ประชากรและแรงงาน บทบาทของการจัดการงานบุคคลในการพัฒนาประเทศ

ประชากรและแรงงาน

บทบาทของการจัดการงานบุคคลในการพัฒนาประเทศ

บรรยายเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๘

 

 

การบรรยายในวันนี้มี ๓ หัวข้อใหญ่ คือ

๑. การพัฒนาประเทศโดยทั่วๆ ไป โดยกล่าวถึงจุดหมายและปัญหาเป็นเบื้องแรก

๒. ภายในการพัฒนาประเทศนั้นก็มีเรื่องที่เกี่ยวกับการอุตสาห-
กรรมและพาณิชยกรรมที่เป็นกรอบรองลงมาอีกขั้นหนึ่ง และ

๓. ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การบริหารงานบุคคล

๑. จุดหมายและปัญหาในการพัฒนาประเทศ

การที่เราเรียกกันว่า เรากำลังพยายามพัฒนาประเทศกันนั้น เมื่อพูดถึงความหมายโดยแท้จริงอย่างกว้างๆ แล้ว พวกเราก็พอจะเข้าใจว่า เราหมายความว่าอะไร ณ ที่นี้ ผมจะขอวิเคราะห์วิจารณ์ความหมายนี้ให้ละเอียดลงไปได้เป็น ๓ ประการ คือ

๑.๑ เราพยายามที่จะให้รายได้ของประชาชนและของประเทศเพิ่มขึ้นเสมอ ทุกวันนี้ประเทศไทยมีพลเมืองจำนวนประมาณกว่า ๓๐ ล้านคน เท่าที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติได้คำนวณไว้ รายได้ของคนไทยเฉลี่ยแล้วคนหนึ่งมีรายได้ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท สมมุติว่าสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติคำนวณพลาดต่ำไปเป็นประมาณ ๒๐ミ๓๐% เฉลี่ยแล้วคนไทยแต่ละคนอาจมีรายได้ประมาณไม่เกิน ๒,๓๐๐ หรือ ๒,๔๐๐ บาทต่อปี ถ้าถามว่าตามรายได้เฉลี่ยขึ้นอยู่ในประเภทไหนของโลก คำตอบก็คือว่า อยู่ในประเภทกลางๆ แต่ค่อนข้างมาทางต่ำ ประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเราก็มี ที่เหนือกว่าเราก็มี ที่ต่ำกว่าเรานั้นไม่ต้องคำนึงถึง แต่ที่เหนือกว่าเรานั้นมีอยู่เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น ในการพัฒนาประเทศ เราจึงพยายามที่จะให้รายได้เฉลี่ยของเรานั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่จะทำให้สูงขึ้นแต่ละคนนั้น มีวิธีการและมาตรการอย่างไรนั้นเป็นปัญหา

ท่านคงประจักษ์ตามที่รัฐบาลได้เริ่มทำ คือ การวางแผนพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวางแผนแล้วก็ต้องดำเนินการพัฒนา ในการดำเนินการพัฒนานั้นไม่ใช่แต่เฉพาะในด้านรัฐบาลหรือองค์การบริหารของรัฐบาลเท่านั้น ต้องอาศัยเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ข้อนี้ท่านทั้งหลายคงจะเห็นด้วยชัดแจ้ง เมื่อพิจารณาดูว่า รัฐบาลสร้างเขื่อน รัฐบาลส่งเสริมการทำนา แต่คนที่ทำนานั้นคือเอกชน ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก

๑.๒ การที่จะให้ตัวเลขเฉลี่ยของรายได้ของประชาชนไทยแต่ละคนนั้น เพิ่มขึ้นเพียงแต่ตัวเลขเท่านั้นไม่พอ ต้องเฉลี่ยกันให้ได้รับความยุติธรรมยิ่งขึ้นด้วย กล่าวคือ ส่งเสริมให้ประชาชนทุกประเภทมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยยุติธรรม

ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่า ถ้าเราจะเอาอย่างประเทศคูเวตก็คงจะทำได้ คือประเทศคูเวตมีรายได้เฉลี่ย (คือ รายได้ส่วนรวมหารด้วยจำนวนประชากร) สูงที่สุดในโลก สูงกว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก แต่เผอิญรายได้ตัวตั้งของคูเวตสำหรับหารนั้นไปตกอยู่กับคนไม่กี่คน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าประชาชนของประเทศคูเวตนั้นจนกว่าประเทศเรา ทั้งๆ ที่รายได้เฉลี่ยของเขาจะเป็นที่ ๑ ในโลก ประเทศมาเลเซียก็เช่นเดียวกัน เท่าที่เราพิจารณาดูตามตัวเลขนั้นมาเลเซียจะดีกว่าเราบ้างเล็กน้อย แต่ของประเทศมาเลเซียนั้นเท่าที่ทราบตัวเลขเฉลี่ยรายได้ต่อคนของเขาสูงกว่าเราอยู่บ้าง แต่แท้จริงระดับการครองชีพของคนส่วนใหญ่ยังไม่สูงเท่าไร อาจจะต่ำกว่าเราบ้างก็เป็นได้ ผมเข้าใจว่า การที่รายได้เฉลี่ยของคนมาเลเซียสูงกว่าเรานั้น อาจเป็นเพราะเหตุว่ารายได้ต่อปีส่วนใหญ่เนื่องมาจากบวกเงินที่ชาวต่างประเทศเข้ามาลงทุน เพราะฉะนั้นจึงทำให้ผมคิดถึงหลักว่าเพียงแต่ตัวเลขเฉลี่ยนั้นไม่พอ จำเป็นที่จะต้องดูความจริงด้วยว่า คนส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยสูงพอไหม ที่พูดมานี้ไม่ได้ชักชวนให้เป็นคอมมิวนิสต์

ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่า ผมมิได้มุ่งหมายเช่นนั้น แต่ว่ามันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้คนเพียง ๒–๓ คนได้รับเอกสิทธิ์ที่จะมีทรัพย์สมบัติเป็นจำนวน ๕๐๐–๖๐๐ ล้าน ในเมื่อยังมีเพื่อนมนุษย์อีกเป็นจำนวนมากซึ่งแม้แต่จะหางานทำเพื่อจะได้อาชีพมาเดือนละ ๒๐๐ บาทก็ยังหาไม่ได้เช่นนี้ เพราะฉะนั้นจุดหมายในการพัฒนาประเทศไม่ใช่แต่เฉพาะทำอะไรให้รวมๆ เท่านั้น จะต้องทำให้ถึงตัวมนุษย์ ตัวมนุษย์ในประเทศไทยไม่แต่เฉพาะในกรุงเทพฯ เราต้องไม่มุ่งพัฒนาแต่เฉพาะกรุงเทพฯ ต้องพัฒนาชนบท เฉพาะอย่างยิ่งในชนบทที่กันดารด้อยพัฒนา ไม่เฉพาะแต่พวกนายห้างหรือ Personnel Management ต้องพัฒนาถึงพวกลูกจ้าง คนงานด้วย

๑.๓ หลักการข้อที่ ๓ ที่ผมขอเสนอก็คือ นอกจากจะพัฒนาให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะพัฒนาเพิ่มโดยทั่วถึงกันแล้ว ก็ควรที่จะพัฒนาให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ใช่วันนี้ ปีนี้ ได้รับเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ปีหน้าว่างงาน ถ้าเช่นนี้จะไม่มีประโยชน์ ขอให้ได้เงินเดือนเดือนละ ๒,๐๐๐ ตลอดไปจะดีกว่า ข้อนี้เห็นจะไม่ต้องอธิบายให้มากนัก เพราะท่านทั้งหลายคงจะมีประสบการณ์พอแล้วว่าเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้รับความเดือดร้อนจากการขึ้นลงของเศรษฐกิจมากเพียงใด คนว่างงานในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนตั้ง ๕ ล้าน ๖ ล้าน เมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงว่า เมื่อเศรษฐกิจขึ้นลงเสมอ ความเดือดร้อนก็ย่อมมี

เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าที่เราต้องการทำให้เป็นไปโดยดีนั้น สมกับที่เราเทิดทูนคำว่าพัฒนา เราควรจะทำทั้ง ๓ ประการ คิดถึงจุดหมายทั้ง ๓ ประการนี้

สำหรับประเทศไทยเรา นอกจากจุดหมายแล้วเราต้องเผชิญปัญหาประการใดบ้าง ตั้งแต่ผมเริ่มเข้ารับราชการมาก็ได้ยินแต่เสียงพูดกันว่าเราขาดเงินบ้าง เรียกเราว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนาบ้าง ขาดเงินทุนบ้าง และเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน คือ ข้าราชการ กระทรวงการคลังก็ดี สำนักงบประมาณก็ดี มักจะยกเอาข้อนั้นข้อนี้มาอ้างว่าไม่มีเงิน

ผมใคร่จะเสนอว่าปัญหาเรื่องเงินสำหรับส่วนรวมสำหรับรัฐบาลที่จะนำไปพัฒนานั้น ในปัจจุบันเป็นปัญหารองเสียแล้ว เพราะเหตุว่าในชั่วระยะ ๔–๕ ปีที่แล้วมา รัฐบาลได้ดำเนินการคลังเป็นผลสำเร็จ กล่าวคือ เงินคงคลังเพิ่มขึ้นทุกปี และมีพอที่จะใช้สำหรับพัฒนาประเทศได้ แต่ถึงเงินคงคลังไม่พอก็ตาม ก็ยังไม่ขัดสนจนปัญญานัก เพราะเหตุว่าประเทศต่างๆ ที่เป็นมิตรก็ดี องค์การระหว่างประเทศที่เราเป็นสมาชิกอยู่ก็ดี เช่น ธนาคารโลก พร้อมเสมอที่จะให้เรากู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำๆ เพื่อที่จะมาพัฒนา เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอว่าถ้ามองดูจากแง่เงินทุนแล้ว เราไม่ต้องเป็นห่วงนัก เราพอจะหยิบยืมเขาได้ถ้าหากว่าจำเป็น ซึ่งในชั้นต้นนี้แทบจะไม่จำเป็น

อะไรเล่าที่ขาด ผมใคร่จะเสนอว่า เราขาดอยู่ ๒ ประการที่สำคัญในเวลานี้ คือขาดการจัดการที่จะทำให้เกิดโครงการที่ดีที่เหมาะสมขึ้น คือ เวลาที่เราไปพูดกับผู้ที่จะให้กู้ยืมเงินก็ดี หรือแม้แต่ว่าจะเอาไปพูดกับสำนักงบประมาณหรือสภาพัฒน์ฯ ก็ดี เรามักจะพูดแต่เพียงว่าเราอยากจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่ได้คิดโดยรอบคอบเสียก่อน อย่างนี้เรียกว่าไม่มีโครงการ เมื่อได้คิดรอบคอบว่าทำอย่างนี้แล้ว มีประโยชน์แล้ว การจะทำอะไรเป็นขั้นๆ ไปนั้น นั่นแหละที่เรียกว่ามีโครงการ ในฐานะที่ผมได้เคยไปเจรจากับที่ต่างๆ หรือที่ได้ไปร่วมพิจารณาโครงการแล้วก็รู้สึกว่า ยังขาดแคลนเรื่องโครงการ

แต่เมื่อมีโครงการแล้ว ในบางกรณีก็ขาดคนที่จะมาดำเนินงานตามโครงการ เมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้วมา การวางโครงการของรัฐบาลไม่สู้จะดีนัก เช่น พอจะสร้างทางก็มักบังคับให้รัฐบาลต้องทำทางให้ได้ขนาดตามจำนวนนั้น แต่เมื่อมาพิจารณากันดูแล้ว ก็ปรากฏว่าถ้าจะไปสู่ความสำเร็จที่จะให้สร้างทางได้ตามที่เราต้องการตามแผนนั้น คนในประเทศเราต้องเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่า คนจัดการก็ไม่มีที่จะดำเนินการ เพราะฉะนั้นนี่แหละเป็นเรื่องที่สำคัญ การวางโครงการและการดำเนินการตามโครงการนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาถึงกำลังคนเป็นใหญ่ด้วย คนที่จะทำงาน ไม่ได้สำคัญอยู่แต่เฉพาะปริมาณเท่านั้น ต้องสำคัญอยู่ที่ฝีมือ ซึ่งท่านก็คงทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่พยายามปรับปรุง แก้ไข ตกแต่ง โครงการพัฒนาการศึกษา ก็เพื่อที่จะสร้างคนให้สามารถที่จะดำเนินตามโครงการได้แน่นอน

เรื่องเงินน่ะง่าย คือ ไม่มีที่นี่เราก็หยิบยืมเขาได้ คน เราหยิบยืมเขามาได้ก็จริง แต่คนพูดได้ภาษาเดียว เงินพูดได้หลายภาษา เรายืมเงินเขามาจะเป็นเงินอเมริกัน อังกฤษ ฝรั่งเศส มาถึงเมืองไทยก็พูดภาษาไทยได้ แต่การยืมคนเข้ามานั้น พูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ต้องมีเหตุติดขัดอยู่ นี่เป็นข้อสำคัญ

๒. การพัฒนาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม

๒.๑ เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

เนื่องจากประชาชนของเราเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ๓% ต่อปีทุกปี และเนื่องจากวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าในด้านเกษตรกรรม และเนื่องจากที่ดินของเรามีจำนวนจำกัด ในวันหนึ่งข้างหน้าและวันหนึ่งในปัจจุบันนี้ในบางแห่งก็เกิดปัญหาเรื่องคนล้นนา หมายความว่าคนมากกว่านา เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องคิดเสียแต่เนิ่นๆ ว่าเมื่อเราพัฒนาเกษตรกรรมแล้ว เราก็จำเป็นที่จะต้องพัฒนาในด้านอื่นเพื่อจะให้คนของเราสามารถที่จะมาประกอบกิจการอุตสาหกรรมและพาณิชย-
กรรมให้ได้ประโยชน์ทั่วถึงกัน การพัฒนาอุตสาหกรรมควรจะทำประการใดนั้นเป็นปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่ง ผมจะไม่ขอกล่าวในที่นี้

แต่ใคร่จะขอกล่าวเตือนท่านทั้งหลายว่าเวลาที่จะฟังคนอื่นเขาพูด ว่าประเทศอุตสาหกรรมนั้นเป็นประเทศที่ร่ำรวย ถ้าเราอยากจะรวยด้วยต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรมนั้น ผมขอให้พินิจพิเคราะห์ดูให้ดี เราจะถืออย่างนั้นอย่างเดียวไม่ได้ ผิดกับข้อเท็จจริงเหมือนกัน ประเทศที่มั่งมีในโลกไม่ใช่แต่เฉพาะสหรัฐอเมริกา แม้แต่สหรัฐอเมริกา แท้จริงเดิมก็เป็นประเทศกสิกรรม คนอเมริกันพัฒนางานเกษตรมาก่อนอุตสาหกรรม นี่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยคิดกัน อนึ่ง ถึงจะไม่เอาเรื่องสหรัฐอเมริกามาพิจารณา ก็จะเห็นได้ว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องกลายเป็นอุตสาหกรรมล้วนไปเลยทีเดียวจึงจะรวยได้ แท้จริงนั้น ประเทศนิวซีแลนด์ก็ดี ประเทศเดนมาร์กก็ดี ก็ยังเป็นประเทศเกษตรกรรมอยู่และมีรายได้ของประชาชนต่อคนอยู่ในลำดับสูงๆ เช่นเดียวกัน ที่ผมพูดนี่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ทำอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ประเทศไทยต้องมุ่งเผยแพร่และสนับสนุนในด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมให้มากด้วย นี่เป็นของจริง แต่ที่เสนอนั้นหมายความว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมุ่งเรื่องนี้ให้มากไปจนกระทั่งทิ้งเกษตร เราควรจะมุ่งไปให้พอเหมาะพอดี

๒.๒ การศึกษาและการฝึกคน

ปู่ย่าตายายของเราก็ได้ทำตัวอย่างไว้ให้เราแล้วในด้านเกษตร-
กรรม เพราะฉะนั้นการที่จะฝึกให้คนเป็นชาวนานั้นไม่ยาก แต่การฝึกให้คนของเราไปทำด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมนั้นยากมาก เหตุนี้เราจำเป็นที่จะต้องมีโครงการสำหรับที่จะให้การศึกษาแก่เด็กเพื่อสามารถมีวิชาชีพไปในทำนองที่จะใช้ฝีมือเพื่อจะทำเครื่องมือเครื่องจักร เพื่อจะใช้เครื่องมือเครื่องจักรให้ดีขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น การอาชีวศึกษาและการศึกษาแบบที่จะไปในทางเทคนิคและในทางวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่จะต้องพินิจพิจารณาให้มาก

๓. หลักการในการบริหารงานบุคคล

๓.๑ ข่ายแห่งหน้าที่

เรื่องข่ายแห่งหน้าที่นั้นได้มีปรากฏแล้วในเอกสารฉบับที่ ๒ ของกรมแรงงาน ซึ่งแจกไปแล้ว จึงจะขอพูดเฉพาะหลักการ

๓.๒ หลักการ

ผมจะไม่พูดถึงวิธีการทำงานเกี่ยวกับการจัดการงานบุคคล ซึ่งผมสอนท่านไม่ได้เพราะท่านมีความรู้ดีกว่าผม แต่ผมคิดว่าผมพอจะเสนอข้อคิดเกี่ยวกับหลักการใหญ่ๆ ไว้ได้บ้าง โดยขอเสนอ ๔ ประการ คือ (๑) หลักประโยชน์ (๒) หลักความก้าวหน้า (๓) หลักความยุติธรรม และ (๔) หลักมนุษยธรรม

(๑) หลักประโยชน์

สำหรับหลักประโยชน์นั้น ขอยกตัวอย่างว่าถ้าเราจะรับใครเข้ามาทำงานในบริษัทของเราหรือสำหรับเราเอง เช่น ในกรณีของผมจะรับใครเข้ามาเป็นพนักงานในธนาคารชาติ หรือในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ต้องยึดถือประโยชน์ของนายจ้าง ของธนาคารหรือมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่ง และนึกถึงประโยชน์ของลูกจ้างส่วนหนึ่งด้วย ทั้ง ๒ ทาง ประโยชน์ของนายจ้าง ก็ต้องพยายามที่จะพิจารณาให้ตรงไปตรงมาให้มากที่สุดที่จะมากได้ กล่าวคือ พิจารณาดูคุณวุฒิ ความรอบรู้ บุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอของผู้ที่สมัครงานที่เรารับคัดเลือกเข้ามา ส่วนประกอบอื่นอาจจะมี เช่น มีบุตรมีภรรยาหรือเปล่า ประพฤติเกเรหรือเปล่า แต่ส่วนประกอบการพิจารณาอย่างอื่นนั้นควรจะถือเป็นความสำคัญลดหย่อนลงมา เช่น มีนามบัตรของนายพลคนนั้นคนนี้มา อย่างนี้ก็ควรจะถือเป็นเรื่องรองลงมามากกว่าที่เป็นเรื่องสำคัญ นี่เราเรียกว่าหลักประโยชน์

ส่วนด้าน ประโยชน์ของผู้ที่เราจะรับเข้ามา นั้น ก็ควรจะดูว่าเขาเข้ามาแล้วเหมาะสม มีความสันทัดเหมาะกันหรือเปล่า งานที่เขาทำกับคุณวุฒิของเขาเป็นอย่างไร เพราะเหตุว่าถ้าหากว่าขัดกันแล้วประโยชน์ของนายจ้างก็เสีย และประโยชน์ของลูกจ้างก็เสียที่ผมเติมเข้าไปในกาลเทศะนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าให้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี แต่หมายความว่าถึงเวลาไหนที่เป็นโอกาสเหมาะจะรับสมัครคน เช่น คุณอยากจะได้เศรษฐศาสตรบัณฑิตควรจะพิจารณาดูว่าคนพวกนี้เขาจะสำเร็จปริญญาเมื่อไรในเดือนอะไร เสร็จแล้วเราก็ประกาศเอาหัวกะทิไปเลยทีเดียว อย่างนี้ได้ประโยชน์ ได้กาละและเทศะ ถ้าหากว่าเรารอไปจนกระทั่งคนที่ได้ปริญญาดีๆ เขาไปทำงานทางโน้นเสียแล้ว ผลสุดท้ายก็ได้ปลายแถว เศรษฐศาสตรบัณฑิตของผมนี้เลว ที่ว่าไม่ดีเท่ากับหัวแถว ดีเหมือนกัน แต่ไม่ดีเท่ากับหัวแถว นี่เป็นเรื่องของกาละและเทศะ เทศะก็เช่นเดียวกัน เราจะไปประกาศที่ไหนดี หรือไปคัดเลือกแบบไหนดี อะไรนี่เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากัน

(๒) หลักความก้าวหน้า

ความก้าวหน้า หมายความว่าที่เราพิจารณาเรื่องประโยชน์นี่เราก็พิจารณาอยู่ในวงแคบในแง่ที่ว่าเรารับเขาเข้ามาแล้ว เขาทำงานได้ไหม ดีไหม และควรจะคิดล่วงหน้าต่อไปว่า เมื่อคนคนนี้เข้ามาแล้วเขาจะสามารถทำอย่างไรให้เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้นแก่สถาบันของเรา ผมคิดว่าความก้าวหน้านี้เป็นเรื่องที่จะต้องคิดล่วงหน้าไว้ก่อน เพราะเหตุว่าเรารู้อยู่แล้วว่านักศึกษาหรือนักเรียนที่สำเร็จมาใหม่ๆ ที่เรารับเข้ามานั้นย่อมทำงานให้เราเต็มที่ไม่ได้ ต้องมาฝึกฝน อบรม ให้รู้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรารับเด็กเข้ามาทำงานต้องคำนึงให้มาก นายจ้างที่มีความคิดล่วงหน้ารอบคอบแล้ว น่าจะส่งเสริมให้เด็กเหล่านั้นได้สามารถที่จะเรียนให้ก้าวหน้าต่อไป เช่น ในเวลากลางคืนหรือเวลาว่างงาน ในประเทศที่ก้าวหน้านั้น ถ้านายจ้างรับเด็กที่อายุ ๑๖–๑๗ ปีเข้าทำงานในขั้นแรก เขามีกฎหมายบังคับนายจ้างไว้ทีเดียวว่า ทุกๆ สัปดาห์นายจ้างจะต้องอนุญาตให้เด็กเหล่านั้นไปเล่าเรียนในโรงเรียนได้ ๑ วัน เพื่อที่จะก้าวหน้าไปได้ ทั้งนี้ หมายความว่าการศึกษาอบรมนั้นมี ๒ ทาง คือเราอบรมเขาเองทางหนึ่ง และเราเปิดโอกาสให้เขาไปศึกษาอบรมอีกทางหนึ่ง ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ท่านทั้งหลายจะจับกลุ่มกันสนทนาเป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว ผมจึงเพียงขอฝากไว้เฉพาะหลักการเท่านั้น

(๓) หลักความยุติธรรม

ผมคำนึงดู เท่าที่เคยประสบมา ไม่มีอะไรที่จะทำให้งานการเหลวไหลมากไปกว่าที่คนในกระบวนงานนั้นต่างคนต่างนึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งจะทำให้งานเหลวที่สุด เช่นในธนาคารแห่งประเทศไทยสมมุติว่านายใหญ่เกิดลำเอียงเข้าข้างคนนั้นคนนี้ คนก็ย่อมท้อถอย นายจ้างที่ฉลาดนั้นนอกจากจะให้ความยุติธรรมแก่ลูกจ้างของตนแล้ว ยังควรที่จะทำให้เขาเห็น ทำให้เขาแน่ใจด้วยว่า จะได้รับความคุ้มครองในเรื่องความยุติธรรมด้วย บางทีพยายามทำให้ยุติธรรมแล้วแต่เผอิญทำให้เห็นไม่ได้ อย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าทำให้เห็นได้ก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น ทีนี้ผมใคร่จะฝากความเห็นไว้ว่า ถ้าหากว่า personnel officer พิจารณาไปถึงว่า ผู้ใหญ่ในวงงานของท่านเผอิญตัดสินใจผิดไป ปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่คนที่ไม่ควรจะได้รับ หรือเผอิญไปลงโทษคนที่ไม่สมควรจะลงโทษ หรืออะไรเหล่านี้ ก็เป็นหน้าที่ของท่าน ซึ่งผมใคร่จะเสนอว่า เอาความกล้ามาอยู่ในกำมือแล้วพยายามทัดทานเท่าที่จะทำได้ ผมรู้สึกว่าถ้าหากว่ามีความรวนเรในเรื่องความรู้สึก ในความยุติธรรมแล้ว ย่อมจะไม่สามารถที่จะทำให้การบริหารงานบุคคลเป็นไปโดยราบรื่น และความเจริญของสถาบันของท่านก็จะเสื่อมลง

(๔) หลักมนุษยธรรม

ใคร่จะเสนอฝากไว้ในที่นี้ ในประเทศใดประเทศหนึ่งชุมชนใดชุมชนหนึ่งย่อมมีการที่จะผิดพลาด ทำการผิดทำการพลาด ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย ถ้าหากว่าเพียงแต่ใช้หลักสมรรถภาพหรือหลักยุติธรรมอย่างเดียวแล้ว ย่อมจะเป็นการเคร่งครัดและทารุณกับบางคน ผมขอเสนอว่าในหมู่สังคมใดๆ ถ้าขาดความกรุณาปรานีขาดมนุษยธรรมขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะเสื่อมเช่นเดียวกัน สิทธิของมนุษย์ในการที่จะจับกลุ่มในการที่จะสัมมนา ในการที่จะทำให้เกิดเป็นปึกแผ่นขึ้นมา เพื่อที่จะได้สามารถดำเนินการในการต่อรองค่าจ้างอะไรเหล่านี้ ผมรู้สึกว่าเป็นสิทธิที่น่าจะส่งเสริมด้วยการควบคุมที่ดี เพราะฉะนั้น ผมถึงนึกว่าควรจะอยู่ในหลักการข้อนี้ด้วย เวลานี้อ่านจากหนังสือพิมพ์ก็ปรากฏว่า มีผู้เชี่ยวชาญก็ได้เคยพูดไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า การรวมกลุ่มที่จะเป็น trade union ขึ้นมานี้ ถ้าเราปิดมันก็หลบใน การหลบในนี่น่ะ มีพิษสงร้ายยิ่งกว่าปล่อยให้ขึ้นมาข้างนอก เพราะสามารถบำบัดควบคุมได้ ท่านทั้งหลายผมได้กินเวลาเกินไปมากแล้ว ถ้าเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติอย่างเดียวก็คงจะพูดน้อย แต่เผอิญเป็นคณบดีมหาวิทยาลัยอยู่ด้วย ก็อดพูดมากไม่ได้ ต้องขออภัย และขอจบเพียงเท่านี้