โครงการที่ผมรัก

โครงการที่ผมรัก

 

บันทึกเสียงบรรยายของอาจารย์ป๋วยต่อบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่นที่ ๖ 

ณ ห้องบรรยายสำนักงานบัณฑิตอาสาสมัคร ตึกวิทยุ ชั้น ๔
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๑๗

เคยตีพิมพ์ในชื่อ メอาจารย์คุยกับบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น ๖モ

 

 

อุดมคติ ผมไม่เคยรู้ว่า ป.บ.อ.[1] มีอุดมคติ คือตามความเห็นของผมนั้น อุดมคติเป็นของแต่ละคน  เขาจะเรียกอุดมคติหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมรู้ว่า ป.บ.อ. มีวัตถุประสงค์ มีจุดประสงค์ แต่ไม่ใช่อุดมคติ คือ มันผิดกันอย่างนี้ ในความเห็นของผมนี่ ป.บ.อ. คือพวกบัณฑิตอาสาสมัครทั้งหลาย พวกกรรมการและผู้อำนวยการทั้งหลายนี่ มาร่วมกันเพื่อจะทำอะไรสักอย่าง และการทำอะไรบางอย่างไปสู่จุดหมายอันนั้น เราเรียกว่าวัตถุประสงค์ แต่ว่าแต่ละคนที่เข้ามานั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกันหมด ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดอย่างเดียวกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอุดมการณ์อันเดียวกัน ไม่ใช่เล่นสำนวนนะ แต่รู้สึกว่ามันเป็นความสำคัญในหลักการ ถ้าเราไปคิดถึงเรื่องในอุดมการณ์แล้ว ผมหวาดไปในทำนองที่คล้ายๆ กับว่าอุดมการณ์ของชาติ หรืออุดมการณ์ของสังคมใดสังคมหนึ่ง ที่หวาดก็เพราะเหตุว่า อย่างรัฐมนตรีเยอรมนีนั้นเขามีอุดมคติ แล้วทุกคนจะต้องทำตามอุดมคตินั้นเหมือนกันหมด เหมือนกับหุ่นกระบอก จะคิดอย่างอื่นนอกเหนือไปจากนั้นไม่ได้ หรือรัฐคอมมิวนิสต์ก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องไปถึงจุดนั้นแล้วก็จะแยกอะไรไปไม่ได้ นี่เป็นความคิดของผม ซึ่งผมอาจจะผิดก็ได้ พวกคุณเป็นนักภาษาศาสตร์หรืออักษรศาสตร์อาจจะคิดคำว่าอุดมคติผิดไป ผิดจากกับที่ผมคิด ไม่ได้หมายความว่าผิดไป

แต่ว่าถ้าอย่างไรก็ตามเถอะ อยากให้คิดในทำนองนี้ว่า เรามีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน อะไรเป็นความมุ่งหมาย ผมจะอธิบายตามความคิดเห็นของผม แต่ว่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องมีอุดมคติอันเดียวกัน เราอาจจะมีอุดมคติแตกต่างกันไปได้ เช่น เราอาจจะมีความทะเยอทะยาน ในการที่จะเป็นนักพัฒนาตลอดชีวิต เราอาจจะมีความทะเยอทะยานในแง่ที่ว่าจะไม่เอาใจใส่กับลาภยศ ปัจจุบันนี้เราจะกินอยู่อย่างคนพื้นเมืองในหมู่บ้าน หรือคนจนที่สุดในประเทศ ในกรณีเช่นนั้นผมว่าเป็นอุดมคติของแต่ละคน แต่บางทีบางคนก็อาจไม่ใช่เช่นนั้น แล้วก็เราจะมาอ้างว่าอย่างนี้ถูกอย่างนี้ผิดไม่ได้  ส่วนวัตถุประสงค์นั้นมันชี้ให้เห็น มันชัดได้เลย นี่ผมก็เข้าใจอย่างนั้น ในระเบียบการของเราเคยใช้คำว่าอุดมคติหรือเปล่าไม่รู้ ไม่เคยใช้ ผมเข้าใจ ตั้งใจว่าจะไม่ใช้

มีใครมีความเห็นแตกต่างไปจากนี้ไหมว่า อุดมคติกับวัตถุประสงค์มันผิดกัน ทีนี้วัตถุประสงค์มีอย่างไร ไอ้ที่เขียนขึ้นมาแล้วก็เป็นเครื่องโต้แย้งระหว่างบัณฑิตกับกรรมการทุกปี ก็คือบอกว่าให้เป็นการฝึกอบรมให้บัณฑิตรู้จักเสียสละ ผมไม่รู้ว่าถ้อยคำเขียนไว้ยังไง แต่มีคำว่าเสียสละ ทีนี้พวกบัณฑิตทั้งหลายก็มาต่อว่า ว่าไม่เห็นเสียสละอะไร เถียงกันอย่างนี้ ได้ข่าวว่าผมอยู่บ้าง ไม่อยู่บ้าง แม้แต่ว่าระหว่างไม่อยู่ก็เถียงกันเรื่องเสียสละ เมื่อปีกลายนี้ก็เถียงกันเรื่องเสียสละ แล้วปีนี้คุณจะไม่มีสิทธิ์ที่จะเถียงเรื่องเสียสละ เพราะเหตุว่าเราเถียงกันมาทุกปี ถึงจะเสียสละหรือไม่เสียสละไม่สำคัญ แต่ว่าโครงการเขามีวัตถุประสงค์ที่จะเสียสละ ผมจะขยายความต่อไป

วัตถุประสงค์ข้อ ๒ ก็คือทำให้บัณฑิตรู้จักในการที่จะไปอยู่คนเดียว และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกกว่าที่ตนเคยอยู่ เฉพาะอย่างยิ่งในชนบท พยายามที่จะโน้มน้าวให้บัณฑิตไปสู่ชนบทมากที่สุดที่จะมากได้ ส่วนการโน้มน้าวจะสำเร็จมากสำเร็จน้อยไม่สำคัญ คือพยายามโน้มน้าว บางคนก็เมื่อได้ไปอยู่ชนบทแล้วก็กลับมา แล้วก็กลับไปอยู่ชนบทอีก ไปอยู่ในชนบทต่อไปจนกระทั่งชั่วชีวิตก็เป็นได้ บางคนอาจจะไปอยู่ชนบทเพียงตามกำหนดของโครงการแล้วก็กลับมาทำงานในนี้ แต่ว่าจิตใจนั้นก็ยังอยู่ที่ชนบท อย่างนี้ก็นับว่าตรงกับวัตถุประสงค์ของพวกเรา คือหมายความว่าให้พยายามที่จะให้มีความคิด ความเห็น และมีการปฏิบัติในทางด้านชนบทให้มากที่สุด เพราะเหตุว่าชนบทตอนนี้ถูกทอดทิ้ง และเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ได้เล่าเรียนมา เมื่อมีวิชาความรู้มีความสามารถที่จะประกอบการทำมาหากิน มักจะย่อท้อต่อการที่จะไปลำบากในชนบท ในกรณีนี้เราคิดว่า เราจะฝึกให้เลิกความคิดอันนั้นเสีย ให้ไปอยู่ชนบท

ผมพูดตอนต้นว่า ฝึกให้รู้จักว่าเราไปอยู่ในถิ่นที่แปลก อยู่คนเดียว อยู่ในถิ่นที่ผิดกับที่เราเคยอยู่มา และคนที่ไปอยู่ด้วยก็เป็นคนแปลกหน้าทั้งนั้น จะเข้ากับเขาได้หรือไม่ได้ คนที่จะไปทำงานด้วยก็ผิดกับที่เราเคยพบมา ทุกวันนี้เราไปดูหนัง เราไปเที่ยวกินขนม เราไปเป็นฝูงๆ ซึ่งก็สนุกดี เราไปอาสาพัฒนาระหว่างปิดภาค เราก็ไปตั้งแคมป์ไฟ ร้องเพลงกัน มันก็สนุก เวลาเราจะเลิกจากกันไปก็เกิดความอาลัยกัน ฟูมฟายน้ำตาก็มี ร้องเพลงโอแลงค์ซายแล้วก็กลับบ้าน ไอ้นั่นไม่ใช่ เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการให้ไปประสบกับความเป็นตัวของตัวเอง ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง แน่ละต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เราก็พึ่งเขา เขาก็ต้องพึ่งเรา ถึงแม้เราเป็นคนแปลกหน้า แต่ว่ามันไม่เหมือนกันกับการที่จะไปด้วยกันหลายๆ คน พร้อมๆ กับเพื่อนๆ

ข้อนี้ผมเคยย้ำอยู่เสมอว่า จะเป็นอุปสรรคต่อพวกคุณที่สูงอย่างมาก ไม่ว่าคุณจะไปเมืองนอกหรือบ้านนอก ว้าเหว่ทั้งนั้น เวลาไปแล้วไม่รู้จะหันหน้าเข้าหาใคร เฉพาะอย่างยิ่งในตอนต้นๆ พวกผู้ชายยังสบายหน่อย ถ้าว้าเหว่เย็นก็เดินเล่น มืดค่ำไปได้ ไปหาเพื่อนผู้ชายเพื่อนผู้หญิง ไปคุยได้ แต่ผู้หญิงลำบากกว่า ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ประสบมา

วัตถุประสงค์ข้อ ๓ ในการที่อยากจะให้ฝึกบัณฑิต ก็คือให้มีความริเริ่ม ไม่ใช่ไปในกรอบ แล้วก็อยู่ในกรอบ ให้มีความริเริ่มว่าจะทำอะไรที่จะเป็นสาธารณประโยชน์ได้ ใช้ขอบเขตของความริเริ่มนี้เป็นสำคัญอยู่มาก แต่ว่าอยากกระตุ้นให้มีความคิดริเริ่ม ตัวอย่างเช่นในบางโครงการ บัณฑิตบางคนเวลาไปแล้วไม่ได้ทำงาน มีงานน้อยเต็มที อย่างโครงการอนามัยที่เราเคยประสบมา หรือแม้แต่โครงการสอนหนังสือ ก็มีบางแห่งที่ไปแล้วปรากฏว่ามีครูเต็มพอแล้ว แต่เราก็ยังไปอีก และสอนน้อยก็เบื่อ เช่นนี้ต้องอาศัยความริเริ่มของคุณแต่ละคน ที่จะดูว่าคุณจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ได้ นี่เป็นเรื่องริเริ่ม สักเดี๋ยวผมจะพูดในเรื่องริเริ่มอีกเยอะ

วัตถุประสงค์ข้อ ๔ คือสุดท้าย ที่เป็นส่วนน้อย แล้วผมก็คิดว่า ตรงกับความจริง คือไปทำการช่วยเหลือให้ชนบทดีขึ้น ชนบทขาด
ครูบาอาจารย์ เราไปเป็นครูบาอาจารย์ช่วยเขา เขาขาดพนักงานอนามัย  เราไปช่วยเป็นผู้ช่วยพนักงานอนามัย เขาลำบากอะไรเหล่านี้ นี่ไปทำบำเพ็ญประโยชน์ แล้วก็หวังว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชนบท

โครงการของเราไม่ใช่โครงการสำหรับพัฒนาชนบทโดยเฉพาะ แต่โครงการนี้ช่วยพัฒนาชนบทได้ เพราะเหตุว่าคนหนุ่มๆ หรือสาวๆ ไปอยู่ในชนบท จะไปช่วยเขาพัฒนาชนบท มันต้องมีขอบเขตแน่ ที่จะมีให้สามารถที่จะทำได้เต็มที่นั้นคงทำไม่ได้ แต่ก็ทำไปเท่าที่จะทำได้ คือไปบำเพ็ญประโยชน์

จะเห็นได้ว่าผมพูดมา ๔ ข้อ ไม่รู้จะตรงกับที่เขียนไว้ก่อนหรือไม่ แต่นึกขึ้นมาได้ ๔ ข้อ พูดมา ๔ ข้อ ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวคุณทั้งนั้น เช่น ฝึกให้เสียสละ ฝึกให้รู้จักไปอยู่ในที่ที่แปลก ฝึกให้บำเพ็ญประโยชน์ และฝึกให้กลับไปชนบท

แล้วก็เรื่องสุดท้าย จึงเป็นเรื่องที่คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในชนบท นี่ไม่ใช่หมิ่นประมาทพวกคุณ แต่ว่าสถานการณ์มันเป็นอย่างนี้ แล้วโครงการของเราเป็นโครงการฝึกอบรม ไม่ใช่เป็นที่จะพัฒนาชนบท

เมื่อคุณฝึกอบรมแล้วจะมาพัฒนาชนบทร่วมกับเราที่โครงการแม่กลองหรือที่ไหน หรือจะไปร่วมกับคนอื่นเขาที่ไหน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั้นแปลว่า คุณได้ฝึกแล้ว แล้วจะไปก็ไปได้

ผมตั้งใจ ผมจะไม่เลกเชอร์ จะมาพูดกันคุยกัน เพราะฉะนั้นผมหยุดตรงนี้ สำหรับให้พวกคุณแย้งผม บัณฑิตเก่าก็พูดได้ ถ้าเห็นว่าพูดผิด หรือลืมพูดไป มีอะไรลืมไปบ้าง ถ้าไม่มีผมจะต่อ

เรื่องที่ผมตั้งใจจะพูดแต่ก่อนคุณสมัครเข้ามาแล้ว คือ ๒–๓ รุ่นที่แล้วมาประสบมา ก็คือเรื่องความริเริ่ม ความริเริ่มหย่อนกับความริเริ่มมากเกินไป มีทั้ง ๒ อย่าง อยากให้พอดีๆ แต่พอดีๆ มันแค่ไหนไม่รู้ คุณต้องนึกเอาเอง

ความริเริ่มหย่อน คืออย่างนี้ เวลาเราไปอย่างที่พูดเมื่อกี้ ครูโรงเรียนมาก เต็มแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แล้วก็ไปนั่งงอมืองอเท้าอยู่อย่างนี้ ความว้าเหว่มันก็มีมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราให้ความริเริ่ม คอยดูว่า เอาละเรามาที่นี่แล้ว ไหนๆ เขาก็ส่งเรามาแล้ว ลองดูสักเดือนหนึ่ง ถ้าหากว่ามันไม่มีงานทำหรือทำท่าว่าจะไม่มีงานทำจริงๆ ผมอยากให้คุณมีความริเริ่มในข้อแรก คือ เขียนจดหมายมาที่โครงการฯ แล้วก็ไปสอบดู ถ้าสมมุติว่าที่นี่มันจริง ว่าเขาไม่ต้องการเรา เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ประโยชน์แน่ ไม่ได้ประโยชน์กับเรา และไม่ได้ประโยชน์กับใครๆ ก็เขียนมา แล้วเราจะส่งคนไปดู ถ้าเห็นว่าจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า แม้แต่ในโครงการนี้เราก็ทำได้ เพียงให้ทำเท่านั้น ส่งคนไปดูแล้วก็รายงานเข้ามา นี่เป็นการริเริ่ม รายงานเข้ามาว่าสภาพการณ์มันเป็นอย่างนี้ จะให้ทำอย่างไร

ในขณะเดียวก็มีความริเริ่มอีกอันหนึ่งว่า เวลาไปอยู่ที่นั่นแล้ว เราก็ออกเดินเที่ยว เราก็มองดู เช่น โรงเรียนนี้ขาด โรงเรียนนี้คนไม่ขาด แต่อาจจะมีที่ใกล้เคียงที่คนขาด คุณก็เสนอมาในโครงการฯ ได้ บอกว่าโรงเรียนนี้เขาขาดคน มีนักเรียนเท่านั้น มีครูเท่านั้น  สงสัยว่าโครงการฯ น่าจะส่งไปที่นี่มากกว่า แล้วเราจะไปดูให้ หรืออนามัยก็ตาม ปีนี้ผมเข้าใจว่าเราเตรียมพอใช้สำหรับเรื่องสาธารณสุข  อาจารย์นิพัทธ์[2] ก็รู้สึกสบายใจ แต่ว่าก็ยังมีพลาดพลั้งไปได้ สมมุติว่าเขามีงานให้คุณน้อย คุณอาจจะริเริ่มอย่างที่ผมว่านี้ ไหนๆ ก็ไปอยู่ที่นั่นแล้ว ไปดูซิว่าในท้องถิ่นนั้น เราจะทำอะไรได้ หรือแม้แต่ในจังหวัดใกล้เคียงก็ยังได้ อันนี้ผมให้ยืดหยุ่น

แต่ขออย่างหนึ่งว่า พอไปถึงแล้วไม่ชอบหน้าครูใหญ่หรืออะไรนี่ รายงานเข้ามาทันที หนูอยากย้าย ต้องย้ายภายในวันนี้พรุ่งนี้ อะไรอย่างนี้ไม่ได้ ต้องเปิดโอกาสให้เรามีเวลาขยับขยายตัวบ้าง ไปดูแลข้อเท็จจริงบ้าง เพราะเหตุว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร เราได้ผูกพันกับเขาไว้ก่อน เช่น อย่างสามัญศึกษานี่ เราได้ติดต่อกับกรมสามัญศึกษา ได้พูดกับอาจารย์ประยุทธ[3] หรือปีนี้ใครก็ไม่รู้ เพราะงั้นเราจะทำของเราฝ่ายเดียวไม่ได้ เราไม่ใช่อาหรับขายน้ำมัน นั่นจะขึ้นราคาอย่างเดียว ต้องค่อยๆ ทำไป อาจจะเสียเวลาไปบ้าง ก็ยังดีกว่าผลุนผลันทำไป ความหมายว่าให้ช้า ให้ดู ให้มีเวลา มีโอกาส บางที First Impression ที่เราไปอยู่ในท้องถิ่นใหม่ๆ นี้ ประกอบกับการโศกเศร้าที่จากพ่อแม่มา คนที่เรารักบ้าง ไม่รักบ้าง ว้าเหว่อย่างนี้ พอ First Impression ก็จะย้าย อย่างนี้มันไม่หนักแน่น ขอให้หักใจไว้ก่อน แล้วถ้ามีเหตุผลจริงๆ เราจะช่วยทำให้เท่าที่จะกระทำได้

การริเริ่มธรรมดา เวลาคุณไปสอนหนังสือก็ตาม เวลาคุณไปอยู่กับชาวเขาก็ตาม หรือไปอยู่อนามัยก็ตาม คุณอดดูไม่ได้ อดที่จะเปิดตาดูไม่ได้ อย่างน้อยก็เด็กที่เราสอนหนังสือ หรือคนที่เราจะทำอะไรด้วยนี่ คุณอดไม่ได้ที่จะสังเกตดูว่า เด็กคนนี้หรือเด็กพวกนี้น่าสงสารอย่างไร จะทำอะไรให้เขาดี นี่อยากให้ริเริ่มคิดในแง่นี้   แล้วก็ไม่ใช่แต่เด็กเท่านั้น ชาวบ้านเป็นอย่างไร เราจะช่วยเขาได้แค่ไหน บางทีช่วยแนะให้ได้ ช่วยแนะนิดเดียวเขาก็ทำได้ หรือลงมือกับเขา เห็นเขายากจนแล้วเรารู้สึกว่า ถ้าเขาเอาไก่มาเลี้ยงมันจะดีขึ้น หรือปลูกผักมันอาจจะดีขึ้น พรรค์นี้ไม่ต้องอาศัยความรอบรู้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็น วท.บ. จากเกษตรทุกคนจึงจะทำได้ ถ้าเราไม่รู้เราไปไต่ถามคนอื่นเขา เราไปติดต่อกับเกษตรจังหวัด หรืออนามัยจังหวัดเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็แล้วแต่เถอะ เราพอจะพูดกับเขาได้ หรือถามเขาว่าใครมีวิชาความรู้ในเรื่องนี้ แล้วเราเรียนจากเขาก็ได้

ข้อนี้บัณฑิตส่วนใหญ่แทบทุกปีมักจะยืนยันว่าให้เรา ให้
โครงการฯ นี้พยายามที่จะสอนวิชาเกษตร แต่ผมไม่แน่ใจ ก็รู้สึกว่าจะเป็นประโยชน์ แต่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ เพราะเหตุว่ามันไม่เหมือนกันกับปฐมพยาบาล การปฐมพยาบาลนี้สอนให้อยู่ในขอบเขตได้ แต่การเกษตรสอนดีไม่ดีไปให้ความรู้เขาผิด มันอาจจะเสียหายได้  เพราะฉะนั้นก็ยังคิดอยู่ยังไม่ได้ตัดใจว่าจะไม่ทำ อาจจะทำเหมือนกัน ในการที่จะใส่ไปในหลักสูตร  แต่พวกคุณนี้จะไม่ได้เรียนวิชาเกษตรไปโดยเฉพาะจากโครงการนี้ แต่ว่ามีวิธีที่จะช่วยได้

การเปิดหูเปิดตาดูสังคมนี่มันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเหตุว่า เป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคม ถ้าเห็นว่าสังคมนั้นยังขาดตกบกพร่องอะไร ในความคิดของเรานี่ เราอาจจะช่วยในแง่ความคิดนี้ได้ เฉพาะอย่างยิ่งการช่วยที่จะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่เขามีความรู้ ที่เขาควรมีความรู้ เกษตรจังหวัดบางคนก็เชื่อไม่ได้ หรือสัตวบาลก็เชื่อไม่ได้ สัตวแพทย์ก็เชื่อไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องสมมุติเอาก่อนว่าเขามีความรู้ แล้วเราพยายามที่จะติดต่อกับเขา ถ้าเราไปช่วยชาวบ้านเขาทำเครดิตออมทรัพย์ที่เราเคยไปเห็นมาแล้วในชัยนาท ถ้าเราไปช่วยชาวบ้านเขาทำสหกรณ์หรือทำเป็นตั้งกลุ่มขึ้นมา หรือไปช่วยเขาทำถนน อะไรเหล่านี้จะเป็นประโยชน์มาก เรื่องนี้ทางโครงการฯ พร้อมอยู่เสมอที่จะให้คำปรึกษาหารือ ถ้าหากคุณไปเห็นว่าเขาขาดอะไรแล้วรู้สึกว่ามีช่องทางง่ายๆ ไม่ใช่หมายความว่าจะต้องไปสร้างเขื่อน ถ้าสร้างเขื่อนโครงการฯ ช่วยไม่ได้ ถ้าสร้างเขื่อนเล็กๆ โอเค ถ้าสร้างเขื่อนใหญ่ๆ นี้ทำไม่ได้ ต้องให้รัฐบาลทำ อันนี้อาจมา Report ให้รัฐบาลทีหลัง แต่ว่ามีอะไรที่เราพอจะช่วยเขาได้เล็กๆ น้อยๆ นี่ เราจะช่วย พยายามที่จะช่วย นี่เป็นการริเริ่มธรรมดา

ทีนี้การริเริ่ม ผมพูดไม่จบนะ หมายความว่าพูดพอเป็นสังเขปเท่านั้น การริเริ่มที่แผลงไปกว่านั้น  คำว่าแผลงนี้ไม่มีความหมายว่าเลว หมายความว่ามันนอกเหนือไปจากธรรมดา ก็คือว่าความอยุติธรรมในสังคมที่จะต้องมีแน่ๆ ครูใหญ่อาจจะไม่ดีอย่างที่ผมพูดเมื่อกี้นี้ ผู้ใหญ่บ้านอาจจะเลว ข่มเหงราษฎร เอาเปรียบราษฎร ตำรวจนอกจากจะไม่จับผู้ร้ายแล้วยังเบียดเบียนราษฎร  อะไรเหล่านี้มีตั้งเยอะแยะ และยิ่งไปก็ยิ่งจะเห็นเข้า ถ้าพวกคุณใจเหมือนกับพวกบัณฑิตอาสาสมัครรุ่นก่อนๆ นี้ ซึ่งหมายถึงเหมือนกับพวกเรา เราอดไม่ได้ ของพรรค์นี้ อดไม่ได้ โอเคถูกต้อง แต่จะทำอะไรระวังให้ดี คิดดูให้ดี คิดให้รอบคอบ ว่าการที่เราจะไปทำอะไรเพื่อที่จะไปแก้ความอยุติธรรมในสังคม ความไม่ชอบธรรมในสังคมนั้น เราควรจะทำอะไรอย่างไรจึงจะได้ผล ถ้าเราไปเอะอะมะเทิ่ง บางทีเราถูกยิงมาก่อนแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น เอาละ ไม่ถูกยิง แต่ว่าคนที่เขาจะเป็นนักเลงโตนี่เขาต้องมีความฉลาด และมีความสามารถพอใช้ การที่เราจะไปงัดกับเขานี่ เราจะต้องดูท่าที กลยุทธ์ให้มันดี ที่เขาเป็นตำรวจแต่งเครื่องแบบนี่ เขาข่มแหงราษฎรได้ ทำไมเขาจะข่มแหงเราไม่ได้ อะไรเหล่านี้คิดให้รอบคอบ หาวิธีที่จะแก้ไข แล้วก็วิธีที่อยากจะให้พวกคุณทำก็คือว่า ขอให้รายงานมามีอะไรที่จะรายงานมา แล้วทางโครงการฯ นี้ตั้งใจจะช่วยหาวิธีให้

ผมเคยพูดกับพวกคุณหรือเปล่าไม่รู้ รุ่น ๑ ที่ไปแม่สะเรียง ไปสอนหนังสือที่แม่สะเรียง ก็เจอตำรวจรังแกนักเรียนของเขา เขาก็รีบโทรเลขมาเลยทีเดียว ไม่ใช่บอก ไม่ใช่ปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี แต่บอกให้อาจารย์รีบส่งนักข่าวขึ้นไป เวลานั้นอาจารย์ศิริ[4] เป็นผู้อำนวยการฯ เพื่อที่จะได้แถลงให้นักข่าวเอาลงหนังสือพิมพ์ว่าตำรวจรังแกนักเรียนอย่างไรบ้าง ซึ่งก็จริง ตำรวจรังแกจริง แต่ถ้าเราทำตามแกว่านี่ ส่ง
นักข่าวขึ้นไปมันจะได้ผลอะไรแค่ไหน มันไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ยิ่งสมัยนั้น ยิ่งไม่มีประโยชน์ใหญ่ สมัยเผด็จการจะเป็นประโยชน์อะไร ทางโครงการฯ ก็มีโทรเลขไปถึงแกเลยทีเดียว บอกว่านักข่าวไม่ส่งมาหรอก แต่ให้แกเขียนรายละเอียดมา แล้วจะดำเนินเรื่องราวทางกรุงเทพฯ ให้ แกก็เขียนรายละเอียดมาให้เราทราบข้อเท็จจริงต่างๆ แล้วพวกเราก็เอาไปพูดกับรองอธิบดีกรมตำรวจ รองอธิบดีกรมตำรวจเขาก็ดำเนินการเอาเอกสารรายละเอียดข้อเท็จจริง ผูกมัดเข้าไปเลย
ทีเดียว เผอิญเราก็ชอบพอกับเขา ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็คงหาได้ คนที่ชอบ
พอกันที่พอพูดกันได้ แล้วเขาก็ดำเนินการไปเพื่อย้ายตำรวจที่อยู่ที่นั่น อย่างน้อยก็ให้เห็นว่า ใครๆ ก็รู้ว่าบัณฑิตฯ เราเป็นผู้ทำ แต่ว่าไม่ได้เป็นผู้ทำโดยผลีผลาม เป็นผู้ทำเพื่อแก้ความอยุติธรรม โดยส่งเรื่องเข้ามาที่ในโครงการฯ บัณฑิตคนนั้นที่ไปอยู่แม่สะเรียงก็บ่นครูใหญ่มา
มากทีเดียวว่า ไม่ค่อยเอาเรื่องและทำงานเอาหน้า ผมก็ไป ขึ้นไป ก็รู้สึกเห็นจริงอย่างแก คือว่าไม่รู้จะทำอย่างไร ครูใหญ่คนนั้นอยู่สบายๆ แล้วก็แกไม่อยากหาเรื่องให้มากนัก คือถ้ามีอะไรเพิ่มเติม เช่นว่าอยากมีห้องสมุดเพิ่มขึ้นนี่ มันรำคาญใจเขา เขาอยู่สบายๆ อยู่แล้ว ผมรู้สึกว่า เอ อีตานี่ เราจะทำอย่างไรกับแก ก็ไม่รู้จะทำอะไร ความจริงก็ไม่ได้แก้ไขอะไรมาก นอกจากไปคุยกับแกให้มากหน่อย เล็กๆ น้อยๆ ก็อาจไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ บางทีปัญหาที่มีอยู่มันแก้ไม่ได้

ริเริ่ม พวกคุณคงได้ยินเรื่องปีกลายนี้มี ๒ คน บัณฑิตผู้ชายทั้งคู่ คนหนึ่งไปล้มผู้ใหญ่บ้าน คือผู้ใหญ่บ้านเขาเป็นคนกดขี่ข่มแหงราษฎรจริง แม้แต่เพื่อนบ้านของเขา ญาติของเขา แกก็เอาเปรียบทุกอย่าง รีดนาทาเร้นต่างๆ แต่น่าเสียดายที่ไปทำนี่ ไปทำโดยพลการ กว่าเราจะรู้เรื่องมันสายไปแล้ว ทางเราก็ใจคอไม่ค่อยดี เพราะเหตุว่าผู้ใหญ่บ้านคนนี้มีอิทธิพล ต้องเรียกเข้ามาตักเตือนว่ากล่าว ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรแล้วจะขยายความลับให้ฟังว่า เราดีใจที่บัณฑิตทำอย่างนั้น แต่เหตุจะให้มาสรรเสริญต่อหน้าอย่างนั้นทำไม่ได้ เพราะเหตุว่าแกทำอย่างนั้นมันเป็นภัยแก่ตัวของแก เห็นด้วย ๑๐๐% และถ้าผมเป็นอย่างบัณฑิตคนนั้น ผมก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่วิธีทำอย่างนั้นมันไม่ดี ทำน่ะดี แต่วิธีการทำไม่ดี ก็อยากให้ปรึกษาหารือมาทางนี้ก่อน เพราะเหตุว่าเรื่องพรรค์นี้มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แล้วก็ในดงผู้ใหญ่บ้านที่อุตรดิตถ์นั้น มันก็เสือมีปืนเยอะ เพราะฉะนั้นพลาดพลั้งอะไรไปก็ยากที่จะแก้ ผมก็แก้ โดยถามว่าใครเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ใครเป็นนายอำเภอ ก็ปรากฏว่านายอำเภอก็พึ่งไม่ได้ เหลวไหล ด้วยเหตุหลายอย่าง ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นพอจะรู้จักกัน เป็นนักเรียนธรรมศาสตร์เก่า เป็นทีมฟุตบอลธรรมศาสตร์เก่า และเป็นทีมชาติ ผมก็เลยเขียนจดหมายไปถึงเขาว่าฝากฝังคนนี้ด้วย คือทำไม่รู้ไม่ชี้เรื่องผู้ใหญ่บ้าน บอกว่าขอให้ดูแลเหมือนลูกหลานเถอะ เคราะห์ดีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าพูดถึงบัณฑิตคนนี้แล้ว เขาเป็นเศรษฐศาสตรบัณฑิตก็จริงแต่ปรากฏว่าความริเริ่มเขามีมาก ถึงกับเป็นหมอตำแยในหมู่บ้านนั้น ข่าวจริงเท็จเป็นอย่างไรไม่รู้ อาจารย์อคิน[5] มารายงานให้ฟัง อาจารย์อคินจะถูกต้มมาหรือเปล่าไม่รู้ แล้วมาต้มผม แต่คิดว่าเป็นจริง นี่เป็นความริเริ่มที่ดี คือใครๆ เรียกแกหมอทั้งนั้น ไม่ใช่หมออย่างหมอ คือว่าไปช่วยเขาในด้านนั้น นี่เป็นความริเริ่มที่ดี   

อีกรายหนึ่งนั้น สมคบกับครูน้อยล้มครูใหญ่ แต่ทีนี้ล้มไม่ลง ครูใหญ่เขารายงานมา กล่าวโทษบัณฑิตคนนั้นมาอย่างมาก เราก็เรียกมาเหมือนกัน แล้วก็บอกว่ามันอีกไม่กี่เดือนแล้วอย่าไปทำเลย เงียบๆ และเฉยๆ ซะ ผมจำไม่ได้ว่ามันจบอย่างไร แต่ว่าแกก็กลับมาธรรมดาๆ  มีอีกรายหนึ่ง ผู้หญิงเขียนมาถึงอาจารย์อคิน บอกว่าหนูได้ทำไปแล้วอย่างนี้ หนูไม่บอกอาจารย์ก่อน เพราะหนูจะบอกตอนนี้ อาจารย์ห้ามก็ห้ามไม่ทันเสียแล้ว เรื่องพรรค์นี้อย่าทำดีกว่า ใจผมเอง ผมมารู้สึกว่า แหม พวกบัณฑิตอาสาสมัครเขาไม่เชื่อเราเสียเลย เขานึกว่าเขาจะทำอะไร เราจะต้องขัดขวางเขาเรื่อย ซึ่งความจริงไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวาง บอกแล้วว่าถ้าทำอะไรที่เป็นสาธารณประโยชน์ ถึงแม้ว่ามันจะล่อแหลมอันตรายไปบ้าง นั่นก็เสี่ยงเอา พวกเราชมเชยสรรเสริญ แต่ไม่ยุให้ทำ คุณทำก็ทำของคุณเอง แต่ว่าจะทำแล้วต้องบอกเราซิ ก่อนจะทำอะไรไปนี่ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งมันจะกระทบกระเทือนกับความเป็นอยู่ บางทีพวกเราอาจดูให้คุณได้ ก็ทำแบบนี้มันจะกระทบกระเทือนมากเกินไป เราหาวิธีอื่นที่จะทำให้เป็นที่ปลอดภัยแก่พวกเรา แล้วก็ได้ผลจริงๆ กับสังคมที่เราต้องการจะช่วย ให้มันดีขึ้น ให้มันได้ผลจริงๆ อย่างนี้ดีกว่า

เมื่อสรุปไปสรุปมาก็หมายความว่า คุณใช้ความริเริ่มของคุณไปเถอะ เท่าที่จะทำได้ แต่ว่ามันมีขอบเขตอยู่ ถ้ามันเลยขอบเขตอันนั้นไปแล้ว มันอาจจะเกิดผลเสียหายให้แก่สังคมที่คุณตั้งใจจะช่วยเสียด้วย หรืออาจจะเป็นอันตรายแก่ตัวคุณเองหรืออาจจะทำให้โครงการฯ นี้มันรวนเรไป ผมไม่ใช้คำว่าเสียชื่อแก่โครงการฯ นะ โครงการฯ นี้เสียชื่อหรือไม่เสียชื่อ ไม่สำคัญ หมายความว่าจะทำให้โครงการฯ นี้มันรวนเร มันตั้งอยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้อยากให้บอกก่อน อยากให้พวกคุณไว้ใจพวกเราว่าถ้าบอกแล้วมันไม่เสียหายอะไรกับคุณเลย ถึงแม้ว่าเราจะห้าม เราก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำ แต่เราห้ามว่าอย่าทำของที่ไม่เป็นการปลอดภัยแก่ตัวของพวกคุณ พอเข้าใจไหม ขอย้ำอีกที ถ้าสงสัย ถ้าไม่แน่ใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามปรึกษามาได้ พี่ๆ ของพวกคุณเยอะแยะที่นี่ บางทีอาจจะแนะนำไปได้ อาจจะมาถึงอาจารย์นิพัทธ์ก็ได้ ถึงผมก็ได้ ของพรรค์นี้มันพอที่จะพูดกันได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องแอบแฝงกันไป ถ้าปรึกษามายังโครงการฯ เดี๋ยวคุณคิดว่า ประเดี๋ยวทางโครงการฯ จะนึกว่าไม่มีความริเริ่มเสียเลย อันนั้นผมว่าอย่าไปคิดมันดีกว่า คือการที่คุณปรึกษามาโดยที่ได้ดูแลได้สังเกตดูสถานการณ์ในท้องถิ่นแล้ว เป็นความริเริ่มที่พอแล้ว แล้วก็การที่ปรึกษามา มันไม่เสียหายอะไร ในด้านการริเริ่มมีใครสงสัยอะไรไหม หรือมีใครไม่เห็นด้วย อยากจะแย้ง ของพรรค์นี้มันเบลอ ขาวกับดำมันพูดยาก คืออย่างไรเรียกริเริ่ม อย่างไรเรียกไม่ริเริ่ม มันเบลอ แต่ว่าคิดอยู่ในใจของคุณก็แล้วกัน

ส่วนใหญ่หัวข้อที่ ๕ และที่ ๖ พาดพิงมาแล้ว เช่นว่าบัณฑิตควรจะทำอะไรใน ๖ เดือน และบทบาทของ ป.บ.อ. ผมว่าผมได้พูดบ้างแล้ว ทำอะไรใน ๖ เดือนนี่ ถ้าใครไปสอนก็ต้องสอน ก็แน่ละเท่าที่เคยเห็นมา ถ้าเรา Mirth (สนุกสนาน) อยู่กับคนในหมู่บ้านเราไม่ผิด คือหมายความอย่างนี้ เช่น มีบัณฑิตที่ไปที่นครพนม ผมจำไม่ได้ว่าใคร เคยเขียนเล่าเรื่องมา แกสนุกของแกในแง่ที่ว่า แกปฏิบัติอย่างเดียวกับชาวบ้าน คือที่นครพนมมีวัดพระธาตุพนมซึ่งเป็นที่นับถือ พวกลาวก็
ข้ามมา คนไทยจากอีสานก็ไปไหว้พระทั้งนั้น ทีนี้แกก็ทำงานอดิเรกในฐานะที่เป็นครูโรงเรียนนี้ ไปทำงานอดิเรกในแง่ที่ว่าไปช่วยพวกชาวบ้านเขาจัดดอกไม้จัดงานเวลามีงานวัดอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นของดี

ผมว่าชีวิตของคนเรามันต้องประกอบด้วย ๓ อย่าง คือ ความจริง ความงาม แล้วก็ความดี ความจริงนี่คือวิชาความรู้ที่เราเรียนอยู่ แต่ละคนเราเรียนมา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การศึกษาหรืออะไรนี่ เราเรียนกันมาแล้ว แล้วก็เราเรียนกันต่อๆ ไป ว่าอะไรเป็นความจริงของโลก อะไรมันเป็นสัจจะ นี่เป็นของสำคัญมาก แล้วจะทอดทิ้งความงามไม่ได้ ศิลปวิทยา วรรณคดี วัฒนธรรม เหล่านี้เป็นความงาม เป็นสิ่งที่งดงาม แม้แต่การเล่นกีฬา ผมก็จัดเข้าเป็นความงามส่วนหนึ่ง เพราะเหตุว่าไม่มีอะไรที่น่าซาบซึ้งใจมากกว่า สำหรับคนบางคนที่จะเห็นเปเล่เลี้ยงลูกแล้ววิ่งเข้าไปชู้ตประตูได้ วิเศษเหลือเกิน สวย เราเรียกกันว่าสวย นี่ผมพูดแบบผู้ชาย แบบผู้หญิงก็มีเยอะแยะ ประดับดอกไม้หรืออะไร หรือเล่นเทนนิส หรือบัลเลต์ หรือระบำ หรือดนตรีที่ไพเราะๆ นี่เป็นของที่ดี นี่วัฒนธรรม การที่เรา Mirth เราเข้าไปร่วมอยู่กับชาวบ้าน เราเห็นสิ่งที่เขาดี มีเซิ้งบ้องไฟ มีอะไรต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรจะเอาใจใส่ของเรา วันหลังเรายังเล่าให้ลูกหลานฟังได้ ชนิดที่ไม่เคยเห็น นี่เป็นของดีมาก  ส่วนความดีนั่นคือ บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนคนอื่น นี่ผมว่าถ้าถือไว้ ๓ อย่างนี่ เก็บไว้ในกระเป๋า เก็บไว้ในใจ แล้วมันเป็นประโยชน์จริงๆ

ยกตัวอย่างเช่น นักเศรษฐศาสตร์ เวลาเราไปดูแผนพัฒนา สมมุติว่าคุณมีอำนาจหรือหน้าที่ที่จะไปดูแผนพัฒนา ถ้าเราไม่ระลึกถึง ๓ อย่างนี้ เรานึกถึงแต่ว่าอะไรๆ จะเอาแต่ประโยชน์ทั้งนั้น เพราะงั้นเราจะสร้างเขื่อนท่าเดียว เราจะตัดถนนท่าเดียว เราจะเอาเครดิต เรื่องไฟฟ้า เรื่องอะไรอย่างเดียว พอเขาเสนอโครงการมาสำหรับที่จะบำรุงวัด หรือที่จะตั้งสนามกีฬา หรือเพื่อที่จะทำให้เกิดมีหอศิลป์สมัยใหม่ขึ้น บางทีเราไปตัดงบประมาณเขาเสีย ซึ่งมันทำให้บ้านเมืองเรานี้มันไม่ครบถ้วน มันควรจะครบหมด แต่ว่าแน่ล่ะไอ้เราจนอยู่นี่แล้ว เรายังไปซื้อรถยนต์สำหรับขี่กันสวยๆ นั่นมันให้ความงดงามมากเกินไป เราจะต้องพอดีๆ แต่ว่าจะทิ้งไม่ได้ ทิ้งด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้

เมื่อกี้ผมพูดในหัวข้อว่า บัณฑิตควรทำอะไรใน ๖ เดือน ก็หน้าที่ของตัว มีหน้าที่ทำก็ทำไป หางานทำถ้าหากว่ายังมีเวลาอยู่ กลมกลืนไปอยู่กับชาวบ้าน แน่ละมีบางอย่างที่เราหยุดไม่ได้ แล้วเห็นว่าของเขาไม่ดี นี่เป็นตัวอย่างที่ผมนึกไม่ออกสำหรับเมืองไทย สมมุติว่าผมส่งคนไปอยู่ในหมู่บ้านอินเดียหรือจีนแบบเก่า ซึ่งเขาขายลูกสาวกันตั้งแต่อายุ ๑๒–๑๓ แต่งงานออกไป นึกขึ้นได้ว่าทางเหนือก็มีเหมือนกัน เรื่องขายลูกสาวนี่ นี่ถือว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ทางเหนือไม่ใช่ประเพณีแน่ มันเป็นเรื่องความจำเป็นในเรื่องยากจน แต่ในอินเดียเป็นเรื่องประเพณี อย่างนั้นผมคิดว่าเราไม่ควรจะเข้าไป ถ้าหากว่าชาวบ้านเขาประพฤติกันอย่างนั้น แต่เราจะไปตำหนิเข้าทันที ก็ต้องใช้ลิ้นการทูตพอสมควร แต่ไม่มีอะไรดีกว่าที่เราจะประพฤติให้มันถูกต้อง แต่ที่ผมพูดส่วนใหญ่ ขนบธรรมเนียมประเพณีในหมู่บ้านนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

เมื่อกี้พูดเรื่องภาคใต้ ๔ จังหวัด ที่คนพูดมุสลิมมาก อย่าเซ่อๆ ซ่าๆ เข้าไป ถ้าทำอะไรทั้งๆ ที่เรานึกว่าเราทำถูกแล้วมันถูก แท้จริงบางอย่างที่เรานึกว่าเราทำถูก กลายเป็นการทำผิดไป ยกตัวอย่างเช่น ที่เขาต่อว่าผมหรือต่อว่าผ่านผมมาถึงรัฐบาล ก็คือว่าลูกเสือเวลาชุมนุมลูกเสือใน ๔ จังหวัดภาคใต้ หรือที่ไหน จะต้องให้ลูกเสือคุกเข่าต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเราก็นึกว่ามันไม่เห็นแปลกอะไร ก็ถูกแล้วท่านเป็นผู้ให้กำเนิดลูกเสือมา ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่เขาต่อว่ามาว่า ถ้าไปบังคับให้ลูกเขาทำอย่างนั้น เป็นบาป  เพราะเหตุว่า คัมภีร์กุรอ่านบอกว่า ใครจะไปเคารพสิ่งที่ไม่เป็นตัวเป็นตนไม่ได้ นี่เราต้องเคารพในประเพณีของเขา เราต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งว่าทำไม เพราะเขาถือว่าเป็นเช่นนี้ แล้วเรายังไปฝืนธรรมชาติ ฝืนเขาอย่างนี้ไม่ถูกแน่ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะเซ่อซ่า ควรไปสืบดูให้เรียบร้อย การที่จะพลาดพลั้งมันง่าย ถ้าเราเปิดหูเปิดตาดูว่า การที่เราจะกลมกลืนกับชาวบ้านได้นี่ เราต้องเข้าใจเขา และก็ต้องเปิดหูเปิดตาดู แล้วปฏิบัติไปตามนั้น

สำหรับคนที่ไปสอนหนังสือ ความผูกพันกับนักเรียนจะต้องมีแน่ นักเรียนบางคนก็เฮี้ยว บางคนก็ดื้อด้าน แต่บางคนก็น่ารัก ถ้าหากว่าประสบสิ่งที่เห็นว่าเราจะช่วยอะไรกับเด็กได้มากขึ้น ไม่ต้องมากมายอะไรนัก เช่น สอนให้เขากินของที่ถูกที่ดี แนะนำไป เด็กบางทีก็เชื่อครูเหมือนกัน ถ้าหากว่าโภชนาการของเขามันผิดอยู่แล้ว บางทีอาจช่วยให้เด็กเติบโตไปได้ อธิบายให้เขาฟัง ถ้าคุณไม่รู้ก็ควรไปหาหนังสืออ่าน เรื่องโภชนาการ โปรตีนไปช่วยสมองอย่างไร ไปช่วยร่างกายอย่างไร ทำให้มันเกิดมีความแข็งแรง และมีสติปัญญาดีขึ้น อย่างนี้เด็กก็อาจเชื่อเรา นี่เป็นการช่วยเด็กอย่างง่ายๆ ด้วยคำแนะนำ แต่ในที่ไหนที่เห็นว่าเด็กเขาต้องการความช่วยเหลือมากกว่านั้น เช่น เรื่องหนังสือหนังหาไม่มี สมุดหายาก กันดารมาก พรรค์นี้ บางทีเราอาจจะช่วยได้เหมือนกัน แต่ถ้ามากนัก เงินโครงการเราคงไปไม่พอ แต่ก็พยายามที่จะช่วย รายงานเข้ามาเถอะ นอกจากนั้นเวลาที่สอนเสร็จแล้ว อย่างเห็นว่าเด็กคนนี้เป็นช้างเผือก คือหมายความว่า ไม่มีโอกาสได้เล่าเรียนสูงนัก แต่เป็นคนที่ดี น่าจะสนับสนุนให้เรียนต่อไป ในกรณีเช่นนี้อาจจะช่วย ช่วยบอกมาแล้วเราจะบอกบุญให้ เท่าที่เคยทำมา ก็มีอยู่ ๒–๓ คน ที่เราเคยช่วยมา โดยการบอกบุญให้คนนั้น
คนนี้ คนที่มั่งคั่ง แล้วอยากจะทำบุญอย่างนี้ที่จะให้ทุนเล่าเรียนต่อ โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องไม่ประพฤติเลว และจะต้องไม่เรียนตก แล้วก็เรียน ที่เราสนับสนุนให้ไปเรียนวิทยาลัยครูก็มี โรงเรียนเทคนิคก็มี เคยเป็นมา ไม่มากนัก แต่ว่าพอจะช่วยได้

เรื่องสารนิพนธ์ เริ่มคิดเสียตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง เริ่มคิด ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นจะต้องให้แน่นอนออกไปว่าเราจะต้องเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ว่าเริ่มคิด หมายความว่าเปิดหูเปิดตาดูว่าสภาพของสังคมเป็นอย่างไร  มีเรื่องอะไรเราพอจะเขียนได้บ้าง ภายใน ๓–๔ เดือนก็ควรมีอยู่ในใจแล้ว ว่าเรื่องที่เป็นปัญหาของหมู่บ้านนี้ หรืออำเภอนี้ เป็นอย่างนี้ หรือในโรงเรียนนี้ ชุมชนนี้ มีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเมื่อมีความคิดอยู่ในใจหยาบๆ แล้ว หลังจากนั้นก็ดูรายละเอียดต่อไป ศึกษารายละเอียด เมื่อได้ข้อมูลต่างๆ แล้ว ก็มาคิดถึงว่าวิธีที่เราจะเสนอข้อแก้ปัญหามันจะมีอะไรบ้าง นี่มันก็จบสารนิพนธ์ของคุณ เค้าโครงควรจะมีอยู่แล้ว ในไม่ช้าก็เขียนเติมรายละเอียดเข้าไปได้ให้มันเต็มที่ แล้วก็จะได้ไม่ลำบากเรื่องสารนิพนธ์

เราไม่ต้องการให้สารนิพนธ์ของคุณเป็นหนังสือตำราที่เลอเลิศ ที่ออกมาปั๊บ ได้รับรางวัลโนเบลเลย นั่นเหนือความคาดหมาย แล้วเราก็ไม่ต้องการให้ถึงกับว่าเป็นวิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาโท เราไม่ต้องการ ถ้าทำได้ถึงขั้น Standard ก็ยิ่งดีแน่ละ แล้วคุณอาจเอาไปใช้เป็นวิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาโทต่อไปก็ได้ถ้าไปเรียนต่อ แต่ว่าเรามีขอบเขตของการทำงาน และมีขอบเขตของความต้องการที่จะให้คุณทำอะไรบางอย่างเพียงเท่านี้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องให้มันเกินไปนัก แต่ที่ต้องการก็คือความช่างสังเกต ให้สังเกตดูแล้วก็ใช้หลักวิชา ในการที่จะไปหาข้อมูลมาให้ได้ แล้วก็ใช้ความคิดในการที่จะเสนอความเห็น ๓–๔ อย่าง นี่เป็นสิ่งที่พอ แต่ควรที่จะเริ่มมีอคติในใจไปในทางฉันทาคติ คือหมายความว่า ถ้าเราไม่มีความรัก ไม่มีความพึงพอใจในเรื่องของเราแล้ว เราก็ไม่อยากเขียน เขียนไปก็เบื่อ ทั้งๆ ที่รักเรื่องของเรา บางทีเขียนไปก็เบื่อ ยิ่งไม่รักยิ่งเบื่อใหญ่ อย่างน้อยต้องมีจิตอยู่กับเรื่องนี้

(มีผู้ถามว่า メノแต่อย่าลืมว่าคงมองเห็นว่า ในขณะที่ทางด้านสถานภาพทางสังคม สภาพความเป็นจริงความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ยังมีความเหลื่อมล้ำสูงกันแล้ว ไอ้หอศิลป์หรือสนามกีฬาที่สร้างขึ้นมา เพื่อรับใช้คนชั้นสูงนั้น ผมไม่เห็นด้วย เพราะเป็นความงาม หรือความดี ที่ห่างจากสภาพความเป็นจริงノモ)

ใช่ แต่บางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากนัก ผมพูดถึงหอศิลป์ มันเป็นเรื่องพิเศษ ต้องใช้เงินมาก แต่การที่จะส่งเสริมให้มีศิลปะขึ้นมา บางทีมันก็ไม่ต้องใช้เงินเลย เช่น ลูกศิษย์คุณคนนี้ระบายสีสวย เอามาติดอยู่ในห้องเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ผมต้องการชี้ให้เห็นว่าทั้ง ๓ อย่างนี่มันขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ลำดับความสำคัญที่คุณพูดนั่นก็ถูกเหมือนกัน แม้แต่ความจริง การที่เราจะสร้างมหาวิทยาลัยให้ใหญ่โตและมีการวิจัยขั้นสูงๆ นั้น บางทีเราตัดออกเสียได้ใช่ไหม วิธีการเรียนแพทย์อย่างปัจจุบันนี้ที่เราติกันมาก แล้วเราชมเชยหมอเท้าเปล่าของจีน นี่เป็นอย่างหนึ่งละ เพราะฉะนั้นแม้แต่ความจริงนี่ เราจะทำให้เกิดความจริงขึ้น มันก็ยังมีขอบเขตเหมือนกัน อะไรๆ มันมีขอบเขตทั้งนั้น ลำดับความสำคัญมันมีมากน้อยกว่ากันทุกแขนงหมด มันจะไปอย่างเดียวกันไม่ได้ทั้งนั้น แต่ผมชี้ให้คุณดูนั่นก็คือว่า บางอย่างมันเป็นความฟุ่มเฟือย ความฟุ้งเฟ้อ รวมทั้งความจริง ความงาม เราพยายามตัดความฟุ้งเฟ้อเสียก่อน เอาความธรรมดาๆ ขึ้นเป็นลำดับสำคัญเสียก่อน อย่างนี้ละก็จะเห็นตรงกัน สนามฟุตบอลบางทีก็ไม่อยากที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ แต่แน่ละถ้าหากว่าที่นั่นควรจะเป็นที่ปลูกผัก เลี้ยงสุกรมากกว่า เราจะเอามาเล่นเป็นสนามฟุตบอลเสียเลยก็แย่ แต่ถ้าเช่นนั้นเราก็จะต้องมาพลิกแพลงเอาซิ คือเด็กต้องออกกำลัง ถ้าไม่มีอนามัยดีจะไปได้อย่างไร ก็ต้องหาวิธีอื่น อย่างนี้ซิที่เรียกว่าศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต คือหมายความว่า มันจะต้องหาทางยักย้ายถ่ายเทได้ ให้มันสมบูรณ์และสมดุลทุกอย่าง

เมื่อกี้นี้ผมกำลังจะพูดถึงเรื่องบทบาทของ ป.บ.อ. อันนี้ไม่รู้ว่าตั้งขึ้นไว้หมายความว่าเรื่องนี้ตรงกับที่ผมคิดหรือเปล่า คือคุณคงทราบแล้วว่า เมื่อตั้งโครงการตั้งแต่แรกเริ่ม เราเริ่มตั้งในคณะเศรษฐศาสตร์ และในขั้นแรกรับเฉพาะบัณฑิตจากธรรมศาสตร์ทุกคน แล้วขยายออกไปรับทุกสถาบัน ในเดือนตุลาคมนี้ ระหว่างที่คุณออกไปปฏิบัติการ
โครงการฯ นี้จะออกจากอ้อมอกของคณะเศรษฐศาสตร์ไปสู่ขั้นสังกัดอยู่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี่เป็นการจัดงานตามโครงที่ได้ตั้งไว้แต่เดิม การอยู่กับธรรมศาสตร์ก็ไม่เป็นที่พอใจ เราอยากให้เห็นในระดับชาติ ไม่ได้หมายความว่าจะเบ่งให้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องการให้ทุกมหาวิทยาลัยสามารถร่วมมือกันได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น อยู่ในโครงการฯ เดียวกันแหละ แต่ถ้าแต่ละมหาวิทยาลัยคิดอย่างเดียวกัน ไปสร้างโครงการของตัวเองขึ้น มันจะแข่งขันกันมากเกินไปและไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถมารวบรวมไว้เป็นของส่วนกลางของทุกมหาวิทยาลัยได้ จะมีประโยชน์กว่า เพราะฉะนั้นเดิมทีเดียวก็นึกว่าเมื่อมีสภาการศึกษา และสภา
การศึกษายังมีหน้าที่เกี่ยวกับอุดมศึกษา แต่จะขึ้นโดยไม่เป็นหน่วยราชการ จะไปขึ้นเป็นสถาบันคล้ายกับว่าจะเป็นโครงการพัฒนาอิสระ เวลานี้สภาการศึกษาไม่รับหน้าที่เกี่ยวกับอุดมศึกษาแล้ว ไปทำเรื่องอื่น หน้าที่เกี่ยวกับอุดมศึกษาไปอยู่กับทบวงมหาวิทยาลัย โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยก็ไปห้อยอยู่กับทบวงมหาวิทยาลัย แต่รู้สึกว่าจะเปลี่ยนสภาไป กลายเป็นปลัดกระทรวงฯ หรือรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบเสียแล้ว ผมไม่ค่อยชอบในข้อนี้ และประการหนึ่งทบวงฯ ไม่ควรแปรรูปเป็นอย่างอื่นตามอังกฤษหรืออินเดีย คือมีหน้าที่ไม่ใช่ทบวงของรัฐ แต่เป็นหน่วยของราชการที่มีความคล่องตัวในการช่วยเหลือมหาวิทยาลัย เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐบาลซึ่งจ่ายเงินกับมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้รับเงิน ถ้าเป็นเช่นนี้ก็นับว่าใช้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม แสดงว่าทบวงฯ กำลังจะแปรรูป ถ้าเราไปขึ้นกับทบวงฯ ในขณะนี้ ก็จะมีข้อเสียอยู่ ๒ ข้อ คือ จะกลายเป็นหน่วยราชการและจะกลายเป็นลักษณะคล้ายๆ โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยไป และอีกข้อคือ ทบวงฯ ไม่แน่นอน ถ้าไปขึ้นแล้วก็เหมือนอนาคตไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ผมค่อนข้างจะเปลี่ยนความคิดไปว่า ในกรณีที่ยังมีทบวงอยู่นี่ เราอยู่กับธรรมศาสตร์ไปก่อน แล้วถ้าหากมีมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สงขลานครินทร์ มีอาจารย์ คณาจารย์ และอธิการบดี มาร่วมกับเราในโครงการฯ นี้ เราก็จะมีการติดต่อกันอย่างสนิทสนมและเรียกชื่อว่า เป็นของ ๒ มหาวิทยาลัย ต่อไปถ้าเป็น  ๒ ๓ ๔ ๕ มหาวิทยาลัยยิ่งดี จะได้ร่วมกันหมด แล้วจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ไหนมันไม่สำคัญ ถึงแม้จะอยู่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้ก็ยังได้ แต่ผู้ที่จะวางนโยบายมาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ หรือจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ทำได้ เป็นเรื่องที่จะทำต่อไป นี่เป็นความคิดที่ผมคิดเป็นระยะๆ ไป และคิดว่ากรรมการจะเห็นชอบด้วย แต่ยังไงๆ ก็ต้องเสนอกรรมการ

อีกด้านหนึ่งของเรื่องบทบาทของ ป.บ.อ. คือสิ่งที่เราพึงระมัดระวัง แม้แต่บัณฑิตอาสาสมัครในรุ่นก่อนๆ ซึ่งเคยถูกคนอื่นทักท้วงมาว่าตามที่ตั้งโครงการนี้เป็นการตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของบุคคลหนึ่งบุคคลใด อันนี้เราต้องพยายามไม่ให้เป็น ทีนี้ความหมายที่จะไม่ให้มันเป็นไม่ได้อยู่ที่ความพยายามอย่างเดียว เราต้องพยายามทำให้เขาเข้าใจว่ามันไม่เป็นด้วย มันไม่ควรจะเป็นในเรื่องนี้ อย่างเช่นในตอนนั้นก็มีคนเข้าใจว่า ผมทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผม เท่าที่ทำกันแล้ว ๕ ปี ก็คงได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ ผมอยู่ผมไปเมืองนอก เปลี่ยนคนอื่นเป็นประธานกรรมการก็ดำเนินการไปได้ สำคัญอยู่ที่วางหลักการดำเนินการให้ดี แล้วก็ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับความคิดทางการเมืองของแต่ละคน แต่ละคนคิดก็คิดไป ในการที่ผมจะเขียนหนังสือลงใน เพื่อนพ้อง บ้าง หรือไม่ได้เขียน แต่เขาเอาไปลง ไม่ได้เป็นการชักจูงให้บัณฑิตฯ ทั้งหลายมีความเห็นทางด้านการเมืองเช่นเดียวกับผม หรืออาจารย์นิพัทธ์ อาจารย์อคิน หรืออาจารย์จำเรียง[6] หรือใครๆ ทั้งสิ้น ข้อนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ

อนาคตของ ป.บ.อ. นอกเหนือไปจากรูปแบบที่จะไปอยู่ที่ไหนเป็นของระดับชาติแล้ว ที่น่าจะคิดอีกข้อก็คือว่าบัณฑิตอาสาสมัครหลายคนเคยออกความเห็นว่า แทนที่เราเคยทำระยะเป็นปีแล้ว เราอาจจะทำต่อไป เช่น รับสมัครเป็นปีละ ๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้ง แล้วแต่ที่จะเข้ามา ทีนี้ข้อสำคัญที่เราจะรับปีละ ๓ ครั้งนั้น เราก็ต้องอบรมปีละ ๓ ครั้ง มันก็ต้องเป็นโครงการใหญ่พอสมควร ที่ต้องการเพราะให้มันเป็นการต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าพอเข้ามาแล้ว ครบแล้วก็ไป บางคนอาจเข้ามาแล้วอยากไป บางคนอยากอยู่ต่อไป บางเรื่องอาจจะให้อยู่นานกว่านั้น เช่น เรื่องชาวเขา ก่อนนี้เราทำเรื่องมัธยม เราได้สอน ๒ เทอมเท่านั้น ตอนนี้น่าจะเปลี่ยนอะไรบ้าง เพื่อให้พวกเราได้สอนให้เต็มปี บางทีจะดีกว่า สำหรับการสอนโรงเรียนนั้นคงจะต้องเป็นระยะๆ เพราะเวลาหยุดเทอมฤดูร้อน พวกครูก็จะหยุดไปนาน แล้วไม่มีอะไรทำ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่พลิกแพลงให้ทำอย่างอื่นแล้ว จะลำบากในเรื่องเหล่านี้ นี่เป็นความคิดที่จะปรึกษาหารือกันต่อไปในหมู่กรรมการ และอยากฟังความเห็นของพวกคุณเมื่อออกไปแล้วและกลับมาสัมมนา นี่เป็นความคิดที่อยากจะทำต่อไป ทุกวันนี้ก็มีบัณฑิตอาสาสมัครบางคนเป็นแล้วกลับมาแล้ว เราส่งไปอีก แต่ก็น้อยคนมากเพราะกำลังทรัพย์เรามีน้อย แต่ถ้าเราจะทำเปลี่ยนรูปอะไรไป เราก็จะต้องคิดถึงเรื่องงบประมาณ และการที่จะไปของบประมาณให้ได้พอ

ผมมีงานอยู่หลายด้าน และวันนี้เสียใจที่ติดงานด้านหนึ่ง ทำให้มาพูดกับพวกคุณช้าไป แต่มานั่งคิดนอนคิดดูนี่ ที่ผมเป็นที่ปรึกษา
นายกฯ เป็นผู้อำนวยการโครงการแม่กลอง เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ เป็นประธานกรรมการมูลนิธิบูรณะชนบทฯ และก็เป็นเกี่ยวกับบัณฑิตอาสาสมัครนี่ สมมุติว่าจะให้ผมออกจากตำแหน่งบางตำแหน่ง ให้เหลือน้อยตำแหน่ง ผมพูดได้ว่าบัณฑิตอาสาสมัครนี่จะเป็นตำแหน่งที่ผมจะต้องสงวนเอาไว้ว่าจะต้องทำ ลุ่มแม่น้ำแม่กลองก็อยากทำ มูลนิธิก็อยากทำ แต่หากว่าต้องให้เลือก ผมอุทิศสภานิติบัญญัติได้ อุทิศที่ปรึกษานายกฯ ได้ เพราะฉะนั้นคุณจะเห็นได้ว่าผมรักโครงการนี้แค่ไหน เพราะฉะนั้นหวังว่าคงจะช่วยให้โครงการนี้ดำเนินไปโดยดี เท่าที่เป็นมา ๕ รุ่น ก็รู้สึกว่าเขาดำเนินการไปได้ดีพอสมควร บกพร่องก็มีบ้างละ เป็นธรรมดาของมนุษย์เรา แต่ว่าถ้าหากพวกคุณจะทำให้ผมดีใจมากๆ ก็คือทำให้โครงการนี้ตลอดรอดฝั่งไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ผูกพันอยู่กับผม หมายความว่าให้โครงการนี้เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขแล้ว

ขอบคุณ

 

 

[1]   โครงการการศึกษาชั้นประกาศนียบัตรชั้นสูงบัณฑิตอาสาสมัครในสมัยนั้นเรียกว่า ป.บ.อ. - บรรณาธิการ

 

[2]     ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิพัทธ์ จิตรประสงค์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชย-
ศาสตร์และการบัญชี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ป.บ.อ. ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๗–๒๕๑๘ ตรงกับบัณฑิตอาสาสมัครรุ่น ๖ - บรรณาธิการ

 

[3]     อาจารย์ประยุทธ ทหารแกล้ว กรมสามัญศึกษา - บรรณาธิการ

 

[4]     ศาสตราจารย์ศิริ สมบัติศิริ  อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ป.บ.อ. ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๒–๒๕๑๓ ตรงกับบัณฑิตอาสาสมัครรุ่น ๑ - บรรณาธิการ

 

[5]     รองศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ อดีตอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ ต่อมาประจำแผนกอิสระสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ป.บ.อ. ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๕–๑๕๑๗ ตรงกับบัณฑิตอาสาสมัคร รุ่น ๔–๕ - บรรณาธิการ

 

[6]     รองศาสตราจารย์จำเรียง ภาวิจิตร แผนกอิสระสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ป.บ.อ. ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๓–๒๕๑๕ ตรงกับบัณฑิตอาสาสมัครรุ่น ๒–๓ - บรรณาธิการ