การวิจัยทางการเกษตร และการพัฒนาเศรษฐกิจ

การวิจัยทางการเกษตร
และการพัฒนาเศรษฐกิจ

สมนึก ทับพันธุ์ แปลจากสุนทรพจน์เรื่อง
“Agricultural Research and Economic Development”

ในการประชุม The Agriculture and Food Science Symposium
ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗

 

 

 

ยุทธวิธีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ United Nations Development Decade เสนอแนะ ได้ตั้งเป้าหมายไว้หลายประการ อาทิ

  • เพื่อให้มีการเพิ่มรายได้ที่แท้จริงต่อหัว
  • เพื่อให้มีการแก้ไขการกระจายรายได้เสียใหม่ โดยให้คนจนมีฐานะดีขึ้น โดยเปรียบเทียบกับคนรวย
  • เพื่อให้มีความยุติธรรมในสังคม (มากขึ้น)
  • เพื่อป้องกันหรือเพื่อลดอัตราการว่างงานหรือภาวการณ์ทำงานไม่เต็มที่

 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในด้านการเกษตรและอาหารเป็นวิถีทางที่มีความสำคัญยิ่งในอันที่จะบรรลุถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ตั้งเอาไว้ข้างต้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชผลเกษตรย่อมจะมีผลทำให้รายได้ของเกษตรกรดีขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ของพวกเขาเหล่านี้ในประเทศด้อยพัฒนาอยู่ในสภาพยากจนและสิ้นหวัง การทำให้ผลิตผลที่เป็นอาหารเพิ่มขึ้นและให้มีการจำแนกแจกจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ภาวะการอดตายและหิวโซย่อมจะไม่เกิดขึ้น เรามีความหวังกันว่าถ้าเราสามารถเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารของเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตให้มีคุณภาพดีขึ้นได้ นอกจากคนจนๆ จะสามารถมีสุขภาพอนามัยดีขึ้นแล้ว เรายังได้ประโยชน์ซึ่งจะมีผลอันยาวนาน เพราะสมรรถภาพทั้งของสมองและของร่างกายของคนรุ่นใหม่ย่อมจะดีขึ้น โดยทั่วไปแล้วเราหวังว่าการวิจัยที่ประสบผลสำเร็จจะทำให้การดำรงชีวิตของคนทั้งในชนบทและในตัวเมืองดีขึ้น

ว่ากันจริงๆ แล้ว การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรและอาหารแม้ว่าจะไม่ราบรื่นทีเดียวนัก แต่ก็ประสบความสำเร็จอยู่บ้าง การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ด้านพันธุ์ข้าว (ข้าวและข้าวเหนียว) ข้าวสาลี และพืชอื่นๆ ที่แล้วๆ มานั้นเปรียบเสมือนว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยทีเดียว ปาฏิหาริย์แบบที่ว่านี้จะมีตามมาอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวสาลีและข้าวไรย์ ก่อให้เกิดข้าวพันธุ์ใหม่มีชื่อว่าติติเคเล (Titikele) ซึ่งเป็นชื่อของโครงการวิจัยที่ได้รับเงินช่วยเหลือจาก IDRC ดูเหมือนว่าความหวังที่ตั้งไว้จะประสบผลสำเร็จด้วยดี การปฏิวัติเขียวได้เกิดขึ้นแล้ว และดูเหมือนว่าสังคมพระศรีอาริย์ (Utopia) จะเป็นสิ่งที่พอจะทำให้เกิดขึ้นได้

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีอีกหลายๆ แห่งในโลกที่พลเมืองนับล้านคนกำลังจะตายเพราะความอดอยาก และยังมีพลเมืองจำนวนที่มาก
กว่านี้อีกที่จำต้องเข้านอนทุกๆ คืนพร้อมด้วยความหิว โรคขาดอาหารยังคงคร่าชีวิตผู้คนนับล้านรวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในชนบทและในตัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีอาหารพอเพียงที่ทุกคนจะบริโภคได้ แต่คนเหล่านั้นก็ยากจนข้นแค้นเสียเหลือเกิน (จนมิอาจจะซื้ออาหารมาบริโภคได้เพียงพอได้–ผู้แปล) ราคาในตลาดโลกของสินค้าประเภทธัญญาหาร เนื้อสัตว์ อาหารสัตว์ และปลาก็พุ่งสูงลิ่ว สภาพบรรยากาศเป็นพิษก็ดี แม่น้ำเน่าเป็นพิษก็ดี เดี๋ยวนี้ปัญหาเหล่านี้มิได้จำกัดอยู่แต่ในประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น มันแผ่ขยายครอบคลุมออกไปถึงท้องที่ชนบทของประเทศที่ยากจนต่างๆ ด้วย ปัญหาเหล่านี้มิใช่ปัญหาระยะสั้นหรือปัญหาชั่วครั้งชั่วคราวนานทีปีหนอะไรทำนองนั้น แต่เป็นปัญหาระยะยาวที่เมื่อมองไปในอนาคตแล้วจะเห็นแต่ความมืดอันน่าสะพรึงกลัว

เราจะอธิบายข้อขัดแย้งอันเด่นชัดนี้ได้อย่างไร

ข้าพเจ้าขอเสนอว่าเหตุที่อยู่เบื้องหลังข้อขัดแย้งดังกล่าวนี้ก็คือความจริงที่ว่า ในสังคมปัจจุบันวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้าไปมากเกินกว่าความสามารถของเราที่จะใช้ความรู้วิทยาการทางเทคโนโลยีนั้นๆ ให้เกิดคุณประโยชน์ขึ้นมา ระบบเศรษฐกิจและการค้าของเราก็ดี การบริหารงานสาธารณะของเราก็ดี และระบบสังคมของเราก็ดี สิ่งเหล่านี้ยังล้าหลังไม่ทันเหตุการณ์และยังมีไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ป้องกันและแก้ปัญหาอันยุ่งยากซับซ้อนซึ่งเกิดจากการมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเหล่านั้นได้

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของผลผลิตอาหาร ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ประสบกันทั่วโลก แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้นอีกก็คือ อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรที่สูงที่สุดกลับไปเกิดขึ้นในแหล่งที่มีประสิทธิภาพในการผลิตต่ำที่สุด ซึ่งก็คือแหล่งที่มีความยากจนมากที่สุดของโลก การวางแผนครอบครัวและการชะลอการเกิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะประกันได้ว่า เราจะมีอาหารเพียงพอแก่ความต้องการที่นับวันจะยิ่งห่างกันมากขึ้น

ประการที่ ๒ ในเรื่องของการอุปโภคและบริโภคของคนยากจนก็ยังมีปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยอีกประการหนึ่งคือ การที่ช่องว่างที่นับวันจะยิ่งห่างมากขึ้นทุกทีระหว่างรายได้และการบริโภคของคนรวยกับคนยากจน คนรวยไม่ว่าจะเป็นคนรวยในประเทศพัฒนาแล้วหรือในประเทศด้อยพัฒนา ในนิวยอร์ก ลอนดอน โตเกียว และสิงคโปร์ หรือในกรุงเทพฯ จะมีลักษณะการบริโภคที่คล้ายๆ กันคือ ได้บริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากขึ้นและคุณภาพดีขึ้นกว่าที่เคยมีมา และผลลัพธ์ก็คือว่าเราได้ผลิตโค กระบือ และสัตว์อื่นๆ ที่ต้องมีคุณภาพดีขึ้น สูงขึ้น โดยใช้ธัญญาหารจำพวกข้าว ข้าวโพด เป็นจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วเท่ากับว่าเป็นการเอาอาหารที่คนจนจะสามารถหามาบริโภคได้ไปเลี้ยงสัตว์เพื่อคนร่ำรวยเสียหมด

ประการที่ ๓ ด้วยเหตุผลที่สลับซับซ้อนมากประการ รวมทั้งการปล่อยให้มีการเลี้ยงสัตว์กันมากเกินไปในบริเวณเส้นศูนย์สูตรของแอฟริกา จึงทำให้เกิดภาวะฝนแล้งต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปีในท้องถิ่นบริเวณแถบนั้น จนทำให้พื้นที่ทะเลทรายคล้ายๆ ทะเลทรายสะฮารา
ขยายเพิ่มกว้างขึ้นทุกขณะ ปรากฏการณ์ดังกล่าวประกอบกับการมีระบบการจำหน่ายจ่ายแจกที่ไม่ถูกต้อง และการขาดบริการด้านการพยากรณ์อากาศ ได้เป็นสาเหตุให้เกิดภาวการณ์อดอยากแร้นแค้นขึ้นในหลายๆ ประเทศทั้งในแอฟริกาและเอเชีย

ประการที่ ๔ สงคราม การจลาจลวุ่นวาย ตลอดจนปัญหาโจรกรรมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบการจำแนกแจกจ่ายผลิตภัณฑ์อาหารเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น และยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการผลิตอีกด้วย พนักงานปศุสัตว์ชั้นผู้ใหญ่ในประเทศของข้าพเจ้าเองซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะสงบเงียบกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้กล่าวว่า “เราไม่มีกะจิตกะใจที่จะแนะนำให้กรรมกรขยายพันธุ์ปศุสัตว์ให้มากขึ้นได้ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจดีว่าไม่ช้าก็เร็วที่
สัตว์ที่เราเลี้ยงอยู่นั้นจะถูกขโมยไป และขณะนี้ก็ยังมองไม่เห็นทางที่จะแก้ไขได้”

ประการที่ ๕ ในประเทศที่ยากจนหลายประเทศ การมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอและระบบการถือครองที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการขาดการพัฒนาที่ดินทำกินเป็นเหตุให้ประสิทธิภาพของที่ดินมีแนวโน้มที่เลวลงอย่างรวดเร็วทุกๆ ปี ปัญหาการถือครองที่ดินเป็นปัญหาที่สะสมกันมานาน และจะเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกๆ ปีที่ดินของเกษตรกรผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวก็จะถูกเจ้าหนี้ยึดหรือบังคับขายออกไป ดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนและระดับราคาอันแสนต่ำของพืชผลเกษตรกรรมก็ซ้ำเติมเพิ่มความรุนแรงของปัญหาการถือครองที่ดินนี้ด้วย

ประการที่ ๖ ในหลายๆ เรื่อง ความเฉื่อยชา ความไม่เอาธุระ และความดื้อรั้นถือดีของพนักงานส่งเสริมการเกษตรกรรมของเราเองก็เป็นสาเหตุอันหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรมีความคิดเห็นต่อต้านไม่ยอมรับความรู้วิทยาการใหม่ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งสำหรับการปฏิวัติเขียว

ประการที่ ๗ อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรกรรมมักจะประสบกับปัญหาปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ป้อนโรงงานขาดแคลนอยู่เสมอ ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากมีการวางแผนที่ผิด ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมผลิตสับปะรดกระป๋องซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งที่โรงงานจำเป็นต้องพึ่งผลผลิตสับปะรดจากไร่เล็กไร่น้อยแถวๆ โรงงานที่ตั้งอยู่ ฉะนั้นการผลิตจึงหยุดชะงักอยู่บ่อยๆ เพราะมีปริมาณสับปะรดไม่พอป้อนโรงงาน

ไม่ต้องเป็นที่สงสัยเลยว่ายังมีสาเหตุอีกมากมายที่ทำให้การนำเอาความรู้และวิทยาการใหม่ๆ มาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์ให้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ รู้สึกว่าอุปสรรคสำคัญอยู่ที่ว่าเรายังไม่มีความสามารถสูงพอที่จะปรับปรุงระบบสังคม ระบบการบริหาร และระบบเศรษฐกิจของเราให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาการต่างๆ ได้ทันกับเหตุการณ์

ถ้าหากว่าการวิเคราะห์ทั้งหมดข้างต้นนี้ถูกต้อง เราจะต้องขบปัญหาต่างๆ ในหลายๆ ระดับไปพร้อมๆ กันคือ ในระดับความร่วมมือกันระหว่างประเทศ ในระดับรัฐบาลแห่งชาติ และในระดับองค์กรต่างๆ ภายในประเทศ

เราติดตามการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศก็เพื่อป้องกันการเกิดสงคราม เพื่อพยากรณ์และติดตามสภาพดินฟ้าอากาศให้แก่กันและกัน เพื่อหยุดยั้งการขยายตัวของพื้นที่ที่มีความแห้งแล้ง เพื่อวางมาตรการให้ราคาสินค้าเกษตรกรรมมีเสถียรภาพ เพื่อให้มีความเป็นธรรมในการจำหน่ายจ่ายแจกผลผลิตอาหารระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและประเทศที่ยากจน

มาตรการของรัฐบาลต่างๆ ก็ควรจะมุ่งไปในเรื่องการรักษากฎหมายและกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ภายในชาติ เรื่องการชะลอการเกิด เรื่องการใช้นโยบายการคลังที่จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น เรื่องการปฏิรูประบบการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและระบบการถือครอง เรื่องการทำให้ระบบการชลประทานและการประปาดีขึ้น และเรื่องการปรับปรุงการทำงานของพนักงานส่งเสริมการเกษตรให้ดีขึ้น

ในประเทศด้อยพัฒนาแต่ละประเทศนั้น องค์การที่ไม่ใช่เป็นของรัฐ เช่น มหาวิทยาลัยหรือมูลนิธิการกุศลต่างๆ สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง โดยอาจจะออกไปช่วยกันแก้ปัญหาในชนบทด้วยตัวเอง หรืออาจจะส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมของรัฐที่กำลังทำอยู่แล้วก็ได้ ในประเทศด้อยพัฒนาส่วนใหญ่มักจะมีช่องว่างในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างข้าราชการและเกษตรกร ข้าราชการเป็นพวกเฉื่อยชาและมักจะถือตัว พวกเกษตรกรเองก็ขาดความเชื่อมั่นในตัวข้าราชการ ฉะนั้นในระยะสั้นอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัย[1] และอาสาสมัคร[2] อื่นๆ สามารถที่จะยื่นเสนอตัวเองเข้าไปเป็นตัวเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างข้าราชการและประชาชน ในระยะยาวก็จะต้องช่วยกันขอร้องให้รัฐบาล (และข้าราชการミผู้แปล) เดินลงมาจากหอคอยงาช้าง ขณะเดียวกันก็ช่วยกันดันให้เกษตรกรเดินขึ้นบันไดไปหาเขาบ้างเพื่อที่ทั้ง ๒ ฝ่ายจะได้พบกันได้

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม การพัฒนาประเทศชาติเป็นเรื่องที่ต้องมีการร่วมมือกันในหลายๆ ด้าน การวางแผนงานวิจัยจะต้องคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกันกับชีวิตและสังคมของมวลมนุษย์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรและอาหารจะดำเนินไปพร้อมๆ กับการวิจัยทางด้านการอนามัย (รวมทั้งการวางแผนครอบครัว) ด้านการศึกษาการบริหารงานของรัฐ ด้านการเศรษฐกิจ การคลัง และนโยบายการพาณิชย์ และนโยบายเกี่ยวกับสังคม “เราจะต้องทำเอง ความรู้วิทยาการที่มีอยู่ทางด้านการเกษตรและอาหาร ทางด้านศิลปะการบริหารงานของรัฐ ทางการแพทย์ และด้านการให้ยา มารวมกันหรืออย่างน้อยที่สุดทำให้มันมีการประสานงานกัน เพื่อที่ว่าการนำเอาความรู้วิทยาการต่างๆ เหล่านั้นไปใช้ประยุกต์ในระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด หรือระดับชาติ จะก่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่มวลมนุษย์และสังคมมนุษย์”

บทเสริมท้าย

ขณะนี้ในประเทศไทยมีมหาวิทยาลัย ๓ แห่งได้ร่วมมือกันร่างโครงการที่ชื่อว่าโครงการพัฒนาชนบทแบบผสมผสานลุ่มน้ำแม่กลอง (Mae Klong Integrated Rural Development Project) ขึ้น ๓ มหา-
วิทยาลัยก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (รับผิดชอบด้านการเกษตร) มหาวิทยาลัยมหิดล (รับผิดชอบด้านการแพทย์และอนามัย) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รับผิดชอบด้านสังคมศาสตร์) บริเวณพื้นที่ของโครงการครอบคลุมแต่บริเวณแถบตะวันตกของกรุงเทพฯ กล่าวคือ มีแม่น้ำท่าจีนเป็นแนวเขตด้านตะวันออกและแม่น้ำแม่กลอง (หรือที่รู้จักกันในชื่อแม่น้ำ “แคว”) เป็นแนวเขตด้านตะวันตก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๖ ล้าน ๓ แสนไร่ (ประมาณ ๑ ล้านเฮกตาร์) และมีพลเมืองประมาณ ๒ ล้านคน ในท้องที่มีการปลูกพืชหลายชนิด อาทิ ข้าว ผลไม้ อ้อย มันสำปะหลัง และในบางท้องที่ที่มีลักษณะเป็นเนินเขาก็จะมีการเลี้ยงสัตว์และเพาะพันธุ์สัตว์ ทางด้านตะวันตกก็จะมีโรงงานน้ำตาลอยู่หลายโรง

โครงการนี้มีหลักการที่พยายามช่วยให้เกษตรกรสามารถช่วยตัวเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปของสหกรณ์ วิธีการเช่นด้านเกษตรและอาหาร ด้านอนามัย (รวมทั้งการโภชนาการและการวางแผนครอบครัว) ด้านศึกษา และด้านสังคมศาสตร์ ปัญหาเรื่องการขาดความมั่นใจหรือไว้เนื้อเชื่อใจของชาวบ้าน (ต่อข้าราชการ–ผู้แปล) ก็จะแก้ได้โดยการให้อาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยได้ออกไปอยู่อาศัยใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านโดยทำตัวให้เหมือนกับชาวบ้านเลยทีเดียว มหาวิทยาลัยจะส่งเสริมสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้ชาวบ้านทำในสิ่งที่พวกเขาสามารถจะทำได้จากทรัพยากรของพวกเขาเอง สำหรับเรื่องที่ใหญ่ไปกว่านั้นซึ่งต้องใช้เงินใช้ทองจำนวนมากๆ สุดวิสัยที่มหาวิทยาลัยจะช่วยเหลือได้ ทางโครงการก็จะนำเรื่องเสนอต่อรัฐบาล ด้วยเหตุผลนี้การทำงานของเจ้าหน้าที่โครงการจะต้องมีการติดต่อที่ดีกับหน่วยงานของรัฐบาลต่างๆ ตลอดจนเจ้าหน้าที่และข้าราชการในท้องถิ่นอีกด้วย

เมื่อเวลาผ่านไป ๓–๕ ปีหลังจากเริ่มโครงการ เราจะมีการวิเคราะห์และประเมินผลของโครงการ ความสำเร็จและความล้มเหลวต่างๆ จากการทดลองครั้งนี้จะเป็นบทเรียนที่ดี อันอาจจะนำไปใช้และปฏิบัติในท้องถิ่นอื่นๆ ในราชอาณาจักรได้ ประเทศไทยเราได้มีการพัฒนาด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) มาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีมาแล้ว และทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นระหว่าง ๘–๑๐% ต่อปี แต่เรารู้สึกกันว่าความพยายามในการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่แล้วๆ มานั้นมีข้อบกพร่องประการสำคัญที่ผลประโยชน์ของการพัฒนามิได้ไปตกแก่คนยากจนในท้องถิ่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการอันใหม่นี้จะช่วยแก้ปัญหาบกพร่องของการพัฒนาที่กล่าวมาแล้วได้

 

[1]     ดูบทเสริมท้าย

 

[2]     เช่น ในฟิลิปปินส์มีมูลนิธิบูรณะชนบท (Philippines Rural Recon-
struction Movements) ในไทยก็มีมูลนิธิบูรณะชนบท (Thailand Rural Reconstruction Movements) เหมือนกัน