได้

ทีนี้ผมพูดมาตอนนี้ ซึ่งผมก็คิดว่ามันเกี่ยวกับความรับผิดชอบของเราในสังคม ในฐานะที่เป็นสมาคมแรงงาน เพราะเหตุว่าเราต้องดูแลสมาชิกก่อน แต่ที่เขาเบื่อกันมากในต่างประเทศ ในทุกประเทศที่มีสหภาพแรงงาน และเฉพาะอย่างยิ่งที่มีสหภาพแรงงานแข็งๆ ที่เขาเบื่อกันนั้นด้วยเหตุที่ว่า บางทีพวกเรานี่ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะสไตรค์ ก็เกิดสไตรค์ขึ้น นี่เป็นสไตรค์กันบ่อยๆ โดยที่ไม่ได้ทำตามระเบียบตามแบบแผนแนวที่ได้วางไว้สำหรับที่จะได้ เช่น จะต้องเจรจากันกี่วันก่อน จะต้องมีการตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมา ถ้าไม่ตกลงอะไรอย่างนี้ ทีนี้บางทีเราไปด่วนสไตรค์ เฉพาะอย่างยิ่งไอ้สิ่งที่เป็นสาธารณูปโภค ที่ราษฎรใช้กันมากๆ คือเราต้องคำนึงถึงว่า ราษฎรส่วนใหญ่บางทีแม้แต่จะเป็นพวกแรงงานด้วยกันก็ตาม ถ้าเผอิญเปิดไฟฟ้าแล้วไฟฟ้ามันไม่มา หรือฤดูหนาวไม่มีถ่านหินจะผิง หรือกำลังออกเดินทางไปทำงานรถไฟไม่เดิน เพราะเหตุว่ากรรมกรสไตรค์ รถไฟสไตรค์เสียแล้ว เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดโมโห ทำให้คนไม่สบาย ไม่ชอบ ข้อนี้ผมเห็นกับตัวเอง ทั้งๆ ที่เห็นว่าเพื่อนฝูงและสมาชิกในครอบครัวผมเอง บางทีก็ฝักใฝ่อยู่ในพวกแรงงาน แต่เวลาเกิดคนอื่นเขาสไตรค์แล้วเราเดือดร้อน เราก็เบื่อทำอะไรไม่ได้ตามชอบใจ แต่ว่าถ้าจะให้ประชาชนสนับสนุน เราต้องตั้งเหตุ มีการประชาสัมพันธ์ ในการที่จะต่อรองกับเขา จะต้องแสดงเหตุผลของเราให้ดีทีเดียว ให้เข้าใจอย่างชัดแจ้งว่าที่เราสไตรค์ นี่ไม่มีทางเลือกทางอื่น เหมือนกับว่าเวลาเราสร้างถนนหรือขุดถนน ก็องค์การโทรศัพท์หรือองค์การไฟฟ้า อุตส่าห์เขียนไว้ว่า “ขออภัยในความไม่สะดวก” นี่เราก็ขออภัยในความไม่สะดวก เราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เกิดเดือดร้อนจริงๆ นี่เรียกว่า เรามีความรับผิดชอบในสังคมในเรื่องเศรษฐกิจ เหตุอันหนึ่งที่เป็นเหตุสำคัญเหลือเกิน ในการที่ทำให้ประชาชนทั้งหลายรู้สึกว่าบางทีสหภาพกรรมกร อาจจะไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ สมาคมกรรมกรทั่วๆ ไป ก็เหมือนกันกับสมาคมอื่นๆ เหมือนกับกลุ่มนักศึกษา หรือมหาวิทยาลัยต่างๆ คือ มีคนที่เข้มแข็งออกหน้าออกตาพูดเก่งเพียงไม่กี่คน ส่วนมากนั้นเป็นเสือนอนกินทั้งนั้น คือความหมายว่าเรียบๆ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า
ไซเล็นท์ เมเจอริทิ (silent majority) คือหมายความว่าเป็นเสียงข้างมากซึ่งไม่ออกเสียง ทีนี้เผอิญไอ้กลุ่มเล็กนี้ ซึ่งตัวก็ไม่ใช่มีพวกมากถ้าเป็นเพียงแต่กลุ่มเล็กๆ ซึ่งขยันนักในการไปประชุม ถ้าเป็นกลุ่มที่ซ้ายจัดหรือขวาจัดคือหมายความว่า เป็นคอมมิวนิสต์ หรือเป็นฟาสซิสต์ทั้ง ๒ ด้านเลย ต้องการจะกุมอำนาจในสมาคมนั้นก็ทำได้โดยง่าย การทำอย่างนั้นส่วนใหญ่ทำไปในด้านสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรค
การเมืองหนึ่ง จนกระทั่งทำให้สมาชิกในสหบาลนั้นข้องใจ แต่ตั้งเขาเป็นกรรมการแล้วก็ช่วยไม่ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุอันหนึ่งที่ทำให้เป็นปัญหาทางการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าพวกเราต้องรับผิดชอบให้ดีต่อสังคมแล้วพวกเราต้องใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ที่จะทำให้สมาคมแต่ละสมาคมของเรานั้นดำเนินไปโดยระบอบประชาธิปไตย คือหมายความว่าไปออกเสียงไม่ใช่ปล่อยให้คนจำนวนน้อยมาชักนำไปหรือฝ่ายรัฐบาลมาชักนำไปอะไรก็เข้าข้างรัฐบาลทั้งนั้น หรือฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลที่พยายามก่อการร้ายมาชักจูงให้เราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ความรับผิดชอบของเราแต่ละคนมีดังนี้

สาเหตุอีกอันหนึ่ง ที่ทำให้แม้แต่พวก (สหบาล) สหภาพกรรมกรเองก็เบื่อ ก็คือที่เขาเรียกกันว่า อันออฟฟิเชียล สไตรค์ (unofficial strike) คือพูดกันง่ายๆ ว่ากรรมการของสหภาพนั้น คุมสมาชิกไม่ได้ เมื่อมีการเจรจาต่อรองกันถึงเรื่องค่าจ้าง กรรมการทั้งหลายกำลังเจรจากันอยู่กับนายจ้าง แต่เผอิญมีโรงงานโรงหนึ่งซึ่ง ชอพ สจ๊วต ไม่เชื่อฟัง
หัวหน้าคนงานในโรงงานนั้น ไม่เชื่อฟังกรรมการ ดื้อดึง เรียกสไตรค์
ทันที อย่างนี้เรียกว่า อันออฟฟิเชียล สไตรค์ หรือ ไวล์แคทสไตรค์ (wildcat strike) ที่ทำให้กำลังของกรรมกรนั้นระส่ำระสายและแตกแยกกัน ชาวบ้านนินทาได้ ในกรณีเช่นนี้ก็ย่อมทำให้เกิดความเกลียดชัง และความระอาในหมู่ประชาชนทั่วๆ ไป ทำให้ชื่อเสียงของเราไม่ดี และทีหลังเราก็ไม่สามารถจะช่วยตัวเราเองได้

เรื่องทั้งหมดที่ผมพูดในตอนหลังนี่ หมายความว่าไม่ว่าเราจะพยายามทำอะไรเพื่อรักษาประโยชน์แก่เรา หรือรักษาประโยชน์แก่สังคม ที่จะทำให้สังคมนั้นเป็นสังคมที่เหมาะที่ดี เราจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังที่จะไม่ให้ประชาชนเขาเบื่อระอา ตรงกันข้ามควรจะให้ประชาชนเขาเห็นใจ ให้เขาส่งเสริมเรา จึงจะทำหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างดี

หน้าที่ของสหภาพกรรมกรอีกประการหนึ่งก็คือ หน้าที่ที่จะสนับสนุน (นี่พูดถึงตัวสหภาพที่มีหน้าที่ต่อสมาชิกและต่อสังคม) คือ พยายามสนับสนุนให้พวกสมาชิกของตนนั้นมีความกระตือรือร้นและขวนขวายที่จะเรียนรู้เรื่องรอบๆ ตัวของเขาให้ก้าวหน้าขึ้นไป ผมรู้เรื่องการศึกษาของสหภาพกรรมกรในประเทศอังกฤษดีพอใช้ดีมากกว่าที่อื่น สังเกตว่าเขาพยายามทำให้เกิดมีเวอคเคอร์ส เอ็ดดุเคชั่น (worker’s education) คือหมายความว่าการศึกษาของประชาชนผู้ใช้แรงงานอยู่เสมอ มีการสนับสนุนอยู่เสมอ ได้ใช้อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงดีเด่น แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เช่น มิสเตอร์แอทลี ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเลิกสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เคยไปสอนในหลักสูตรที่สหภาพกรรมกรจัดให้แก่กรรมกรไปศึกษา

การศึกษานี้มีผลดีขนาดที่ว่า กรรมกรบางคนได้รับการศึกษาเช่นนี้แล้ว นอกจากทำหน้าที่ของตัวแล้วยังสามารถที่จะก้าวหน้าขึ้นไป ที่เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศขึ้นมาจากคนที่ขายหนังสือพิมพ์ สมัยนายกรัฐมนตรีแอทลีก็มี คือ เบวิน และทุกวันนี้ในรัฐสภาของอังกฤษก็มีผู้แทนกรรมกร ซึ่งส่วนมากก็เข้าพรรคกรรมกรไปทั่วในสภา และพรรคกรรมกรนี้เขาเก็บที่นั่งไว้ให้สำหรับคนที่มาจากสหภาพกรรมกรแท้ๆ ไม่ใช่คนที่ไปร่ำเรียนอะไรมาสูงๆ ให้เข้าไปนั่งในสภาได้ด้วยการเลือกเขตที่พวกกรรมกรชนะแน่ๆ เพราะฉะนั้นระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษเปิดช่องถึงขนาดนี้ การศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากและได้ผลมาจนถึงทุกวันนี้

มีเรื่องที่เขาทำอยู่ ๒ อย่าง ที่ผมเห็นว่าดีเด่นในเรื่องการศึกษา คือนอกจากจะจัดระบบให้กรรมกรได้มีโอกาสศึกษาในหลักสูตรเป็นครั้งเป็นคราวแล้ว เขายังจัดเป็นการถาวรคือ ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเด่นที่สุดในโลกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ก็มีวิทยาลัย (college) หนึ่ง ที่รับกรรมกรรับคนที่ได้รับทุนเข้าไปศึกษาในขั้นอุดมศึกษา เป็นสิ่งที่เราน่าจะคิดถึงว่าในกาลข้างหน้าอาจจะเป็นได้ถึงขนาดนั้น และอีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ อันนี้ก็ไม่
เกี่ยวกับกรรมกรโดยเฉพาะ แต่เกี่ยวกับการที่กรรมกรสามารถบังคับให้รัฐบาลวางรูปมา ก็คือในโรงงานแต่ละโรงงานนั้น คนที่สำเร็จการศึกษา เช่น ม.ศ.๓ หรือแม้แต่ ป.๗ (เทียบเอา) เมื่อไม่สามารถที่จะเล่าเรียนต่อไปได้ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ทุนไม่มีหรืออะไรเหล่านี้ แล้วก็เข้าไปสมัครงาน เมื่อเด็กเหล่านี้คือเด็กหนุ่มเด็กสาวเหล่านี้เมื่อเข้าไป รัฐบาลทุกวันนี้เขายอมรับว่า ให้ทำงานเพียงครึ่งเวลาเท่านั้น แต่ให้เงินเดือนเต็ม จนกระทั่งอายุถึงกำหนดถึงจะให้ทำเต็มเวลา ให้ทำงานเพียงครึ่งเวลา แต่อีกครึ่งเวลานั้น ให้ไปเข้าโรงเรียนเทคนิคหรือโรงเรียนอาชีวะ นี่ก็เป็นประโยชน์แก่นายจ้าง และกรรมกรเอง กล่าวคือ นายจ้างเมื่อได้คนที่ไม่เคยทำงานมาเลย ครั้นจะไปอบรมด้วยตนเองก็ต้องเสียอัฐ ไหนๆ จะต้องเสียอยู่แล้ว ก็เลยอนุญาตทีเดียวว่า กรรมกรที่เข้ามานั้นไม่จำเป็นต้องทำงานเต็มเวลา คือ พวกเด็กๆ ให้ไปเล่าเรียนได้ ปล่อยไปอาทิตย์ละ ๒ วัน หรือ ๓ วัน แล้วแต่ หรือมิฉะนั้นก็ให้มาทำงาน ๒ เดือน แล้วหยุดไปสัก ๒ เดือน เพื่อที่จะไปเรียนเต็มเวลา อย่างนี้เรียกว่า แซนด์วิช คอร์ส (sandwich course) คือหลักสูตรแบบเดียวกับแซนด์วิช คือทำงานแล้วก็เรียนแล้วก็ทำงานแล้วก็เรียนอย่างนี้

เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าเราพิจารณาถึงความรับผิดชอบของกรรมกรของสหภาพแรงงานต่อสังคม ซึ่งยังไงๆ ก็จะต้องผ่านผลประโยชน์ของสมาชิกของสมาคมแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องการศึกษาเป็นใหญ่ นอกจากการศึกษาที่เป็นการแสดงออกของสหบาลกรรมกรเป็นส่วนใหญ่ เขายังจัดให้มีการประชุมประจำปีของสหภาพกรรมกรแต่ละแห่งเหมือนกับในพรรคการเมืองก็ดี หรือในสมาคมอย่างอื่นๆ ก็ดี อย่างสมาคมนายจ้างมีการประชุมประจำปี สหบาลกรรมกรแต่ละแห่งก็มีการประชุมประจำปีของตัว และในการประชุมประจำปีของตัวนั้นพูดถึงเรื่องงานของเขาแต่ในวงจำกัด เช่น มีการเลือกตั้งกรรมการเลขาธิการของสหบาลนั้น นั่นก็ใช้เวลาพอสมควร แต่เวลานอกเหนือไปจากนั้นเขาพูดถึงสิ่งที่แวดล้อมเกี่ยวกับการทำงานของสหบาลนั้น เช่น ควรจะเข้าในตลาดร่วมที่ยุโรปหรือไม่ (นี่ผมพูดของอังกฤษ) ถ้าเข้าไปแล้วกรรมกรจะเสียเปรียบอย่างไร ประเทศจะเสียเปรียบได้เปรียบอย่างไร การเจรจากันอภิปรายกันเช่นนี้มันทำให้เกิดความรู้สึกสำนึกในเรื่องหน้าที่ สิทธิ และความรับผิดชอบ รัฐบาลเก็บภาษีมากเกินไปน้อยเกินไป เรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เขาจะอธิบายกัน หรือมีการรบกันในเวียดนามนี่ รัฐบาลอังกฤษส่งคนมาช่วยหรือเปล่า และส่งไปแล้วได้ผลเสียหายอย่างไร การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจภายในประเทศ เศรษฐกิจภายนอกประเทศ ความระส่ำระสาย โจรผู้ร้ายมาก ผู้ก่อการร้ายของอังกฤษก็มี ในไอร์แลนด์เหนือที่มีความไม่สงบเขาพูดกันทั้งนั้น

นี่เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์ เพราะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้ซึ่งแม้ว่าจะด้อยในทางทรัพย์ก็ตาม แต่มีความสนใจในความเป็นอยู่ของประเทศ และใช้สิทธิของตัวในการที่จะแสดงความเห็นว่า ประเทศควรจะปกครองในแบบนั้นแบบนี้ นี่ผมเห็นว่าเป็นความรับผิดชอบ ซึ่งอยากเห็นในเมืองไทย เช่นเดียวกัน ใช่แต่เท่านั้น กรรมกรแต่ละกลุ่มแต่ละสหบาลนี่ยังรวมกันขึ้นมาเป็นอันที่ผมเรียกว่าเป็น “สหพันธ์กรรมกร” กล่าวคือ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ที่ผมเรียกว่า สหบาล คือเทรด ยูเนียน (trade union) แต่สหพันธ์กรรมกรที่ผมเรียกไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือเรียกผิด ก็คือ เทรด ยูเนียน คองเกรส (trade union congress) คือรวมกันหมดเลย และมีการประชุมประจำปี อย่างที่ผมว่าพอมารวมกันถึงขนาดใหญ่มีสมาชิกหลายๆ ล้านก็สามารถที่จะอำนวยการในการที่จะตั้งศูนย์วิจัยขึ้น ตั้งศูนย์วิจัยในเรื่องเศรษฐกิจ ในเรื่องสังคม ในเรื่องการทหาร ในเรื่องการเมือง ทำได้ทุกอย่าง เพราะเหตุว่ามีพลังพอ แล้วเวลาที่รัฐบาลมีเรื่องราวอะไรต่างๆ เช่น กำลังจะออกกฎหมายงบประมาณออกมา กำลังจะออกกฎหมายเก็บภาษีอากรขึ้นมา เทรด ยูเนียน คองเกรส คือ สหพันธ์ของกรรมกรที่รวมใหญ่นี้ก็ออกความเห็น คือมีเจ้าหน้าที่วิจัยก็วิจัยไป พอรู้ข่าวมาก็วิจัยเมื่อวิจัยไปแล้วก็เสนอกรรมการ กรรมการก็พิจารณากันเห็นชอบ แล้วบอกว่า นี่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พวกกรรมกรทั้งหลายรวมทั้งประเทศยืนหยัดเห็นว่าควรจะเป็นเช่นนี้ นี่ผมว่า นอกจากจะเป็นการรักษาผลประโยชน์แก่ตัวแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบที่จะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศนั้นเจริญขึ้น และการปกครองก็เป็นไปตามเสียงข้างมาก แม้ว่าจะเป็นเสียงข้างมากที่จนก็เป็นเสียงข้างมากที่มีคนมากพอใช้ ถ้าหากเราทำได้เช่นนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะทำให้บ้านเมืองของเราเจริญได้ในการที่จะทำให้สังคมในอุดมคติที่ผมได้กล่าวมาตอนต้นนั้นเป็นความจริงขึ้นมา

สรุปความ ที่ผมเรียนมาเมื่อกี้นี้ก็คือ ในตอนต้น ผมอธิบายว่า ตามความเห็นของผมนั้น สังคมควรจะเป็นอย่างไร และมาเทียบกับสังคมไทยเรานี่เป็นอย่างไร มันขาดในหลักใดบ้าง แล้วก็ในฐานะที่พวกเราเป็นลูกจ้าง จะเป็นลูกจ้างรัฐบาลหรือลูกจ้างเอกชน หรือมีอาชีพทางใดไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างที่ใช้กำลังกายรับจ้างเขาหรือใช้กำลังสติปัญญารับจ้างเขา เราควรจะก่อร่างสร้างกันขึ้นมาอย่างไรเพื่อที่จะให้สังคมนั้นดีขึ้น คือสังคมไทยเรานี่ดีขึ้น ที่ผมพยายามชี้ให้เห็นในตอนกลางๆ ก็คือว่า ชี้ให้เห็นว่าการวางรูปแบบควรจะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็วิธีการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง เราควรจำเป็นเหลือเกินที่จำเป็นจะต้องมี

๑. ทุน สำหรับที่จะเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ ในเวลาที่เราสไตรค์

๒. จำเป็นที่จะต้องรวมกลุ่มรวมก้อนกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่าสหภาพอันเดียวขึ้นไปแล้วก็สไตรค์ แล้วคนอื่นไม่มาช่วย ถ้าเช่นนั้นมีการแตกแยกกันก็ไม่ดี

และต่อไปที่ผมได้อธิบาย ก็คือในการรับผิดชอบต่อประชาชน เราต้องพึงมีความระวังรอบคอบจงหนัก อย่าให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนเบื่อระอา จริงอยู่ในบางขณะเมื่อเราจำเป็นที่จะต้องหยุดงานตามปกติราษฎรจะต้องเดือดร้อน เราก็ต้องประชาสัมพันธ์ที่จะแถลงให้เขาได้ทราบว่าทำสิ่งนี้เพื่ออะไร และเป็นประโยชน์อย่างไร เพื่อให้เขาก็มีความระอาน้อยหน่อย ที่สำคัญมากก็คือ อย่าให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมาคุมอำนาจในสมาคมใดสมาคมหนึ่งไว้ ถ้าผมจะยุก็ยุให้กรรมกรเรานี่ไม่เป็นเครื่องมือของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตยที่จะรักษาสิทธิเสรีภาพ ส่วนรัฐบาลจะเป็นพรรคใดนั่น ก็แล้วแต่แต่ละคนจะไปคิดกัน และที่อันออฟฟิเชียล สไตรค์ หรือการสไตรค์ชนิดที่ไม่ถูกแบบแผน ไม่ถูกลักษณะอันควร ก็ควรที่จะแก้ไขเสียป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ข้อหนึ่งที่ผมพูดได้กล่าวเท้าความถึง คือกฎหมายแรงงานของเรานั้น ไม่เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเกิดความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ และสังคมได้เต็มที่ จำเป็นต้องแก้ข้อบกพร่องของกฎหมายแรงงานในปัจจุบันให้ดีขึ้นต่อไป ผมได้เน้นถึงเรื่องการศึกษาของแต่ละคนในสมาคมแรงงาน และเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมมือกันวิจัย และออกความคิดเห็นของสหภาพและสหพันธ์แรงงาน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ซึ่งในต่างประเทศได้ทำมาเป็นประโยชน์ดี และทำให้เห็นว่าพวกเราที่เป็นลูกจ้างเขานี้แหละ เป็นจำนวนมากสามารถที่จะมีอะไร มีส่วนในการที่จะพิจารณาปัญหาบ้านเมืองได้อย่างรับผิดชอบอยู่

ขอบคุณ

 

 

[1]     อาจารย์ป๋วยเป็นศาสตราจารย์รับเชิญที่พรินสตัน ใน พ.ศ.๒๕๑๔ และเคมบริดจ์ใน พ.ศ.๒๕๑๕-๖ – บรรณาธิการ

 

[2]     ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภชัย มนัสไพบูลย์ – บรรณาธิการ