งานอาสาสมัคร กับการพัฒนาชนบทไทย

งานอาสาสมัคร
กับการพัฒนาชนบทไทย

บรรยายเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๑๙

พิมพ์ใน สรุปการสัมมนาเรื่อง メความสัมพันธ์ระหว่างอาสาสมัครไทย
และอาสาสมัครต่างประเทศ และการพัฒนาชนบทモ

วันที่ ๓ミ๕ ตุลาคม ๒๕๑๙ ณ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฝายน้ำล้น จังหวัดชัยนาท

 

 

 

ในที่นี้จะพูดถึงเรื่องบางอย่างที่รู้และคิดเพื่อเอามาพิจารณากัน ในเบื้องต้นนี้อยากจะอธิบายความคิดของตนเองเกี่ยวกับ

๑. ทำไมจึงต้องมีการพัฒนาชนบท

๒. ในด้านเอกชนและรัฐบาล เอกชนได้มีการกระทำอะไรบ้าง

๓. ความมุ่งหมายในการชุมนุมสัมมนาครั้งนี้มีว่า ควรจะคิดถึงอะไรบ้างในขณะที่เรามีหน่วยอาสาพัฒนาทั้งไทยและต่างประเทศ รวมอาสาสมัครไทยที่ทำงานในต่างประเทศและหน่วยราชการเราควรจะทำอะไรร่วมกันหรือไม่

 

๑. แรกทีเดียวเกี่ยวกับประสบการณ์ของผมในการพัฒนาชนบท งานในช่วง ๓๐ ปีที่แล้วมาว่า เราได้ทำงานด้านการพัฒนากันอย่างไร นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เสร็จใหม่ๆ นักเรียนไทยที่เรียนในต่างประเทศและในประเทศเริ่มมีบทบาทในการเข้ารับราชการในฐานะต่างๆ เพื่อทำงานสนองพระเดชพระคุณของชาติ ขณะที่ประเทศขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค การบริหารราชการหลังสงครามโลกไม่ถูกต้อง เช่น การให้อภิสิทธิ์แก่คนบางคน มีการตั้งสำนักงานควบคุมการส่งออกข้าว การให้อภิสิทธิ์แก่ผู้มีอำนาจทางการเมืองเป็นของไม่ถูกต้อง ทางด้านเศรษฐกิจมีความยุ่งเหยิงพอใช้ แม้แต่การแลกเงินระหว่างประเทศ เงินไทยขณะนั้นมีอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา มีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินก็จริง แต่ไม่มีประสิทธิภาพ ด้านการค้าก็มีอุปสรรคมากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ยังด้านการคลังอีก งบประมาณสมัยนั้นไม่เป็นงบประมาณ เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเล็กๆ น้อยๆ รัฐบาลส่วนใหญ่ไม่มีรายได้จากภาษีอากร มักจะใช้วิธีกู้เงินจากต่างประเทศมาเป็นเกณฑ์บางคนอาจจะไม่เชื่อ แต่สามารถไปดูสถิติได้ เช่น รัฐบาลใช้เงิน ๑๐๐ ต้องกู้ถึง ๕๐ สถิติการค้าระหว่างประเทศไม่ทันการณ์ไม่ทราบว่าปีนี้ควรจะค้าอะไรเท่าใด สถิติการค้าปี ๑๙๔๖–๑๙๔๗ กว่าจะออกมาก็ปี ๑๙๕๒ ใช้เวลานานหลายปีจึงจะมีสถิติออกมา อย่างนี้จะไปใช้ในการวางนโยบายทางด้านเศรษฐกิจได้อย่างไร เราเก่งทางประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะเก่งทางสถิติ แม้แต่บัญชีการใช้เงินและรับเงินของรัฐบาลก็ใช้เวลาประมาณ ๕ ปีถึง ๑๐ ปี กว่าจะออกมา แสดงว่าไม่มีการควบคุมการคลังของรัฐบาลเลย ที่กล่าวนี้ไม่ได้พูดถึงสภาพการณ์ของบ้านเมืองว่ายากจนประการใด ถนนหนทางที่จะมีไปชนบทสำหรับอาสาสมัครรุ่นที่มาใหม่ๆ จากต่างประเทศอาจจะเห็นว่าถนนหนทางดีพอสมควรหรือแม้แต่คนหนุ่มสาวในเมืองไทยอาจจะคิดว่ามันมีอยู่หลายปีแล้ว ความจริงไม่ใช่ แม้แต่ในปี ๑๙๕๔–๑๙๕๕ การจะมาชัยนาท ถ้าไม่มาทางเรือ ต้องใช้ถนน พวกเราทั้งหลายเวลากลับถึงบ้านกลายเป็นฝรั่งหมดเพราะเหตุว่าศีรษะแดง เนื่องจากถนนเป็นลูกรัง มีฝุ่นมาก ไม่ได้รับการซ่อมแซม

๒. สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาของบ้านเมืองในขณะนั้น เพราะฉะนั้นพวกเพื่อนผมและตัวผมเองจึงมาร่วมกันทำเพื่อจะแก้อภิสิทธิ์ที่เกิดขึ้นหลังสงคราม พยายามแก้ไขระบบบริหารที่ไม่ดี ให้มันดีขึ้นทั้งในด้านวิชาการ คือ สถิติ ในด้านการบริหารการงานและการบัญชี ได้พยายามสร้างถนน สร้างเขื่อน สร้างเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการระดมกำลังไปสู่การชลประทาน ได้พยายามสร้างการคมนาคม รถไฟ ท่าเรือ และถนนให้เรียบร้อย ทางไปรษณีย์ แต่ก่อนภายในกรุงเทพฯ จากจุดหนึ่งซึ่งยังเล็กขณะนั้นไปยังมีอีกจุดหนึ่ง ต้องใช้เวลา ๕ วัน ก็พยายามให้ใช้เวลาอย่างมาก ๒ วัน หรือให้ดีก็ ๑ วัน ถึงนี่เป็นเรื่องที่คนรุ่นผมพยายามทำให้เกิดขึ้น ส่วนเรื่องระหว่างประเทศ ท่านเห็นแล้วว่าเงินบาทของเรามีเสถียรภาพแค่ไหน ที่เคยมีอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นๆ ลงๆ อยู่มากๆ ทำนองเดียวกับเงินปอนด์ ขณะนี้เราได้แก้ไขให้มีเสถียรภาพ ที่มีหลายอัตราก็ให้มีอัตราเดียว แต่เพื่อนผมคนรุ่นเดียวกับผมทำมาแล้ว เมื่อถึงเวลาแล้ว ด้วยความร่วมมือของธนาคารโลก ตอนนั้นอยู่ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ได้เสนอรัฐบาลว่าควรที่จะมีการวางแผนพัฒนาที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าคนเราจำเป็นต้องคิดพิจารณาล่วงหน้าว่าเราจะทำอะไร ประเทศชาติก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องพิจารณาล่วงหน้าว่าควรจะทำอะไรที่เป็นคุณแก่ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นจึงได้มีการวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น สิ่งเหล่านี้เราได้กระทำในปลายปี ๑๙๔๘–๑๙๔๙–๑๙๕๐ และเรื่อยมาถึงปี ๑๙๕๐ กว่า เมื่อได้แก้ไขมาแล้วก็เกิดผลในทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก ที่เป็นผลดีก็มี เช่นก่อนนี้เราต้องพึ่งสินค้าเพียง ๓–๔ ประเภทเพื่อส่งออก เช่น ข้าว ยาง ดีบุก ไม้สัก เดี๋ยวนี้เรามีสินค้าประมาณ ๒๐ ประเภท สำหรับส่งออกสินค้าใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ก็มีข้าวโพด มันสำปะหลัง กระสอบ ป่าน กุ้ง ซีเมนต์ นี่เป็นส่วนดีของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศของคนรุ่นผม ส่วนที่ไม่ดีก็มีเป็นอันมาก

๓. ส่วนที่ไม่ดีเป็นเพราะสมัย ๑๙๕๐–๑๙๖๐ เรายังคำนึงถึงเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ เราพิจารณาดูรายได้ประชาชาติในส่วนรวม ถ้าเพิ่มขึ้น ๑๐% เราพอใจมาก ถ้าเพิ่มขึ้น ๑๖% ก็ยิ่งพอใจใหญ่ ถ้าที่ไหนเพิ่มขึ้น ๕–๖% เราก็ไม่ใคร่พอใจ แม้จะมากกว่าที่อื่นเราก็ไม่พอใจ เราดูตัวเลขรายได้โดยส่วนรวม บางทีเราก็เผลอไป แม้มันจะเพิ่มขึ้น ๑๐% ก็จริง แต่ประชากรเพิ่มขึ้นถึง ๔% ในกรณีเช่นนี้เป็นข้อที่บกพร่องไม่ใช่แต่จะบกพร่องในประเทศเท่านั้น มันบกพร่องทั่วไปในโลกที่ ๓

๔. ข้อต่อไปก็คือ เราไปดูเรื่องเฉลี่ย เราไปดูว่าผลของการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการเอารายได้ตั้งแล้วเอาจำนวนพลเมืองทั้งประเทศหาร เราไม่ได้ดูในรายละเอียดว่า กรุงเทพฯ การพัฒนาเศรษฐกิจทำให้คนในกรุงเทพฯ มีรายได้เพิ่มขึ้น ๒๐% ต่อปี แต่ในส่วนอื่นโดยเฉพาะทางอีสาน ภาคใต้ บางทีเขาอาจจะติดลบด้วยซ้ำ ติดลบก็เพราะเขาทำมาหากินไม่ได้ เราไม่ได้พิจารณาเหตุในสังคม นั่นก็เพราะเหตุว่า วิธีพัฒนาของเรา ซึ่งทุกวันนี้ยังมีอยู่ เป็นการพัฒนาแบบที่ภาษาเศรษฐ-
ศาสตร์เรียกว่า Macro คือดูอย่างหยาบๆ เราไม่ได้ดูลึกไปในส่วนรายละเอียด เพราะฉะนั้นถ้าเราสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ทั่วๆ ไปแล้ว เราก็สร้างขึ้นมาเช่นถนน ในการสร้างถนนก็มีคุณสำหรับชาวชนบทที่แต่ก่อนไม่มีถนน เดี๋ยวนี้มีถนน แต่คนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือ พวกชาวกรุงเทพฯ หรือภาคกลาง หรือแม้แต่ชาวท้องถิ่นที่มีเงินมากกว่า คนที่มีสติปัญญามากกว่าคนอื่นสามารถที่จะใช้ถนนนั้นประกอบกิจกรรมของเขา นำเอาพืชผลของชาวบ้านออกสู่ตลาด และได้กำไรมากกว่าคนที่ทำงานอยู่ในนั้น นี่เป็นสิ่งที่ตอนหลังเราคิดว่า การพัฒนาที่ว่านี้จะได้ผลดีก็ตาม ประเทศไทยคุยกับประเทศอาเซียนว่าไม่มีประเทศไหนดีกว่าไทยแล้ว นอกจากไต้หวันและเกาหลีในบางโอกาส เพราะเหตุว่าตัวเลขของเราขึ้นสูงอย่างมาก แต่ถ้าเราดูเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่าเราทำผิดหลายประการ เนื่องด้วยไม่พิจารณาถึงด้านสังคม เนื่องด้วยไม่มีการพิจารณาอย่างที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวเมื่อกี้นี้ว่าการพัฒนานั้นช่วยให้คนเขาช่วยตัวเองได้ ด้วยการศึกษา การอนามัย

๕. เราไม่ได้คิดอย่างนั้น เราคิดว่าถ้าเราพยายามทำแบบ Free Trade เพื่อป้องกันอภิสิทธิ์ วางมาตรการทั่วๆ ไป แบบที่เรียกว่าพื้นฐาน (Infrastructure) แล้ว มันจะได้ทั่วถึงกัน การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ มันไม่ทั่วถึง จึงมาคิดดูว่าจะมีอะไรอีกไหม สิ่งที่เราทำวิธีการพัฒนาของบ้านเมืองนั้นก็ถูกต้อง ถ้าไม่ทำให้เกิดความยุติธรรมในการประกอบการเศรษฐกิจ มันก็มีอภิสิทธิ์เกิดขึ้นถ้าไม่ทำให้บัญชีมันดีขึ้น ไม่สร้างถนนให้มากขึ้น ไม่สร้างเขื่อน ไม่สร้างรถไฟ บ้านเมืองก็จะเจริญไม่ได้ แต่ที่สำคัญก็คือการเฉลี่ยรายได้ให้ทั่วถึง และมีการพัฒนาทางสังคมเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาตัวบุคคลขึ้นไปด้วย เหตุฉะนี้แม้ในสหประชาชาติ เวลาเขาวางแผนให้ประเทศต่างๆ เกิดการพัฒนาในปี ๑๙๖๐ ก็ยังหลงอยู่ในแง่ของตัวเลขรายได้ประชาชาติของแต่ละชาติ แต่ในปี ๑๙๗๐ สหประชาชาติได้ประกาศขึ้นใหม่ ซึ่งแสดงถึงรายละเอียดว่า จำเป็นต้องมีการพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาทางสังคมให้เกิดขึ้นด้วย คำประกาศนี้เป็นเอกสารของสหประชาชาติซึ่งสามารถค้นดูได้

๖. ด้านประเทศไทยเรา รัฐบาลได้ตั้งหน่วยงานต่างๆ ขึ้น เช่น สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งมีมานานแล้ว ได้ทำกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น โครงการพัฒนาชุมชนซึ่งเกิดขึ้นปลายปี ๑๙๕๘–๑๙๕๙ ก็เกิดขึ้น ซึ่งมีหลักการอย่างเดียวกัน คือการที่จะไปช่วยเขาอย่างหวาดๆ ไปนั้นใช้ไม่ได้ ต้องช่วยในรายละเอียด สำนักงานเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง ก็ได้ทำงานในเรื่องนี้ นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ทำ ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องกล่าว แต่สิ่งที่ผมได้เกี่ยวข้องอยู่ ๓ โครงการ คือ

๗. โครงการที่ ๑ คือ โครงการบัณฑิตอาสาสมัคร มีอายุประมาณ ๘ ปี ในขณะนี้โครงการบัณฑิตอาสาสมัครนี้ ตั้งใจว่าจะเป็นโครงการที่ให้การศึกษาอย่างเดียว ส่วนการพัฒนานั้นปล่อยให้เป็นเรื่องสืบเนื่องต่อไป จึงได้วางเป้าหมายไว้ว่าเป็นการฝึกให้บัณฑิตรู้จักไปอยู่ในชนบท ทำไมจึงได้วางหลักไปในแง่นี้ เพราะเหตุว่าในโลกของประเทศกำลังพัฒนาอยู่นี้ ในขณะนั้นได้มีข้อกล่าวหากันอยู่มากว่า พวกเราที่มีวาสนาเรียนกันอยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่เคยได้ออกไปช่วยบ้านเมือง หมอก็ไม่ออกไปชนบทอยู่แต่กรุงเทพฯ วิศวกรก็หายากเต็มทีที่จะออกไป ครูก็ไม่อยากออก บางทีมีชื่ออยู่ในชนบท แต่ตัวอยู่ในกรุงเทพ แม้นักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ก็ไม่ออกชนบท นี่เป็นข้อเสียหาย ในขณะเดียวกันนิสิตนักศึกษาทั้งหลายในขณะที่เล่าเรียนกัน ก็มีความใคร่ที่จะออกไปชนบท เราจึงท้าทายพวกที่ออกไปในชนบท ชนิดที่ไปตั้งค่ายในระหว่างวันหยุดเรียน ท้าทายว่าถ้ากล้าดี อย่าไปเป็นกลุ่มซิ ให้ไปคนเดียว เรามาอบรมแล้วออกไปคนเดียว ไปฝึกให้สามารถอยู่ในชนบทได้ แล้วต่อไปก็จะได้ออกไปสู่การบริหารบ้านเมืองในชนบท โครงการนี้ต้องการฝึกบัณฑิตอาสาสมัครให้ออกชนบทได้ ในชั่วระยะ ๗–๘ ปีที่ผ่านมา สถิติเฉพาะปีที่ ๖ จะเห็นว่า บัณฑิตอาสาสมัครที่ผ่านไปจากโครงการบัณฑิตอาสาสมัครอย่างน้อย ๖๕% หรือ ๗๐% ได้กลับสู่ชนบทอย่างเดิม ซึ่งนับว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น่าพอใจพอใช้

๘. โครงการที่ ๒ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ โครงการบัณฑิตอาสาสมัคร คือ โครงการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ต่อมาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โครงการนี้มีลักษณะผิดจากโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ก็คือเราต้องการให้ชาวชนบทไม่เป็นผู้รับอย่างเดียว ได้รับความช่วยเหลือก็จริงในตอนต้นๆ แต่ให้ช่วย
ตัวเองได้ เราถือตามหลักของ Dr. James Yen ชาวจีน ซึ่งอายุประมาณ ๙๐ ปีแล้ว ถือหลักในการพัฒนาชนบท ๔ ประการ คือ (๑) การอนามัย (๒) การศึกษา (๓) การอาชีพ (๔) การช่วยตัวเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นี่เป็นหลักของ Dr.Yen ซึ่งพยายามแพร่เรื่องมูลนิธิบูรณะชนบทในประเทศต่างๆ มักจะใช้คำภาษาอังกฤษว่า RRM คือ Rural Reconstruction Movement สำหรับไทยเรา TRRM เรียกว่า Thailand Rural Reconstruction Movement ซึ่งเป็นหน่วยที่ ๒ ที่ Dr.Yen ได้สร้างขึ้น หน่วยแรกคือ PRRM หรือ Philippines Rural Reconstruction Movement และหลังจากไทยก็มี RRM ในประเทศต่างๆ อีกหลายแห่ง เช่น กานา โคลัมเบีย แต่มูลนิธิบูรณะชนบทฯ ก็มีจุดมุ่งหมายอย่างที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวถึง คือพยายามให้ชาวชนบทได้ช่วยตัวเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าจะประเมินผลมูลนิธิบูรณะชนบทขณะนี้ผมยังพูดได้ว่ามูลนิธิบูรณะชนบทยังไม่ประสบผลสำเร็จในจุดมุ่งหมายของเรา เพราะเหตุว่าเราดำเนินการอยู่ในชัยนาท ๑๔ แห่ง อุทัยธานี ๑ แห่ง เรายังไม่สามารถที่จะถอนบูรณากรของเราออกจากหมู่บ้านแม้แต่แห่งเดียว เพราะอย่างนั้นจุด
มุ่งหมายของการพัฒนาชนบทอยู่ที่ให้เขาช่วยตัวเองได้ ขณะนี้ยังคุย
ไม่ได้ว่าสำเร็จ แต่เราก็กำลังเรียนรู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้ชาวบ้านเขาช่วยตัวเองได้ ทำอย่างไรชาวบ้านจึงจะรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อช่วยเหลือตัวเอง แล้วเราค่อยๆ ถอนตัวออกมาทีละน้อย แล้วไปทำที่อื่นด้วย แต่เท่าที่ตั้งมา ๗–๘ ปีนี่ ยังไม่สามารถที่จะกระทำได้

๙. โครงการต่อไป คือ โครงการบูรณะชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง นี่เป็นโครงการของ ๓ มหาวิทยาลัย ซึ่งหนักไปทางด้านวิชาการมากกว่า เราจับลุ่มน้ำแม่กลองซึ่งประกอบด้วย ๗ จังหวัดเป็นตัวอย่างในการพัฒนา ๓ มหาวิทยาลัยที่ร่วมกันคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านคงจะเข้าใจแล้วว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเชี่ยวชาญทางด้านสังคมศาสตร์ เกษตรศาสตร์เชี่ยวชาญทางด้านการเกษตรและมหาวิทยาลัยมหิดลเชี่ยวชาญด้านการอนามัย วัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กับที่ ๒ โครงการกำลังทำ คือ ร่วมประกอบกันเพื่อให้เกิดหลัก ๔ ประการ แล้วเอาไปใช้ แต่จุดมุ่งหมายของโครงการแม่กลองผิดกับจุดมุ่งหมายของโครงการบัณฑิตอาสาสมัครและโครงการมูลนิธิบูรณะชนบทฯ ตรงที่โครงการแม่กลองต้องการจะอิงรัฐบาลเป็นหลัก กล่าวคือ ๓ มหาวิทยาลัยเป็นผู้ที่จะไปศึกษารายละเอียดในหมู่บ้านต่างๆ ได้มีการทดลองในด้านการปลูกพืช มีการทดลองเอาอาสาสมัครด้านอนามัยไปทำงาน มีการทดลองในแง่ที่ว่าทำอย่างไรจึงทำให้ประชาชนมีการศึกษาดีและใช้บริการของรัฐอย่างดีด้วย เมื่อถึงขั้นหนึ่ง ขณะนี้ถึงเวลาที่จะนำเรื่องทั้งหลายแหล่ไปให้กับกระทรวงทบวงกรม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยก็ดี กระทรวงเกษตร ซึ่งประกอบด้วยกรมที่สำคัญๆ เกี่ยวกับที่ดินและน้ำก็ดี กระทรวงสาธารณสุขก็ดี หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ดี เวลานี้เรามีการติดต่อกันอยู่ โดยเฉพาะพยายามที่จะติดต่อกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อจะให้เป็นแกนนำ และเมื่อ ๓ มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการไปพอสมควรแล้ว ก็สามารถจะวางแผนร่วมกับกระทรวงทบวงกรมต่างๆ เพื่อที่จะยกให้กับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ เอาเข้าไปวางแผนอยู่ในแผนการพัฒนา เสร็จแล้วกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับ ๓ มหาวิทยาลัยขณะนี้นั้น ก็จะได้เป็นผู้ดำเนินการต่อไป

๑๐. ทำไมถึงมีความจำเป็นที่ ๓ มหาวิทยาลัยจะต้องเข้าไปทำ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการใช้วิชาการเข้าไปดีกว่าการที่เราจะไปเดาเอาว่าควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราเข้าไปดูรายละเอียดเลย อีกประการหนึ่ง คือ เราต้องใช้หลักการเข้าไปสนิทสนมกับชาวบ้าน เพื่อที่จะได้รู้ความต้องการและทัศนะของชาวบ้านในการที่เขาจะพัฒนาของเขาเอง สำหรับราชการมีความใกล้ชิดกับชาวบ้านพอสมควร แต่คิดว่าในการที่อาสาสมัครที่เป็นอาจารย์ก็ดี นักศึกษาก็ดี เข้าไปอยู่กับชาวบ้านก็จะได้รับข้อมูลที่ใกล้ชิดและละเอียดยิ่งขึ้น โครงการนี้ยังประเมินผลไม่ได้ เพราะเหตุที่ยังอยู่ในขั้นดำเนินการอยู่

๑๑. นี่เป็นสิ่งที่ผมใคร่จะเรียนว่า ในเมืองไทยเราทำอย่างนี้เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่ว่า ทำไมหนอเรามีโครงการพัฒนามาตั้ง ๓ โครงการแล้ว ทำไมบางแห่งจึงได้รวยจนน่าเกลียดเช่นในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่น่าเอ็นดูในระหว่างที่ผมเป็นเด็กๆ อยู่ แต่ไฉนปัจจุบันเป็นเมืองที่น่าเกลียดมาก และเป็นพิษเป็นภัยอย่างมาก มันไม่ดีทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งในด้านที่จนลงอย่างอีสาน ก็เพราะเหตุว่าเราเห็นแล้วว่า ถ้าไม่ไปพัฒนาในรายละเอียด ในระดับหมู่บ้านหรือ Grass root คงจะเกิดเรื่องแน่ เกิดเรื่องที่ชาวชนบทว่างงาน หาที่ทำกินไม่ได้ ก็ต้องเข้าไปในเมือง ก่อให้เกิดแหล่งเสื่อมโทรมในเมือง เกิดปัญหาความความยากจนในเมือง และปัญหาที่สำคัญนั้น จะกระทบกระเทือนถึงปัญหาที่สำคัญในทางการเมืองด้วย คือถ้าเราปล่อยให้คนมี มีขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยให้คนจนจนลงเรื่อยๆ ในไม่ช้าประชาคมที่เกิดเหตุอย่างนี้ จะอยู่ได้ด้วยความสงบสุขนั้นหามิได้ มันจะต้องเกิดเรื่องทางการเมืองขึ้นมา และเราก็ไม่ต้องการให้เกิดเรื่องทางการเมืองชนิดนี้ เราจึงพยายามที่จะกระทำ ที่พูดมาเป็นเฉพาะสิ่งที่ผมรู้ดี ทางด้านบ้านเมืองก็กระทำอยู่ ทางด้านเอกชนก็ทำอยู่ และสิ่งที่จะเรียกว่าแข่งขันกันก็ไม่เรียก เพราะเราร่วมมือกับทางบ้านเมืองอยู่เสมอ และอย่างที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวเมื่อสักครู่ ว่ารัฐบาลจะไปช่วยอยู่ทุกแห่งทุกหน ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนจะทำได้ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเอกชน มูลนิธิที่จะช่วยเสริมให้กับรัฐบาล โดยไม่ต้องไปแย่งกับรัฐบาลแต่จะร่วมมือซึ่งกันและกันในการกระทำเช่นนี้ ผมจะขอยกตัวอย่างอุปสรรคซึ่งมีอยู่หลายๆ ประการ

๑๒. ประการแรก อุปสรรคในด้านการบริหาร แม้แต่มูลนิธิฯ โครงการบัณฑิตอาสาสมัคร โครงการแม่กลอง ก็มีอุปสรรคนี้ ไม่ว่าจะเกิดชุมชนอะไรขึ้นมาที่จะไปทำงานด้วยกันทำไปด้วยความลำบาก การบริหารจำเป็นที่จะต้องแก้ไขให้มีประสิทธิภาพให้มีความกลมเกลียวกัน ให้มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกันและกัน

๑๓. ประการที่ ๒ การที่จะเอาอาสาสมัครเข้ามาทำ หาคนที่มีจิตใจและมีวิชาความรู้เข้ามาทำนั้นหาไม่ยาก แต่หาคนที่รอบคอบและมีความรู้ประมาณตนหาได้ยากมาก เพราะฉะนั้น ในการพิจารณาคัดเลือกบัณฑิตอาสาสมัครทั้งหลาย เราจึงพยายามคัดเลือกที่เรารู้สึกว่าจะไม่ตั้งตัวเป็นเทวดาไปโปรดสัตว์ในหมู่บ้านให้รู้จักประมาณตัว อาสาสมัครต่างประเทศก็คงจะไม่ใช่เทวดาฝรั่งไปโปรดสัตว์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาคนที่ตั้งใจจริงๆ ที่จะทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ นี่เป็นหลักการที่พวกเรายึดถือ

๑๔. อุปสรรคอีกชนิดหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงในตอนนี้ ซึ่งเกิดเป็นอุปสรรคแก่บัณฑิตอาสาสมัครไทยก็ดี หรืออาสาสมัครธรรมดาก็ดี คืออุปสรรคที่เกิดขึ้นหลังวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งในครั้งนี้ใครๆ ก็ยกยอนักศึกษา อาจารย์ ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศจากเผด็จการมาสู่ระบอบประชาธิปไตย นักศึกษาก็ถูกป้อยอ หลังจาก ๑๔ ตุลาไม่เท่าไรรัฐบาลก็ยังอนุญาตให้นักศึกษาออกไปหัวบ้านหัวเมืองเพื่อไปสอนประชาธิปไตย การสอนประชาธิปไตยนั้นสอนกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องของการปฏิบัติ และการที่จะไปสอนประชาธิปไตยโดยนักศึกษานั้น ยิ่งไม่น่ากระทำใหญ่ เพราะพอนักศึกษาไปถึงหัวบ้านหัวเมือง ไปพบความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ไปดูความบกพร่องของข้าราชการ การไม่รู้จักประมาณตนทำให้นักศึกษาเที่ยวได้ไปด่าคนนั้นคนนี้ ไปตำหนิติเตียนระบบการปกครอง ไปตำหนิติเตียนนายทุน ศักดินา ขุนศึก จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาของข้าราชการโดยทั่วไป และปฏิกิริยาของประชาชนโดยทั่วไปก็เกิดขึ้น ชาวบ้านชาวเมืองนั้น ขณะที่นักศึกษายังมีฤทธิ์อยู่ เขาก็ว่าดีเหมือนกัน กับผู้ใหญ่บ้านคนที่เขาไม่ชอบ เมื่อไปด่าผู้ใหญ่บ้านคนนั้น เขาก็ชอบ แต่นักศึกษาไปอย่างมาก ๒–๓ สัปดาห์ พอกลับมาแล้วผู้ใหญ่บ้านก็ยังอยู่ ชาวบ้านก็ยังอยู่ นักศึกษาเหล่านี้ไปทำโทษมากกว่าไปทำบุญ ถึงแม้ว่าจะมีใจสุจริตอย่างเต็มที่ แต่ผมก็คิดว่าบางแห่งไม่สุจริตและไม่รอบคอบ จึงทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น

๑๕. แม้แต่ทุกวันนี้ อย่างพวกบัณฑิตอาสาสมัครไปด้วยจิตใจสุจริต มีระเบียบวินัย ที่จะไปพูดถึงเรื่องการเมือง ก็ยังมีอุปสรรคอยู่ ๒ ข้อ

๑๖. ข้อหนึ่ง คือ ในท้องที่ที่ไปปฏิบัติการนั้นอาจจะมีนักศึกษาปลอม (คนหนุ่มๆ สาวๆ กลายเป็นนักศึกษาไปทั้งนั้น ไม่ว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่ก็ตาม) อาจจะปลอมไปปลุกระดม เขาก็เลยเป็นห่วง ต้องคอยดูว่า จะเป็นพวกนั้นหรือเปล่าเพราะฉะนั้นการทำงานก็ลำบากมาก

๑๗. อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ บัณฑิตอาสาสมัครเองไม่ได้ตั้งใจที่จะไปปลุกระดมมวลชนเพราะเหตุว่าเราได้พยายามที่จะรักษามาตรการไว้มาก เพราะเหตุว่าในโครงการต่างๆ ของเราเห็นแล้วว่าบัณฑิตอาสาสมัครไปอยู่ ๗ เดือน อายุประมาณ ๒๐ กว่าปี จะไปทำอะไรได้ ไปศึกษาเล่าเรียนดีกว่า เพราะฉะนั้นเราก็พยายามจะให้มีระเบียบวินัยมากที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เนื่องด้วยได้มีความโน้มเอียงไปในทางที่จะแก้ปัญหาของสังคม บางทีเราก็เผลอไป เราเอาหนังสือ อธิปัตย์ ไปอ่านในชนบท คนที่เขาเห็นว่าเราอ่าน อธิปัตย์ เขาก็คิดว่าเราเป็นพวกอธิปัตย์ บางทีเราติดหนังสือเกี่ยวกับฝ่ายซ้ายเล่มหรือ ๒ เล่มก็เป็นที่ถูกเพ่งเล็ง เพราะฉะนั้นในเวลานี้ทั้งในโครงการแม่กลองและบัณฑิตอาสาสมัครก็ดี เราพยายามป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่เรื่อยๆ

๑๘. สำหรับโครงการมูลนิธิบูรณะชนบทฯ นั้น ส่วนมากบูรณากรก็เป็นผู้สำเร็จการศึกษามาหลายๆ ปีแล้ว การเข้มงวดกวดขันอย่างที่ได้ทำในโครงการบัณฑิตอาสาสมัครและแม่กลองก็ดี ก็อาจจะไม่จำเป็น แต่บูรณากรทั้งหลายก็ยังต้องสำนึกในหน้าที่ของตน อย่ากระทำการอันใดให้เป็นที่ระแวงสงสัยแก่ชาวบ้าน เคราะห์ดีที่เรามีผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านอยู่มาหลายปีและรู้จักเราดี ผมยังหวั่นๆ อยู่ว่า ถ้าท่านเกิดย้ายไปจังหวัดอื่นแล้ว ใครเข้ามาใหม่จะลำบากมาก นี่เป็นสิ่งที่พูดด้วยใจจริง

๑๙. ทำไมเราจึงมาประชุมกันในวันนี้ และขอฝากข้อคิดไว้ในการประชุมวันนี้ด้วย

๒๐. สิ่งที่เรียกว่า “อาสาสมัคร” เป็นโรคติดต่อในหลายประเทศ Peace Corp Volunteer เกิดขึ้น เกิดขึ้นทางเยอรมนี ออสเตรเลีย ประเทศต่างๆ ก็มีอาสาสมัครของตนเอง เช่น ไทย เนปาล อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เราจึงได้เกิดความคิดขึ้นมาในระหว่างพวกผู้อำนวยการหน่วยงานทั้งหลายว่า เรื่องอย่างนี้น่าจะจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ความสัมพันธ์ระหว่างอาสาสมัครต่างประเทศกับอาสาสมัครในประเทศของประเทศต่างๆ ก็น่าจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายเขาทำอย่างไรกัน และเราจะได้บอกว่าอย่างนี้ไม่ดี เราทำอย่างนี้ดีกว่า ถึงแม้ในประเทศไทยเองก็มีหลายๆ หน่วย ควรจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น สำหรับในเอเชียอาคเนย์ก็เกิดมี IDRC ของแคนาดา ที่สนับสนุนให้มีการศึกษาที่เรียกว่า “study service” ซึ่งเขาจะประชุมในกรุงเทพฯ เดือนนี้ มีหลายประเทศร่วมมือกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นงานใหญ่ก็คือเกิดขึ้นที่เวียนนา มีการประชุมอาสาสมัครทั่วโลก อาจารย์ณัฐไชย คุณพูนศรี ก็ไปกับผม เป็นคนไทย ๓ คน หรือ ๔ คน ผมจำไม่ได้ เป็นการประชุมขนาดมหึมาทั่วโลก การประชุมแบบนี้จะเอาผลเนื้อถ้อยกระทงความไม่ได้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน เพื่อจะรู้จักกันและกันว่า ที่นั่นเขามีอะไรกัน หลังจากการประชุมผมก็ได้รับจดหมายจากอาสาสมัครหลายแห่ง เช่น จากวอชิงตัน บังกลาเทศ อินโดนีเซีย เราเริ่มมีความสมานฉันท์ระหว่างอาสาสมัครทั้งหลาย ในเดือนธันวาคมนี้อินโดนีเซียเขาก็เชิญพวกเราไป เพื่อจะได้กระชับความสัมพันธ์กัน ร่วมมือกัน ปรึกษาหารือกันในเรื่องต่างๆ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

๒๑. เวลาเรามีการสัมมนาบัณฑิตอาสาสมัคร เราก็ได้เชิญอาสาสมัครต่างประเทศไปร่วมด้วย แต่ว่าน้อย และเป็นเรื่องเฉพาะของบัณฑิตอาสาสมัครเสียมากกว่า จึงเสนอว่าเราน่าจะพิจารณากันให้มากกว่านี้ เราจะร่วมมือกันได้อย่างไร เรามีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน พูดภาษาและมีความคิดอันเดียวกัน เห็นพ้องต้องกัน แต่มาจากที่ต่างๆ กัน ทำไมเราจะสนิทสนมกันมากไม่ได้ เริ่มตั้งแต่การอบรมท่านที่เป็นอาสาสมัครต่างประเทศก็คงจะต้องมาอบรมในประเทศไทยระยะหนึ่ง เราจะมีโครงการอบรมร่วมกันได้ไหม หรือว่าไม่ได้ หรือมันคนละอย่างกัน เป็นเรื่องที่เราควรจะคิดกัน หวังว่าในที่ประชุมวันนี้น่าจะคิดกัน อาสาสมัครไม่ว่าจะมาจากหน่วยไหน เป็นเยาวชนอาสาสมัครหรืออาสาสมัครต่างประเทศ จะต้องมีการอบรมทั้งนั้น หลักสูตรของการอบรมนั้นตรงกันหรือไม่ ผมได้รับหนังสือจากสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท โดยมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารโลก ๒ คนเข้ามาดู เรียกว่า “Professional Training Rural Development for Thailand” พลิกดูแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ อย่างนี้แล้วทำไมเราไม่ถือประโยชน์ที่จะมีการอบรมร่วมกัน

๒๒. เรื่องของการเลือกสถานที่สำหรับอาสาสมัครทั้งภายในประเทศและต่างประเทศจะมีหน่วยกลางอะไรไหมที่เป็นผู้พิจารณาว่า นี่เป็นที่ที่เหมาะสำหรับไทยควรจะทำอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะได้ปรึกษาหารือ ถ้าหากมีหน่วยกลางในเวลานี้สำนักบัณฑิตอาสาสมัครสอบถามความต้องการไปยังกระทรวงศึกษาธิการ มหาดไทย สาธารณสุข กรมประชาสงเคราะห์ มูลนิธิชาวเขา แล้วจึงนำเอาเรื่องสถานที่ที่จะไปปฏิบัติการมาพิจารณา ในระหว่างบัณฑิตอาสาสมัคร ทำไมเราจะได้รู้ว่าอาสาสมัครอเมริกัน เยอรมนี ไปอยู่ที่นั่น ทำอะไรอยู่ มีบางโรงเรียนขออาสาสมัครทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อชื่อเสียงของโรงเรียน อย่างนี้เราควรจะหลีกเลี่ยงหรือไม่ ให้ดูความต้องการของการศึกษา หาช่องทาง
ในการประสานงานในการปฏิบัติงาน แต่ละแห่งอาจจะแยกกันไปอยู่ แต่ในบางแห่งอาสาสมัครต่างประเทศร่วมกับอาสาสมัครไทยก็จะได้เกิดผลมากกว่างานทั้ง ๒ คน ไม่ใช่ ๑+๑ เป็น ๒ กลับกลายเป็น ๓ เช่น พัฒนาชนบทชาวเขา เราน่าที่จะร่วมมือในการปฏิบัติงาน รวมทั้งเราอยากจะรู้ว่าคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่ เขาใช้เราอย่างไร คุณณรงค์ซึ่งไปอยู่ในต่างประเทศคงจะบอกเราได้ เราควรจะหลีกเลี่ยงหรือไม่อย่างไร บัณฑิตอาสาสมัครก็ดี หน่วยพัฒนากรมอื่นจะส่งคนไปต่างประเทศจะเป็นประโยชน์หรือไม่

๒๓. สิ่งที่เราจะเรียนรู้จากประสบการณ์ของแต่ละคนมีแน่ อเมริกามีหนังสือและส่งหนังสือมาให้ ทำให้เรารู้จักซึ่งกันและกัน จะเป็นประโยชน์ไหม อังกฤษ อเมริกา เราน่าจะมีความสมานฉันท์กันพอสมควร ถ้าหากพวกท่านกลับมาเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง องค์การที่เกี่ยวกับอาสาสมัครน่าจะได้ให้ความสนใจกับท่าน ยกตัวอย่าง เช่น คนหนึ่งชื่อ สก๊อต แม็กแน็บ เป็นนักเรียนจบแล้วกลับไปอเมริกา แต่งงานแล้วกลับมาทำวิจัยที่นี่ ก็เข้ากับบัณฑิตอาสาสมัครได้ดี ก็หวังว่าถ้าเราไปต่างประเทศก็จะพบคนที่มีนิสัยใจคอ ประสบการณ์อย่างเดียวกัน ถ้าเรามีทะเบียนรายชื่ออาสาสมัครต่างประเทศ ที่เคยเข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็คงจะเป็นประโยชน์ ผมก็อยากจะพูดให้ท่านทั้งหลายช่วยกันคิดในการประชุมกลุ่มของท่าน แล้วนำมาเสนอให้รู้ว่าเราควรจะร่วมมือกันอย่างไร