ปัญหาประชากรกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทย

ปัญหาประชากรกับสภาพเศรษฐกิจ
และสังคมของประเทศไทย

การประชุมเรื่องปัญหาประชากร ครั้งที่ ๓
จัดในเดือนเมษายน ๒๕๑๑

 

 

 

ปัญหาประชากร

กระทู้ที่ผมได้รับมอบหมายให้บรรยายนี้ มีความยินดีที่จะเรียนให้ทราบว่า ผมไม่ต้องเสียเวลาบรรยายนาน ฉะนั้น การเสนอของผมในบ่ายวันนี้ จึงทำให้สั้นลงได้ เพื่อจะได้มีเวลาสำหรับการเปิดอภิปรายทั่วไปได้มากขึ้น ขอท่านทั้งหลายได้โปรดเตรียมตัวไว้ร่วมกันอภิปราย

ที่ว่าไม่ต้องเสียเวลาบรรยายนานนั้น ก็เพราะเหตุหลายประการ (๑) เราได้ทำการสัมมนามาก่อนแล้ว ๒ ครั้ง ได้พูดเรื่องนี้ซ้ำๆ ซากๆ สรุปได้ว่า รัฐบาลควรกำหนดนโยบายให้วางแผนประชากร มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นรุนแรงในไม่ช้า (๒) ผู้อภิปรายอื่นๆ ในวันนี้ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้แล้วทำนองเดียวกัน (๓) ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในคำกล่าวเปิดการสัมมนาทางวิชาการเช้าวันนี้ได้แถลงเรื่องเศรษฐกิจและสังคมกับปัญหาประชากรไว้อย่างจับใจถี่ถ้วนและสมบูรณ์ ท่านทั้งหลายหาอ่านดูได้ถ้าเผอิญไม่ได้มาฟังท่าน และ (๔) คำแถลงของรัฐประมุขและนายกรัฐมนตรี ๓๐ ประเทศ ยื่นต่อเลขาธิการสหประชาชาติในวันปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๐ (ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง) มีข้อความครบถ้วนแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าผมสรุปเสนอมา ณ ที่นี้ ก็คงได้ทำหน้าที่บริบูรณ์แล้ว

คำแถลงดังกล่าวมีใจความสำคัญดังนี้

(ก) ประชากร เป็นปัญหาสำคัญในการวางแผนพัฒนาระยะเวลายาว

(ข) การที่สามีภรรยามีโอกาสกำหนดจำนวนบุตรว่าจะมีกันกี่คน และกำหนดได้ว่าจะมีบุตรถี่ห่างกันเพียงใดนั้น เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

(ค) การปล่อยปละละเลยให้ประชากรเพิ่มจำนวนขึ้นโดยรวดเร็วเกินไป เป็นอุปสรรคอันฉกรรจ์ต่อความพยายามยกมาตรฐานการ
ครองชีพ ต่อการพัฒนาการศึกษา ต่อการส่งเสริมอนามัยและสาธารณสุข ต่อการอาคารสงเคราะห์ ต่อการคมนาคมขนส่ง ต่อการเผยแพร่วัฒน-
ธรรมและการอำนวยให้พักผ่อนใจได้โดยชอบธรรม และในบางประเทศถึงกับเป็นอุปสรรคต่อการจัดหาอาหารให้เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ

คำแถลงดังกล่าวนี้ เมื่อปี ๒๕๐๙ มีรัฐประมุขและนายกรัฐมนตรีลงนาม ๑๑ ประเทศ ในปี ๒๕๑๑ มีเพิ่มเติมอีก ๑๙ ประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีของเราได้ลงนามในปี ๒๕๑๐ (จอมพลถนอม จงเจริญ)

ทำดีกว่าพูด ทำดีกว่าสัมมนา

พวกเราได้สัมมนาเรื่องนี้กันมาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๑ มีนาคม ๒๕๐๖ ครั้งที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๐๘ ครั้งที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๑ ถ้าเราคาดหมายตามแนว project การสัมมนาครั้งต่อๆ ไป (projection มีผู้รู้ใช้คำว่า “ฉายภาพ” ดูกำหนดการวันที่ ๕ เมษายน เวลาเช้าอย่านึกว่าจะมีภาพยนตร์ให้ดู) คงจะได้ครั้งที่ ๕–๖–๗–๘–๙ มาถึง ๑๐ คงจะตกเมษายน ๒๕๒๙ ถ้าพวกเราบางคนในที่นี้ยังมีแรงมาพูดกันได้ตอนนั้น ก็คงเป็นบุญ อาจจะลาโลกกันไปแล้วหลายราย ถ้าท่านจะให้ผมคาดว่าสัมมนาครั้งที่ ๒๐ จะเป็นเมื่อใดผมแทงหวยว่าเป็นเมษายน ๒๕๕๒

ผลงานที่ได้จนถึงทุกวันนี้ คือมีมติคณะรัฐมนตรี ๙ ครั้ง มติครั้งที่ ๗ เมษายน ๒๕๐๙ แถลงว่า “รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะจัดวางแผนครอบครัวอันเกี่ยวกับการระงับการเกิดหรือการคุมกำเนิด” มติครั้งที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๐ ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาตินำผลการศึกษาและวิจัยต่างๆ มาพิจารณาเสนอแนะนโยบายและมาตรการอันเหมาะสม ตามมติครั้งที่ ๙ เมื่อ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๑ อนุญาตให้ช่วยเหลือการป้องกันปฏิสนธิได้ สำหรับคนที่มีบุตร ๔ คนแล้ว ถ้าใครอยากจะขยายการทดลองกับประชาชนในที่อื่นๆ นอกจากที่เคยทำ ก็ไม่ขัดข้อง แต่ไม่ได้พูดว่าจะมีเงินสนับสนุนหรือไม่

ผลงานในด้านอื่นๆ จากการสัมมนาและวิจัย คือมีคำพูดและคำเขียน ท่านทั้งหลาย พวกเรานี่ช่างพูดกันเสียจริงๆ เราสัมมนากันมา ๒ ครั้งแล้ว พูดกันได้ประมาณ ๑ ล้าน ๕ แสนคำ มีรายงานการสัมมนาพิมพ์เป็นเล่มสวยงามบรรจุคำประมาณ ๗–๘ แสนคำแล้ว ไม่นับรายงานการวิจัยในที่ต่างๆ รวมด้วย

สรุปความว่า ผลที่ได้มาถึงวันนี้ คือ นอกจากจะมีการทดลองที่นั่น ที่นี่ มีการบริการอย่างเสียไม่ได้ (เพราะท่านใช้คำว่าไม่ขัดข้อง) พวกเรามีผลงาน คือ อากาศธาตุเป็นส่วนใหญ่ พูดกันไป พูดกันมา ถ้าเอาลมปากทั้งหลายมารวบรวมกันอยู่ในสถานที่อันจำกัด ก๊าซที่เกิดจากลมปากต้องมีกำลังแรงขนาดมรสุมได้ ส่วนหนังสือเอกสารวิจัยทางวิชาการนั้น หนักพอที่จะใช้เป็นศาสตราวุธปาแล้วศีรษะแตกได้ง่าย

ข้อเสนอของผมคือ เรื่องประชากรนี้ ถ้ารัฐบาลไม่ประกาศนโยบายสนับสนุนโดยชัดแจ้งแล้ว จะทำได้ไม่สำเร็จ ปัญหาที่เราว่าคนก็จะคุกคามร้ายแรงขึ้นทุกวัน เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เปรียบนักวิชาการที่ทำงานด้านประชากรได้กับพวกผู้ก่อการร้าย คือต้องใช้วิธีแทรกซึม (subversion) ทำไปเท่าที่จะทำได้ ใครๆ เผลอ ก็ทำได้มากหน่อย แต่นี่พวกเรานักวิชาการทางแพทย์ศึกษา เศรษฐกิจ สังคม แตกต่างกับพวกเหล่าร้ายก็คือ พวกเราใจไม่ใคร่จะกล้าหาญฉกาจฉกรรจ์ ใจพวกเราฝ่อกว่า ฉะนั้นจึงได้ผลน้อยกว่า

ก่อนนี้ เมื่องานงบประมาณยังสังกัดอยู่กระทรวงการคลังนั้น กระทรวงการคลังมีชื่อว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง ๔ ป. คือ ประหยัด ประท้วง ประวิง และปฏิเสธ เดี๋ยวนี้ ๔ ป. ล้าสมัยเสียแล้ว ถ้าท่านต้องการจะประวิงหรือปฏิเสธ ท่านก็ใช้วิธีใหม่คือให้ไปวิจัยมา ให้ไปสัมมนาทางวิชาการครั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๑๐ ครั้ง

ท่านทั้งหลาย ในขบวนแชมเปี้ยนผลิตประชากรแล้ว คนไทยเราเป็นแชมเปี้ยนของแชมเปี้ยน ตั้งแต่สัมมนาเรื่องประชากรครั้งที่ ๑ มาถึงขณะนี้เป็นเวลา ๕ ปี มีทารกเกิดใหม่แล้ว ๕–๖ ล้านคน ระหว่างที่ผมพูดกับท่านอยู่นี้ มีตาดำๆ ผลุดออกมานาทีละ ๓–๔ คน ผมพูดมาได้ประมาณ ๒๐ นาที ได้อุแว้ๆ ออกมาแล้วร่วม ๒๐ คน ถ้าเป็นลูกของผมทั้งหมด ก็กลุ้มใจตาย นี่เป็นลูกพระไทยเทวาธิราช แม้พระไทยเทวาธิราชลูกดก ก็ไม่ไหวเหมือนกัน เพราะถ้าลูกน้อย เรายังอบรมสั่งสอนให้ทำดี ทำดี ทำดี กันได้ง่ายหน่อย เมื่อลูกดกแล้ว อันธพาลเป็นได้สบายขึ้น

ในราว พ.ศ.๒๕๓๕ เมื่อผู้ที่รอดตายในหมู่พวกเราได้ทำการสัมมนาวิชาการเรื่องปัญหาประชากร ครั้งที่ ๑๔ เสร็จ ประชากรในประเทศไทยจะมีเกิน ๖๐ ล้านคน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริการ ประเภทอบอาบนวดอาจจะเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศสูงที่สุด เพราะในขณะนั้นเราเลิกส่งข้าวไปขายต่างประเทศแล้ว เราซื้อเขาเข้ามากินในปี ๒๕๓๕ นั่นเอง ประมาณ ๔๕% ของประชากร จะมีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีลงมา คือประมาณ ๒๗ ล้านคน ใครจะเป็นรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข หรือรัฐมนตรีว่าการปราบเยาวชน ก็เชิญเถิด ขอให้โชคดี

ในพระนครและธนบุรีปัจจุบันนี้ มีประชากรเพิ่มขึ้นรวมทั้งเกิดและอพยพเข้ามาปีละร้อยละเจ็ด หมายความว่า ทุกๆ ๕ นาทีมีคนเพิ่มในกรุงเทพฯ ๑ คน ชั่วโมงละ ๑๒ คนวันละเกือบ ๓๐๐ คน แล้วท่านจะประหลาดใจไปทำไมว่าในกรุงเทพฯ นี้น้ำประปามันกะปริบ
กะปรอย บ้านช่องไม่พออยู่ สลัมเหลือเฟือ รถจุกถนน โรงหนังแน่นๆ โรงเรียนไม่พอกับเด็ก หรือหมูแพง

อนาคตํ ภยํ ทิสฺวา                    ทูรโต ปริวชฺชเย

ฯลฯ

เห็นภัยใหญ่แต่ช้า                    จักถึง ตนแฮ

ปราชญ์ย่อมผันผ่อนพึง  หลบลี้

ฯลฯ

ท่านทั้งหลาย ขอเชิญเราท่านมาร่วมกันประกาศในวันนี้ว่า ประชาชนไทยหาใช่สัตว์เดรัจฉานไม่ เราจะสืบพันธุ์กันด้วยสติสัมป-
ชัญญะ ไม่ใช่ตามบุญตามกรรม เราจะใช้วิทยาศาสตร์ช่วยกำกับการเกิด การตาย และกำหนดจำนวนบุตรที่เราต้องการมี และเราจะเสนอต่อรัฐบาลขอให้ท่านใช้วิทยาศาสตร์บริการให้ประชาชนสามารถประพฤติต่างกับสัตว์เดรัจฉานในการวางแผนครอบครัวโดยประกาศเป็นนโยบายอันชัดแจ้ง ว่าจะขจัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ประชาชนในด้านปัญหาประชากรนี้ด้วย

กยิรา เจ กยิราเถนํ

จะทำอะไร    ควรทำกันจริงๆ

ทำดีกว่าพูด ทำดีกว่าวิจัย ทำดีกว่าสัมมนา