วิชาพัฒนาชนบท

วิชาพัฒนาชนบท

คำบรรยายวิชาพัฒนาชนบท

สำหรับนักศึกษาชั้นปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๑๘

 

 

ความหมายของคำว่า メความเจริญทางเศรษฐกิจモ (growth) メการพัฒนาเศรษฐกิจモ (development)[1] และ メคุณภาพแห่งชีวิตモ (quality of life) เท่าที่พูดกันในประเทศไทย เราพูดกันถึงเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจแล้วมาตอนหลังเราเพิ่มคำสังคมเข้าไป เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราใช้รายได้ประชาชาติเป็นตัววัดโดยส่วนรวม โดยดูว่าปีนี้ GNP ส่วนรวมหรือ GNP รายภาคเพิ่มไปกี่เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเนื้อหาของความมุ่งหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจในทศวรรษแรกของการพัฒนาของ UN (UN ミ First Development Decade 1961ミ1970) หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เราไปพูดถึงการพัฒนาเป็นการเจริญงอกงามที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า growth เนื่องด้วยเหตุนี้จึงเกิดผลที่เราเห็นกันอยู่ ดังเช่นประเทศไทยอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ ๘% แต่ในชนบทยังมีคนจนอยู่อย่างเดิม แม้แต่ในเมืองใหญ่ก็มีคนจนที่อัตคัดอย่างเดิม ที่เราพูดถึงช่องว่างระหว่างความยากจนและความร่ำรวยยังมีอยู่ดังเดิม เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ๒ミ๓ ปีที่แล้ว ธรรมชาติไม่เป็นใจ เกิดความแห้งแล้ง เลยทำให้เกิดเป็นปัญหาหนี้สินของชาวนา ชาวนาไม่มีที่ดินทำกินในภาคกลางและภาคอื่นเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องด้วยเหตุนี้เมื่อประมาณเวลาใกล้หมดทศวรรษแรกแห่งการพัฒนาของสห-
ประชาชาติ จึงมีผู้ไม่พอใจเรื่องนี้เป็นอันมาก นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมวิทยาจึงพยายามให้สหประชาชาติประกาศถึงวิธีการพัฒนาที่ถูกต้องยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อสหประชาชาติประกาศนโยบายที่ ๒ แห่งการพัฒนา จึงได้กำหนดเป้าหมายสำหรับประเทศด้อยพัฒนาไว้หลายประการ ซึ่งสรุปได้ดังนี้[2]

  • จัดสรรเฉลี่ยรายได้และสมบัติให้ชอบธรรมยิ่งขึ้น
  • เพิ่มระดับการประกอบอาชีพให้มากพอใช้
  • เพิ่มความมั่นคงในการหารายได้
  • ขยายและปรับปรุงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในด้านการศึกษาอนามัย
  • โภชนาการ ที่อยู่อาศัยและสวัสดิภาพของประชาชน
  • บำรุงรักษาป้องกันสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายสำหรับอัตราเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคนนั้น คำนวณจากสมมุติฐานว่าประชากรในประเทศด้อยพัฒนาจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ ๒.๕%[3] ตลอดทศวรรษที่ ๒ แห่งการพัฒนา

ทางด้านธนาคารโลกก็ได้สำนึกถึงข้อนี้อยู่เสมอ ดังเช่น นาย
โรเบิร์ต แมคนามารา (Robert McNamara) ได้ย้ำอยู่เสมอว่าผลของการพัฒนาไม่หลั่งไหลไปสู่คนยากคนจน ดังจะเห็นได้จากจำนวนคนมั่งมีในประเทศด้อยพัฒนา ๒๐% มีรายได้ถึง ๘๐% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ ๘๐% มีรายได้เพียง ๒๐% และนายแมคนามาราได้เสนอว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมแก้ไขได้ การที่ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายไม่แก้ไข เพราะไม่มีเจตนาดีทางการเมือง (Lack of Political Will)

หวนมาพูดถึงรัฐบาลไทย สิ่งต่างๆ ในการแก้ไขความไม่ยุติธรรมที่กล่าวไว้นั้น รัฐบาลก็พยายามแก้ไข เช่น ผันเงินไปสู่ชนบท ซึ่งเป็นการทำที่ดี ถ้าทำได้เรื่อยๆ ไปกลัวว่าอายุของรัฐบาลสั้นจึงเร่งรีบ จึงมีการขาดตกบกพร่องไปบ้าง เช่นการเฉลี่ยเงินตำบลละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นการวางแผนเฉพาะตำบลๆ ไป แต่ละตำบลก็ทำในสิ่งที่ตนต้องการ การติดต่อระหว่างตำบลต่างๆ ไม่มี ดังนั้นแทนที่เราจะได้ถนนสายยาวๆ กลับได้ถนนสายสั้นๆ เฉพาะในตำบล งานของรัฐบาลจึงไม่เป็นระบบ

เราจึงสรุปได้ว่า ความเจริญเติบโตกับการพัฒนานั้นต่างกัน ความเจริญเติบโตหมายถึงการงอกอย่างเดียว การพัฒนาเศรษฐกิจในแง่กว้างต้องรวมถึงความยุติธรรมในสังคมด้วย

ลักษณะการพัฒนาชนบทที่เป็นวิชาที่เรากำลังพูดกันนี้ ควรจะคลุมเรื่องเหล่านี้ด้วย เรามักจะได้ยินผู้อ้างว่า การกระจายเงินได้และทรัพย์สินให้ทั่วถึงในขณะนี้จะทำให้ประเทศด้อยพัฒนามีอัตราก้าวหน้าลดต่ำลง หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเราเฉลี่ยทรัพย์ออกไปทั่วกันเช่นนี้อาจจะทำให้คนไม่ค่อยอยากทำงานเพื่อหากำไรหรือรายได้ เพราะจะถูกเก็บภาษีรายได้หมด จะมีความย่อท้อไม่อยากทำงาน ยิ่งนักอุตสาหกรรมยิ่งเห็นหนักไปในด้านนี้ เช่นในขณะนี้เราได้ยกฐานะของกรรมกรเป็น ๒๕ บาทต่อวัน ก็มีคนติเตียนที่ปรึกษารัฐบาลว่าเป็นผู้วางระเบิดเวลา และได้เกิดจุดเสื่อมทั่วประเทศ

เรามักได้ยินผู้อ้างว่า การกระจายเงินได้และทรัพย์สินให้ทั่วถึงในขณะนี้จะทำให้ประเทศด้อยพัฒนามีอัตราก้าวหน้าลดต่ำลง หรืออีกนัยหนึ่งเป้าหมาย ๒ อันนี้ขัดกัน[4] แต่ศาสตราจารย์คุณนา เมียร์ดาล (Gunnar Myrdal) จาน ทินเบอเจน (Jan Tinbergen) บาร์บารา วาด (Barbara Ward) อาเธอร์ หลุยส์ (Arther Lewis) เจมส์ กรานท์ (James Grant) และโรเบิร์ต แมคนามารา และผู้อื่นอีกหลายคน ได้แสดงเหตุผลและน่าเชื่อว่า แม้จะแบ่งเงินได้และทรัพย์สินให้ลำเอียงเข้าข้างคนมั่งมีก็มิใช่ว่าจะช่วยให้มีการออมทรัพย์และการลงทุนสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งนั้นเมื่อประเทศจัดการกระจายรายได้และทรัพย์สินให้เสมอภาคกันมากขึ้นแล้วก็ปรากฏบ่อยๆ ว่าได้มีการออมทรัพย์และการลงทุนสูงขึ้น อันเป็นสื่อให้เศรษฐกิจก้าวหน้าได้ดี

สำหรับเรื่องนี้นิยมเห็นว่า ถ้ามีการกระจายรายได้และทรัพย์สินให้เท่าเทียมมากขึ้นแล้ว แม้ว่าความเจริญเติบโตโดยส่วนรวมจะด้อยลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร เช่นแทนที่จะเพิ่มขึ้นปีละ ๘% ก็ลดเหลือ ๖% เป็นต้น ในเรื่องแรงงานที่มีผู้อ้างว่า การที่เงินค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มจาก ๑๖ บาท เป็น ๒๐ และ ๒๕ บาท เป็นการล้างผลาญบ้านเมือง ทำให้อุตสาหกรรมตกต่ำ แท้จริงไม่ควรจะเป็นดังนั้น ก่อนที่คณะที่ปรึกษา[5] จะให้คำปรึกษาก็มีคณะอนุกรรมการอยู่หลายฝ่าย และได้ทำการศึกษาความต้องการของคนและความต้องการของอุตสาหกรรม ความต้องการของคนทำงาน ๑ คน ที่มีเมีย ๑ คน และมีลูก ๑ คนเงินได้เท่าไรจึงจะพอ (พอดีอย่างพอสมควร) และคิดถึงอนาคตด้วย อาจารย์ไตรรงค์[6] ได้ไปเก็บตัวเลขที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาค่าใช้จ่ายในการครองชีพ ในเรื่องที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค โภชนาการ การบันเทิงพอประมาณ คิดรวมแล้วเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ใน ๑ วันเท่ากับ ๓๐ บาท และสำหรับความต้องการของอุตสาหกรรมนั้นได้คำนวณออกมาว่าค่าจ้างแรงงานในประเทศไทยเป็นเพียง ๙% ของต้นทุนการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในเอเชียแล้ว ค่าจ้างแรงงานของเรายังถูกกว่าทุกๆ ประเทศ สรุปแล้วเราควรจะขึ้นค่าแรงให้กับกรรมกรได้อีกตั้ง ๓๐ บาท แต่เราขึ้นเพียง ๒๐ บาท และเป็นการค่อยๆ เพิ่มจาก ๑๖ เป็น ๒๐ และเป็น ๒๕ บาท เพราะเกรงว่าเศรษฐกิจจะระส่ำระสาย

ทีนี้หันมาดูปัญหาว่า ทำไมการลงทุนในบ้านเราจึงหยุดชะงัก สาเหตุมาจากกรรมกรสไตรค์หรือเรื่องการถอนใบอนุญาตบริษัทเทมโก้ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่ทำให้การลงทุนหยุดชะงักเป็นเพราะเหตุผลทางการเมืองมากกว่า

ผมใคร่จะได้เห็นการวางแผนพัฒนาและปฏิบัติตามแผนเป็นไปในทางสนับสนุนและรักษาไว้ซึ่งคุณภาพแห่งชีวิตของชาวเอเชียหรือพูดให้ง่ายเข้า คือการอยู่ดีกินดี ซึ่งผมได้เสนอไว้ดังนี้[7]

 

การอยู่ดีกินดีของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์ถึงเชิงตะกอน)

 

“เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมอยากให้แม่ได้กินอาหารถูกหลักโภชนาการและได้รับการเอาใส่ด้านสวัสดิการแม่และเด็ก

ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากมายอย่างที่พ่อแม่ผมมีมา และผมไม่อยากให้แม่มีน้องกระชั้นชิดกับผมเกินไปนัก

แม่กับพ่อผมจะแต่งงานกันตามประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือแม่กับพ่อต้องอยู่ร่วมกัน และไม่ทะเลาะกันบ่อยๆ

ในระยะ ๒–๓ ปี หลังจากที่ผมเกิดมา ผมอยากให้แม่กับผมได้กินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ เพราะเป็นระยะที่ร่างกายและสมองผมเติบโตขึ้นและเป็นระยะที่จะส่งผลดีผลร้ายให้ผมในอนาคต

ผมต้องการไปโรงเรียน และอยากให้พี่สาวเรียนหรือน้องสาวผมได้เรียนหนังสือด้วย แล้วเรียนวิชาที่ไปทำงานได้ กับให้โรงเรียนอบรมสั่งสอนเรื่องศีลธรรมจรรยาให้เรา ถ้าเผอิญผมเรียนเก่งไปได้ถึงชั้นสูงๆ ก็ขอให้มีโอกาสเรียนได้สูงที่สุด

เมื่อออกจากโรงเรียน ผมก็อยากทำงานเลี้ยงชีพ และงานควรจะน่าสนใจพอที่จะรู้สึกว่าผมได้ทำประโยชน์แก่คนอื่น

บ้านเมืองที่ผมอยู่ควรจะมีขื่อมีแป มีความสงบเรียบร้อย ปลอดภัย และพวกเราไม่ถูกกดขี่ข่มแหงประทุษร้าย

บ้านเมืองเราควรจะติดต่อมีความสัมพันธ์อันมีประโยชน์และชอบธรรมกับต่างประเทศ เราจะได้เรียนรู้วิชาทั้งด้านปัญญาและด้านอาชีพจากมนุษย์ทั่วโลก กับเราจะได้มีทุนจากต่างประเทศ มาช่วยเราพัฒนา

บ้านเมืองของเราส่งสินค้าที่ผมทำขึ้นหรือที่เพื่อนร่วมชาติผมทำขึ้นไปขายต่างประเทศราคาสินค้าควรจะเป็นราคาที่ยุติธรรม

ถ้าผมเป็นชาวนา ผมก็อยากมีที่นาของผมเป็นกรรมสิทธิ์ และมีช่องทางที่จะได้สินเชื่อมาลงทุน ได้วิชาแบบใหม่มาใช้เพาะปลูก ได้ตลาดมั่นคง และราคายุติธรรมสำหรับพืชผลของผม

ถ้าผมเป็นชาวเมืองทำงานรับจ้างเขา ผมก็อยากมีหุ้นส่วนในงานที่ผมทำและมีส่วนในการดำเนินโรงงานหรือห้างที่ผมทำอยู่

ในฐานที่เป็นมนุษย์ ผมอยากจะได้อ่านหนังสือพิมพ์ถูกๆ หนังสือเล่มถูกๆ มีวิทยุฟัง มีโทรทัศน์ดู (แต่ไม่อยากฟังหรือดูโฆษณาสินค้ามากนัก)

ผมอยากมีสุขภาพแข็งแรง และหวังว่ารัฐบาลจะจัดให้มีบริการอนามัยป้องกันโรคชนิดฟรี และบริการรักษาโรคชนิดที่ถูกและเรียกหาได้ง่าย

ผมหวังว่าจะมีเวลาพักผ่อนเป็นของตนเองบ้าง จะได้มีความสุขร่วมกับครอบครัวผม ถ้าอยากไปเที่ยวสวนก็ไปได้ อยากดูศิลปะชนิดต่างๆ ก็ได้ชม อยากไปงานวัฒนธรรมก็ได้ไปเที่ยว

ผมจำเป็นต้องมีอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ และน้ำสะอาดสำหรับดื่ม

ผมอยากได้ร่วมมือเป็นสหกรณ์กับเพื่อนฝูง จะได้ช่วยกัน เขาบ้างเราบ้างแล้วแต่ความจำเป็น

ผมจำเป็นต้องมีโอกาสร่วมงานของชุมชนที่ผมอาศัยอยู่ และสามารถมีปากมีเสียงในการกำหนดชะตาของบ้านเมืองทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในประเทศของผม

เมียผมก็ควรมีโอกาสอย่างเดียวกัน และเราทั้ง ๒ คนควรได้รับความรู้และทราบวิธีการวางแผนครอบครัว

พอผมแก่ลง บ้านเมืองก็ควรจะให้บริการทางการเงินและสังคม-
สงเคราะห์แก่ผม เพราะผมก็ได้ออกเงินบำรุงมาตลอด

เมื่อผมตายแล้ว และเผอิญมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ ผมอยากให้รัฐบาลแบ่งให้เมียไว้พอกิน แล้วเอาที่เหลือไปทำประโยชน์ให้คนอื่นได้อยู่กินดีด้วย

นี่แหละคือความหมายอันแท้จริงแห่งชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของทุกคน”

ความยากจนในชนบท

ความยากจนทำให้มนุษย์เสื่อมความเป็นมนุษย์ (Poverty de-
bases and dehumanizes man) และความยากจนทำให้มนุษย์ทำบาปได้ง่าย เราไม่อาจประณามคนลักขโมยได้เต็มปาก ถ้าเขาต้องทำเพราะเขายากจน ความยากจนมีปรากฏอยู่ทั่วไป ทั้งในเมืองและชนบท การที่เราเอาใจใส่ในเรื่องความยากจนในชนบท (และขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยความยากจนในเมือง) ก็เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

๑. ในประเทศด้อยพัฒนาประชากรอาศัยอยู่ในชนบทมากกว่าในเมือง ในชนบทมีประชากรอาศัยอยู่กว่า ๘๐% ของประชากรทั้งหมด

๒. ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชนบทขึ้นอยู่กับธรรมชาติที่ไม่แน่นอน ยังปรากฏว่ากสิกรประสบภัยธรรมชาติอยู่เสมอ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง เป็นต้น

๓. ถ้าหากชาวชนบทยากจน ไม่มีงานทำ[8] คนในชนบทก็จะอพยพเข้ามาหางานทำในเมือง ทำให้สังคมเมืองเกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมาอย่างมากมาย เช่น ปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม อาชญากรรม ปัญหาวัยรุ่น ฯลฯ

๔. ในภาคชนบทเป็นแหล่งอาหาร และอาหารเป็นสิ่งที่คู่กับมนุษย์แม้ว่าปัจจุบันวิทยาการต่างๆ และเทคนิคการผลิตอาหารดีมากขึ้นและเรารู้จักเรื่องการปฏิวัติเขียวแล้วก็ตาม เรื่องความอดอยากก็ยังมีปรากฏอยู่ เช่นความอดอยากที่เกิดในประเทศเอธิโอเปีย ประชากรหลายล้านคนตายเพราะโรคขาดอาหาร พระเจ้าจักรพรรดิเฮเลเซลัสซิได้พยายามปิดข่าวเรื่องนี้ อาจจะเป็นเหตุนี้กระมังทำให้พระองค์ต้องหลุดออกจากราชบัลลังก์ ในประเทศแอฟริกาตะวันตก แถบทะเลทรายซาฮารา (Sahara) มีเมืองซาเฮล ซึ่งไม่เคยเห็นเม็ดฝนเลยเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว แม้ในประเทศไทยยังไม่ประสบภาวะอดอยากในระดับเดียวกับในประเทศที่กล่าวถึงนี้ แต่สภาพการณ์ก็เป็นที่น่าวิตกอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแถบภาคอีสาน มีหลายจังหวัดที่ฝนไม่ตกติดต่อกันเป็นเวลา ๒–๓ ปี เช่นจังหวัดบุรีรัมย์ ในปี ๒๕๑๘ ทางราชการต้องทำฝนเทียมขึ้นเพื่อช่วยการเพาะปลูกและการเกษตรด้านอื่นๆ

๕. ในภาคชนบทมีปรากฏการณ์พิเศษที่คนในเมืองมักเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์จากคนในชนบทผ่านระบบการธนาคาร ถ้าเราศึกษาระบบการธนาคารของเราให้รอบคอบ จะเห็นว่า กระแสเงินทุนมาจากภาคชนบทเข้าสู่เมืองมากกว่าจากเมืองเข้าสู่ชนบทยกเว้นระยะเวลาที่รัฐบาลมีงบประมาณรายจ่ายเข้าสู่ภาคชนบทเท่านั้น

กระบวนการพัฒนา

ขั้นตอนของกระบวนการพัฒนา แบ่งออกเป็น ๖ ส่วน

๑. การลงทุน ไม่ว่าเราจะอยู่ในระบบเศรษฐกิจใด ถ้าต้องการให้เกิดความเจริญขึ้น ก็ต้องมีการลงทุนเพราะการลงทุนทำให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้นและรายได้สูงขึ้น การลงทุนต้องจำกัดการบริโภคและเพิ่มการออมทรัพย์ แต่การบริโภคและการออมทรัพย์จะต้องสมดุลกัน การออมมากเกินไป เช่น ในประเทศรัสเซีย ปี ๑๙๒๐–๑๙๔๐ ก็ไม่พึงนิยม แม้ว่านโยบายเช่นนั้นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง การบูรณะชนบทก็เช่นเดียวกัน

๒. กระบวนการพัฒนาจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง การบูรณะชนบทก็เช่นเดียวกันจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง การทำมาหากิน การผลิต มีการใช้พืชพันธุ์ใหม่ ใช้น้ำ ใช้ปุ๋ย ยากำจัดแมลง การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่น เดิมเรามีข้าวเป็นสินค้าออก ต่อมาเราขยายประเภทของสินค้าออกได้มากขึ้น มีข้าวโพด มันสำปะหลัง ปอ สัตว์เลี้ยง รวมทั้งการปลูกพืชชนิดใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม โดยต้องไม่ให้เกิดความเสียหายทางจิตใจ เช่นธรรมเนียมการซื้อของขวัญให้ผู้ใหญ่ งานเลี้ยงใหญ่โตหรูหราจะต้องแก้ไข

๓. การเปลี่ยนแปลงถ้าเกิดขึ้นบ่อยและเร็วก็จะได้รับความเสียหาย ความระส่ำระสายย่อมมีขึ้น เช่น การเปลี่ยนการเก็บภาษีบ่อยๆ

๔. การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยจำเป็นต้องให้ได้ดุล (Balanced Development)[9] เราจำเป็นต้องพัฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรมไปพร้อมๆ กัน และแม้แต่การเกษตรของหน่วยงานต่างๆ ออกจะพัฒนาไปพร้อมๆ กัน มิใช่การชลประทานล้ำหน้า กรมวิชาการตามไม่ทัน ถ้าสร้างแต่ตัวเขื่อนไม่พูดถึงคลองส่งน้ำ เรื่องการใช้ปุ๋ย เรื่องการจัดรูปที่ดิน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

๕. การประมวลทรัพยากร (Resource Budgeting) เรามีที่ดินอยู่เท่าไร มีประชาชนเท่าไร ป่าสงวนจริงๆ มีเท่าไร มีที่ดินเฉลี่ยให้คนทำนาทำไร่เท่าไร และทรัพยากรที่มีค่าอีกอย่างหนึ่งคือคน เมื่อเราประมวลทรัพยากรแล้วก็ดำเนินการลงทุนหรือเปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการที่ดี

๖. การบริหารงานพัฒนาจะต้องทำให้ถูกหลักและดีจริงๆ การบริหารจะต้องเกี่ยวกับการวางแผนและมีการลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ เฉพาะการร่วมมือประสานระหว่างกระทรวง ทบวง กรมเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะประเทศเราต่างคนต่างทำ เช่นงานด้านการศึกษา เป็นต้น

ภาคผนวก: เรื่องความยากจน[10]

ระหว่าง “คนมี” กับ “คนไม่มี” นักสังคมวิทยาเรียกมันว่า “ช่องว่าง” และยิ่งวัน “ช่องว่าง” เหล่านี้จะยิ่งขยายใหญ่กว้างมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ตัวเลขจากบทความ “การวัดระดับความยากจนในประเทศไทย” ของเมธี ครองแก้ว และจินตนา เชิญศิริ บอกให้เรารู้ว่าจากจำนวนประชากรสำรวจปี ๒๕๑๒ จะมีคนจนทั่วประเทศ ๑๕,๙๓๔,๒๗๑ คนหรือประมาณร้อยละ ๔๕.๔ ของประชากรทั่วประเทศ จากอัตราดังกล่าวพอคำนวณได้ว่าในปี ๒๕๑๗ ตามประมาณการขั้นสูงประชากรมี ๔๑.๐๒๓ ล้านคน จะเป็นคนจนเสีย ๑๘.๖๒๔ ล้านคน และในปี ๒๕๑๘ จะมีคนจน ๑๙.๑๙๔ ล้านคน อันเป็นจำนวนที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

สถิติ ๒๕๑๗ ประชากรทั่วประเทศประมาณ ๔๐.๕ ล้านคน จากจำนวนนี้อยู่ในชนบทราว ๓๔ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๘๕ ของประชากรทั่วประเทศ

จากสถิติของนิโคลัส เบนเนท ในหนังสือ การศึกษาในประเทศด้อยพัฒนา กล่าวถึงการศึกษาในประเทศไทยว่า ในจำนวนเด็ก ๕๐ คนที่เข้าชั้นประถมศึกษาจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้รับปริญญา เขาบอกต่อไปอีกว่า ในประเทศไทยต้นทุนต่อหัวของเด็กในโรงเรียนในเมืองสูงกว่าของเด็กอื่นๆ ทั่วประเทศโดยเฉลี่ยแล้วถึงร้อยละ ๕๐

เขาบอกด้วยว่า แม้ว่าร้อยละ ๘๕ ของพลเมืองอยู่กันในชนบทก็ตามแต่มีเพียงร้อยละ ๘ เท่านั้นของบรรดาพวกที่จบการศึกษาขั้นสูงสุดที่มาจากครอบครัวชาวนา (ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวนาที่มีไร่นามากพอสมควร)

บทความ “ปัญหาความยากจนในประเทศไทย” ของรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ บอกว่าประชาชนในภาคเกษตรกรรมต้องรับภาระภาษีถึง ๒ ใน ๓ ของภาษีอากรที่รัฐบาลเรียกเก็บ ประมาณร้อยละ ๖๖–๖๗ แต่รัฐบาลใช้จ่ายเงินในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๑ (๒๕๐๔–๒๕๐๙) เพียงร้อยละ ๑๔.๑๕ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ ๒ (๒๕๑๐–๒๕๑๔) เพียงร้อยละ ๒๐.๒๓ และตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๓ เพียงร้อยละ ๑๓.๗

จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจของเกษตรกรทั่วประเทศเมื่อปี ๒๕๑๒ โดยกองเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรากฏว่าร้อยละ ๓๖ มีหนี้สินเป็นภาระ เมื่อแยกเป็นภาคปรากฏว่าเกษตรกรในภาคกลางตกเป็นหนี้มากที่สุดคือร้อยละ ๕๖ สำนักงานสถิติแห่งชาติบอกว่า ชาวนาจำนองที่ในปี ๒๕๐๐ เป็นเงิน ๑๑๔.๗ ล้านบาท ปี ๒๕๐๕ เป็น ๒๘๗.๙ ล้านบาท และเพิ่มเป็น ๗๖๘.๓ ล้านบาทในปี ๒๕๑๐

 

 

[1]   ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กับคำว่าพัฒนาการเศรษฐกิจ มีความต่างกัน กล่าวคือ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หมายถึงการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น ซึ่งดูได้จากผลผลิตต่อหนึ่งหน่วยของการใช้ปัจจัย ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถึงการเพิ่ม
ผลผลิตให้มากขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคและการจัดการของสถาบันต่างๆ เพื่อส่งเสริมการผลิต (ดู Kindleberger, Economic Dev-
elopment, 2nd., McGreaw-Hill, p.3) นอกจาก Kindleberger แล้วก็มีนักเศรษฐศาสตร์ท่านอื่นๆ ที่ให้นิยามของการพัฒนาเศรษฐกิจไว้ต่างๆกันเช่น Meier และ Baldwin (จากหนังสือชื่อ Economic Develop-
ment, John Wiley & Son INC, หน้า ๒) ได้กล่าวไว้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจก็คือ ขบวนการที่รายได้ประชาชาติที่แท้จริง (real national income) ของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตลอดเวลายาวนาน

         Okun และ Richardson (ใน “Economic Development: Concept and Meaning” in Okun and Richardson (eds.), Studies in Economic Development, 1961, p.230–236) ให้คำนิยามการพัฒนาเศรษฐกิจคือ การรักษาระดับการปรับปรุงความเป็นอยู่ทางวัตถุของประชาชนให้ดีขึ้นและตลอดไป การปรับปรุงด้านวัตถุก็คือการเพิ่มจำนวนสินค้าและบริการนั่นเอง

 

[2]     ดู    – International Development Strategy UN 1970

         – “ข้อคิดเรื่องการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับ
      ค.ศ.๑๙๘๐”

 

[3]   ประเทศพม่า อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ในรอบทศวรรษ ๑๙๖๐–๑๙๗๐ ประชากรได้เพิ่มขึ้นในอัตราไม่เกิน ๒.๕% ส่วนมาเลเซีย ๓.๐% ฟิลิปปินส์ ๓.๑% และไทย ๓.๑% ทั้ง ๓ ประเทศนี้อัตราเพิ่มสูงกว่าเป้าหมายมากนัก ดูเรื่องเดียวกัน

 

[4]     เรื่องเดียวกัน

 

[5]     คณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์– บรร-
ณาธิการ

 

[6]     ดู ไตรรงค์ สุวรรณคีรี, วารสารธรรมศาสตร์, ปีที่ ๕ เล่มที่ ๑, มิถุนายน ๒๕๑๘

 

[7]     บทความนี้เดิม เขียนเป็นรายงานชื่อ “The Quality of life of South East Asian: a chronicle of hope from womb to Tomb” เสนอต่อ SEADAG คือ South East Asia Development Advisory Group ซึ่งสังกัดอยู่ใน Asian Society ใน New York ต่อมาได้มีการแปลรายงานนี้ไว้ในหนังสือ เสียชีพอย่าเสียสิ้น (กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, ๒๕๑๗)

 

[8]     ปัญหาการไม่มีงานทำดูตัวอย่างได้จากการใช้แรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการทำงานกันเต็มที่ มากกว่า ๙๔% ในเดือนธันวาคม การใช้แรงงานลดลงเหลือประมาณ ๗๑% นอกจากเดือนที่กล่าวข้างต้น และเดือนมิถุนายนและสิงหาคมการใช้แรงงานของเกษตรกรต่ำกว่า ๒๕% ของแรงงานทั้งหมดที่มีอยู่ ในเรื่องนี้ดูรายละเอียดได้จาก สมนึก ศรีปลัง,กองเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตร, กลยุทธ์ในการพัฒนาการเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เอกสารวิจัย

 

[9]   มีนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านที่เห็นด้วยกับหลักการเจริญเติบโตสมดุล (Balanced growth) เช่น P.N. Rosenstein–Rodan เป็นต้น และนักเศรษฐศาสตร์ที่สนับสนุนการเจริญเติบโตไม่สมดุล (Unbalanced growth) ได้แก่ Albert O. Hirschman

 

[10]  จากหนังสือพิมพ์ ประชาธิปไตย ฉบับวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๘ คอลัมน์ “มารู้จักคนจนในไทย”