จุดมุ่งหมายในการพัฒนาชนบท

ชนบท

จุดมุ่งหมายในการพัฒนาชนบท

พิมพ์ครั้งแรกใน อนุสรณ์เศรษฐศาสตร์ ๒๕๑๔

 

 

 

เป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจชนบท

การพัฒนาชนบทมีจุดมุ่งหมายซึ่งอาจจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า คือการทำนุบำรุงให้ชาวชนบท สามารถอยู่ดีกินดีขึ้นๆ ไป

ประชาชนชาวไทย (และชาวเอเชียโดยทั่วไป) ส่วนใหญ่เป็นชาวชนบท ฉะนั้นการพัฒนาประเทศชนิดที่จะให้ได้ผลดีตกอยู่แก่คนหมู่มากก็จำต้องมุ่งพัฒนาชนบทเป็นสำคัญ

ในบทความนี้ เมื่อกล่าวถึงชาวชนบทหรือชาวนา ผู้เขียนตั้งใจจะให้คลุมถึงชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง ชาวป่า ซึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยวิธีต่างๆ กัน แต่อยู่ในชนบททั้งนั้น และเมื่อกล่าวถึง “เกษตรกรรม” หรือ “กสิกรรม” ก็ตั้งใจจะให้คลุมถึงอาชีพเหล่านั้นทั้งหมด

อนึ่ง ในบทความนี้จะกล่าวถึงเรื่องการพัฒนาด้านเศรษฐกิจมากกว่าอย่างอื่น แต่ก็สำเหนียกในความสำคัญของการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้านสังคม ด้านการปกครอง และด้านความปลอดภัยต่างๆ ด้วย

ประเทศที่มีศึกติดพันอยู่ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือศึกกลางเมือง การที่วางแผนพัฒนาเป็นระยะเวลานานนั้นย่อมทำไม่ได้ แม้ว่าจะไม่มีศึก ถ้าประชาชนไม่มีความปลอดภัยด้วยเหตุที่มีผู้ก่อการร้ายอยู่เนืองๆ หรือมีโจรผู้ร้ายชุกชุม การพัฒนาเศรษฐกิจย่อมเป็นไปด้วยยากนัก เพราะจะเลี้ยงหรือเพาะพันธุ์ควายไปทำไม ให้ผู้ร้ายมาขโมยไปเปล่าๆ เฉพาะอย่างยิ่งถ้าตำรวจไม่ช่วยจับโจรผู้ร้าย

“อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ฉะนั้นสุขภาพอนามัยซึ่งรวมทั้งการรับประทานอาหารอย่างถูกลักษณะ การครองชีพในธรรมชาติอันงดงาม มีความสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนโสโครก จึงเป็นเรื่องสำคัญของการพัฒนา ในทางด้านสังคม ถ้าชาวชนบทสามารถอยู่กันเป็นหมู่คณะ มีความสามัคคีรักใคร่กัน ไม่มีใครมาเบียดเบียนซึ่งกันและกัน นั่นแหละจึงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเฉพาะด้านเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคมและการปกครองเหล่านี้ย่อมจะประสบแต่ความเสื่อมและหายนะ

เป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจชนบท หวนมากล่าวถึงเศรษฐ-
กิจการพัฒนาชนบทจะเรียกว่ามีผลสำเร็จบริบูรณ์ได้ จะต้องบรรลุถึงความมุ่งหมาย ๓ ประการ คือ

๑.  ให้รายได้ของชาวชนบทเพิ่มขึ้นในอัตราที่พึงพอใจ

๒. ความจำเริญของรายได้ชาวชนบทจะต้องเป็นไปโดยมั่นคงและมีเสถียรภาพ และ

๓. ชาวชนบทจะต้องสามารถช่วยตนเองได้ และสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

๑. รายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่พึงพอใจ

อัตราใดจึงจะเป็นที่พึงพอใจสำหรับการเพิ่มรายได้ของชาวชนบท?

ในประเทศไทยเรา ระหว่าง พ.ศ.๒๕๐๓ ถึง ๒๕๑๒ รายได้ประชาชาติได้ก้าวหน้าไปในอัตราเฉลี่ย ๘.๑% ต่อปี ซึ่งนับว่าอยู่ในอัตราที่สูง มีไม่กี่ประเทศที่อัตราก้าวหน้าสูงกว่าเรา แต่เนื่องด้วยประชากรไทยมีอัตราเพิ่มสูง รายได้เฉลี่ยของประชาชนไทยทั้งชาติในระยะนั้นจึงลดลงเหลือ ๔.๓% ต่อคนต่อปี และเมื่อแยกสถิติออกมาตามภาคต่างๆ ของประเทศ อัตราเพิ่มของรายได้ต่อคนต่อปีตามภาคต่างๆ ปรากฏดังนี้

ภาคกลาง (รวมทั้งกรุงเทพฯ) ๕% ภาคเหนือ (ส่วนใหญ่เป็นชนบท) ๓.๙% ภาคใต้ (ส่วนใหญ่เป็นชนบท) ๓.๗% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ชนบทจนที่สุด) ๓.๓%

สมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติในปี ๒๕๑๓ ได้ประกาศนโยบายในการพัฒนาประเทศล้าหลังในรอบ ๑๐ ปีที่ ๒ ไว้ดังนี้

๑. รายได้ประชาชาติจะต้องเพิ่มขึ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า ๖% ต่อปี และ

๒. รายได้ประชาชาติต่อคนจะต้องเพิ่มขึ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า ๓.๕% ต่อปี โดยสมมุติว่าประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราประมาณ ๒.๕% ต่อปี

แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ ๓ ของประเทศไทยซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๔ นี้ ได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่ารายได้ประชาชาติจะต้องเพิ่มในอัตรา ๗% ต่อปีในระยะ ๕ ปีข้างหน้า ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลไทยเราคาดว่าเศรษฐกิจของไทยจะดีน้อยกว่าเมื่อ ๑๐ ปีก่อน แต่ยังดีกว่าเป้าหมายส่วนรวมของสหประชาชาติสำหรับประเทศด้อยพัฒนาในระยะ ๑๐ ปีต่อไปนี้

ปัญหาสำคัญก็คือ สำหรับชาวชนบทไทย เราจะมีเป้าหมายให้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างไรจึงจะเป็นที่พึงพอใจ

เป้าหมายข้อหนึ่งในหลายข้อของแผนพัฒนาเศรษฐกิจไทย ฉบับที่ ๓ คือ จะพยายามอำนวยให้เกิดความยุติธรรมทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้นในสังคม ซึ่งหมายความว่าจะพยายามให้คนจนมีรายได้สูงขึ้น และถ้าทำได้จะพยายามให้ชาวชนบทมีรายได้สูงขึ้นทัดเทียมกับชาวกรุง ถ้าทำได้ทัดเทียมกันไม่ได้จริงๆ ก็จะพยายามให้รายได้ชาวชนบทสูงขึ้นถึงขนาดที่จะให้ความแตกต่างกับรายได้ของชาวกรุงเรียวลงๆ ทุกที เป้าหมายนี้ผมเห็นว่าเป็นเจตนาอันดี แต่ควรจะถามพวกเรากันเองว่าหมายความว่ากระไร? และจะทำได้เพียงใด?

เราได้เห็นแล้วจากผลของการพัฒนาตามแผนที่ ๑ และ ๒ ในช่วง ๑๑ ปีที่แล้วมา อัตราเพิ่มรายได้ในชนบทต่ำกว่าอัตราเพิ่มรายได้ในกรุงนัก ซึ่งหมายความว่าคนจนยิ่งจนและคนมียิ่งมีหนักขึ้นโดยเปรียบเทียบกับในปี ๒๕๑๓ รายได้ต่อคนต่อปีโดยส่วนรวมของประเทศไทยประมาณเท่ากับ ๔,๐๐๐ บาท ประชาชนในภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพฯ มีรายได้ประมาณ ๖,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี แต่ในภาคอีสานรายได้ของราษฎรประมาณไม่ถึง ๒,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี อัตราเพิ่มรายได้ตามตัวเลขแสดงไว้ว่าแตกต่างกัน ภาคที่รวยเพิ่มมาก ภาคที่จนเพิ่มน้อย ความแตกต่างยิ่งกว้างถ่างขึ้นทุกทีอันจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากยิ่งขึ้น ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง

ตามความเห็นของผม ถ้าแผนพัฒนาที่ ๓ นี้ประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมายจริงๆ รายได้ของชาวชนบทจะต้องบันดาลให้เพิ่มสูงขึ้น อย่างน้อยเท่ากับอัตราเพิ่มเฉลี่ยของทั้งประเทศ (คือปีละ ๗%) ที่กำหนดไว้อย่างนี้ โปรดอย่าถือว่าเป็นการเรียกร้องจนเกินเหตุ แท้จริงเป็นการกำหนดอย่างต่ำ เพราะถ้าพวกเราทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้นคนละ ปีละ ๗% เท่าเทียมกัน คนจนในชนบทก็ยังยิ่งจนกว่าคนมีในเมืองอยู่นั่นเอง เพราะเริ่มต้นก็มีรายได้และทรัพย์สมบัติต่ำกว่าเสียแล้ว อัตราเพิ่มของคนที่มีรายได้ต่ำกว่า แปลออกมาเป็นบาทเป็นสตางค์ แม้จะเป็นอัตราเดียวกับคนมีก็จะต่ำกว่าคนมีแน่นอน ฉะนั้น “ความยุติธรรมด้านเศรษฐกิจของสังคม” ยังจะมีไม่ได้ แต่มองอีกแง่หนึ่ง ถ้าเราจะพยายามจริงๆ ให้ชาวชนบทมีรายได้และทรัพย์สินสูงขึ้นจนเท่าเทียมหรือเกือบเสมอกับคนที่ร่ำรวยชาวกรุงภายในระยะเวลาสั้น ก็จะเกิดโกลาหลขึ้นในด้านเศรษฐกิจแน่ อย่างน้อยก็จะต้องบันดาลให้ราคาข้าวสารและอาหารอย่างอื่นสูงขึ้นโดยรวดเร็ว และอย่างมากก็จะต้องเกิดการปฏิวัติกันอย่างพลิกแผ่นดิน (ไม่เหมือนการปฏิวัติเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๔) ฉะนั้นผมเห็นว่ายังไม่น่ากระทำ แต่ถ้าเรายังปล่อยให้ชาวชนบทมีรายได้ต่ำ และแม้จะเพิ่มก็เพิ่มในอัตราต่ำอย่างแต่ก่อนแล้ว ก็จะพัฒนาไม่ได้จริงสมตามความมุ่งหมายที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นชาวชนบทย่อมจะต้องพยายามดิ้นรนอพยพเข้ามาในเมืองเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ โดยหวังว่าจะหลบความบีบคั้นทางเศรษฐกิจจากชนบทมาสู่เมืองสวรรค์ แต่ที่จริงก็หลบจากแหล่งลำบากแหล่งหนึ่งไปสู่แหล่งลำบากอีกแหล่งหนึ่งเท่านั้น มิหนำซ้ำยังก่อให้เกิดปัญหาสำคัญในเมืองต่างๆ ขึ้นใหม่อีก เช่น ปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาอาชญากรรม และอื่นๆ อีก

ด้วยเหตุฉะนี้ หากรัฐบาลจะพยายามให้บรรลุถึงเป้าหมายความยุติธรรมทางด้านเศรษฐกิจของสังคมจริงๆ อย่างน้อยอัตราเพิ่มรายได้ของชาวชนบทในอีสานและภาคอื่นๆ จะต้องไม่ต่ำกว่า ๗% ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายของทั้งชาติ แม้ว่าจะยังไม่สามารถบันดาลให้รายได้ของประชาชนโดยทั่วไปทัดเทียมกัน หรือแตกต่างกันน้อยที่สุดก็ตาม ยังมีข้อปลอบใจชาวชนบทอยู่บ้างว่า ในชนบทนั้นมนุษย์เราไม่ต้องใช้เงินมากเท่ากับในกรุง และยังมีสิ่งบำรุงชีวิตตามธรรมชาติอื่นๆ อยู่มากพอคุ้มกับที่มีรายได้ต่ำกว่าเขาสักหน่อย “มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง” แต่อย่าให้มีน้อยนักก็จะเป็นการดี

๒. ความมั่นคงในการเพิ่มรายได้ชนบท

ถ้ารายได้ของเราเพิ่มขึ้นสูงสักปีสองปีแล้วในไม่ช้าเสื่อมลง จะถือเป็นที่พึงพอใจหาได้ไม่ เฉพาะอย่างยิ่งในชนบท เพราะอาชีพด้านเกษตรนั้นขึ้นอยู่กับโชคชะตาล่อแหลมอยู่นัก สำคัญที่ดินฟ้าอากาศ สำคัญที่ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงทีละมากๆ สำคัญที่แมลงและศัตรูพืช ในทวีปเอเชียและแอฟริกาปีหนึ่งๆ จะต้องมีเกษตรกรจำนวนล้านครอบครัวที่ต้องภัยธรรมชาติหรือความหายนะด้านอื่น ฝนแล้ง น้ำท่วม พายุจัด แมลงลง ราคาตกฮวบ เป็นต้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าชาวนาโดยทั่วไปมักจะเสียกรรมสิทธิ์ในที่นาที่ตนทำกินอยู่เสมอ ชาวประมงก็เสียเรือ เกษตรกรโดยทั่วไปต้องขายโคกระบือในยามยาก และเมื่อทรัพย์สินเครื่องมือหากินเหล่านี้หลุดมือไปแล้ว อย่าหวังเลยว่าจะลืมตาอ้าปากเอากลับคืนมาได้ในชั่วชีวิตหรือชั่วลูกหลาน

การที่ชาวนามีนาของตนทำกินเองกับการที่ต้องเช่าเขาทำหรือรับจ้างเขาทำนั้น มีข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างยิ่ง ตามระบบการเช่านาของเรา เราเช่ากันปีต่อปี สัญญาเช่าและการแบ่งดอกผลมักจะทำให้ชาวนาเสียเปรียบผู้ให้เช่า และเมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งเจ้าของนาและคนทำนาก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะปรับปรุงที่ดินให้ดีขึ้น ไม่มีเหตุจูงใจที่จะพัฒนาที่นาให้ผลิตผลได้สูงขึ้น รายได้ชนบทก็เสื่อมลงๆ นอกจากนั้น ความมั่นคงและความสุขใจในการที่มีที่นาและเครื่องมือหากินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองนั้น วัดด้วยเงินทองไม่ได้ แต่เป็นความพอใจอันแท้จริงของคน

ด้วยเหตุฉะนี้ เป้าหมายการพัฒนาชนบทซึ่งจะงดเว้นเสียมิได้ก็คือ ต้องสร้างระบบความมั่นคงและมีเสถียรภาพให้ชาวชนบท อำนวยให้เขาสามารถปัดเป่าความหายนะจากธรรมชาติหรือเหตุอื่นได้ชั่วคราวในยามยาก ถ้าชาวชนบทสามารถสะสมทรัพย์สินเงินทองไว้สำรองจับจ่ายในขณะยุคเข็ญได้เองก็ยิ่งดี แต่ส่วนมากก็ทราบกันแล้วว่าทำไม่ได้ ฉะนั้นรัฐบาลจำต้องจัดตั้งหน่วยคุ้มภัยต่างๆ ให้ชาวนาให้พอ เช่น ให้สินเชื่อไปใช้จ่าย ไม่ต้องจำนำจำนองหรือขายทรัพย์สินแก่ผู้อื่น และปีใดทำการเกษตรไม่ได้เพราะฝนฟ้าไม่อำนวยก็หางานสาธารณะให้ทำ ให้มีรายได้ทดแทนกันบ้าง เป็นต้น ในกรณีที่สินค้าที่ชาวชนบทผลิตมีแนวโน้มที่ราคาจะตกเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาง เป็นต้น ชาวชนบทก็ควรจะสามารถเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างที่มีเค้าว่าจะดีกว่า ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนได้เอง ก็ทำที่รัฐบาลจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่การส่งเสริมอาชีพชนบทจึงเป็นหน้าที่สำคัญชั้นหนึ่งของรัฐบาล

๓. อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ

แม้ว่ารัฐบาลและข้าราชการจะมีสมรรถภาพและเจตนาส่งเสริมช่วยเหลือชนบทดีอย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการพัฒนาจะได้กำหนดไว้อย่างดี และการดำเนินงานตามโครงการจะมีประสิทธิภาพดีอย่างไรก็ตาม ชาวชนบทจะรอพึ่งจมูกผู้อื่นหายใจอยู่ตลอดไปมิได้ ชาวนาควรจะพึ่งตนเองได้ สามารถทดสอบดูความเหมาะสมของดิน เมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย ทางน้ำ และยาฆ่าศัตรูพืชที่รัฐบาลแนะนำว่าจะใช้ได้ดีสำหรับตนเพียงใด ในเวลาที่ผลิตได้ดีและค้าขายราคาดี ชาวชนบทควรจะคิดได้ด้วยตนเองว่าควรจะขยายงานเพียงใดและทรัพย์สินที่ได้มารู้จักเก็บออมไว้และลงทุนเผื่อวันข้างหน้า ในวาระที่เกิดเหตุร้าย ชาวชนบทควรจะมีสติปัญญาหาทางรอดได้ อย่างน้อยก็ควรจะช่วยตัวเองได้ชั่วคราวจนกว่าจะมีผู้อื่นมาช่วย ความสามารถพึ่งตนเองได้เช่นนี้จึงควรเป็นเป้าหมายสำคัญที่กระบวนการพัฒนาจะต้องพยายามสร้างสมให้แก่ชาวชนบท

หลักการพึ่งตนเองนี้มีความหมายพาดพิงกว้างขวางมากสำหรับชาวไทย เกินกว่าขอบเขตของการพัฒนาเศรษฐกิจ พวกเราชาวชนบทมักจะขาดความมั่นใจตนเอง นึกว่าเป็นผู้น้อยค่อยก้มประนมกรเสมอ และนึกว่าจะต้องแสดงความนับถือต่อข้าราชการ ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง และท่านผู้ใหญ่ผู้น้อยที่มาจากกรุงเทพฯ ต้องเชื่อถือเชื่อฟัง “เบื้องบน” ถ้าชาวชนบทสามารถช่วยตนเองได้และมีความเชื่อมั่นในตนเอง ในไม่ช้าย่อมจะเข้าใจว่านอกจากจะมีหน้าที่เป็นผู้ตามแล้วตนเองก็มีสิทธิ์เสรีเหมือนผู้อื่น และเมื่อใช้สิทธิ์เป็นราษฎรในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ชาวชนบทก็สามารถเรียกร้อง ร่วมมือ ในการสังคมและในการปกครองได้ คงจะทำให้ระบอบการปกครองในทวีปเอเชียอย่างน้อยสักประเทศหนึ่งดีขึ้น เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อชาวชนบทสามารถพึ่งตนเองมากขึ้นก็จะสำนึกว่ามนุษย์เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัดแต่งธรรมชาติได้ เช่น ถ้าไม่ต้องการมีบุตรก็อาจจะหาวิธีวางแผนครอบครัว เป็นการแก้ไขป้องกันปัญหาประชากรทั้งประเทศ และทั่วทวีปได้ดี

เมื่อสามารถพึ่งตนเองได้ ก้าวต่อไปก็จะรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำนองที่สุภาษิตไทยกล่าวว่า เมื่อเหลือกำลังก็ออกปากบอกแขกช่วยแบกหาม การรวมกำลังกันดังกล่าวในชนบทที่ได้ผลดีมาแล้วในประเทศต่างๆ สมัยปัจจุบัน ได้แก่ การสหกรณ์ ซึ่งจะอำนวยให้ชาวชนบทสามารถซื้อได้ถูก ขายได้ราคาดี กู้ยืมได้สะดวก และป้องกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ทั้งในยามเดือดร้อนและในยามปกติ เช่น ถ้าจะใช้เครื่องทุ่นแรง หรือเครื่องมือการผลิตชนิดที่แพงไม่คุ้มกับการเพาะปลูกขนาดเล็กของแต่ละครอบครัว ก็อาจจะร่วมกันใช้ได้หลายๆ ครอบครัว ทำให้ผลิตผลสูงขึ้นกว่าที่จะต่างคนต่างทำ

อุปสรรคในการไปสู่เป้าหมาย

การที่จะพัฒนาไปสู่เป้าหมายข้างต้นนั้น เท่าที่ประสบมาในประเทศไทยและประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ มีอุปสรรคที่จะต้องฟันฝ่าอยู่หลายประการคือ

(ก) การมีลูกมากจนเกินกำลัง

(ข) การพัฒนาแต่โดยฉาบฉวย

(ค) การทำลายสิ่งแวดล้อม

(ง) การใช้วิทยาศาสตร์ในทางที่ผิด

(จ) การบริหารราชการโดยขาดสมรรถภาพ

(ฉ) การละเลยต่อการศึกษา

 

(ก) ลูกมาก ชาวชนบททั่วไปในประเทศไทยและประเทศอื่นที่ด้อยพัฒนายังคงมีลูกมากเกินกำลัง ยิ่งในการอนามัยแพร่หลาย
ยิ่งขึ้น เมื่อมีคนมากขึ้น แต่ที่ดินและทรัพยากรอย่างอื่นจำกัด ผลิตผลต่อคนก็จะต้องลดน้อยลง เว้นเสียแต่ในกรณีที่มีหาได้ยาก ซึ่งวิธีการผลิตได้ปรับปรุงได้ผล คนในชนบทที่ไม่มีที่ดินทำกินของตนเองก็พยายามหลั่งไหลเข้าไปในเมือง และก่อปัญหาใหม่ขึ้นในเมืองต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพฯ และเมื่อเด็กที่เกิดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี การให้การศึกษาแก่เด็กย่อมจะมีปัญหาหนักขึ้นทั้งในทางคุณภาพและปริมาณ

(ข) พัฒนาฉาบฉวย เป็นธรรมดามนุษย์ที่จะทำอะไรถ้าผลของการกระทำนั้นเห็นได้ง่าย จับต้องได้ ก็ย่อมมุ่งหมายสนใจมากกว่าสิ่งที่เห็นได้ยากแม้จะมีประโยชน์กว่า การปิดทองหลังพระไม่ใช่วิสัยของนักการเมืองและข้าราชการส่วนใหญ่ เขื่อนใหญ่ๆ กั้นน้ำนั้นเห็นง่าย ถ่ายรูปก็เห็นสวย ส่วนทางน้ำคูน้ำที่จะนำเข้ามาจากเขื่อนนั้น ผู้ใหญ่มองไม่ค่อยเห็น เพราะฉะนั้นจึงไม่สู้มีผู้สนใจที่จะทำ โครงการบางอย่างที่มีประโยชน์จริงๆ มักจะได้รับการโฆษณาโด่งดังในตอนต้นๆ ตอนปลายๆ ที่จะให้ผลมักจะจืดจางไปเฉื่อยชาไป การพัฒนาแบบนี้มีดกดื่นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

(ค) ทำลายสิ่งแวดล้อม การทำไร่เคลื่อนที่โดยทำลายป่าและเขานั้นเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า เป็นการตัดอนาคตของชาติ แต่มีการกระทำอย่างอื่นอีกมากที่ยังไม่เป็นที่ทราบกันทั่วไป ซึ่งมีภัยร้ายแรงต่ออนาคตของการพัฒนาชาติ แม้แต่รัฐบาลเองก็มีส่วนกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การวางโครงการตัดถนนบนไหล่เขาบางแห่ง หรือการสร้างเขื่อนบนภูเขาบางแห่ง หรือการอนุญาตให้ทำเหมืองในที่ดินที่ควรสงวนไว้สำหรับการป่าไม้หรือการเพาะปลูก เป็นต้น เดี๋ยวนี้เราพอจะมีความรู้เพิ่มขึ้นแล้วว่า โรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภทก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพและการทำกินของชาวชนบททั้งที่อยู่ใกล้และไกลโรงงานหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร แม้แต่การช่วยฆ่าศัตรูพืชในชนบทเองโดยวิธีโปรยยาจากอากาศก็อาจจะเป็นพิษแก่ลุ่มน้ำ แก่พันธุ์ปลา แก่ความเจริญของพืชอื่นในบริเวณห่างไกลออกไปหลายสิบโยชน์ ฉะนั้นการวางแผนพัฒนาให้ได้ผลดีจริงๆ นั้นจะต้องศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมให้รู้จริง และจะต้องระวังมิให้โครงการพัฒนาโครงการใดก่อผลเป็นพิษร้ายแก่โครงการอื่นด้วย

(ง) ใช้วิทยาศาสตร์ผิด เครื่องมือเครื่องจักรที่ประเทศด้อยพัฒนานำมาใช้ส่วนใหญ่นั้นมักจะลอกแบบมาหรือผลิตมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว และในประเทศเจ้าของเครื่องจักร ปกติเขาขาดแคลนคนทำงาน เขาจึงผลิตเครื่องจักรขึ้นทำหน้าที่แทนแรงคนซึ่งแพง แต่ในประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทยเรา เรามีคนมาก แรงงานถูก และเราควรจะพยายามให้แรงคนของเราได้ใช้ให้มากขึ้น จะได้มีรายได้ทั่วกัน ฉะนั้นควรจะพยายามปรับปรุงใช้เครื่องมือเครื่องจักรชนิดที่เป็นประโยชน์เหมาะกับสภาพของเรา เครื่องจักรชนิดที่จะเป็นประโยชน์จริงต้องสามารถช่วยให้ชาวชนบททำงานได้ดีขึ้น หรือสามารถทำสิ่งที่ไม่สามารถมาแต่เดิม เพียงแต่ใช้เครื่องจักรให้ทันสมัยกับเขานั้นมิใช่จะไร้ประโยชน์อย่างเดียว ยังเป็นโทษแก่สังคมด้วย

การชักชวนให้ชาวนาใช้ปุ๋ยที่ไม่เหมาะแก่ดินหรือการขายอาหารสัตว์ชนิดปลอมปนธาตุที่ไร้ประโยชน์ เป็นเรื่องของการใช้วิทยาศาสตร์ในทางที่ผิดด้วย รัฐบาลควรจะสนใจควบคุมป้องกันอย่างเข้มแข็ง

(จ) ราชการบริหารขาดสมรรถภาพ การพัฒนาชนบทจะต้องอาศัยการบริหารราชการเป็นอย่างมาก เพื่อให้ข้าราชการแนะนำส่งเสริมราษฎรในด้านอาชีพต่างๆ ถ้าข้าราชการที่มีฝีมืออยู่แต่เฉพาะในกรุงจะช่วยชาวชนบทไม่ได้ถนัด กรณีเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นจากเหตุ ๒ ประการ (๑) การปูนบำเหน็จรางวัลไม่เป็นไปในทางที่ชักจูงข้าราชการให้ออกต่างจังหวัด และ (๒) สถานที่ราชการส่วนใหญ่แม้แต่ในต่างจังหวัดก็มักจะอยู่ในเมืองหรือใกล้เคียง

การแบ่งส่วนราชการและมอบหมายความรับผิดชอบให้ส่วนราชการต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมากเกี่ยวกับสมรรถภาพ ถ้าความรับผิดชอบในการพัฒนาชนบทแบ่งแยกออกเป็นของสัก ๑๒ กรมใน ๓–๔ กระทรวง และไม่มีการประสานงานให้เรียบร้อยจริง (ประสานกันยาก) ก็ย่อมเป็นอุปสรรคอย่างร้ายแรงต่อการพัฒนา

(ฉ) ละเลยการศึกษา การพัฒนาที่ประเสริฐสุดได้แก่การพัฒนาคน เพราะคนเราจะได้ช่วยตนเองได้ และเมื่อรัฐบาลบริการอะไรให้ก็จะสามารถถือประโยชน์จากบริการนั้นๆ ได้เต็มที่ การสหกรณ์จะสำเร็จประโยชน์ได้จริงก็ต้องอาศัยสมาชิกสหกรณ์นั้นๆ มีพื้นฐานการศึกษาพอสมควร ความจริงชาวนาไทยได้ชื่อว่ามีสติปัญญาและไหวพริบริเริ่มได้ดีตามธรรมชาติ แต่ธรรมชาตินี้มิได้รับการฝึกฝนให้ลึกซึ้งและแตกฉาน หรืออีกนัยหนึ่งไม่ได้มีการศึกษาเข้าช่วย จึงไม่เจริญพอถึงระดับที่จะเป็นประโยชน์แก่เขาอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้นการพัฒนาการศึกษาจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาประเทศและการพัฒนาชนบท การพัฒนาดังกล่าวจึงจำเป็นจะต้องทำเป็น ๒ หรือ ๓ ระดับ ระดับแรกสำหรับเด็กรุ่นที่ควรจะเข้าเรียนโรงเรียนเป็นการพัฒนาระบบโรงเรียน ระดับที่ ๒ สำหรับเด็กในช่วงอายุ ๑๑ミ๒๐ ปี ซึ่งพ้นเกณฑ์ให้เข้าโรงเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่มีความรู้พอ และในไม่ช้าก็ลืมหนังสือหมด ระดับที่ ๓ สำหรับผู้ใหญ่ ๒๐ ขวบขึ้นไป การเผยแพร่การศึกษาในระดับ ๒ และระดับ ๓ ประเทศไทยเรายังมิได้ทำกันจริงจัง แต่สำคัญมาก เพิกเฉยไม่ได้ แต่ไม่ว่าระดับใดใน ๓ ระดับนี้การพัฒนาจำเป็นต้องอาศัยเงินมาก คนมาก วิธีการดี และสำคัญที่สุดคือ ความศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ของผู้ที่จะดำเนินการ