ข้อคิดเรื่องบัณฑิตอาสาสมัคร

ข้อคิดเรื่องบัณฑิตอาสาสมัคร

บันทึกเสียงบรรยายของอาจารย์ป๋วยต่อบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่นที่ ๘

ณ ห้องบรรยายสำนักงานบัณฑิตอาสาสมัคร ตึกวิทยุ ชั้น ๔ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๑๙

เคยตีพิมพ์ในชื่อ อาจารย์คุยกับบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น ๘

 

 

เหตุใดจึงใช้ชื่อ “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” นั้น เดิมเรานึกจะเรียกว่า “ศูนย์” แต่ทางทบวงฯ เขาบอกว่าไม่ได้ เพราะศูนย์นี่ไม่มีความหมายในระบบราชการ ถ้าไม่เป็นคณะก็ต้องเป็นแผนก ถ้าไม่เป็นแผนกก็ต้องเป็นสถาบันหรือสำนัก ก็เลยมาจบลงที่ “สำนัก” แล้วก็เลยเรียกกันว่า “สำนักศูนย์บัณฑิตอาสาสมัคร” เมื่อรุ่น ๗ เราไปสัมมนากัน เมื่อเขาจบแล้ว เขาเห็นว่าคำว่า “ศูนย์” เป็นอันตราย เพราะเหตุว่าเวลาไปที่ไหน เขาก็บอกว่า “ศูนย์มาแล้ว ศูนย์มาแล้ว” ซึ่งหมายความว่า “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา” รุ่น ๗ จึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นอย่าเอา “ศูนย์” เลย เอาแต่เฉพาะ “สำนัก” ก็แล้วกัน ทางคณะกรรมการของสำนักฯ เลยมาดูกัน แล้วเสนอไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าต่อไปนี้จะเรียกกันว่า “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เรื่องที่เขาหาว่า เราไปปลุกระดมมวลชนทำนองเดียวกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา

แต่ความคิดดั้งเดิมที่ขณะนี้ยังไม่ได้ทอดทิ้งก็คือว่า ในเมื่อเราออกมาจากคณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งความจริงคณะเศรษฐศาสตร์เป็นแต่เพียงพี่เลี้ยงเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคณะเลย นอกจากว่าเมื่อเวลาเราเริ่มก่อตั้ง มีอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์เอาใจใส่อยู่จำนวนหนึ่งเท่านั้น ก็ออกมาเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความคิดดั้งเดิมนั้นนอกจากออกมาเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยแล้ว เรายังคิดเลยไปว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของมหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่ง เราจึงได้พยายามรับสมัครบัณฑิตจากทุกมหาวิทยาลัย ขอให้เป็นบัณฑิตเป็นใช้ได้ และยิ่งมากยิ่งดี บัณฑิตอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้ลดจำนวนน้อยลงทุกปี ในปีแรกนี่เราเริ่มด้วยบัณฑิตธรรมศาสตร์แท้ๆ เพราะกลัวว่ามันจะเหลว ถ้ามันเหลวก็ให้มันเหลวอยู่ในธรรมศาสตร์นี่ ในคณะเศรษฐศาสตร์นี่ แต่ทีนี้มันไม่เหลว มันเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นขั้นที่ ๒ มาอยู่กับมหาวิทยาลัย

แล้วขั้นที่ ๓ ที่คิดว่าจะเกิดขึ้นต่อไปคือ หวังว่าจะไปอยู่กับส่วนกลางของราชการในระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ผมเองเวลานี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปส่วนกลางไหน คือถ้าไปอยู่ทบวงก็เป็นหน่วยราชการไป ซึ่งเราไม่พึงปรารถนาไม่ต้องการเห็น red tape ในทางราชการ ถ้าหากว่าก่อนนี้เขามีสภาการศึกษาแห่งชาติ และสภานี้เป็นศูนย์รวมของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ก็น่าจะไปขึ้นกับสภาการศึกษาแห่งชาติ แต่ทีนี้สภาฯ ถูกแปรสภาพเป็นคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแล้ว ก็เลยเคว้งไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน มีอีกแห่งที่คิดว่าอาจจะไปได้อยู่ แต่ไม่เป็นนิติบุคคล คือไม่เป็นองค์การที่เป็นตัวเป็นตนขึ้นจริงๆ คือที่ประชุมอธิการบดี ในเมืองไทยเรานี่มีที่ประชุมอธิการบดีตั้งแต่ ๔–๕ ปีมาแล้ว อธิการบดีของทุกมหาวิทยาลัยมารวมกัน เพื่อที่จะพบกันเป็นครั้งเป็นคราว และผลัดกันเป็นประธาน ผลัดกันเป็นเจ้าภาพในการประชุมและปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น นี่ก็น่าอยู่ ศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครต่อไปนี่อาจไปอยู่กับที่ประชุมอธิการบดีก็ได้ แต่เผอิญยังไม่ได้เป็นนิติบุคคล ไม่ได้เป็นตัวเป็นตน เพราะฉะนั้นในเวลานี้ก็ยังไม่รู้ ก็อยู่ที่นี่ไปก่อน อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปก่อน อาจจะดีก็ได้ อาจจะไม่ดีก็ได้ นี่เป็นเรื่องอนุสนธิของการที่เกิดศูนย์บัณฑิตอาสาสมัคร สรุปความว่าเวลานี้ก็ยังเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความมุ่งหมายในการตั้งศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครคงจะมีคนอธิบายให้คุณฟังบ้างแล้ว แต่ผมจะสรุปย่อๆ อย่างนี้ว่า ความมุ่งหมายนั้นก็คือ การรับการท้าทายของนักศึกษา คือนักศึกษาในสมัยที่จะเริ่มตั้งศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครนี่ ออกค่ายระหว่าง holiday ไปทำค่ายกัน ไปทำการอาสาสมัครกัน เราก็เห็นว่าที่เขาทำกันนี่มันก็ดี แต่ว่าไประหว่าง holiday เท่านั้น ระหว่างหยุดเทอมเท่านั้น ทำไมไม่ไปเป็นปกติล่ะ นี่ข้อ ๑

ข้อ ๒ ก็คือว่า นักศึกษาที่ออกค่ายกันนี่ ใครๆ เขานินทาว่าไปหาความสนุกกัน เพราะเหตุว่าไปเป็นกลุ่มเป็นก้อน มีการทำงานบ้างละ แต่เท่ากับว่าไปเที่ยว ไปร้องเพลงกัน ไปทัศนาจรกัน เราก็บอกว่า มันไม่ใช่หรอก เพราะฉะนั้นศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครจึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นนักศึกษาผู้ใดจะมาอาสาสมัครกับเรา ต้องไปเดี่ยว ไปให้ได้รับความลำบาก ไม่ใช่เพื่อจะให้รับความลำบาก แต่เพื่ออบรมให้รู้จักว่าความลำบากในการที่จะอยู่ชนบทคนเดียวมันเป็นอย่างไร นี่เป็นจุดมุ่งหมาย

แล้วจุดมุ่งหมายอีกอัน ก็แน่ล่ะครับ เราเห็นว่าในประเทศด้อยพัฒนาทั่วๆ ไปนี่ คนเรียนวิชาชั้นสูงมาแล้วก็อยู่แต่ในเมือง ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งในหลายประเทศนั้น บัณฑิตก็อยู่แต่ในเมือง ไม่ออกชนบท ไม่ไปทำประโยชน์ให้แก่ใคร ทีนี้ถ้าหากเราสามารถอบรมบัณฑิตให้ไปยืนหยัดในชีวิตชนบทด้วยตัวคนเดียวในที่ที่แปลก ในที่ที่เขาพูดภาษาคนละอย่างกับเรา หรือแม้แต่พูดภาษาเดียวกัน แต่ว่าสำเนียงผิดกัน และก็ไม่รู้จักกับใครเลย เป็นการชักจูงให้บัณฑิตที่มีความรู้ทั้งหลายจะได้ออกชนบทกันบ้าง

เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งนั้น เป็นเรื่องเก่า มหาวิทยาลัยต่างๆ เขาก็ทำกัน ไม่ใช่มาทำแต่มหาวิทยาลัยนี้ แต่ลักษณะของเรานั่นผิดกับคนอื่น ในแง่ที่เราให้ไปโดดเดี่ยว แล้วหลังจากการฝึกอบรมบ้างเล็กน้อยแล้วเราก็ไปคนเดียว ไปดัดสันดานให้อยู่ได้รับความลำบากเสียบ้าง ไปให้รู้สึกตัวเมื่อกลับมาว่า เราก็หนึ่งเหมือนกัน คือเราทนไหว เหมือนกับก่อนนี้ที่เขาให้ลูก คนหนุ่มๆ สาวๆ ออกไปเป็นทหาร นั่นก็คง idea เดียวกัน แต่ผมว่าการเป็นทหารนี่มันล้าสมัยแล้ว กองทัพของเราประกอบด้วยอาสาสมัครที่พร้อมที่จะรับใช้ประชาชน ในแง่นี้และเมื่อกลับมาแล้ว กลับมาจากการฝึกในสนามของคุณแล้ว ก็อยากให้มีจิตใจที่จะคิดว่า เราไปอยู่ ๗ เดือนยังทำได้ ทำไมอยู่ทั้งชาติจะอยู่ไม่ได้ หรือไม่ต้องอยู่ทั้งชาติหรอก ระหว่างที่เรายังโสดนี่ เราควรจะอยู่ได้ ถ้าเรามีลูก มีเมีย มีผัวแล้ว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องมี

เพราะฉะนั้นโครงการนี้ไม่ใช่โครงการที่จะออกไปพลิกแผ่นดิน ไม่ใช่จะไปโปรดสัตว์ทั้งหลายให้บรรลุซึ่งปรินิพพานกันหมด ถึงอะไรๆ ทำไม่ได้ นี่ไม่ใช่และไม่เคยเป็นความประสงค์ของโครงการนี้เลย คิดดูง่ายๆ คุณไปอยู่ในต่างจังหวัดเพียง ๗ เดือน คุณจะไปพลิกแผ่นดินเขาได้อย่างไร การพลิกแผ่นดินนี่ จริงอยู่ เราไปเจอะของที่ไม่ดี ความอยุติธรรมอาจจะมีอยู่ เราพยายามแก้เท่าที่เราจะแก้ได้ นี่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แต่ไม่ได้คิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด เป็นวิธีบรรเทาทุกข์เท่านั้น

การที่เขาจะพลิกแผ่นดินกัน คือหมายความว่าขจัดความ
อยุติธรรม มันจะต้องมาจากข้างใน จะให้ถาวรมันต้องมาจากชาวบ้านนั่นเอง และชาวบ้านจะได้ดี เราจะต้องให้การศึกษาเขา เราจะต้องช่วยให้เขาช่วยตัวเองได้ นี่เป็นสิ่งที่เราตั้งใจจะให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นโครงการนี้จึงเป็นโครงการที่เน้นไปในแง่การศึกษาอบรม มากกว่าที่จะไปทำการปฏิวัติในชนบท การแก้ไขอุปสรรคต่างๆ นั้นเป็นข้อหนึ่งที่เราจะกระทำ

ตั้งแต่รุ่น ๑ มาแล้ว ก็เคยประสบเรื่องเหล่านี้ รุ่น ๑ ไปเจอะเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต เอาเปรียบราชการและรังแกนักเรียนของเขา แต่แทนที่จะให้เขาทำอะไรโวยวายก็ให้เขาบอกรายละเอียดกับศูนย์ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ๆ ทางศูนย์ก็หาวิธีแก้ให้เขา อย่าลืมว่าผมเน้นคำว่าบรรเทาทุกข์ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะพลิกแผ่นดินได้แน่ๆ ก็เผอิญเวลานั้นผมรู้จักกับรองอธิบดีกรมตำรวจ ก็เลยพูดกับรองอธิบดีตำรวจและแก้ไขสถานการณ์ไป

รุ่น ๒ รุ่น ๓ รุ่น ๔ เขาก็เจอความอยุติธรรมในสังคมที่ไปอยู่นี่ แต่ว่าการวางตัวของบัณฑิตอาสาสมัคร เพื่อที่จะทำงานให้ได้ผลนั้น ไม่ใช่ไปถึงพบความอยุติธรรมแล้ว เราสับเขาจนแหลกหรือด่าว่าเขา นั่นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เพราะเหตุว่าคนหนุ่มๆ สาวๆ นี่อาจจะไม่ได้บทเรียนที่แท้จริง คือคนเรามันถูกด่าขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันจะถูกหรือผิด มันก็ต้องสู้ มันมีทิฐิมานะ และการที่จะไปสั่งสอน คนนั้นคนนี้ว่า คุณจะต้องทำให้มันถูกต้องนะ อย่าไปเอาดอกเบี้ยเขามากนักนะ อย่าไปกดขี่ราษฎรมากนักนะ ไม่มีใครสั่งใครได้ ไม่มีใครสอนใครได้ ต้องคิดในแง่นี้

เราไปนี่เห็นอะไรมันไม่ถูก ปรึกษากันกับเจ้าหน้าที่ศูนย์
ผู้อำนวยการศูนย์ อาจารย์ณัฐไชยเมื่อปีกลายนี้ท่านวิ่งไปหลายๆ แห่งก็เพื่อจะแก้ไขข้อเหล่านี้ บางทีมีวิธีอ้อมจะดีกว่าวิธีตรงด้วยซ้ำ เช่น เราเห็นว่าบ้านเมืองเขาทำไม่ถูก แพทย์อนามัยไม่เอาใจใส่กับหมู่บ้าน อะไรเหล่านี้ ถ้าเรามัวแต่ไปด่าเขา เขาก็ไม่มา เท่าไรก็ไม่มา และอาจจะเป็นภัยกับเราด้วย แต่ถ้าเรารายงานเข้ามาในสำนัก ในมหาวิทยาลัย อาจารย์
ณัฐไชยวิ่งไปดูซิว่า เอ๊ะ จะพูดกับใครได้ และอาจารย์ณัฐไชยหรืออาจารย์อื่นก็แล้วแต่ ก็มีเพื่อนฝูง เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองบ้าง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบ้าง ศึกษาบ้าง ก็พูดกับเขาดีๆ หรือหาวิธีอ้อม แล้วก็จะได้บริการที่เราต้องการ บางทีก็ไม่ได้นะ บางทีก็ได้ แต่ข้อที่แน่ที่สุดก็คือว่า การที่เราจะไปด่าเขานั้น มันไม่ได้ผลอะไร

นอกจากว่าคุณพร้อมเมื่อไร พวกของคุณมากจริงๆ จะลุกฮือปฏิวัติทั้งประเทศ โอเค แต่อย่ามาทำในศูนย์บัณฑิตอาสาสมัคร ไปตั้งพรรคการเมืองหรือไปเข้าป่าซะ นี่เป็นหลักการ เพราะฉะนั้นเวลาพวกคุณออกไปนี่ คุณจะทำหน้าที่อะไรก็แล้วแต่ที่เรา assign ให้ หรือที่เราตกลงไว้ให้ แล้วก็ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ถ้าอะไรที่มันจะมากระทบกับหน้าที่ของเรา เช่น เราจะไปเป็นครู ถ้าเราไม่อยากจะเป็นครู แต่รู้สึกว่า เอ บ้านนี้มันไม่ไหวเลย ต้องแก้ปัญหาด้วยการเมือง ถ้าเป็นเช่นนี้ ลาออกจากศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครนะครับ แล้วก็ไปปลุกระดมมวลชนเลย อย่างนั้นเอาเลย เพราะเหตุว่า ข้อ ๑ ถ้าเราทำอะไรรุนแรงไป ในศูนย์บัณฑิตอาสาสมัคร ในฐานะที่เป็นบัณฑิตอาสาสมัครคนหนึ่ง มันเป็นอันตรายแก่เราเอง ข้อ ๒ ก็เป็นอันตรายแก่เพื่อนๆ เพราะเหตุว่า กอ.รมน. หรือสันติบาล หรือนายอำเภอ เขารู้กันทั่วไป เราทำอันนี้รุนแรง ไปด่าใครเขาเข้า เพื่อนเราที่อยู่อีกแห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้ด่าใคร อาจจะมีอันตรายด้วย เรามีอันตรายด้วยข้อนี้ ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องงานคนหนึ่ง ผมก็จำเป็นที่จะต้องเตือนเอาไว้ว่า เราจะต้องพยายามทำงานของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

และเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาสังคม เราจะประสบแน่ๆ ได้พบแน่ๆ ไม่ได้หมายความว่า ให้คุณเลี่ยงปัญหาเหล่านั้น แต่ให้ชั่งใจดูว่า อะไรบ้างเราทำได้ ชนิดที่จะให้เกิดความปลอดภัยแก่เราและเพื่อนฝูง ชนิดที่จะทำให้งานของเราไม่เสีย ชนิดที่จะทำให้มันมีประสิทธิภาพ ในการที่เราอยากจะทำ ประสิทธิภาพในการที่จะทำหมายความว่า ถ้าเราไปด่าเขาแล้ว เขาก็ไม่ทำ แล้วเขายิ่งเกิดดื้อดันขึ้นมา ไปอยู่กับเขา ๗ เดือน ระหว่าง ๗ เดือนนี่ตอนแรกชาวบ้านเขาอาจจะเฮมากับเรา อะไรๆ ที่เราอยากจะทำนี่เขาช่วยเรา พอ ๗ เดือนแล้ว เรากลับมา ระหว่างนั้น ระหว่าง ๗ เดือนนั่นเราด่านายอำเภอ ชาวบ้านด่าด้วย พอเรากลับมาแล้ว ชาวบ้านตายแล้ว ถูกนายอำเภอเล่นเลย นี่เราต้องคิดให้มันรอบคอบทุกอย่าง ว่าเราจะทำประโยชน์ได้ยังไง ที่เป็นจริงเป็นจัง

ทีนี้ ที่ผมพูดถึงเรื่องงานของศูนย์ฯ ผมอยากจะพูดเรื่องงาน ในฐานะที่ผมเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวลานี้ก็ออกมาเป็นสัดส่วนแล้ว ผมเป็นเพียงแต่กรรมการคนหนึ่งในศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครนี้ มาประชุมบ้างไม่มาประชุมบ้าง ขาดประชุมบ่อยๆ ก่อนนี้เคยเป็นประธานกรรมการ แต่เดี๋ยวนี้ย้ายออกมาเป็นสัดส่วนเป็นสำนักไปแล้ว อาจารย์ณัฐไชยในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการสำนักฯ ก็เป็นประธานกรรมการ แต่อีกรูปหนึ่งนั้นผมเป็นอธิการบดีในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี่ ตั้งแต่ผมรับตำแหน่งอธิการบดีมาแล้ว ต้องแยกเรื่องของผมเองออกเป็น ๒ เรื่อง ความคิดทางการเมืองของผมจะเป็นอย่างไร เห็นด้วยกับรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลยังไง นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของผม เป็นเรื่องที่ผมจะพูดกับหนังสือพิมพ์ หรือแสดงปาฐกถา เป็นไปได้ ผมคิดว่ามีเสรีภาพในการพูด มีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติและโดยปราศจากอาวุธ นี่ไม่เป็นปัญหา

แต่ในฐานะที่เป็นอธิการบดี เราเป็นหัวหน้าหน่วยงานซึ่งมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนิสิตนักศึกษา อาจารย์ ก็มีข้าราชการธุรการ แล้วก็สถาบันนี้ถึงอย่างไรๆ ก็ยังเป็นสถาบันของราชการ การที่ผมจะเอาความคิดในทางการเมืองของผมเข้ามาเพื่อที่จะดำเนินงานของมหาวิทยาลัยนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าอาจารย์หลายคนที่เขาไม่เห็นด้วยกับผมเพราะอาจจะถูกก็ได้ ผิดก็ได้ เสรีภาพในทางวิชาการต้องมี หมายความว่าอาจารย์เขาคิดยังไง เขาจะต้องสอนไปอย่างนั้น เขาจะต้องวิจัยไปอย่างนั้น มันมีความคิดในทางการเมืองและทางสังคมเข้ากล้ำด้วย ในฐานะที่มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันส่วนกลางก็ต้องการคนหลายๆ จำพวก ไม่ใช่ว่าอธิการบดีมีความคิดในทางการเมืองอย่างนี้ ก็ต่างคนต่างเฮโลสาระพามีความคิดอย่างเดียวกันกับอธิการบดี อันนี้เป็นของไม่ถูกและก็ทำไม่ได้ด้วยแม้ว่าอยากจะทำ เพราะมันเป็นเผด็จการในความคิด เผด็จการในวิชาการ

เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นอธิการบดีและในฐานะที่เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยต้องธำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางในทางความคิด หน่วยงานใด จะเป็นสภาอาจารย์ก็ดี จะเป็นคณะไหนก็ดี จะเป็นสำนัก หรือสถาบัน หรือจะเป็น อมธ. อะไรนี่ ต่างมีเสรีภาพในความคิด ความเห็นของตน แต่จะเป็นฐานกำลังของพรรคการเมือง หรือลัทธิการเมืองอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ เพราะเหตุว่าถ้าเรายอมให้ที่ไหนเป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง หรือเป็นฐานของอุดมคติทางการเมืองลัทธิใดลัทธิหนึ่งแล้ว มันจะเกิดเรื่อง มันก็ไม่เป็นกลาง

เพราะฉะนั้นนโยบายของผมตั้งแต่แรกเริ่มที่เป็นอธิการบดีมาแล้ว ไม่ยอมให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมีแต่การชักจูงไปในทางใดทางหนึ่ง เพราะเหตุว่าในหน่วยงานนั้นถึงแม้ว่าคนส่วนมากเขาอาจจะมีความคิดไปในด้านหนึ่ง แต่หน่วยงานนั้นแน่เหลือเกินต้องมีคนส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วย เสรีภาพของคนส่วนน้อยเราต้องเคารพ และต้องพิทักษ์รักษาให้ จึงจะเรียกว่าเป็นสถาบันที่ส่งเสริมให้มีความคิดความอ่านเป็นอิสระจริงๆ เสรีภาพในวิชาการ เสรีภาพในการที่จะคิดค้นอะไร มันเป็นของด้านหนึ่งและตรงกันข้าม

เราจะต้องงดเว้นที่จะไม่ให้ศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครเป็นฐานกำลังของคนใดคนหนึ่ง เมื่อแรกตั้งโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น ๑ รุ่น ๒ รุ่น ๓ ก็มีความคิด มีคนถามอยู่เสมอถึงแม้ว่าบัณฑิตอาสาสมัครจะมาจากธรรมศาสตร์ก็ยังอดระแวงไม่ได้ว่า ดร.ป๋วยตั้งอันนี้ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่

ผมในฐานะผู้ก่อตั้ง วิธีที่ดีที่สุดของผมคือไม่โต้ตอบในเรื่องนี้ และปล่อยให้เขาเห็นเอาเองว่าเจตนาของเราแท้ๆ เป็นอย่างไร ไม่เชื่อคุณไปถามรุ่น ๑ รุ่น ๒ รุ่น ๓ ดู เสร็จแล้วปรากฏว่าเข้าใจกันแจ่มแจ้ง มันไม่ใช่ฐานกำลังของผม ถ้าผมทะเยอทะยานที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือจะเป็นรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจ ผมไม่คบบัณฑิตอาสาสมัคร ผมไปคบคนอื่นง่ายกว่าและจำนวนมากกว่าเยอะแยะ ก็ปรากฏว่าไม่จริง

แต่ทีนี้ ในรุ่นหลังๆ เฉพาะอย่างยิ่งหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นต้นมา เกิดจะมีบัณฑิตอาสาสมัครบางพวกพยายามยัดเยียดความคิดอุดมคติของตัว ซึ่งอาจจะดีก็ได้ ให้อยู่ในศูนย์บัณฑิตอาสาสมัคร ศูนย์ฯ จะต้องทำอย่างนั้น จะต้องทำอย่างนี้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครเป็นศูนย์รวมของบัณฑิตอาสาสมัคร และบัณฑิตอาสาสมัครแต่ละคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำอะไรได้ ภายในขอบที่ผมว่าไว้คือความปลอดภัย ความมีประสิทธิภาพในการที่เราจะไปทำงานอะไรต่างๆ ภายในเขตจำกัดว่า เราไม่ได้ไปพลิกแผ่นดิน เท่านี้ก็พอแล้ว ได้เรื่องถมไปแล้ว เท่านี้ก็เป็นประโยชน์อยู่มากแล้ว เท่านี้ก็เป็นที่เลื่องลือกันอยู่แล้ว

บ่ายวันนี้ผมจะไปคุยกับพวก Peace Corp Volunteer กับ
อาจารย์ณัฐไชย โดยที่ได้มีการเชิญให้เราไปประชุมที่เวียนนา ปลายเดือนนี้ เพราะเหตุว่า เขารู้ว่าเราทำเรื่องศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครอยู่ เขาอยากจะให้เราไปพูดให้คนอื่นฟังประมาณ ๒๕๐ คน ที่มาจากทั่วโลก เท่านี้เขาก็รู้แล้ว เมื่อวานผมได้รับจดหมายจากมูลนิธิของเยอรมนีที่ผมไปพูดเรื่องบัณฑิตอาสาสมัคร เขาบอกว่าเขามาคิดทบทวนดูแล้วว่า โครงการบัณฑิตอาสาสมัครนี้มีประโยชน์ในเรื่อง Social Development คือการพัฒนาสังคม เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรที่เขาจะช่วยได้ เขาก็จะช่วย จดหมายนั่นยังอยู่ที่อาจารย์ณัฐไชย

เรื่องชื่อเสียงภายนอกดีถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องไปทำอย่างอื่นหรอก แล้วทำอย่างอื่นร้ายยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะทำความเข้าใจกับคุณทั้งหลายว่า ถ้าใครเกิดอุตริในเวลานี้ที่จะคิดว่า เอ ศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครนี่มันทำอะไรไม่สมบูรณ์ มันน่าจะเป็นฐานกำลังของเรา พยายามทำให้เกิดความยุติธรรมในสังคมให้ได้ ทำให้การกดขี่ข่มเหงในที่ต่างๆ หายไปให้หมด ขุนศึกเราก็จะต้องสู้ อะไรเหล่านี้ ถ้านึกอย่างนี้กรุณาลาออกไปเดี๋ยวนี้ อย่ามาอยู่ให้ทุเรศ เพราะว่ามันไม่ตรงกัน หลักการมันไม่ตรงกัน

เมื่อกี้ผมพูดถึงเรื่องว่า เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จักศูนย์บัณฑิตอาสาสมัคร นี่จริงนะ ทั่วโลกรู้จักเรา แต่ในเมืองไทยไม่ค่อยรู้จักหรือรู้จักแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้จัก เรื่องสดๆ ร้อนๆ ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้ในเวลานี้ก็ได้ คือเมื่อวันอังคาร คณะกรรมการงบประมาณของคณะรัฐมนตรี (คณะรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการงบประมาณขึ้นมาดูงบประมาณก่อนที่จะถึงคณะรัฐมนตรี) เขาลงมติให้ตัดงบประมาณของศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครออกหมด ในฐานที่เป็นที่ปลุกระดมมวลชน เพราะเหตุว่าไปปลุกระดมมวลชนให้ Anti รัฐบาล ให้คัดค้านรัฐบาล

ผมกลับมาจากมหาสารคามเมื่อวานนี้ บ่ายก็ได้ข่าวนี้ ผมเลยตกลงกับอาจารย์ณัฐไชยว่า บ่ายวันนี้ขอให้อาจารย์ณัฐไชยไปสอบดูให้มันแน่ว่า เขาพูดอย่างนี้จริงๆ หรือเปล่า และถูกตัดจริงๆ หรือเปล่า และเหตุผลที่เขาว่ามาเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ทราบมานี่ คือมีคนบอกว่านี่เป็นศูนย์ที่ธรรมศาสตร์ใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชน เพราะฉะนั้นตัดงบประมาณออก เจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณเขาก็บอกว่านี่เป็นหน่วยงานขึ้นมาแล้วนี่ แล้วจะทำได้อย่างไร เขาบอกว่าถ้าเป็นหน่วยงานขึ้นมาแล้วก็ให้กลับไปอยู่คณะเศรษฐศาสตร์หมด ให้ยุบอันนี้ ซึ่งพูดโดยไม่เข้าใจเลย แต่วิธีแก้ปัญหาของเรา เราต้องใจเย็นๆ แบบใจเย็นๆ นี่จะเป็นวิธีแก้ได้ดี ก็ ๑. สอบดูให้รู้แน่ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร เขาว่าเราว่าอย่างไรแน่ ที่ผมได้ยินมานี่ ผมได้ยินมาจากอาจารย์นงเยาว์[1] ซึ่งเป็นรองอธิการบดีบริหาร ซึ่งสำนักงบประมาณเขาโทรศัพท์มาบอกอาจารย์นงเยาว์ แล้วได้ยินมาจากอาจารย์คนหนึ่งในคณะเศรษฐศาสตร์ ทางสำนักงบประมาณเขาบอกมาอีกคนหนึ่ง คือผมก็อยากไปหาต้นตอ นี่คือวิธีแก้ปัญหาของเรา ดูข้อเท็จจริงให้แน่เสียก่อน ใจเย็นๆ ข้อ ๒. เอาข้อเท็จจริงมาประเมินดูว่า เขากล่าวหาเราเรื่องเหล่านี้ที่มันมีปัญหาเพราะเหตุใด คำกล่าวหาของเขามีอย่างไรบ้าง แล้วถึงข้อ ๓. เรามาพิจารณาดูว่าเราจะแก้อย่างไร

นี่เอาเรื่องจริงๆ ของเรา ที่เป็นปัญหาของสำนักบัณฑิตอาสาสมัครอยู่ขณะนี้ มาเป็นข้อให้คุณพิจารณาในแง่ที่ว่า เวลาคุณไปเจอะปัญหา อย่าไปเชื่อเขาก่อน ทบทวนดูข้อเท็จจริงแล้วไปถึงต้นตอได้ยิ่งดี ดูให้มันแน่ แล้วจึงมาวิเคราะห์ดูว่าเหตุการณ์อย่างนี้มันเป็นอย่างไร แล้วจึงจะวิเคราะห์ถึงวิธีแก้ปัญหาให้ได้ อย่าเพิ่งตกใจไปว่า พวกคุณเข้ามานี่เขาจะล้มแล้วคุณต้องออกไป ความจริงงบประมาณของพวกคุณสำหรับที่จะให้พวกคุณอยู่เป็นงบประมาณปีนี้ ซึ่งยังมีอยู่ แต่ที่เขาให้เลิกนี่เป็นงบประมาณปีหน้า มีอยู่อย่างน้อยก็คงสักครึ่ง

วิธีแก้ปัญหาของผมเท่าที่คิดดูก็คืออย่างนี้ ก็ต้องชี้แจงกันให้ละเอียด แต่จะชี้แจงกับคนพูดคงจะไม่ได้ประโยชน์หรอก ก็ต้องไปชี้แจงกับคนที่สูงกว่า ซึ่งมีหน้าที่เรื่องนี้ แล้วถ้าชี้แจงไม่เป็นผลสำเร็จ ปรัชญาการศึกษามันก็ต่างกันไปเลย ซึ่งอธิการบดีคนนี้อยู่ไม่ได้ ถ้าหากว่ามาหลงเข้าใจผิดกันว่า ศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครนี่เป็นเครื่องมือของอธิการบดีในการที่จะไปปลุกระดมมวลชน อธิการบดีคนนี้จะอยู่ได้อย่างไร ก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน ถ้าพวกคุณแต่ละคนนึกว่าศูนย์บัณฑิตอาสาสมัครนี้จะเป็นฐานทัพของคุณสำหรับจะไปปลุกระดมมวลชนที่ไหน คุณก็ออกไปได้ ไม่ควรจะอยู่

ผมอยากทำความเข้าใจกันว่า เราอยู่ที่นี่ อยู่ร่วมกัน จะทำงานร่วมกันในปีข้างหน้านี่ ต้องเข้าใจกันในเรื่องนี้ เข้าใจในหลักการ ว่าเราเกลียดความอยุติธรรม เราต้องการให้บ้านเมืองเจริญ เราต้องการให้คนตกยากได้ดี คนที่ถูกรังแกให้พ้นจากการถูกรังแก คนที่ถูกกดขี่ข่มเหงขูดรีด ให้พ้นจากภัยเหล่านี้ นี่ตรงกันทุกอย่าง แต่เราจะทำอะไรที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องประมาณตน แล้วก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่าเอาทิฐิของเราไปทับถมเหนือคนอื่นเขา เราจะต้องเป็นกลาง สำนักนี้จะต้องเป็นกลางในทางวิชาการ แต่ส่วนแต่ละคนที่จะไปทำอะไรนั้นก็เป็นเรื่องส่วนตัว แต่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตน ความปลอดภัยของแต่ละคนนั้นอาจจะพิจารณาได้ว่าเราปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย

ทุกวันนี้คุณออกไปในที่ต่างๆ คุณมีหวังไม่ปลอดภัยมากกว่าเมื่อ ๔–๕ ปีที่แล้วมา เพราะเหตุว่าเราไปในถิ่นกันดารมากกว่าเมื่อ ๔–๕ ปี ประการหนึ่ง และอีกประการ เราอยู่ระหว่างที่ประเทศไทยกำลังมีศึกอยู่ ศึกภายในประเทศนี่แหละ ก็รุ่นก่อนนี้ รุ่น ๗ นี่ ก็มีคนหนึ่งที่อยู่กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองนึกว่าไปปลุกระดมมวลชน เป็นฝ่ายคอม-
มิวนิสต์ แต่พวกคอมมิวนิสต์นึกว่าเป็นสายของทางเจ้าหน้าที่รัฐบาล ถ้าเขามาคุณก็คุยกับเขาดูก็แล้วกัน นี่วางตัวลำบากมาก เพราะฉะนั้นในแง่ของเราก็รู้สึกว่าความปลอดภัยของพวกคุณทั้งหลายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องสงวนไว้ คุณดูของคุณเองว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ได้ปรึกษาหารือกัน พิจารณาหยั่งดูด้วย ถึงความปลอดภัยของคุณ เพราะเหตุว่าคุณอยู่ในสถาน-
การณ์นี่ อาจจะรู้ดีในบางเรื่อง แต่เรานี่อยู่ล้อมรอบ เราอาจจะรู้ดีในบางเรื่อง คุณอาจจะไม่ได้พูดกับนายอำเภอ เราอาจจะพูดกับนายอำเภอ แล้วก็คอยฟังเสียงเขาดู ครูใหญ่เขาพูดกับคุณ เขาอาจจะพูดอย่างหนึ่ง แต่ครูใหญ่เขาพูดกับพวกเรา เขาอาจจะพูดอีกอย่างหนึ่ง คนเรามันไม่ได้พูดความจริงเสมอไป เพราะฉะนั้นมันต้องร่วมกันพิจารณาดูว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย ที่ไหนและเมื่อไร แล้วก็ระวังตัว ระวังคำพูด

คำพระท่านมีคาถาอยู่คำหนึ่งคือ การสำรวม ความสำรวมนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก ในใจเรา เราอาจจะระอุด้วยความโกรธแค้นในเรื่องที่มีความอยุติธรรมในสังคม ใครบ้างจะไม่มีในเรื่องเหล่านี้ แต่เพื่อที่จะทำให้งานของเราเป็นไปโดยดี โดยมีประสิทธิภาพ เราต้องใจเย็น เราต้องสำรวมอินทรีย์ นี่เป็นคำพระ ต้องสำรวม แล้วพิจารณาด้วยเหตุผลว่าจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องหนึ่งที่เราเป็นห่วงพวกคุณ ถึงกับในชั้นนี้ ในเวลาที่คุณอยากจะไปที่อื่นใด ที่เราคิดว่าอาจจะไม่ปลอดภัย เราอาจจะไม่ส่งให้คุณไปก็ได้ มันไม่แน่ใจ เพราะไปแล้ว บางทีมันอาจจะทำอะไรไม่ได้ผลเลย และในขณะเดียวกันในที่ที่ปลอดภัยเช่นในภาคกลาง ส่วนใหญ่ความยากจนข้นแค้นก็เยอะแยะ ความอดยากก็เยอะแยะ

บางทีเราอาจจะไม่ส่งคุณไปในที่ที่ปลอดภัยถึงแม้ว่าคุณอยากจะไป มีที่บางแห่งที่ศึกกลางเมืองของเรารุนแรงยิ่งขึ้นไปทุกทีๆ ตั้งแต่รุ่น ๕ รุ่น ๖ มาแล้ว ก็ปรากฏว่ามันแรงขึ้นทุกวันๆ ก่อนนี้เราเคยส่งไปนาแก ส่งไปที่ไหน แต่เดี๋ยวนี้ไม่แน่ จะต้องปรึกษาหารือกันให้ดีอย่างที่ฝรั่งเขาว่า be reasonable คือใช้เหตุผล อย่านึกว่าเราต้องไปที่นั่น
ที่นี่ให้ได้ เราต้องปรึกษาหารือ แล้วข้อ ๒ ก็คือว่าไปใหม่ๆ นี่ต้องสำรวมอินทรีย์อย่างที่ผมว่า

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดหูเปิดตา อย่าไปถลำทระนงเข้าไปนึกว่าเรารู้ไปหมดแล้ว ไม่จริง คือชาวบ้านเวลาเห็นคนแปลกตาไปนี่ เขาจะต้องเงียบ มีเรื่องอะไรเขาก็ยังไม่กล้าพูดกับเรา เราไปอยู่ให้เขาเห็นใจเสียก่อน คอยสอบถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ก็ต้องคอยดูอยู่เหมือนกัน อย่าสอบให้มันมากนัก ถ้าสอบมากนักเขาก็จะสงสัยเช่นเดียวกัน คอยเอาใจใส่กับนายอำเภอ สมภารวัด ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อะไรเหล่านี้ พูดจาวิสาสะกันให้ดี แล้วก็อย่าเพิ่งไปใช้สำนวนหนังสือที่เราอ่านอยู่เสมอ เช่น เรื่องศักดินา ขุนศึก อะไรเหล่านี้ ยังไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ เพราะเขาเข้าใจเราผิดได้ทันทีเลย บอกว่านี่ไง เคยเห็นมาแล้ว พวกนี้มาทีไรหมู่บ้านเราระยำทุกที ความจริง จริงอย่างนั้น มันระยำอย่างนี้ ระยำในแง่ที่ว่า เราอยู่ ๗ เดือน เขาเอากับเราด้วย พอ ๗ เดือนให้หลัง เขาถูกบ้านเมืองโขลกสับ อย่างนี้แย่

ต้องดูให้มันเรียบร้อย เสร็จแล้วจึงวินิจฉัยด้วยตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้ความอยุติธรรมในสังคมนี้มันลดน้อยลง จะทำอย่างไรให้งานของเราเป็นผลได้ดี จะทำอย่างไรให้เกษตรอำเภอมาเยี่ยมหมู่บ้านสักที สำหรับแนะนำให้ชาวบ้านปลูกพืชได้ดี หรือเลี้ยงสัตว์ได้ดีขึ้น อะไรเหล่านี้ มันมีวิธีทำอยู่หลายวิธี ทางอ้อมบ้าง ทางตรงบ้าง หลายอย่าง อย่าโผงผางจนเกินไปนัก เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าจะย้ำ

แล้วก็ถ้ามีอะไรที่เป็นปัญหาเหลือบ่ากว่าแรง ก็เขียนหนังสือหรือโทรเลขมาที่ศูนย์ฯ มาที่สำนักนี่ เราจะช่วยแก้ไขให้ จริงอยู่ ในบางกรณี กว่าจะแก้ไขได้มันก็ช้าไปแล้ว แต่ว่าบอกกล่าวกันยังดีกว่า สองหัวดีกว่าหัวเดียว แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาที่เขาไปเยี่ยม ก็หวังว่าจะไปเยี่ยม แล้วก็จะได้มีเรื่องปรึกษาหารือกันบ้าง ทำหน้าที่ให้มันถูก ผมก็มีเรื่องที่จะพูดเพียงเท่านี้ มีเวลาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าใครจะซักถามในแง่ไหนก็บอกมา

ข้อที่บัณฑิตอาสาจะแก้ปัญหาด้วยตนเองนั้นดีแน่ เราต้องการฝึกอย่างนั้น แต่ที่ผมพูดนั่นหมายถึงปัญหาใหญ่ๆ ปัญหาเล็กๆ ถ้าคุณคิดว่าแก้ไปแล้วจะไม่มีปฏิกิริยาด้านใดด้านหนึ่ง แน่ใจแล้ว โอเค แก้ไปเถอะ แต่ว่าบางทีต้องระวังเหมือนกัน จากโครงการแม่ตะมาน เราเรียนรู้ว่านิสิตนักศึกษาที่ไปนี่ เขาไม่ได้ไปทำร้ายใคร ไม่ได้ประทุษร้ายใครเลย เขาเพียงแต่ไปช่วยให้ชาวบ้านรวมตัวกัน เป็นกลุ่มเป็นสหกรณ์ขึ้น สำหรับที่จะได้ขนสินค้าออกมาขายและตัดคนกลาง เขาไม่ได้เบียดเบียนใครเลย แต่ปรากฏว่าการทำเช่นนั้นเป็นการเบียดเบียนคนกลาง กำไรที่เขาจะมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาก็ไปก่อศัตรู

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรขึ้นมามันมักจะก่อศัตรู ในการที่จะก่อศัตรูขึ้นมานี่ ถ้าหากมีการปรึกษาหารือซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนคุณก็ได้ ระหว่างอาจารย์ หรือศูนย์หรือสำนัก อาจารย์ที่ปรึกษาก็ได้ ถ้ามันมีเรื่องปรึกษากันเรื่องใหญ่พอ ผมคิดว่าบางทีมันจะได้ความคิดหลายๆ อย่างและดูได้รอบคอบขึ้น แต่ว่าการริเริ่มของบัณฑิตอาสาสมัครเป็นของดีแน่ ต้องชั่งใจหลายๆ อย่าง ดูให้รอบคอบ

กรณีนี้เป็นเรื่องของรุ่นก่อน ซึ่งพวกรุ่น ๗ ก็ข้องใจเป็นกำลังว่าในการที่เราตัดสินใจทำแบบนี้ เท่ากับเป็นการยอมรับผิดว่า บัณฑิตอาสาสมัครไม่ดี แต่เราไม่ได้มองไปในแง่นั้น เรามองไปในแง่ที่ว่า เราไม่เห็นบัณฑิตอาสาสมัครทำผิด แต่เผอิญสิ่งแวดล้อมมันบังคับ และถ้าบัณฑิตคนนั้นอยู่ไป ความเสี่ยงในการที่จะไม่ปลอดภัยมีอยู่ประมาณ ๗๐–๘๐% ซึ่งเราไม่น่าเสี่ยง และในโอกาสนั้นก็ใกล้จะหมดเวลาแล้ว ก็เลยเรียกตัวกลับเข้ามา ไม่ได้ treat ว่าบัณฑิตอาสาสมัครคนนั้นทำผิดหรืออะไร และการที่เราไป clear ตัวของเราให้หมดมลทินนั้น ผมเอง ผมรู้สึก ถ้าคนมันจงใจใส่ร้ายอยู่แล้ว คุณไป clear ยังไงๆ ก็ไม่ได้ เราเอาของเรากันเองดีกว่า ไม่มีการ clear หรอก

โลกนี้มันเต็มไปด้วยความโกหก ความเท็จ เรา clear ไปทางหนึ่ง เขา clear กลับมาอีกทาง เรา clear ไปอีกทางหนึ่ง เขา clear กลับมาอีกทาง ไม่มีทาง แต่ว่าเรา clear ของเราเอง เราเห็นว่า บัณฑิตคนนี้ไม่ได้ทำผิด ทำดีแล้ว และมีสิทธิที่จะได้ประกาศนียบัตรชั้นสูง นี่เป็นสิ่งที่เราทำให้

อันนี้เป็นเรื่องที่เราคิดกันอยู่ ในกรณีที่ผมพูดไป สำหรับรุ่น ๗ เวลาเหลืออยู่ประมาณเดือนหนึ่ง ๑ เดือนก็รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ เลยเรียกเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ถ้าหากว่ามีเวลามากพอใช้ เช่น ๒ เดือน ๓ เดือน ยินดี พวกเรายินดีที่จะหาที่ที่ให้ไปลงที่อื่นให้ อันนี้เราพยายามทำ flexible มากที่สุด แม้แต่จะไปอีกสายหนึ่งก็ยังได้ เช่น เราอยู่ในสายมัธยม อยากจะไปสายประชาบาลหรือไปสายชาวเขา อนามัย ก็จะพยายามหาให้

คำว่า “ให้การศึกษาแก่ประชาชน” มันมีความหมายอยู่หลายประการ คือเท่าที่ผมฟังดูจาก อมธ. และศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา เป็นการให้การศึกษาแบบที่บอกว่าเราจะยืนหยัด เราจะต่อสู้ในประเด็นนั้นประเด็นนี้ สำหรับผมเอง ผมรู้สึกว่าการให้การศึกษาชนิดนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นเรื่องที่เขาเรียกกันจริงๆ ว่า ปลุกระดมมวลชน แต่การให้การศึกษาตามความหมายของผม คือการทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้ ปัญหานั้นปัญหานี้ มา
บอกชาวบ้าน ให้ชาวบ้านรู้สึกมีความคิด มีความอ่าน และมีความกล้า และมีความพร้อมที่จะรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่แหละเป็นการพัฒนาที่แท้จริง ที่ถาวร เพราะฉะนั้นในโครงการการพัฒนาชนบทของผม เท่าที่ผมเกี่ยวข้องอยู่ด้วย มีเรื่องการศึกษาทั่วไปแทรกอยู่เสมอ

เราไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปให้การศึกษาโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นบอกว่า นี่ถ้าเขามาสร้างเขื่อนนี่เราแย่นะ เราจะต้องย้ายจากตำบลนี้ไปอยู่ตำบลนั้น นี่เป็นการให้การศึกษาตามทัศนะของศูนย์นิสิตนักศึกษา และ อมธ. ผมเห็นว่ามันไม่จีรัง มันได้แต่เรื่องนี้เท่านั้น ไปปลุกปั่นเขาเท่านั้น การให้การศึกษาโดยทั่วๆ ไปที่ทำให้คนมีความคิดมากขึ้น ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวบ้านมีสติปัญญาน้อย เขามีสติปัญญามาก มีความฉลาดมากเหมือนกัน แต่โอกาสในการที่เขาจะเรียนรู้ ในการใช้สิทธิของเขา เขายังไม่รู้เท่านั้น เพราะฉะนั้นให้เขาเรียนรู้เสีย
ในทางอ้อม แล้วในโอกาสต่อไป จะเป็นคนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าที่พอจะรับฟังเราได้ เขาก็จะได้ช่วยเหลือตัวเองได้

มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟัง คือในมหาวิทยาลัยนี้มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าโครงการเสริมศึกษา พวกคุณบางคนอาจจะรู้ เราสอนกรรมกรและชาวนาชาวไร่ ถ้ามาได้ ทุกวันอาทิตย์ เราสอนประมาณ ๖ สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ผมจำไม่ได้ และเราไม่ได้สอนในเรื่องกฎหมายกรรมกรอย่างเดียว เราสอนให้เขามีความเฉลียวฉลาดรู้มากขึ้น เช่น รัฐศาสตร์ทั่วไป นิติศาสตร์ทั่วไป กฎหมายความรู้เบื้องต้น เศรษฐศาสตร์ พวกนี้บางคนก็มีความรู้ชั้นประถม ๔ บางคนก็มีมากกว่านั้น แต่ผลของการที่เราอบรมพวกเขาเหล่านี้ และเราให้ประกาศนียบัตรไป ก็ปรากฏเป็นผลที่ชื่นใจขึ้นมาอันหนึ่ง คือคนงานของรถเมล์พีระเขามาเรียน และเขาได้ความรู้จากเราไปนั้น เขาก็มานึกขึ้นได้ว่า เอ ถ้าเช่นนั้นสิทธิที่เขาควรจะได้ในการที่มีวันนักขัตฤกษ์ และนายห้างไม่มีเงินจ่ายเขานี่เป็นสิทธิที่เขาพึงจะมี เพราะฉะนั้นเขาก็รวมหัวกันเจรจากับเจ้าของรถเมล์พีระ เจรจาด้วยสันติ ใช้ความพยายามอยู่มากทีเดียว แต่ว่าเนื่องจากแกมีการศึกษาของพวกเรา แกก็ใช้วิธีที่ถูก และก็ไม่ต้องการ
สไตรค์ แล้วแกก็ได้สิทธิอันนี้คืนมา

เราอยากทำประโยชน์ให้เขา เขาหาว่าเราไปทำร้าย เราต้องใช้สติปัญญาของเราเป็นพิเศษ แต่ทั้งหมดที่ผมเล่า มันก็ไม่เป็นจริงทุกอย่าง ผมเล่ากรณีที่มันร้ายๆ เพื่อจะให้มันไม่ค่อยร้าย คนที่เคราะห์ดีไปได้ตำแหน่งที่ไม่ค่อยร้ายก็สบายใจได้ แต่ผมเอากรณีที่เป็นปัญหามาว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกคุณทั้งหลายจะต้องไปเจอะปัญหาอย่างเดียวกัน มันเป็นปัญหาที่มีดีกรีแก่และอ่อน อย่างกรณีที่ผมรู้อีกกรณีหนึ่งก็กรณีที่มีรุ่น ๖ ไปที่อำเภอปง จังหวัดเชียงราย ไปปีแรกก็เรียบร้อยหมดทุกอย่าง ไม่มีปัญหาอะไรเลย ชาวบ้านรัก กลับมาชาวบ้านยังมาส่ง ไม่มีปัญหาเลย แต่ปีที่ ๒ ผมไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่เผอิญสุขภาพของแกไม่ค่อยดี แต่ก็ได้ข่าวเหมือนกันว่า บางทีเราไปทำงานหมู่บ้าน ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้รัก แต่อีกหมู่บ้านนินทาว่ามาปลุกระดมชาวบ้านนี้ จนกระทั่งชาวบ้านนี้เป็นคอมมิวนิสต์ไปหมด นี่ก็เป็นได้ มันต้องคอยสอดส่อง แต่ว่าบางแห่งก็มีปัญหามาก บางแห่งก็มีปัญหาน้อย บางแห่งก็ไม่มีปัญหาเลย ใช่ว่ามันจะเลวร้ายไปเสียทุกอย่าง

เพราะฉะนั้นไปก็ควรไปดูว่าเราจะเป็นอย่างไร แล้ววางตัวให้มันถูก สงสัยอะไร ถามมาทางศูนย์ ถามทางเพื่อน ปรึกษากับเพื่อนที่อยู่ใกล้เคียง ผมลืมบอกไปอีกข้อว่า ในเวลานี้เราติดต่อกับมหาวิทยาลัยตามหัวเมืองต่างๆ ที่เชียงใหม่ก็มี ที่ขอนแก่นก็มี ที่สงขลานครินทร์ก็มี และก็มีบัณฑิตอาสาสมัครเก่าๆ รุ่นพี่เขานี่ เขาอยู่ใกล้ชิด อยู่ตามหัวเมืองต่างๆ คุณปรึกษากับอาจารย์เหล่านั้นได้ คุณปรึกษากับรุ่นพี่เขาได้ คุณปรึกษารุ่นเดียวกันก็ได้ แต่แน่ละ คุณไปอยู่ในตำบลที่จะต้องเดินมา ๒ วัน แล้วจึงจะถึงที่นั่งรถไปได้ มันก็ยากหน่อย แต่ว่าเอาที่ใกล้ๆ นี่ สอบดูว่ารุ่นพี่เขาอยู่ที่ไหนกันบ้าง ผมคิดว่าบัณฑิตอาสาสมัครรุ่นเก่านี่ส่วนมากก็เอาใจใส่เรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าจบไปแล้วก็เลยเลิกกัน เขายังเอาใจใส่ในเรื่องนี้อยู่ เราถึงได้เรียกว่า พวกของเรา

เพราะฉะนั้นก็ควรถือประโยชน์จากเรื่องนี้ ในทางภาคใต้ ก็มีคุณโสภาอยู่คนหนึ่ง ซึ่งทำงานที่หาดใหญ่ เป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารชาติ เขาก็สนใจเรื่องนี้ เมื่อรุ่นก่อนนี้ไปปรึกษาอะไรเขาก็ได้เสมอ คุณเวลาจะไปอยู่ที่ไหน ก็ควรจะดูว่า รุ่นพี่เขาอยู่ที่ไหน มีอาจารย์ไหนจะเป็นที่พึ่งที่ใกล้เคียงบ้าง เหล่านี้จะเป็นประโยชน์และเป็นกำลังใจให้แก่พวกเรา บางทีเราไปอยู่ในท้องถิ่นนั้น เขาเข้าใจ เขา brief ให้เราเสร็จเลยว่าคนนั้นดี คนนี้ไม่ดี อะไรนี่

วันนี้หมดเวลาแล้ว ก็คงจะพบกันอยู่เรื่อยๆ ถ้ายังมีปัญหาอยู่ ผมว่างก็ยินดีจะมาคุยด้วย

ขอบคุณ

 

 

[1]     คือ ศาสตราจารย์คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี - บรรณาธิการ