โอกาสของความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

โอกาสของความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

มยุรี ลักษมีวัฒนา แปลจากปาฐกถา คิงสลีย์ มาร์ติน
ที่มิลล์ เลน, เคมบริดจ์

เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๒๐

 

 

 

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญเป็นปาฐกในปาฐกถา
คิงสลีย์ มาร์ติน ในเย็นวันนี้ ผมได้รู้จักคุ้นเคยกับคุณคิงสลีย์มาตั้งแต่ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะนั้นเขาเป็นบรรณาธิการหนังสือ-
พิมพ์ New Statesman เขาทำงานร่วมกับโดโรธี วูดแมน ที่ The Union of Democratic Control ในระยะหลังสงครามคิงสลีย์เริ่มสนใจปัญหาเอเชียอาคเนย์ ซึ่งในขณะนั้นผมเป็นบัณฑิตทางเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics (L.S.E.)

คิงสลีย์และโดโรธีมักจะมาพบปะกับกลุ่มนักศึกษาจากประเทศแถบเอเชียอาคเนย์เสมอ เพื่อถกปัญหาเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาจะสามารถทำเพื่อบรรลุเป้าหมาย คือเสรีภาพของประเทศเหล่านี้ ตลอดจนภาระหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ แต่น่าเสียดายที่ผมจำชื่อคนในกลุ่มนั้นไม่ได้ จำได้แต่ว่าคนหนึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียหัวรุนแรง คนหนึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ชาวมาเลเซีย คนหนึ่งเป็นชาวเวียดนามที่ถือมังสวิรัติ และอีกคนหนึ่งเป็นชาวศรีลังกา ในจำนวนนักการเมืองสังกัดพรรคแรงงานที่คิงสลีย์แนะนำให้พวกเรารู้จัก มีคนรุ่นหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก มีอยู่หลายคนที่ต่อมาเป็นคนมีชื่อเสียงมากขึ้นและหลายคนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา

โดโรธีและคิงสลีย์ไม่เคยย่อท้อในการให้คำแนะนำที่ดี และเสนอความรู้ใหม่ๆ อย่างถูกต้องแก่พวกเรา เขาทั้งสองเป็นผู้นำของการมีอิสรภาพของบรรดาอาณานิคมทั้งหลายทางด้านเอเชียอาคเนย์ เขาทั้งสองสนับสนุนที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และพม่าจะแยกตัวเป็นอิสระพ้นจากการปกครองของอังกฤษ อินโดนีเซียจากเนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์จากอเมริกา เวียดนาม กัมพูชาและลาวจากการปกครองของฝรั่งเศส ประเทศไทยซึ่งถึงแม้จะไม่เคยตกเป็นอาณานิคมก็ยังได้รับความช่วยเหลือบางประการจากเขา ที่จะผ่อนปรนสภาพความเป็นประเทศผู้แพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่ ๒

 

เอเชียอาคเนย์ ในปี พ.ศ.๒๔๘๙ ที่คิงสลีย์รู้จักได้ต่างไปจากเอเชียอาคเนย์ในอีก ๓๐ ปีต่อมาอย่างมาก ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เอเชียอาคเนย์เป็นแหล่งผลิตข้าวแหล่งใหญ่ของโลก พม่า เวียดนาม กัมพูชา และไทยเป็นประเทศผู้ส่งข้าวออกมากประมาณถึงร้อยละ ๙๐ ของปริมาณทั้งหมดในตลาดโลก ซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ก่อนที่สหรัฐฯ จีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นจะปรับปรุงการผลิตข้าวให้มากขึ้น

ภูมิภาคนี้ยังเป็นผู้ผลิตไม้สัก ซึ่งถือกันว่าเป็นไม้เนื้อแข็งที่ดีที่สุด ในปัจจุบันไทยเป็นประเทศเดียวที่มีผลผลิตข้าวเหลือเพื่อการส่งออก พม่าปิดประเทศตัดความสัมพันธ์กับกิจกรรมระหว่างประเทศ และ
อินโดจีน ฝรั่งเศสก็กำลังประสบทุพภิกขภัยแสนสาหัสเพราะผลจากสงครามอันยาวนานกว่า ๓๐ ปี ไม้สักที่ยังคงมีส่งออกก็เป็นจำนวนน้อยลงอย่างน่าใจหาย แต่ผลผลิตยางธรรมชาติและดีบุก ตลอดจนน้ำตาลจากฟิลิปปินส์ยังคงมีอยู่เช่นเดิม นับแต่ช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ (๒๔๙๓–๒๕๐๒)

ภูมิภาคนี้มีผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่เพื่อการส่งออก เช่น น้ำมันปาล์มจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปอแก้วและ
ฟลูออไรด์จากไทย สินค้าอุตสาหกรรมจากฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ อินโดนีเซียและมาเลเซียเริ่มส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก ในขณะที่ไทยและฟิลิปปินส์พยายามสำรวจหาแหล่งน้ำมันดิบในประเทศตนอยู่อย่างมุ่งมั่น ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญอย่างอื่นจำนวนมหาศาลที่ล่อใจนักกอบโกยยังมีอยู่อีกมาก เช่น สินแร่บอกไซต์ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ทองแดงในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย นิกเกิลในอินโดนีเซีย และแหล่งสัตว์น้ำอันชุกชุมที่มีอยู่ทุกแห่งเหล่านี้ ยังไม่ได้รวมถึงทรัพยากรที่มีอยู่ในเวียดนาม กัมพูชาและลาว

พวกเราจะวัดความก้าวหน้าของพัฒนาการทางเศรษฐกิจโดยอาศัยอัตราการเติบโตของผลรวมรายได้ประชาชาติ ๓ ประเทศในภูมิภาคได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซียและไทย ก็อาจนับได้ว่ามีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างน่าพอใจในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์มีความชำนาญด้านการค้าและอุตสาหกรรม ในขณะที่มาเลเซียและไทยประสบความสำเร็จในการเติบโตควบคู่ไปกับเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจด้วยการกระจายการผลิตและขยายการส่งออก พัฒนาการทางเศรษฐ-
กิจของฟิลิปปินส์ก็เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง แม้จะต้องชะงักไปกับวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลาก็ตาม อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด มีอาณาเขตและทรัพยากรมากที่สุดก็มีพัฒนาการอย่างดีมากมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ ๑๙๖๐ (๒๕๐๓–๒๕๑๒) แม้จะเคยประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเงินอย่างร้ายแรงในสมัยซูการ์โน พม่าซึ่งปิดประเทศก็ต้องชะงักงันและล้าสมัยไปหลายปี ส่วนในลาว กัมพูชาและเวียดนามที่มีสงครามตลอดมา ไม่สามารถจะมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจได้ และทั้ง ๓ ประเทศยังต้องต่อสู้อีกมากในการฟื้นฟูบูรณะประเทศที่ยับเยินจากความขัดแย้งและสงครามอันยาวนานนั้น

ทุกประเทศในเอเชียอาคเนย์มีอิสรภาพในทางการเมือง แต่ตลอด ๓๐ ปีที่ผ่านมามีความร่วมมือระหว่างกันน้อยมาก โดยส่วนรวมแล้วมาเลเซียและไทยร่วมมือกันอย่างดียิ่งในทุกด้าน แต่ไทยก็มีกรณีพิพาทกับกัมพูชาในสมัยเจ้าสีหนุ ไทยได้เข้าแทรกแซงกิจการภายในของลาว และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีการปิดพรมแดนไทยส่วนที่ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นอกจากนี้ไทยยัง
ยอมให้สหรัฐอเมริกาตั้งฐานทัพอากาศเพื่อการรุกรานเวียดนาม กัมพูชาและลาว มาเลเซียและสิงคโปร์ได้แบ่งแยกดินแดนกันอย่างเด็ดขาด ในทศวรรษ ๑๙๖๐ มีการเผชิญหน้าเป็นสามเส้าระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซียและสิงคโปร์ และกับฟิลิปปินส์ ปัญหาที่ฟิลิปปินส์อ้างเอาเขตแดนรัฐซาบาห์จากมาเลเซียก็ยังไม่มีข้อยุติ ทั้งรัฐบาลฟิลิปปินส์และไทยก็ยังประสบปัญหาชนมุสลิมส่วนน้อยทางภาคใต้ของประเทศ เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ภูมิภาคนี้สามารถแบ่งออกเป็นประเทศฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ๓ ประเทศฝ่ายหนึ่ง และประเทศเสรีนิยม ๖ ประเทศอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายเสรีนิยมนี้ยังเผชิญกับปัญหาการแทรกซึมของผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งที่เกิดขึ้นจริงและที่ยึดเอาเป็นข้อกล่าวอ้างอยู่ภายในประเทศของตนทั้งสิ้น

ทั้ง ๙ ประเทศนี้ มีการปกครองอย่างเผด็จการในรูปแบบและระดับความมากน้อยต่างกัน เมื่อเทียบกับมาตรฐานเรื่องลัทธิมนุษยชนที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ แม้แต่มาเลเซียซึ่งมีระบบรัฐสภาที่ดี ก็ยังคงวุ่นวายอยู่กับปัญหาเชื้อชาติภายในประเทศและการผลักดันนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้ควบคู่ไปกับหลักเกณฑ์ของเสรีนิยมประชาธิปไตย

 

ตลอดทศวรรษ ๑๙๖๐ เว้นแต่ประเทศในอินโดจีนฝรั่งเศสและประเทศพม่าแล้ว ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ต่างพยายามกันอย่างมากที่จะสร้างสรรค์ความร่วมมือระหว่างชาติขึ้นมา ทั้งในรูปของกลุ่มต่อต้านร่วมกัน ไปจนถึงกลุ่มที่ร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมขึ้นมาหลายกลุ่ม ประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกต่างก็ให้ความสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มาก กลุ่มเหล่านี้ได้แก่ซีโต้ (SEATO) อาสา (ASA) MAPHILIN-
DO ASEAN ASAIHL SEAMEC SEACEN และคณะกรรมการร่วมลุ่มแม่น้ำโขง นอกจากนี้ก็ยังมีองค์การทางวัฒนธรรมและสันทนาการ เช่น คณะกรรมการจัดกีฬาแหลมทอง ตลอดจนการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติ ที่มีจัดขึ้นอยู่เป็นประจำ

องค์การ SEATO เป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการป้องกันร่วมกันสำหรับประเทศในเอเชียอาคเนย์ แต่กลับมีเพียง ๒ ประเทศในภูมิภาคคือไทยกับฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ร่วมเป็นสมาชิกในองค์การนี้กับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หลังจากก่อตั้งได้ไม่นาน ฝรั่งเศสก็ถอนสมาชิกภาพ และ SEATO ก็เป็นเสือกระดาษอยู่ต่อมาจนถูกประกาศยกเลิกไปในปี พ.ศ.๒๕๒๐ SEATO มีบทบาททางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และการสาธารณสุขมากกว่าทางด้านการป้องกันทางทหาร ผลงานของ SEATO ที่ยังคงดำเนินงานอยู่ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียที่กรุงเทพฯ (AIT) ซึ่งได้แยกตัวจาก SEATO มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๐ และกลายเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้

คณะกรรมการลุ่มแม่น้ำโขงก่อตั้งโดยองค์การสหประชาชาติด้วยความร่วมมือของธนาคารโลก มีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาที่ราบลุ่มตอนปลายแม่น้ำโขง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศกสิกรรม ๔ ประเทศ คือลาว กัมพูชา ไทย และเวียดนาม ก่อนปี พ.ศ.๒๕๑๘ ผู้แทนจากทั้ง ๔ ประเทศได้พบปะกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อร่างแนวนโยบาย โครงการอเนกประสงค์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อหลายชาติร่วมกันถูกร่างขึ้น ตัวอย่างเช่นโครงการเขื่อนผามองซึ่งจะอำนวยประโยชน์ทางด้านชลประทานอย่างกว้างขวาง สามารถใช้ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ควบคุมระดับน้ำและอำนวยประโยชน์ทางน้ำอย่างอื่นแก่ทั้ง ๔ ประเทศ แต่ภายหลังปี พ.ศ.๒๕๑๘ มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในประเทศอินโดจีน ๓ ประเทศ ทำให้ไม่อาจมีการประชุมในระดับสูงได้อีก โครงการนี้จึงว่างเว้นไป

The Southeast Asian Ministers of Education Council (SEAMEC) ก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐ โดยมีสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางการศึกษาในหมู่สมาชิก มีการก่อตั้งสถาบันวิจัยและอบรมขึ้นหลายสถาบันในหลายนครของภูมิภาคนี้ ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จด้วยดี นับจากเดือนเมษายน ปี พ.ศ.๒๕๑๘ ด้วยเหตุทางการเมืองใน ๓ ประเทศ ซึ่งต่อมาได้ถอนตัวออกทำให้ยังไม่อาจบ่งชัดได้ว่าอนาคตของ SEAMEC จะเป็นอย่างไรในภายหน้า     

The Association of Southeast Asian Institutes of Higher Learning (ASAIHL) ก่อตั้งขึ้นก่อน SEAMEC ประมาณ ๑๐ ปี มหา-
วิทยาลัยและวิทยาลัยแทบทุกแห่งในภูมิภาคนี้มีสถานภาพเป็นสมาชิกอยู่ สมาคมนี้ยังคงดำเนินการต่อไปแม้ว่าจะไม่มีการประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศสมาชิกมาตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๑๘

Southeast Asian Central Bank Governors (SEACEN) ได้มีการประชุมเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๑๙๖๐ แม้ในปีที่บางประเทศกำลังเกิดกรณีพิพาทระหว่างกันอยู่ การประชุมประจำปีนี้เข้มแข็งขึ้นมาก จนบัดนี้ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทางด้านธนาคารกลาง นโยบายการเงิน และการควบคุมการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ เป็นผลงานของ SEACEN ที่ทำให้ประเทศสมาชิกสามารถรวมกลุ่มกันได้ และมีสิทธิ์มีเสียงในคณะกรรมการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก การประชุมของ SEACEN ยังคงดำเนินการอยู่จนทุกวันนี้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศสมาชิกหลายประเทศก็ตาม

การประชุมประจำปีครั้งล่าสุดเมื่อต้นปี ๒๕๒๐ ที่จัดขึ้นที่มาเลเซีย เวียดนามและลาวยังส่งผู้แทนไปเข้าร่วมประชุมด้วย ข้อที่น่าสังเกตก็คือ แม้จนบัดนี้อินโดนีเซียและไทยยังคงปกป้องผลประโยชน์ให้แก่เวียดนาม กัมพูชา และลาว ในที่ประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก จุดประสงค์ประการหนึ่งในการก่อตั้ง SEACEN คือการประสานงานระหว่างแผนพัฒนาของรัฐบาลต่างๆ ให้ควบคู่ไปกับนโยบายการเงินและการคลัง แต่จุดประสงค์นี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม การประชุมของ SEACEN มีประโยชน์ในแง่ที่สามารถชักนำให้เข้าไปร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมืออื่นๆ ของภูมิภาค อย่างเช่น สมาคมอาเซียน (ASEAN)

 

 

นับจากนี้ผมจะขอกล่าวถึงองค์การที่ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องได้มากที่สุดคือ สมาคมอาเซียน[1] ในตอนต้นทศวรรษ ๑๙๖๐ ซึ่งมีการเผชิญหน้ากันระหว่างมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศทั้งสี่ก็ได้มาประชุมกันเพื่อหาหนทางประนีประนอม และสมานสามัคคีระหว่างประเทศในภูมิภาค การรวมกลุ่มกันในเวลานั้นแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ ไทย มาเลเซีย (ซึ่งขณะนั้นยังรวมสิงคโปร์ไว้ด้วย) และฟิลิปปินส์รวมกันเป็นองค์การอาสา (ASA) ต่อมามาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็รวมกันเป็นอีกองค์การหนึ่งชื่อ MAPHILINDO องค์การทั้งสองนี้ตั้งอยู่ไม่นาน และไม่ได้มีผลงานอันใด นอกจากการแสดงเจตจำนงว่า แต่ละประเทศปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติและช่วยเหลือร่วมมือกัน ในปี พ.ศ.๒๕๑๐ องค์การทั้งสองก็ถูกยุบและสมาคมอาเซียน (ASEAN) ก็ถือกำเนิดขึ้นแทนที่

ผู้นำประเทศในสมาคมอาเซียนทุกคน กล่าวย้ำอยู่เสมอมาว่า สมาคมอาเซียนไม่ใช่องค์การเพื่อความร่วมมือทางทหารเหมือน SEATO จุดประสงค์ของอาเซียนคือความมั่นคงปลอดภัยร่วมกันเท่านั้น คำประกาศก่อตั้ง ASEAN ฉบับแรกอารัมภบทไว้ว่า “ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะร่วมกันรับผิดชอบในการเสริมความมั่นคงให้กับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค และประกันความสงบสุขตลอดจนความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศของประเทศสมาชิก สมาคมอาเซียนจะดำรงเสถียรภาพและความมั่นคงจากการแทรกแซงของภายนอกในทุกรูปแบบ ทั้งนี้เพื่อการรับรองความเป็นเอกภาพของชาติ อุดมคติ และความปรารถนาของประชาชน”

สมาคมอาเซียนมีสมาชิกหลักอยู่ ๕ ประเทศคือ อินโดนีเซียมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ทั้งนี้เพราะอาเซียนพร้อมที่จะรับประเทศอื่นเข้าร่วมเป็นสมาชิก “สำหรับทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ที่ยอมรับจุดมุ่งหมาย หลักการและความประสงค์ของสมาคม” แต่ก็ยังไม่มีประเทศใดสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น กัมพูชา ลาว และเวียดนามใต้เคยส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของสมาคม พม่าและเวียดนามเหนือก็ได้รับเชิญให้ร่วมสังเกตการณ์ด้วยเหมือนกันแต่ทั้งสองก็มิได้ดำเนินการแต่อย่างใด

การประชุมระดับรัฐมนตรีมีเป็นประจำทุกปี โดยหมุนเวียนไปจัดขึ้นตามประเทศสมาชิก แต่ละปีจะมีคณะกรรมการประจำอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศเจ้าภาพที่จะมีการประชุมขึ้นในปีนั้น สมาคมมีสำนักเลขาธิการอยู่ ๕ แห่ง ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศสมาชิกทุกประเทศ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการถาวรและคณะกรรมการเฉพาะกิจด้วย ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ ประเทศสมาชิกได้ตกลงให้ตั้งสำนักงานกลางเลขาธิการสมาคมอาเซียนเป็นการถาวรที่กรุงจาการ์ตา แต่จนบัดนี้ (มีนาคม ๒๕๒๐) สำนักเลขาธิการดังว่านี้ยังไม่แล้วเสร็จ

ในหมู่ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ ต่างก็มีความกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับสมาคมต่างกันไป อินโดนีเซียดูจะเป็นประเทศที่ให้ความร่วมมือกับสมาคมมากที่สุด “ในการที่จะให้สมาคมเป็นรากฐานของความเป็นเอกราชของประเทศ และนโยบายต่างประเทศที่ได้ผล” ซึ่งก็เป็นความเห็นที่ถูกต้องสำหรับประเทศที่มีอาณาเขตมากที่สุด มีประชากรและทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดอย่างอินโดนีเซีย นักสังเกตการณ์คนหนึ่ง (Leifer) เชื่อว่า “สมาคมอาเซียนมีความสำคัญต่ออินโดนีเซียก็เพราะจุดมุ่งหมายของสมาคม…ซึ่งมีวิธีการอันเหมาะสม
…เกี่ยวเนื่องกับความปรารถนาของอินโดนีเซีย ที่จะเป็นมหาอำนาจทางการเมืองทั้งในภูมิภาคและระหว่างประเทศนอกภูมิภาค” ปัญหาระหว่างประเทศภายในภูมิภาคที่ยังไม่มีข้อยุติ ยังมีอยู่อีกหลายประการ เช่น ปัญหารัฐซาบาห์ ปัญหาช่องแคบมะละกา ปัญหาสิทธิเหนือพื้นทะเลนอกชายฝั่ง ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนและปัญหาชนกลุ่มน้อย ฯลฯ

ยิ่งกว่านั้น ระดับของพัฒนาการทางอุตสาหกรรมและทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันระหว่างประเทศภาคีก็ทำให้เกิดความยุ่งยากในการร่วมมือทางการค้าและสิทธิยกเว้นทางศุลกากรระหว่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ซึ่งก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมที่สุดได้สนับสนุนให้มีเขตการค้าเสรีในภูมิภาค ในขณะที่อินโดนีเซียซึ่งอุดมด้วยทรัพยากร
ธรรมชาติมากที่สุด แต่ล้าหลังอุตสาหกรรมที่สุดย่อมไม่ปรารถนาที่จะมีเขตการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็นขณะนี้หรืออนาคตอันใกล้

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างการจัดองค์กรของสมาคมอาเซียนและธรรมชาติของผลประโยชน์ที่จะต้องขัดกันของประเทศภาคี ก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมสมาคมอาเซียนจึงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการพูดคุยและสัญญาที่ร่างไว้ในกระดาษ ตลอดช่วงเวลา ๒๕๑๐–๒๕๑๙ มีการจัดงานแสดงสินค้าขึ้นที่นี่ ศูนย์แสดงผลิตผลขึ้นที่นั่น การแสดงศิลปะประจำชาติไม่กี่ครั้ง และการเข้าร่วมกิจกรรมกับต่างประเทศบ้าง เช่น กับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และแกตต์ (GATT)  ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ เจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติคณะหนึ่งนำโดย ศาสตราจารย์ออสติน โรบินสัน ได้เสนอรายงานการศึกษาเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน รายงานนี้ได้เสนอให้มีการค้าเสรีในระหว่างประเทศภาคี การร่วมมือกันทางด้านอุตสาหกรรม โดยการแบ่งประเภทอุตสาหกรรมไปตามความสามารถในการผลิตของแต่ละประเทศเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาค (Industrial Comple-
mentarity Agreements and Package Deal Arrangements) หลังจากการเสนอรายงานฉบับนี้เป็นเวลา ๒ ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์จึงได้แย้งรายงานฉบับนี้ว่า ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของสมาคมอาเซียน จนกระทั่งลุล่วงถึงปี พ.ศ.๒๕๑๙ อาเซียนจึงเริ่มมีบทบาทหรือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในเวียดนาม กัมพูชา และลาว ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๑๘

เป็นที่เห็นได้แน่ชัดแต่ต้นแล้วว่า เพื่อให้องค์การอย่างเช่นสมาคมอาเซียนสามารถทำงานให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือหมุนเวียนคณะกรรมการ หรือผลัดเปลี่ยนกันเป็นเลขาธิการอย่างที่เป็นอยู่ โดยปราศจากแกนกลางของการทำงาน  ข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ให้มีเลขาธิการถาวรของสมาคมนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าการทำตามข้อตกลงนี้จะช้ากว่ามากก็ตาม  ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๙ ผู้นำรัฐบาลของทั้ง ๕ ประเทศได้เข้าประชุมสุดยอดที่บาหลี และได้ลงนามในคำประกาศถึงสัมพันธไมตรีของประเทศในสมาคมอาเซียน และสนธิสัญญาแห่งความปรองดองและร่วมมือกันของประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

ในสัญญามิตรภาพก็ได้บ่งไว้ว่า “เสถียรภาพของแต่ละประเทศและของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เป็นหลักประกันในการสร้างสรรค์สันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยของนานาประเทศ ประเทศสมาชิกมีมติให้กำจัดการข่มขู่คุกคามใดๆ ที่จะเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของแต่ละประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมความมั่นคงในความเป็นกลางของชาตินั้นเอง และของสมาคมอาเซียน”

ก้าวแรกที่มั่นคงของสมาคมก็คือ การทำตามคำแนะนำของคณะเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติที่จะให้ร่วมมือกันทางอุตสาหกรรม ที่สำคัญกว่านั้น นายลี กวนยู เริ่มรุกอย่างจริงจังด้วยการเดินทางไปมนิลาและกรุงเทพฯ เพื่อกระชับความตกลงเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันที่สิงคโปร์มีต่อฟิลิปปินส์และไทย นั่นคือสิทธิยกเว้นภาษีศุลกากรร้อยละ ๑๐ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่มีเขตการค้าเสรีที่สิงคโปร์พยายามผลักดันมาเป็นเวลานาน โดยมีเพียงอีก ๑ หรือ ๒ ประเทศที่ร่วมสนับสนุนอยู่ ด้วยความพยายามเป็นอย่างมากของสิงคโปร์ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๐ ที่กรุงมนิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศภาคีสมาคมอาเซียนได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยโครงสร้างของสิทธิประโยชน์ทางการค้าของประเทศสมาชิกให้ครอบคลุมไปถึงสินค้าชั้นปฐมโดยเฉพาะข้าวและน้ำมันดิบ

ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงสัญญาจัดส่งสินค้าระยะยาว ความสนับสนุนทางการเงินในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ข้อตกลงระดับรัฐบาล การขยายสิทธิยกเว้นทางศุลกากร และการขยายการค้าเสรีออกไปเท่าที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังปฏิญาณที่จะมีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประเทศนอกสมาคม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่จะมีต่อประเทศในอินโดจีน ญี่ปุ่น ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ในการประชุมสุดยอดคราวนั้นเช่นกัน ที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยเขตปลอดการใช้ช่องแคบมะละกา ข้อตกลงนี้ยังคงรอการให้สัตยาบันโดยประเทศสมาชิกและแกตต์ (GATT)

ดังนั้น จึงสังเกตได้ว่าหลังจากไม่มีบทบาทใดๆ อยู่ ๙ ปี บัดนี้สมาคมอาเซียนเริ่มทำกิจกรรมแข็งขันมากขึ้น อนาคตของสมาคมจึงเป็นที่น่าเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

สนธิสัญญาทางไมตรีเพื่อการร่วมมือกันในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๙ ก็ได้บ่งไว้อย่างชัดแจ้งว่า “เป็นสนธิสัญญาที่เปิดกว้างสำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์” นั่นก็คือเชิญชวนประเทศอื่นในภูมิภาคให้เข้าร่วมสมาคม เช่นเดียวกับที่ได้เชิญมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อคราวก่อตั้งสมาคมในปี พ.ศ.๒๕๑๓  สาธารณรัฐประชาชนจีนแสดงความชื่นชมกับความร่วมมือและสัญญาทางไมตรีนี้มาก และบางทีด้วยเหตุนี้เองที่เวียดนามและลาวมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับสมาคม

เวียดนามและลาวปฏิเสธสิทธิในการเป็นตัวแทนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสมาคมอาเซียนตลอดมา หลังการประชุมประเทศผู้ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่โคลอมโบ ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ โฆษกของผู้แทนที่มีอำนาจเต็มจากเวียดนามได้กล่าวว่า “ประชาชนชาวเวียดนามพร้อมที่จะลืมเหตุการณ์ในอดีต และสถาปนาความสัมพันธ์ขึ้นใหม่กับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้บนพื้นฐานของหลัก ๔ ประการ ที่สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งเวียดนามได้ประกาศไว้ โดยมีรัฐบาลของ ๓ ประเทศให้คำรับรอง แต่เวียดนามตัดสินใจที่จะไม่ยอมอดทนกับโครงการเพื่อการบูรณะใดๆ โดยนโยบายที่พ้นสมัย และไร้ศีลธรรมของสมาคมนี้”

ที่กัวลาลัมเปอร์ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกลุ่มประเทศภาคีอาเซียนได้ประกาศเจตนารมณ์อีกครั้งหนึ่งว่า ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เป็น “เขตแห่งสันติภาพ เสรีภาพและความเป็นกลาง เป็นอิสระจากการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอกในทุกรูปแบบ” คำประกาศนี้ได้รับการเห็นพ้องในที่ประชุมของประเทศผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่แอลจีเรียในปี พ.ศ.๒๕๑๖ และมติขั้นสุดท้ายในที่ประชุมของประเทศผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่โคลอมโบในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ก็มีข้อความในทำนองเดียวกันนี้ ผู้แทนของลาวและเวียดนามได้คัดค้านโดยกล่าวว่า “เราเห็นด้วยกับคำประกาศข้อสรุปของการประชุมสุดยอดที่กัวลาลัมเปอร์ของอาเซียน แต่เราขอคัดค้านการประกาศเจตจำนงนี้” ในขณะที่ประเทศภาคีสมาคมอาเซียน ยังคงสนับสนุนการทำสงครามของอเมริกาในดินแดนของเวียดนาม ลาว และกัมพูชาทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งนับเป็นการฝ่าฝืนหลักการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอยู่อย่างเด่นชัด

ในขณะเดียวกัน ฮานอย เวียงจันทน์ และพนมเปญได้แสดงตัวว่าพร้อมเสมอที่จะทำความตกลงเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันกับประเทศใดๆ ในสมาคมอาเซียนเป็นปัจเจก ประเทศเวียดนามและลาวซึ่งดำเนินนโยบายตามโซเวียตก็สามารถชักจูงอินโดนีเซียซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับชาวจีนภายในประเทศให้แสดงความเห็นใจแก่ประเทศทั้งสองได้ ถึงแม้ว่านักการเมืองของอินโดนีเซียจำนวนหนึ่งยังมีความเห็นเป็นการส่วนตัวว่า รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ปรารถนาที่จะมีการตกลงใดๆ กับทั้งฮานอยและเวียงจันทน์ ส่วนประเทศภาคีอื่นๆ ของสมาคม ก็แสดงเจตจำนงในระดับที่ต่างกันไปว่าพร้อมที่จะติดต่อกับประเทศในอินโดจีนฝรั่งเศสทั้ง ๓ ประเทศ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้อย่างแจ่มชัดว่าเจตจำนงนี้ได้รับอิทธิพลจากนโยบายใหม่ของอเมริกาที่ตัดสินใจจะฟื้นฟูบูรณะเวียดนาม ข้อยกเว้นที่เด่นชัดก็คือกรณีของประเทศไทยที่รัฐบาลทหารชุดปัจจุบันยังคงแสดงตัวเป็นปรปักษ์กับเวียดนาม กับชนเวียดนามส่วนน้อย และกับผู้ลี้ภัยสงครามชาวเวียดนาม ก่อนเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ รัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งในประเทศไทยได้พยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์ในระดับปกติกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของทั้ง ๓ ประเทศโดยเปิดเผย แต่นโยบายนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้ามภายหลังการรัฐประหาร การต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรงของรัฐบาลชุดปัจจุบัน (รัฐบาลชุดนายธานินทร์ กรัยวิเชียร) มีผลให้เอกอัครราชทูตจีนประจำไทยขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอลากลับประเทศจีนจะได้ไม่เป็นที่กีดหน้าขวางตารัฐบาลไทย ที่จริงแล้วรัฐบาลจีนได้ให้ความสนับสนุนนโยบายความสัมพันธ์ที่เป็นกลางระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้อย่างกระตือรือร้น ยิ่งจีนได้ยืนยันนโยบายนี้โดยการส่งเครื่องบินไปรับรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาให้เข้าร่วมการเจรจาที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๘ ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลงในระยะต่อมา ระหว่างประเทศไทยกับลาวและกัมพูชาไม่อาจใช้กล่าวโทษจีนได้

 

ตามความเห็นของผม เป็นที่น่าเสียดายอย่างมากที่โอกาสของความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในขณะนี้ ยังไม่แจ่มใสเท่าที่ควรจะเป็น ถึงแม้ว่าจะมีเชื้อชาติและวัฒนธรรมต่างกัน แต่ประชาชนในคาบสมุทรแห่งนี้ก็ยังมีวิถีชีวิตที่คล้ายกันอยู่มาก วิถีการใช้ชีวิตของเกษตรกรก็มักจะมีส่วนคล้ายกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรในฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว ไทย หรือเวียดนาม เราจะเห็นจากการหลอมตัวของวัฒนธรรมดั้งเดิมของอินเดียและจีน รวมทั้งศาสนาอิสลามไว้ในทุกประเทศ การร่วมมือกันทางด้านการศึกษา เช่น SEAMEC และ ASAIHL ก็ทำให้เห็นเด่นชัดว่ามีประโยชน์อย่างมากแก่ทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง โครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงก็มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ ๒ ฟากฝั่งแม่น้ำ เป็นประโยชน์ร่วมอันแบ่งแยกมิได้ แต่จะลดน้อยลงอย่างมากถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากทั้ง ๔ ประเทศ แต่ละประเทศจะได้รับผลประโยชน์อย่างมากในด้านอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ด้วยการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ด้วยการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศในบางด้าน การควบคุมแหล่งทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน จะทำให้อำนาจการต่อรองทางการค้าของทั้งภูมิภาคมีมากขึ้นในโลกของเศรษฐกิจใหญ่ๆ อย่างอเมริกา ยุโรป กลุ่มโอเปก รัสเซีย จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ประเทศเล็กๆ ในเอเชียอาคเนย์แม้แต่อินโดนีเซียเองก็ไม่อาจมีความได้เปรียบในการแข่งขันได้

ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ละประเทศก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น ถ้าสามารถวางแผนร่วมกันได้ ทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต่างก็ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน นั่นคือปัญหาการกระจายรายได้และโอกาสทางการศึกษา ประเทศสังคมนิยมทั้ง ๓ ประเทศยังมีปัญหาการบูรณะหลังสงคราม โดยเฉพาะการขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งหากประเทศเพื่อนบ้านยอมช่วยเหลือก็จะเป็นช่องทางให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันต่อไปได้ในทางการเมือง แต่ละประเทศไม่ควรจะคิดว่าการช่วยเหลือกันเป็นการแสดงความอ่อนข้อให้ จนเป็นชนวนให้เกิดกรณีพิพาทตามชายแดน หรือความแตกต่างของอุดมคติทางการเมืองจะสำคัญเสียจนทำให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันขึ้น ข้อบกพร่องก็อยู่ที่ว่า แม้จนบัดนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสมาคมอาเซียนกับสาธารณรัฐสังคมนิยมทั้งสามยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น ต่างฝ่ายต่างยังคงไม่ไว้วางใจกัน ไม่ว่าจะมีการแทรกแซงจากภายนอกหรือไม่ก็ตาม ความไม่ไว้วางใจกันนี้ขัดกับหลักการแห่งเสถียรภาพ เสรีภาพ และพัฒนาการที่แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ต่างใฝ่หากันอย่างยิ่ง

นับแต่การประชุมที่บันดุงในปี พ.ศ.๒๔๙๘ รัฐบุรุษต่างก็พูดกันอย่างชื่นชมถึงหลักปัญจศีล คือ หลักการของการอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย การเคารพในเอกภาพของกันและกัน การไม่เข้าแทรกแซงในกิจการภายในของกันและกัน เป็นต้น บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ภูมิภาคนี้จะต้องนำหลักปัญจศีลมาปฏิบัติกันอย่างจริงจังเสียที ทั้งนี้ก็เพราะทุกประเทศต่างก็มีความปรารถนาที่จะปรองดองและร่วมมือกันอยู่แล้ว ถ้าเราจะวัดจากการที่ประเทศภาคีในสมาคมอาเซียน สาธารณ-
รัฐสังคมนิยมทั้งสามและพม่า ยังคงสมาชิกภาพอยู่ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการบูรณะพัฒนาแห่งเอเชีย วิถีทางแห่งความร่วมมือกันอย่างแท้จริงเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่แต่ละประเทศจะปฏิบัติไปตามนโยบายที่ตนได้ประกาศไว้ และลืมความหมองหมางกันในอดีต ดังที่โฆษกเวียดนามแนะทางไว้นั่นเอง

เมื่อมีการก่อตั้งสมาคมอาเซียน และยุบ ASA และ MAPHILIN-
DO ไปโดยปริยายในปี พ.ศ.๒๕๑๐ นั้นประเทศภาคีสมาคมอาเซียนทุกประเทศต่างก็แสดงความปรารถนาและความพร้อมที่จะเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง จึงเป็นที่เล็งเห็นได้ว่าหากผู้นำสมาคมมีความสามารถพอที่จะถอดถอนทิฐิ ความถือดี และปรับปรุงโครงสร้างของสมาคมเสียใหม่ ให้สมาคมเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้งด้วยการมีสมาชิก ๘ หรือ ๙ ประเทศ ก็จะเป็นหลักประกันได้ว่าภูมิภาคนี้จะมีสันติภาพ เสรีภาพ พัฒนาการ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดได้อย่างแท้จริง

หากข้อคิดเห็นเหล่านี้ได้รับการยอมรับ ผมมั่นใจว่าประชาชนคนเดินถนนทั้งหญิงและชายในภูมิภาคนี้ ก็จะได้รับประโยชน์โดยถ้วนหน้า และคุณคิงสลีย์ มาร์ติน ก็จะพลอยยินดีไปกับความสำเร็จของพวกเราทุกคนด้วย

 

 

[1]     ผมขอขอบคุณ Michael Leifer แห่ง L.S.E. ที่ได้ให้คำแนะนำที่มี
ประโยชน์หลายประการเกี่ยวกับเรื่องนี้ โปรดอ่านบทความของเขา “Politics, Society and Economy in the ASEAN States (Wiesbaden, 1975)” and “Problem and Prospects of Regional Cooperation in Asia: The Political Dimension, 1977”