แนวใหม่ในการพัฒนาประเทศ

แนวใหม่ในการพัฒนาประเทศ

พิมพ์ครั้งแรกใน วารสารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๑ (กันยายน ๒๕๑๗)

 

 

 

ก่อนอื่นใคร่จะขอประทานอภัยที่ไม่สามารถที่จะอู้คำเมืองให้ท่านทั้งหลายเป็นการสนิทสนมมากกว่านี้ ถ้าหากผมได้มีโอกาสที่จะมาอยู่เชียงใหม่มากขึ้นคงจะอู้ได้มากกว่านี้

เรื่องที่ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดคือ “แนวใหม่ของการพัฒนาชาติไทย” อะไรเป็นเรื่องพัฒนาชาติไทย ผมใคร่จะเรียนสั้นๆ ว่าการพัฒนานั้นหมายถึงการที่จะทำให้มีความสุขมีความเจริญเป็นการยั่งยืน ส่วนเหตุใดจึงคิดว่าจะให้มีแนวใหม่นั้น ผมใคร่จะเรียนว่าก็เพราะเหตุว่าเรากำลังตื่นตัวในชาติไทยตั้งแต่จดใต้ จากปลายตะวันตกไปจนถึงจดสุดตะวันออก เราพยายามที่จะมีการปกครองแนวใหม่ ประเทศที่ประชาชนทั้งหลายจะได้มีส่วนร่วมด้วย เราพยายามที่จะให้มีการดำเนินงานทางสังคมให้ดีขึ้นกว่าก่อนนี้ แล้วเราพยายามที่จะให้มีเศรษฐกิจดีขึ้น ยุติธรรมยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา เนื่องด้วยเหตุฉะนี้ผมจึงคิดว่าใคร่จะเสนอข้อคิดบางอย่างของผมให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาดูว่าจะสมควรประการใดที่จะทำให้บ้านเมืองของเรามีความสุข มีความเจริญ เป็นการยั่งยืนต่อไปในภายภาคหน้า

พลังใหม่ที่จะทำให้เกิดมีแนวใหม่นั้น เราท่านทั้งหลายคงทราบแล้วว่าเกิดจากเหตุที่คนหนุ่มสาวไม่ว่าจะเป็นประชาชน พ่อค้า นักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา หรือแม้แต่อาจารย์เองก็รู้สึกในใจในบ้านเมืองของเราว่าจะให้ทำการสิ่งใดที่จะให้เป็นประโยชน์แก่มหาชนในประเทศไทยเราอย่างถาวร พลังอันนี้ได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่ได้มากระทำการเป็นที่สำเร็จได้ผลในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็ดี หรือว่าจะเป็นข้าราชการก็ดี หรือเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ตลอดจนราษฎรธรรมดาก็รู้สึกตื่นตัวว่าบ้านเมืองของเรานี้ หลังจากที่ได้มีการหยุดนิ่งอยู่และมีการปกครองด้วยคนไม่กี่คน ต่อไปนี้เราจะมีการเปลี่ยนแปลงคือไม่หยุดนิ่ง และจะไม่ให้อำนาจของการปกครองนั้นอยู่แต่เฉพาะคนไม่กี่คนในกลุ่มเดียวหรือ ๒–๓ กลุ่ม ต่อไปนี้เราจะพยายามที่จะก้าวไปในทางวัตถุ ในทางจิตใจ และในทางธรรม เพื่อที่จะได้พากันก้าวหน้าไปสู่ความเจริญที่ถาวรต่อไป แน่ล่ะครับ คนหนุ่มคนสาวซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์มากมายนัก แต่มีฐานะเป็นนักเรียนหรือเป็นอาจารย์หนุ่มและอาจารย์สาว พลังของคนหนุ่มสาวเหล่านั้นจะต้องเหหันให้ไปสู่ทางที่ชอบ ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ถ้านำเอาไปสู่ในสิ่งที่ไม่ดีไม่ชอบแล้ว พลังเหล่านี้ย่อมไม่ใช่จะเสียเปล่าเท่านั้น ยังจะทำให้เกิดหายนะแก่ส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นเราควรจะระลึกถึงพุทธภาษิตข้อหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “สปฺปุริโส ภิกฺขเว กุเล ชายมาโน พหุโน  ชนสฺส อตฺถย หิตาย สุขาย โหติ” กล่าวคือ “ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษ (และหมายถึงสัตสตรีด้วย) เมื่อเกิดในสกุล ย่อมเกิดเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลและเพื่อความสุขของมหาชน” ถ้าหากว่าพลังของนิสิตนักศึกษานักเรียนและอาจารย์ได้มุ่งอยู่ในข้อนี้ตามพุทธพจน์ พยายามที่จะให้เกิดประโยชน์ของมหาชน เพื่อให้เกิดความเกื้อกูลซึ่งกันและกันในหมู่มหาชน และเพื่อให้เกิดความสุขแก่มหาชน พลังอันนั้นย่อมเป็นพลังอันมหึมาที่จะสร้างสมให้เกิดความสุขความเจริญถาวรได้ดังที่ผมได้เรียนไว้แล้ว ในกรณีเช่นนี้ผมจึงคิดว่า ในเมื่อมีเหตุการณ์ขึ้นใหม่และมีพลังใหม่เกิดขึ้น ก็ย่อมที่จะพยายามคิดดูว่า อะไรเล่าเป็นสิ่งที่จะนำความสุขความเจริญอันถาวรให้แก่เราได้ ผมใคร่ขอแยกคำบรรยายในค่ำวันนี้ในฐานะที่ผมเป็นนักสังคมศาสตร์ แยกออกเป็น ๓ ส่วน คือ (๑) การพัฒนาในด้านเศรษฐกิจ (๒) การพัฒนาในด้านสังคม และ (๓) การพัฒนาในทางด้านการเมือง ทั้งหมด ๓ หมู่ คือ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองนั้นย่อมเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ถ้าหากว่าเศรษฐกิจไม่ดี กิจการทางสังคมเรา ตลอดจนกระทั่งแม้แต่การครองชีพของแต่ละครอบครัวย่อมจะดีขึ้นไม่ได้ และตลอดจนกระทั่งถึงการปกครองบ้านเมืองก็ย่อมจะเป็นไปโดยยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง กลับกัน ถ้าหากว่าการเมืองไม่ดี ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีความคิดอันใหญ่ที่จะริเริ่มขึ้นสำหรับที่จะใช้สมองอันประเสริฐของมนุษย์เรานี้เพื่อค้นหาวิธีการที่จะทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้นได้ด้วยหลายๆ วิธี เรามัวแต่จำเจอยู่ในเฉพาะเรื่องที่จะพัฒนาแบบเดียวกันอยู่เรื่อยๆ ถ้าหากเช่นนี้คือหมายความว่า ถ้าหากว่าการเมืองแคบ และช่องทางที่จะใช้เสรีภาพในความคิดในความอ่านในการที่ประกอบการสิ่งใดๆ นั้นเป็นไปโดยแคบ เศรษฐกิจก็ดีย่อมจะประสบแต่ปัญหา และเกิดความหายนะในไม่ช้า ดังที่เราได้เห็นมาแล้วในรอบ ๑๐ ปีที่แล้วมา เพราะฉะนั้นผมจึงจะขอเสนอข้อคิดบางประการที่เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ และเราควรจะหาวิธีแก้ไขอย่างไร ปัญหาสังคมนี้เราจะคิดแก้ไขอย่างไร และปัญหาการเมืองในระยะปัจจุบันนี้ว่าเราควรจะแก้ไขคิดอ่านกันอย่างไรบ้าง ขอเริ่มต้นด้วยปัญหาเศรษฐกิจก่อน

ปัญหาเศรษฐกิจ

ทุกวันนี้ พวกเราประสบปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่งคือปัญหาเรื่องค่าครองชีพสูง อาหารแพง น้ำมันแพง ซึ่งจะจูงให้ทุกสิ่งทุกอย่างแพงไปด้วย นี่เป็นปัญหาที่เราเห็นได้ชัด แต่ปัญหาอีกข้อหนึ่งที่เราเห็นไม่ได้ชัดนั้นก็ยังมีที่สำคัญ กล่าวคือ ประเทศเรานั้นทำนองเดียวกับประเทศที่ยากจนอื่นๆ เราพยายามพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเวลานานและผลที่ปรากฏขึ้นมานั้นก็คือว่า คนที่มั่งมีอยู่แล้ว คนที่มีความรู้มากกว่าคนอื่น คนที่ฉวยโอกาสได้ดีกว่าคนอื่นย่อมถือประโยชน์จากการพัฒนา ทำให้ร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติยิ่งขึ้น และมีโอกาสที่จะทำให้เกิดความสุขในครอบครัวของเขาและส่วนตัวของเขามากกว่าคนจน มากกว่าคนที่เคยจนอยู่ดั้งเดิม มากกว่าคนที่ได้รับการศึกษาน้อยกว่าคนอื่น และมากกว่าคนที่มีโอกาสน้อยกว่าคนอื่น และช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจนนั้นยิ่งห่างออกไปทุกที ในประเทศไทยเราระยะ ๑๕ ปีที่แล้วมา เราได้ประสบความสำเร็จในเรื่องอัตราความก้าวหน้าของรายได้ประชาชาติเป็นส่วนรวม ความสำเร็จอันนี้นับว่าไม่ยิ่งหย่อนกว่าประเทศอื่นๆ เราเป็นแนวหน้าในความสำเร็จ กล่าวคือ อัตราการเพิ่มผลผลิตในประเทศ
ไทยเรานั้น คิดโดยถัวเฉลี่ยในระยะ ๑๕ ปีนั้น ได้เพิ่มขึ้นเป็นปีละ ๑๐ ใน ๑๐๐ ซึ่งนับว่าเป็นที่น่าพึงพอใจมาก แต่ความพึงพอใจนั้นอยู่ที่ส่วนรวม กล่าวคือประเทศทั้งประเทศ แต่ถ้าเราพิจารณาถึงส่วนย่อยลงไปจะเห็นได้ว่าส่วนของประชาชนเราที่ร่ำรวยมากขึ้นเป็นพิเศษนั้นไปตกอยู่กับคนมั่งมีในเมือง เฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ แต่ส่วนที่อยู่ในชนบท และคนที่อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมภายในเมืองนั้นไม่มีอะไรดีขึ้น มิหนำซ้ำความวิบัติที่เกิดจากอากาศไม่ดี ฝนแล้งหรือน้ำท่วม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วนั้น ก็ยิ่งทำให้เกษตรกรของเราต้องสูญเสียไปซึ่งทรัพย์สินเป็นอันมาก เพราะเหตุว่าทำนาก็ไม่ได้ข้าว ทำไร่ก็ไม่ได้ผลเท่าไร ราคาก็ไม่ดี ถึงราคาดีก็ไม่มีทางที่จะขายได้ เพราะฉะนั้นหนี้สินของเกษตรกรทั่วประเทศจึงได้เพิ่มขึ้น และเกษตรกรบางคนและบางเหล่าที่เคยมีที่ดินของตนเองเป็นกรรมสิทธิ์ กลับต้องขายที่ดินหรือหลุดจำนองไป ทั้งนี้เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดทุกข์ยากมากขึ้น การเฉลี่ยทรัพย์สินและการเฉลี่ยรายได้นั้นเป็นไปในทำนองที่เราไม่อยากเห็น กล่าวคือไม่เฉลี่ยให้ทั่วถึงกัน

การที่คนมีมีมากขึ้นนั้นเป็นของดี แต่การที่คนจนจนลงกว่าแต่ก่อนนั้นเป็นของที่เลวแน่ ที่กล่าวเมื่อกี้นี้เป็นปัญหาที่สำคัญมาก คือ ปัญหาระยะสั้นที่ข้าวของต่างๆ แพงขึ้น และปัญหาระยะยาวซึ่งช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจนกว้างขึ้นทุกที ปัญหาระยะสั้นนั้น ผมพิจารณาดูแล้วเห็นเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนานาประเทศทั่วโลก เช่น น้ำมันแพง ก็เป็นเรื่องซึ่งเราบังคับไม่ได้ ในเมื่อประเทศเราไม่สามารถที่จะผลิตน้ำมันได้เองจำเป็นที่จะต้องซื้อเขา และเมื่อคนที่ขายนั้นคือกลุ่มประเทศอาหรับได้เพิ่มราคาขึ้น แท้จริงเขาไม่ได้เพิ่มให้เกิดความเดือดร้อนแก่พวกเราดอก แต่พยายามที่จะเพิ่มขึ้นเพื่อผลทางการเมืองระหว่างประเทศก็ดี หรือเพื่อรายได้ของเขาเอง สำหรับประเทศที่เจริญแล้ว และประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปอเมริกาและญี่ปุ่น จะได้จ่ายทรัพย์ให้สูงขึ้นสำหรับซื้อน้ำมัน อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอย่างไร ผลก็ย่อมกระทบกระเทือนถึงพวกเรา และมิหนำซ้ำเมื่อสองสามปีที่แล้วมานั้น เนื่องจากฝนแล้งและข้าวของเราทำได้ไม่มาก แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลเอง เมื่อครั้งนั้นได้ขายข้าวออกไปจนเกินเหตุ กล่าวคือในปี ๒๕๑๕ ได้ขายออกไปมากกว่า ๒ ล้านตัน ซึ่งตามปกติขายได้ปีละประมาณ ๑.๒ ล้านตัน หรือ ๑.๕ ล้านตันเป็นอย่างมาก ในเมื่อขายมากออกไปแล้ว ประกอบกับดินฟ้าอากาศไม่ดีก็ย่อมทำให้เกิดทุพภิกขภัยในประเทศไทย เกิดเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่เห็นว่าต้องมีการเข้าคิวซื้อข้าวกัน และในเมืองต่างๆ ก็แพงขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ประโยชน์แก่ชาวนาเท่าใด เพราะเหตุว่าชาวนาได้ขายให้แก่โรงสี และแก่เจ้าหนี้ไปหมด เหตุการณ์ทั้งหลายที่กระผมเสนอเกี่ยวกับเรื่องค่าครองชีพแพงและเงินเฟ้อนั้น เป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลมีข้อบกพร่องส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่นั้นเป็นเรื่องน้ำมัน เป็นเรื่องที่รัฐบาลไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเทวดามีความสามารถเพียงใดก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปัญหาเรื่องค่าครองชีพนี้ รัฐบาลปัจจุบันของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราว ท่านก็ได้พิจารณาวางนโยบายทั้งในด้านการคลัง ด้านการเงิน และในด้านการผลิต ได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ในไม่ช้า แต่คำว่าในไม่ช้านี้ก็กินเวลานานพอสมควร ยกตัวอย่างเช่นข้าวขาด ก็จำเป็นที่จะต้องใช้เวลา ๑ ฤดูกาลทำนา กว่าข้าวจะออกมาใหม่ สำหรับประเทศไทยผมไม่ค่อยนึกห่วงนักเรื่องอาหาร เพราะเหตุว่าประเทศไทยเราอย่างไรๆ ถ้าหากไม่โดนมรสุมหรือไม่โดนฝนแล้งมากจนเกินไปนัก ก็คงจะแก้ปัญหาเรื่องข้าวปลาอาหารได้ดีพอใช้

สำหรับน้ำมันนั้นเราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับภาวะใหม่อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า ผมสันนิษฐานดูว่ารัฐบาลปัจจุบันท่านได้ดำเนินนโยบายไปในทางที่ถูกที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ และคงจะสำเร็จด้วยความร่วมมือของพวกเราประชาชนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ที่ผมว่าสำเร็จนี้ไม่ได้หมายความว่าราคาตกลง ราคาทั้งหลายที่ขึ้นไปแล้ว ที่จะตกลงนั้นไม่ได้ จะมีที่ตกลงก็เรื่องข้าวเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าแก้สำเร็จโดยที่มันกำลังขึ้นอยู่ในขณะนั้น อย่าให้มันขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันรายได้ของประชาชนก็ปรับให้สูงสมกับค่าครองชีพ ค่าครองชีพจะไม่สูงขึ้นอีกแล้ว กระผมคาดว่าใน ๑๒ เดือนข้างหน้านี้คงจะได้เห็นผลในเรื่องนี้ ก็นั่นแหละ ผมอาจจะเข้าใจผิดหรือตีความผิดก็ได้

แต่ที่ผมเป็นห่วงมากกว่านี้ในเรื่องเศรษฐกิจก็คือ เรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมีกับคนจน ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมีกับคนจนนี้ไม่ใช่อยู่แต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ปัญหาข้อนี้เป็นอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาทุกประเทศและประเทศที่เจริญทุกประเทศ ถ้าเราพิจารณาดูถึงปัญหาข้อนี้ในทั่วโลก เราจะประสบปัญหาข้อหนึ่งซึ่งเรามองไม่เห็น แต่มีสัญญาณให้เห็นชัดแล้วว่า ต่อไปนี้เนื่องจากช่องว่างระหว่างความมั่งมีกับความจนนั้นมีมากโดยทั่วไป จึงยิ่งซ้ำเติมให้เกิดความขาดแคลนอาหารทั่วโลก และความขาดแคลนอาหารเช่นนี้จะอยู่กับเราอีกสัก ๒๐–๓๐ ปีเป็นอย่างน้อย ทำไมผมจึงได้กล่าวเช่นนั้น ก็เพราะมีเหตุอยู่ ๒ ประการ ประการที่ ๑ ประชากรทั่วโลกในขณะนี้ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าหวาดเสียวเป็นอันมาก ทั่วโลกมีอัตราการเพิ่มของประชากรประมาณ ๒ หรือ ๓ ใน ๑๐๐ ต่อปี สำหรับประเทศไทยเรานั้นสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลก พูดกันง่ายๆ ก็คือว่าเราเป็นชาติหนึ่งซึ่งเป็นแชมเปี้ยนในการสืบพันธุ์ของมนุษย์ อัตราเพิ่มของเรานั้นจากประมาณ ๓.๓ หรือ ๓.๔ ใน ๑๐๐ ด้วยเหตุนี้เมื่อทั่วโลกเกิดมีพลเมืองมากขึ้นทั้งๆ ที่เราได้ค้นคิดทางวิทยาศาสตร์ในด้านการเกษตร พยายามหาข้าวมหัศจรรย์ หรือข้าวสาลีมหัศจรรย์ที่ได้เกิดขึ้น โดยที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยวิธีบำรุงพันธุ์ให้ดี โดยวิธีบำรุงดินให้ดี ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกประการ จนกระทั่งเราเรียกกันว่ามีการปฏิวัติเขียว หมายความว่าต่อไปนี้ ประเทศต่างๆ ที่ผลิตข้าวและข้าวสาลี ผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งหลายจะผลิตได้มากๆ เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ได้คิดค้นขึ้น แต่สิ่งที่เป็นส่วนลดความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอาหารนั้นยังมีอิทธิพลอยู่มาก หมายความว่าวิทยาศาสตร์จะเจริญขึ้นอย่างไรก็ตาม ประชากรเพิ่มขึ้นย่อมทำให้ผลของวิทยาศาสตร์นั้นมีไม่มากนัก

แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือว่า เนื่องจากคนมั่งมีในประเทศอเมริกา ในประเทศยุโรป ในประเทศญี่ปุ่น แม้แต่ในกรุงเทพฯ ของเรา เลือกกินอาหารแต่เฉพาะที่เป็นของอร่อยๆ เลือกอาหารชนิดที่ดีๆ เลือกเนื้อโค เนื้อไก่ เนื้อสุกร ชนิดที่นิ่มที่ดีกว่าแต่ก่อนนี้ เพราะเหตุว่าเขามีเงินซื้อ และมีเงินซื้อได้จำนวนมาก และถ้าเราคิดลึกซึ้งจะเห็นได้ว่าโค สุกร และไก่เป็ดดังกล่าวนั้นเขาเลี้ยงด้วยอะไร ในสมัยนี้ประเทศที่รวยๆ ทั่วโลก เขาเลี้ยงด้วยพืชพันธุ์ที่มนุษย์กินได้ หรือมิฉะนั้นก็เลี้ยงด้วยพืชพันธุ์ชนิดที่ไปแย่งที่สำหรับทำนาทำไร่สำหรับมนุษย์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ข้าวโพดที่เราผลิตออกมาแล้วก็ขายไปต่างประเทศนั้นก็ผลิตขึ้นมาไม่ใช่ให้มนุษย์รับประทาน แต่เอาไปให้ไก่หรือหมูรับประทาน นี่เป็นตัวอย่าง ทีนี้เมื่อคนมั่งมีเงินมีกำลังทรัพย์มากขึ้นไป ซื้อของก็มากขึ้น ก็ย่อมเบียดเบียนเนื้อที่ที่จะทำนาทำไร่สำหรับคนจนๆ เนื่องด้วยเหตุนี้ ทั้งๆ ที่เราได้มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนมีย่อมทำให้อาหารขาดแคลนขึ้น และนอกจากนั้นเหตุการณ์วิบัติทางอากาศ เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านแอฟริกาและเอเชียตอนกลางๆ มีบางแห่งที่ฝนไม่ตก ๓–๔ ปีมาแล้ว เหตุการณ์วิปริตนี้จะเกิดขึ้นเพราะเหตุใด เป็นเพราะดาวหางหรือเป็นเหตุอื่นก็แล้วแต่ มันเกิดปรากฏการณ์อยู่เช่นนี้ในประเทศเอธิโอเปีย ประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถานก็เกิดทุพภิกขภัยอย่างที่ผมได้เรียนเมื่อกี้นี้อย่างร้ายแรง มีคนอดอาหารตายไปเป็นจำนวนหลายแสนคนทั่วโลกในปีที่แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้จึงทำให้ผมคิดว่า เรื่องอาหารเป็นเรื่องที่เราควรจะสนใจมากที่สุด เรื่องอาหารประเทศไทยเราก็เผอิญเดชะบุญเป็นประเทศที่ถนัดในการผลิตอาหาร ดินฟ้าอากาศตามปกติของเราก็ดีพอ เพราะฉะนั้น แม้ว่าในเวลานี้ทั่วโลกจะคลั่งการส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อให้มีรายได้ดี ผมก็เห็นด้วยอยู่ครึ่งเดียว คือ การส่งเสริมอุตสาห-
กรรมนั้นก็ดีอยู่ แต่ถ้าพูดถึงนโยบายระยะยาวของเราแล้วก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการเกษตรให้มากขึ้น เพราะเหตุว่าถ้าหากเรามีผ้านุ่งห่ม หรือมีเครื่องใช้ไม้สอยที่มันเก่าหน่อย ที่มันเลวหน่อย ก็ยังดีกว่าที่จะต้องอดอาหาร และเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทั่วโลกอดอาหารนี้ ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่จะขายอาหารให้ทั่วโลกได้ นั่นนอกจากจะเป็นบุญแล้ว ก็ยังเป็นรายได้อันดีของประเทศไทย

ด้วยเหตุฉะนี้ผมจึงคิดว่าหน้าที่ของพวกเราที่มีบุญวาสนามีความคิดความอ่าน หน้าที่ของพวกนิสิตนักศึกษาพลังใหม่ของเรานั้นคือจะต้องพากันไปทำในสิ่งที่ควรทำ คือพยายามที่จะพัฒนาชนบทเพื่อให้การเกษตรของเราดี และเพื่อให้คนชนบทที่ยากจนนั้นได้กลับคืนมีสภาพที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนนี้ ที่ดินต่างๆ ที่เขาเคยเสียไปก็พยายามที่จะเรียกคืนกลับมา เพื่อให้ได้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ และเขาจะได้ภาคภูมิใจ มีความสุข ทำไร่ไถนา ถ้าหากว่าไม่สามารถที่จะโอนที่ดินของเอกชนได้ก็ควรจะให้เหลือเป็นกรรมสิทธิ์ในฐานะที่เป็นสมาชิกของกลุ่มหรือสหกรณ์ จะเป็นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็แล้วแต่ การที่จะกระทำเช่นนี้ย่อมจะกระทำได้สะดวก ถ้ารัฐบาลของเราในภายภาคหน้าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย สนใจขจัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรโดยแท้จริง

หน้าที่ของรัฐบาลนั้น เบื้องแรกคือต้องทำการปฏิรูปที่ดิน และหน้าที่ของรัฐบาลนั้นจะต้องพยายามที่สนับสนุนให้มีการพัฒนาชนบทให้เป็นปึกแผ่น แต่อย่างไรก็ตาม ผมใคร่จะขอเรียนว่า การพัฒนาชนบทโดยรัฐบาลนั้น โดยลักษณะของรัฐบาลเป็นรัฐบาลและข้าราชการเป็นข้าราชการ (ผมเองก็เป็นข้าราชการ) ย่อมมีจำกัด ชาวบ้านกับข้าราชการในประเทศไทยเรานั้นมีน้อยนัก ก็มีอยู่เหมือนกันแต่น้อยนักที่เข้ากันได้ ที่ข้าราชการจะรู้ถึงจิตใจประชาชน และมีน้อยรายนักที่ประชาชนจะเชื่อถือไว้วางใจข้าราชการ ด้วยเหตุนี้เราจึงมาคิดกันว่าในเมื่อข้าราชการกับประชาชนไม่สามารถเข้ากันได้ ซึ่งเป็นข้อบกพร่องมาก ทำอย่างไรหนอจึงจะพยายามให้ประชาชนซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลนั้นได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาล โดยที่รัฐบาลมีทรัพยากรดี คนที่มีความรู้มากให้เข้ากันได้กับราษฎร คำตอบที่พวกเรามหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล มหา-
วิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีขึ้นก็คือว่า พวกอาจารย์และนิสิตนักศึกษาจำเป็นที่จะต้องทำหน้าที่คนกลางชักจูงให้ทั้งประชาชนและรัฐบาลมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันและร่วมมือกัน เพื่อที่จะร่วมกันพัฒนาให้เกิดความสุขความเจริญในชนบทให้ได้ การกระทำเช่นนี้ก็ปรากฏอยู่ในโครงการของมหาวิทยาลัยนั้น ที่เราเรียกว่าโครงการบูรณะชนบทสมบูรณ์แบบ ณ ลุ่มน้ำแม่กลอง

ทำไมเรียกว่าสมบูรณ์แบบ? คำตอบก็คือถ้าเราจะพิจารณาเฉพาะรายได้และการพัฒนาเกษตร การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียวก็ย่อมจะพิจารณาได้เฉพาะวัตถุ เราไม่ได้พิจารณาต่อไปจนถึงจิตใจของประชาชน เราไม่ได้พิจารณาต่อไปถึงความสงบเรียบร้อย ปลอดจากโจรผู้ร้าย เป็นต้น ถ้าหากเราไม่สามารถจะพิจารณาได้สมบูรณ์แบบแล้ว พอเราแก้ปัญหาชนิดหนึ่งได้ก็ย่อมจะเกิดปัญหาอีกชนิดหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าพวกเราเก่งเหลือเกินที่จะพัฒนาชนบทในด้านการศึกษาให้ดี และในขณะเดียวกันเราได้คิดในทำนองที่ว่า เมื่อคนมีการศึกษาแล้วก็จำเป็นที่จะต้องหาอาชีพได้ดีมีงานทำ เราคิดแต่มุ่งแก้การพัฒนาการศึกษาอย่างเดียว ก็เมื่อเรามุ่งพัฒนาการศึกษาในชนบทที่อยู่ห่างไกล และเมื่อคนหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาสูงขึ้น ย่อมเป็นโอกาสที่หวังความสุขมากขึ้น แต่เขาไม่มีงานทำในชนบทนั้น ผลก็คือเขาจำเป็นที่จะต้องหางานที่อื่น และด้วยความหวังว่ากรุงเทพมหานครเป็นเมืองสวรรค์ที่เขาจะสามารถทำอะไรๆ ได้ ต่างก็หลั่งไหลเข้าไปในกรุงเทพฯ จนกระทั่งเกิดปัญหาในกรุงเทพฯ ขึ้น ด้วยเหตุฉะนี้ การพัฒนาบูรณะชนบทจำเป็นที่จะต้องสมบูรณ์แบบ อีกประการหนึ่งทำไมเราจึงมาทำที่ลุ่มน้ำแม่กลอง คำตอบก็คือว่าลุ่มน้ำแม่กลองเป็นที่เหมาะสำหรับการทดลองเพื่อให้ประโยชน์จากผลของการทดลองนั้นต่อไปเพื่อการพัฒนาทั่วประเทศ ที่ผมว่าเหมาะก็เพราะลุ่มแม่น้ำแม่กลองนั้นไม่ใกล้ไม่ไกลกรุงเทพฯ ไม่มีปัจจัยข้อยุ่งยาก ไม่มีสิ่งรบกวนอย่างอื่นเช่นทางภาคอีสาน และในขณะเดียวกันก็เผอิญมหาวิทยาลัยเกษตรมีที่ดินสำหรับทดลองด้านเกษตรที่อำเภอกำแพงแสน ซึ่งเป็นใจกลางของลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำแม่กลองนี้ยังมีลักษณะพิเศษอยู่ข้อหนึ่ง คือมีทั้งที่ดอน ที่ลุ่ม พืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ผลไม้ ข้าว มันสำปะหลัง พืชไร่ ผักต่างๆ และการเลี้ยงสัตว์ ถ้าพูดถึงการพัฒนาเกษตรแล้วเป็นที่ทดลองที่เหมาะสมทีเดียว นอกจากนั้นยังมีโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล และทางใต้ของลุ่มน้ำแม่กลองก็ยังมีการพาณิชย์และการคมนาคม ซึ่งเป็นการพัฒนาอาชีพได้อย่างดี ที่ผมได้เรียนไว้แล้วว่าถ้าหากเราสามารถที่จะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ แล้วก็พยายามที่จะช่วยเหลือให้รัฐบาลรู้อย่างละเอียดถึงความต้องการของประชาชน และในขณะเดียวกัน ถ้าหากพลังใหม่ของเราคือนิสิตนักศึกษากับอาจารย์มหาวิทยาลัย สามารถที่จะเอาทรัพยากรของรัฐบาล หน่วยราชการมาเข้ากับความต้องการของประชาชนแล้ว ภายใน ๓ ปีหรือ ๔ ปี เราอาจจะได้บทเรียนว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นมีอะไรบ้างที่ทำถูก ได้ผลดี และมีอะไรบ้างที่เราทำผิดและผิดเพราะอะไร เราจะได้บทเรียนอันนี้มา แล้วเราก็ได้ทำเรื่อง
เหล่านี้เป็นผลการวิจัยทดลองของเราเพื่อใช้ประโยชน์ของประเทศทั่วประเทศ ซึ่งหวังว่าภาคเหนือนี้คงจะได้ใช้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงของภาคพายัพนี้ ในภาคใต้ก็คงจะมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งอาจจะสนใจร่วมมือกันต่อไป

ผมเข้าใจว่าวิธีที่เราไปทำนี้ ทั้งๆ ที่เป็นวิธีใหม่เป็นแนวใหม่และได้ใช้ จะเป็นบทเรียนสำหรับทั่วประเทศ และถ้าหากว่าได้ผลสำเร็จจริงอย่างที่คาดหมาย ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไป เราต้องพยายามให้ได้ผลสำเร็จ ถ้าได้ผลสำเร็จจริงๆ ผมคาดว่าภายใน ๑๐ ปีข้างหน้านี้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น และผลสุดท้ายเราสามารถที่จะใช้พลังใหม่ คือนิสิตนักศึกษาเป็นอาสาสมัคร อาจารย์ทั้งหลายเป็นอาสาสมัคร เพื่อที่จะไปบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ แทนที่จะมานั่งหมั่นไส้กันว่าพวกคนหนุ่มๆ วุ่นวายไปเปล่าๆ เดี๋ยวก็เดินขบวน เดี๋ยวก็ประท้วง เดี๋ยวก็ให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเดือดร้อน ว่าอย่างนั้น นี่เป็นวิธีที่จะแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจด้วยพลังใหม่และด้วยวิธีใหม่

ก่อนที่จะผ่านเรื่องเศรษฐกิจไป ผมใคร่ขอเรียนว่า ผมทราบดีว่าในเชียงใหม่และนอกเชียงใหม่ก็มีมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้พยายามบูรณะชนบทด้วยโครงการต่างๆ ซึ่งผมรู้สึกศรัทธาและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เท่านั้น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และแม้แต่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ก็ได้มีโครงการต่างๆ ของเขาเอง ที่ผมได้นำเรื่องลุ่มน้ำแม่กลองมากล่าวเมื่อตะกี้นี้ ก็เพราะเหตุว่าเป็นหน้าที่ของผมที่จะทำ และผมรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะทำโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แพร่หลายออกไป ไม่ใช่จะเป็นเรื่องจำกัด ขอได้โปรดเข้าใจว่า ผมไม่ได้ถือว่าโครงการอื่นๆ นั้นไม่มีประโยชน์ ความจริงมีประโยชน์

ปัญหาสังคม

ทีนี้ผมจะขอพูดถึงปัญหาสังคมของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ปัญหาอะไรเล่าที่เราอยู่ในบ้านเมืองหรืออยู่ในชนบทได้ประสบกันอยู่ที่สำคัญมาก ผมเข้าใจว่าไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าความไม่สงบภายในประเทศ ความไม่สงบนี้เกิดขึ้นหลายประการ ประการที่เห็นชัดๆ ภายในเมืองแทบทุกเมืองก็คือ ปัญหาโจรกรรม ปัญหาเรื่องชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกายและขู่เข็ญ นี้เป็นปัญหาอันหนึ่ง ปัญหาข้อที่ ๒ ที่สำคัญไปมากกว่านั้นก็คือ ปัญหาความไม่สงบภายในท้องถิ่นที่ไกลๆ ออกไปจากในเมือง คือปัญหาที่รัฐบาลเรียกว่า ปัญหาผู้ก่อการร้าย ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขให้ดีขึ้น

ปัญหาแรกเป็นปัญหาที่ไม่น่ากลัวนักในใจของผม เพราะเหตุว่าเป็นปัญหาที่เกิดอยู่เสมอ เว้นแต่ในบางโอกาสอาจจะร้ายแรงมากขึ้น ในบางโอกาสอาจจะลดน้อยลง คือปัญหาเรื่องชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย เป็นอันธพาลอะไรต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจเป็นพื้น แสดงได้หลายทางคือ เด็กหนุ่มที่ไม่ได้เล่าเรียนสูงมักหางานทำไม่ได้ ก็ย่อมจะต้องหาโอกาสลักทรัพย์หรือทำร้ายร่างกายหรือชิงทรัพย์ เด็กหนุ่มที่เห็นว่าคนอื่นๆ ฟุ้งเฟ้อได้ก็จะฟุ้งเฟ้ออย่างคนอื่น เขาเข้าไนต์คลับก็พยายามที่จะเข้าไนต์คลับบ้าง เผอิญเงินไม่มีก็ทำร้ายคนอื่น ชิงทรัพย์เพื่อที่จะเอาไปใช้ เรื่องนี้มันเกิดจากพวกเราที่มีความฟุ้งเฟ้อในการบริโภคและเงินจะนำมาบำเรอกับมันก็ไม่พอ เพราะรายได้ต่ำหรือไม่มีงานทำ ผมคิดว่าไม่มีวิธีแก้อย่างอื่น นอกจากรัฐบาล และเฉพาะอย่างยิ่งในการปกครองท้องถิ่น จะต้องพยายามหาช่องทางให้คนมีงานทำมากขึ้น เด็กๆ ที่สำเร็จชั้น ป.๗ ม.ศ.๓ หรือ ม.ศ.๕ หรือไม่สำเร็จอะไรก็ตาม ถ้าหากว่าเรามีช่องที่จะให้ทำงานมากขึ้นคงจะเป็นประโยชน์ในแง่ที่ว่าจะได้มีโจรกรรมน้อยลง ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็ควรที่จะพยายามคิดในด้านที่ว่า จะต้องจ่ายเงินงบประมาณสำหรับบูรณะท้องถิ่นให้มาก เพื่อเขาจะได้จัดสวัสดิการสงเคราะห์แก่คนที่ไม่มีงานทำ และหางานให้เขาทำในชนบท ในชนบททั้งหลายนี้มีบริการสาธารณะเป็นอันมาก ที่เราขาดแคลนคนทำงาน และไม่มีใครทำงาน ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุว่าเราไม่ได้ให้ค่าจ้างมากพอ แม้แต่วงการตำรวจก็ตาม ผมก็เข้าใจว่าตำรวจของเรานี้ขาดแคลนคน และเราก็บ่นกันว่าตำรวจไม่ดี ก็เพราะเหตุว่ารัฐบาลเราไม่ใจป้ำพอที่จะให้เงินเดือนแก่ตำรวจให้มากเพียงพอสำหรับที่จะให้เขาทำงานตามหน้าที่อย่างดีพอ นี่ผมพูดเรื่องการบริหารมาก และอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับความฟุ้งเฟ้อ เด็กหนุ่มสมัยนี้ชอบฟุ้งเฟ้อ เห็นคนอื่นเขาฟุ้งเฟ้อก็อยากจะทำตาม เมื่อไม่มีทรัพย์สำหรับที่จะไปฟุ้งเฟ้อ ก็คิดในทางมิชอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก เราทั้งสังคมจะต้องพยายามกำจัดด้วยการเปลี่ยนนิสัย อย่าฟุ้งเฟ้อไปมากนัก อย่าให้หนุ่มรุ่นหลังเรานี้เอาเราเป็นเยี่ยงอย่างในการสุรุ่ยสุร่าย ความต้องการทรัพย์มันก็มีน้อย โจรกรรมก็คงจะมีน้อย ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการปกครองและเรื่องของความประพฤติมากกว่า

ส่วนอีกปัญหาหนึ่งซึ่งสำคัญมาก เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาสังคมของเราที่ก็คือว่า เป็นปัญหาเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายที่เราเรียกกันว่าคอมมิวนิสต์ ผมใคร่จะเสนอว่าตามข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ที่เราเรียกว่า
ผู้ก่อการร้ายนั้น ซึ่งรัฐบาลเรียกว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ผกค.นั้น แท้จริงมีส่วนที่เป็นคอมมิวนิสต์จริงๆ ไม่เท่าใดนัก ก็มีอยู่ทางภาคอีสาน ทางภาคเหนืออาจจะมีบ้าง แต่เผอิญรัฐบาลเก่าใช้นโยบายที่ผิด ถ้าจับใครไม่ได้หรือจับใครยากเขาก็เรียก ผกค. เสียหมด ถ้าใครที่ดื้อพยายามที่จะใช้สิทธิเสรีภาพในส่วนของเขา ที่จะนับถือศาสนาอื่นหรือจารีตประเพณี มีการศึกษาอื่น เช่น พวกอิสลามในภาคใต้ เป็นต้น ในไม่ช้าหากเกิดเรื่องขึ้น รัฐบาลก็เรียกว่าคอมมิวนิสต์ ถึงแม้ชาวเขาในภาคเหนือนี้ ผมก็เข้าใจว่าที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์และถูกกล่าวหาว่าเป็นคอม-
มิวนิสต์ เพราะเหตุว่าทำการต่อต้านเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลก็คงจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก และยิ่งไปพิจารณาถึงพัทลุง หรือในแดนประจวบคีรีขันธ์ หรือทางกาญจนบุรี ผู้ที่เป็นผู้ร้ายเป็นโจรปล้นธรรมดานี่ แต่เจ้าหน้าที่จับไม่ได้ ในไม่ช้าก็ถูกเรียกว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ขึ้นมา เนื่องด้วยเหตุนี้จึงทำให้เรารู้สึกว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์นี้มีมากมายเหลือเกิน แต่แท้จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มีคอมมิวนิสต์จริงทั้งในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคอีสาน ผมขอย้ำว่าที่ไม่เป็นคอมมิวนิสต์ก็ย่อมจะไปร่วมมือกับคอมมิวนิสต์โดยไม่มีทางเลือก

ในเมื่อเรามีความสนใจในการพัฒนาสังคม ผมก็คิดว่าเรามีศักราชใหม่ก็ควรจะมีแนวใหม่ และแนวใหม่นั้นก็คือว่าเราควรจะเลิกนโยบายที่เรียกรวมกันว่าพวกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ถูกกล่าวหาต่างๆ นานา ถ้าแยกกันได้ เหตุการณ์ที่จะดูว่าชาวมุสลิม เช่น คณะของเปาะสู ซึ่งไม่ต้องการแยกดินแดน แต่เพราะเจ้าหน้าที่ของเรากดขี่ข่มเหง ในกรณีเช่นนี้ วิธีที่จะให้เกิดความสมานฉันท์ในชาติก็ย่อมจะเป็นวิธีที่ดีกว่าที่จะทำให้เกิดความร้าวฉานและแตกร้าวด้วยวิธีปราบปรามด้วยอาวุธอันร้ายแรง เมื่อฝ่ายรัฐบาลใช้อาวุธอันร้ายแรงเข้าไป ฝ่ายที่เรียกว่าผู้ก่อการร้ายก็ต้องใช้อาวุธโต้ตอบชนิดที่แรง และการใช้วิธีกองโจรที่จะต่อสู้กับรัฐบาลนั้นทำให้การปราบปรามยิ่งยากเย็นยิ่งขึ้น ผมเห็นของผมอย่างนี้ เห็นว่ารัฐบาลน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ เปลี่ยนนโยบายทำนองที่ว่าจะทำให้เกิดความสมานฉันท์สามัคคีในชาติขึ้น ใครที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่ไม่เหลือรับจริงๆ ควรจะพยายามที่จะเจรจาด้วย แต่ผมก็เข้าใจ อย่างกรณีเปาะสูในทางภาคใต้นั้น ก็ได้เคยเสนอมาแล้วว่า ถ้าหากรัฐบาลจะให้อภัยโทษ นิรโทษกรรม โดยมีเงื่อนไข ๒–๓ อย่าง ซึ่งน่าจะรับ รัฐบาลก็น่าจะมีการเจรจากัน เพื่อที่จะแยกคนที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ออกเสียจากคอมมิวนิสต์ ที่ผมเห็นว่าเป็นนโยบายที่สำคัญมาก เพราะเหตุว่าตราบใดที่เราไม่สามารถแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ ความไม่สงบสุข ความยุ่งยากในทางการเมืองระหว่างประเทศก็ยิ่งเพิ่มพูนทวีขึ้น มิใช่ภายในประเทศเท่านั้น ภายนอกประเทศด้วย เรื่องนี้แนวใหม่ควรจะใช้วิธีนี้ พลังใหม่ ผมใคร่จะเสนอว่า นิสิตนักศึกษาและอาจารย์ใหม่ทำได้ ที่ทำได้เพราะเหตุว่านิสิตนักศึกษาและอาจารย์หนุ่มๆ สาวๆ นั้นยังไม่เคยผจญ ยังไม่เคยต่อสู้กับพวกนี้ ทำนองเดียวกันกับที่ตำรวจชายแดนเคยทำ เรียกว่าไม่เคยเป็นอริกันได้ และถ้าหากว่านิสิตนักศึกษาอาจารย์เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากนายอำเภอที่เคยทำเรื่องนี้มา จากอธิบดีซึ่งบัดนี้ก็ยังอยู่ในกระทรวงมหาดไทย ที่เคยเป็นผู้ที่เคารพนับถือของผู้ที่เราเรียกว่าผู้ก่อการร้ายนี้ ถ้านิสิตนักศึกษาเหล่านี้เริ่มเจรจาขึ้น ไม่ใช่เจรจาแบบกำมะลอแบบที่เคยมีนะครับ เป็นการเจรจาที่จริง โดยที่รัฐบาลตั้งใจว่าจะทำกันจริง ผมคิดว่าเป็นวิธีที่จะแก้ปัญหาเรื้อรังทางสังคมอันเป็นอันตรายอย่างมากให้สำเร็จในไม่ช้า

ปัญหาการเมือง

การพัฒนาด้านการเมืองก็ย่อมมีประโยชน์กับเรื่องนี้อยู่ การพัฒนาด้านการเมืองนั้นคิดว่าพวกเราทุกคนก็คงจะเห็นแล้วว่าเราต้องการให้ประชากรมีส่วนในการปกครองบ้านเมือง รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่และกำลังขึ้นสู่สภานี้ก็มีบทบัญญัติในมาตรา ๓ เหมือนกับมาตรา ๓ หรือ ๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่เราเคยมีมาคือ อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย หมายความว่าปวงชนชาวไทยจะต้องเป็นผู้ชี้ชะตากรรมของประเทศ และการชี้ชะตากรรมของประเทศนั้นก็คงจะทำกันเป็นประชาธิปไตยตามระบบที่เคยเป็นๆ อยู่ กล่าวคือ ต้องมีการเลือกตั้ง
ผู้แทนราษฎรเข้ามาในสภาเพื่อจะออกกฎหมายและสำหรับควบคุมรัฐบาล

การที่รัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่สภานิติบัญญัติกำลังพิจารณากันอยู่ แต่ผมเองคิดว่าตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญมากันตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕ สี่สิบกว่าปีมาแล้ว ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด คนที่ร่างเป็นคนชั้นสูงกว่าสามัญชนที่เป็นประชาชนชาวไทย ส่วนใหญ่เป็นขุนนางเก่า เป็นนักเรียนนอก เป็นคนที่เป็นผู้บังคับบัญชาคนอื่นเขา แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมา เสร็จแล้วก็ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ ดูเสมือนหนึ่งว่าประชาชนนั้นไม่มีส่วนเลยในเรื่องนี้

สำหรับสภานิติบัญญัติปัจจุบันนั้น ผมเองก็มีความภูมิใจที่ได้เป็นสมาชิกผู้หนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันผมก็มีความเจียมตัว แม้ว่าจะได้รับเลือกจากสมัชชาแห่งชาติ ก็ไม่เหมือนกับสมาชิกที่ได้รับเลือกจากราษฎรขึ้นมา เราก็พูดอะไรให้เต็มที่ แต่ก็อดนึกไม่ได้ว่าเราเป็นข้าราชการ เราเป็นคนที่มีความรู้ ไม่เหมือนกับคนที่เขายากจน ฐานะของเราก็ดีกว่าเขา และมิหนำซ้ำคนที่เป็นประเภทอย่างผมนี้ ก็มีเป็นจำนวนมากไม่ใช่น้อยเลยในสภานิติบัญญัติปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของราษฎรแท้ๆ นั้นเรียกไม่ได้ ทีนี้เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงมาจนถึงขั้นนี้แล้ว จนกระทั่งร่างรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาอยู่แล้ว ครั้นจะทำอะไรที่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรขึ้นมาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจริงๆ อย่างที่ควรเป็น มันก็สายเกินไปเสียแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าหากเรามีความเคารพต่อประชาชนจริงๆ ต่ออธิปไตยของปวงชนจริงๆ เมื่อสภาได้พิจารณาแล้ว อย่างน้อยเราน่าจะหาวิธีที่จะให้ราษฎรทั้งหลายบอกเราว่า เขาชอบหรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญที่เรากำลังร่างอยู่นั้น เขาจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ การส่งให้ราษฎรพิจารณานี้เราเรียกว่า การขอประชามติ กระผมคิดว่าแม้ว่าจะเสียเงินมากสักหน่อยก็น่าจะกระทำ เพราะเหตุว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทยเรา ที่จะทำให้ราษฎรประชาชนทั้งหลายมีความสนใจในกฎหมายสูงสุดที่จะใช้ปกครองบ้านเมืองของเรา

การพัฒนาประเทศของเราแนวใหม่ทางด้านการเมืองนี้ ผมอยากให้เป็นเช่นนั้น และทุกวันนี้บทบาทของมหาวิทยาลัยก็ได้พยายามที่จะป่าวประกาศให้นิสิตนักศึกษาพลังใหม่ของเรานี้ไปช่วยเป็นอาสาสมัครที่จะส่งเสริมการเผยแพร่ประชาธิปไตยเหล่านี้ ผมคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะให้นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ นอกจากจะไปชี้แจงถึงหลักการประชาธิปไตยแล้ว ยังจะไปหยั่งเสียงดูว่าประชามติเป็นอย่างไรบ้าง ผลอาจจะได้ในทางจิตใจเท่านั้น ราษฎรอาจจะไม่มีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญยืดยาว มีบทบัญญัติถึง ๒๒๔ มาตราซึ่งมีความลึกลับซับซ้อนนั้นก็จริงอยู่ แต่ผลทางจิตใจในฐานะที่ราษฎรทั้งหลายมีส่วนร่วมในการที่จะบอกรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญนั้น ผมคิดว่าจะมีมากในทำนองที่ว่า เมื่อมีการเลือกตั้งขึ้น ราษฎรจะได้ไปเลือกตั้งเป็นจำนวนมากและคึกคักยิ่งขึ้น ได้เสียงราษฎรมาก และอีกประการหนึ่งเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ราษฎรถือว่าเป็นของเขาแล้ว เขาจะต้องทะนุถนอมพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมพยายามที่จะรักษาไม่ให้ใครมาเบียดเบียนได้ นี่ผมว่าเป็นข้อที่สำคัญข้อหนึ่ง

ในเรื่องที่จะให้ประชาชนมีจิตใจคิดว่า รัฐธรรมนูญนี้เป็นของเขาด้วยแนวใหม่ในการพัฒนาการเมืองเกี่ยวกับประชาธิปไตยมีอยู่อีกข้อหนึ่ง กล่าวคือแม้ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญดีปานใดก็ตาม แต่การปฏิบัติไม่มั่นคงดีพอสมควร รัฐธรรมนูญนั้นจะอยู่ยงคงทนไม่ได้ เฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าเราเคยตัวเสียแล้ว ที่จะมีการปกครองโดยวิธีเผด็จการ ไม่ว่าเผด็จการอย่างแก่ เผด็จการอย่างอ่อน นี่เราเคยตัวเสียแล้ว และมีคนที่ต้องการทำเผด็จการในประเทศเราไม่ว่าทั้งฝ่ายซ้ายคือคอมมิวนิสต์หรือฝ่ายขวา อันตรายอันนี้มีอยู่เสมอ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญเราจะเขียนได้ดีสักปานใด แต่ภัยอันนี้ต้องมีอยู่ นี่ก็เพราะเหตุว่าในระยะ ๔๐ กว่าปีมานี้เรามีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เรียกว่าจอมปลอม คือหมายความว่ามีคนส่วนน้อยไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือไม่เผด็จการ มีคนส่วนน้อยซึ่งเรียกว่าเป็นผู้ปกครอง แล้วมีคนประเภทที่ ๒ ซึ่งมีมากเหลือเกินซึ่งเรียกว่าประชาชนผู้ถูกปกครอง นี่มีอยู่ ๒ ชั้นอย่างนี้ ก็ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองนั้นก็ดำเนินการไปเรื่อยๆ บางทีก็ไม่มีเยื่อใยซึ่งกันและกัน

เรามีสภาผู้แทนราษฎร เรามีรัฐบาลซึ่งเรียกว่าผู้ปกครอง และเรามีประชาชนทั่วๆ ไป และเรามีรัฐธรรมนูญเรียกว่าเป็นกติกาอยู่ แต่ควรจะมีการเชื่อมโยงระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง คือหมายความว่า เอาความทุกข์ยากเอาปัญหาต่างๆ ในทางด้านการเมือง ในทางด้านเสรีภาพไปให้ผู้ปกครองทราบ แล้วในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุม
ผู้ปกครองแก้ปัญหาของประชาชนได้ ในประเทศต่างๆ ที่เขามีการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ราษฎรธรรมดานี่แหละครับ แต่ทำหน้าที่จะพิทักษ์เสรีภาพที่จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและเสรีภาพของราษฎร และเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้สามารถที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้

ในประเทศไทยเราตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วมา เราเพิ่งจะเริ่มมีพลังใหม่ เราเพิ่งจะมีประเภทใหม่นี้ พลังใหม่และประเภทใหม่ในปัจจุบันนี้เท่าที่ผมจะคิดออก ในเชียงใหม่ก็มีชมรมเพื่อประชาธิปไตยและเพื่อความเป็นธรรม คือหมายความว่ามีอาจารย์และคนอื่นๆ ที่เป็นปัญญาชนพยายามที่จะพิทักษ์เสรีภาพของประชาชน ในกรุงเทพฯ ก็มี สหภาพเพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน มีกลุ่มที่เรียกว่าประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีสมาคมข้าราชการที่พยายามที่จะกระทำอย่างเดียวกัน นอกจากนั้นก็ยังมีองค์การเพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของผู้บริโภค ผมคิดว่ามีแนวอยู่ในทำนองเดียวกันที่จะพิทักษ์เสรีภาพเช่นเดียวกัน มีอย่างนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกพอใจว่าเป็นพลังใหม่และเป็นแนวใหม่ในการที่จะแก้ไขเหตุการณ์ในทางการเมือง ให้ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองได้มีสิ่งเชื่อมโยงกัน และสามารถที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องเผด็จการได้ดีขึ้น พลังใหม่แนวใหม่นี้ผมเข้าใจว่านิสิตนักศึกษาและอาจารย์จะมีส่วนสำคัญมาก แต่ที่สำคัญมากที่สุดก็คือจำเป็นที่จะต้องได้รับความสนับสนุนจากประชาชน จากราษฎรอย่างพวกเราทั้งหลายนี้ ที่จะสนับสนุนให้พวกเหล่านี้ได้กระทำการในทางที่ดีในทางที่ชอบ และที่จะเป็นประโยชน์กับเราต่อไป

ท่านทั้งหลาย ผมมีข้อที่จะเสนออีกข้อเดียว ทั้งๆ ที่ได้พูดมาเป็นเวลานาน จึงขอประทานอภัย ขอพูดให้จบ ปัญหาเรื่องทางการเมืองและการปกครองในประเทศไทยเรานั้นยังมีที่สำคัญอยู่อีกข้อหนึ่ง คือปัญหาที่เนื่องมาจากการปกครองแบบเผด็จการของเราได้เป็นเวลานาน ๑๐ กว่าปี ๒๐ ปี ตั้งแต่เลิกสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เป็นต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน และปัญหาอันนี้ก็คือปัญหาการรวมกำลังและพลังอยู่แต่ภายในเฉพาะกรุงเทพฯ และไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ อย่างเดียว รวมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล และรวมอยู่ที่คลองหลอดคือกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ไม่กี่แห่ง ปัญหาคือการปกครองชนิดที่ไม่กระจายอำนาจ ระบบเผด็จการนั้นย่อมมีองค์การที่จะกุมอำนาจ
เอาไว้ ไม่ว่าข้าราชการในหัวเมืองที่ไหนจะต้องเหลียวแลมาดูว่า ผู้ที่มีอำนาจที่จะขึ้นเงินเดือนให้เขา ที่จะเลื่อนตำแหน่งให้เขานั้นเป็นใคร และอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นการปกครองท้องถิ่นและการ
กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นและสู่ภูมิภาคนั้น ย่อมอยู่ในอำนาจของบุคคลไม่กี่คนในกรุงเทพฯ เท่านั้น จริงอยู่ กฎหมายของเรามีสภาจังหวัด เรามีสภาเทศบาล บางครั้งนานๆ ทีก็มีการเลือกตั้งกัน สภาเหล่านั้นถูกยุบแล้วก็มีการแต่งตั้งขึ้นใหม่โดยคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ การปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจออกไปนี้ย่อมทำให้การดำเนินราชการเป็นไปโดยเลวทราม พูดกันง่ายๆ ถ้าหากว่าพนักงานส่งเสริมการเกษตรไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด ถ้าหากไม่ทำตามหน้าที่ จะทำประโยชน์ให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นก็ไม่ทำ ถ้าหากว่ากรุงเทพฯ เจ้านายมีความพอใจก็ได้เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือนอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะเอาใจใส่ ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ยังมีนักวิชาการหรือผู้ส่งเสริมการเกษตรที่เอาใจใส่แก่ราษฎร ทั้งๆ ที่ระบบการปกครองเป็นแบบนี้ เทศบาลต่างๆ เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าผู้ที่แต่งตั้งและผู้ที่สนับสนุนทางการเงินอยู่ที่กรุงเทพฯ ฝ่ายเดียวแล้ว การปกครองท้องถิ่น การปกครองฝ่ายภูมิภาคจะดีไปได้อย่างไร เพื่อจะแก้ปัญหาอันนี้ ผมมีข้อเสนอว่าเราจะต้องเปลี่ยนระบบการปกครองเสียใหม่ เราจะต้องพยายามที่จะดูแลให้รัฐบาลต่อไปกระจายอำนาจออกไปให้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ให้สามารถที่จะปกครอง เช่น นครเชียงใหม่จะได้เลือกผู้ที่สมควรจะเป็นนายกเทศมนตรีในเชียงใหม่ สมควรจะเป็นสมาชิกสภาในเชียงใหม่ เพื่อจะได้ตัดสินชะตากรรมของเชียงใหม่เอง โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงกรุงเทพฯ อย่างเดียว ก็แน่ล่ะครับ ในเมื่อเป็นประเทศเดียว ประเทศไทยเป็นประเทศราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จำเป็นที่จะต้องมีการประสานงานกัน และเทศบาลหรือการปกครองท้องถิ่นส่วนจังหวัดต่างๆ ก็ย่อมจะมีกำลังทรัพย์น้อย ในทางการเงินการคลังก็คงจะได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่การปกครองท้องถิ่นต่างๆ โดยให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นสามารถที่จะมีสิทธิอิสระและการดำเนินงานได้

ท่านสาธุชนที่เคารพ ผมได้กล่าวมายืดยาว ใคร่จะขอสรุปว่า
ไม่ว่าปัญหาทางเศรษฐกิจก็ดี ปัญหาทางสังคมก็ดี หรือปัญหาทางการเมืองเกี่ยวกับประชาธิปไตยก็ดี ถ้าหากเราจะคิดแนวใหม่แล้ว คิดจะ
แก้ด้วยแนวใหม่แล้ว เราจะต้องอาศัยใช้พลังใหม่ของเราให้เป็นประโยชน์จริงๆ เราจะต้องอาศัยความเคารพระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง และไม่ว่าประชาชนจะมีการศึกษาต่ำเพียงใด จะยากจนสักเพียงใด ผมเห็นว่าหลักสำคัญในการที่จะอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุขก็คือ การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แต่ละคนนั้น ถ้าหากว่าขาดสิ่งนั้นแล้ว ไม่ว่าเราจะมีพลังใหม่มีแนวใหม่ เราก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาชาติไทยเราให้เจริญได้

ขอบคุณ