ข้อคิดในการพัฒนาชาติ

ข้อคิดในการพัฒนาชาติ

การสัมมนาพัฒนาชาติไทยในสหรัฐฯ ครั้งที่ ๑

มหาวิทยาลัยชิคาโก

๒๙ ตุลาคม ๒๕๑๓

 

 

 

กระทู้นี้ท่านผู้จัดสัมมนาได้ขอให้ผมมาพูดในวันนี้เป็นข้อคิดในการพัฒนาชาติ และเพื่อที่จะให้สนองกับหัวข้อใหญ่ของการสัมมนานี้ กล่าวคือการร่วมมือระหว่างประเทศ ผมจึงขอแยกหัวข้อเพื่อที่จะบรรยายดังต่อไปนี้ ตอนแรก ผมจะพยายามแสดงถึงหัวข้อความคิดส่วนตัวของผมเกี่ยวกับการพัฒนาแห่งชาติ ตอนที่ ๒ ผมจะขอเสนอภาวะของประเทศไทยที่เกี่ยวกับการพัฒนาในปัจจุบัน แยกออกเป็น ๒ หัวข้อ กล่าวคือ (๑) ปัญหาเศรษฐกิจ (๒) ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

ตอนที่ ๑ หลักทั่วไปในการพัฒนาชาติ

๑. ความจริง ความงาม และความดี

ที่ผมจะพูดนี้ส่วนใหญ่อยู่ในเอกสารซึ่งผู้จัดทำสัมมนาได้เตรียมเอาไว้ ผมได้ทราบว่ายังไม่มีโอกาสอ่านกัน เพราะฉะนั้นอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องยกหัวข้อความบางอันที่ได้แจกไว้นั้นมาบรรยายซ้ำในที่นี้ หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะให้อภัย เพราะเหตุว่าจะได้ทำให้มีเนื้อความติดต่อกันไป และถ้าหากว่าจะเป็นการยุยงให้ท่านทั้งหลายกลับไปอ่านในที่พูดเอาไว้ ผมจะมีความยินดีเป็นอย่างมาก เรื่องที่ผมได้เตรียมเอาไว้ ได้เคยพูดเอาไว้ก็คือ ปาฐกถาอนุสรณ์ ซินแคลร์ ทอมป์สัน ค.ศ.๑๙๖๙ เรื่องศีลธรรมและศาสนาในการพัฒนาชาติ [1] บรรยายที่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๑ミ๒๓ มกราคม ๒๕๑๒ กับอีกเรื่องหนึ่งหรือคือเรื่องที่ผมได้บรรยายที่สยามสมาคมวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ เกี่ยวกับเรื่อง Thailandユs Economic Prospects[2] ซึ่งมีบทความทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ผมเข้าใจว่าได้ส่งมาเป็นภาษาอังกฤษให้แจก

ตอนต้นที่ว่าด้วยคติทั่วไปเกี่ยวกับการพัฒนาชาตินั้น ผมคิดว่าในฐานะที่พวกเราเป็นปัญญาชน เราควรจะรื้อฟื้นกันถึงหลักใหญ่ เราจะพัฒนาชาติกันนั้นเพื่ออะไรกันแน่ ยึดหลักอะไร ในความเห็นของผมนั้น รู้สึกว่าหลักที่จะยึดก็คือ หลักพูดกันอย่างเข้าใจง่ายๆ คือ ยึดหลักแห่งความจริง ประการที่ ๒ ยึดหลักแห่งความงาม และประการที่ ๓ ยึดหลักแห่งความดี เหล่านี้พวกเรารู้อยู่ในใจ ไม่ต้องอธิบายกันให้มากมายนัก ถ้าอธิบายมันก็เท่ากับว่าเอาของซึ่งเรารู้กันแล้วมาแต่งเป็นถ้อยคำ และเมื่อแต่งออกมาเป็นถ้อยคำ ก็เถียงกันได้ง่าย ในฐานะที่เราเป็นปัญญาชน และปากกล้าด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในการที่เรานิยามคำใดคำหนึ่งที่เกี่ยวกับอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นความงาม อะไรเป็นความดีนั้น เราเถียงกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด

แต่พอจะตกลงกันได้ว่าที่เราจะไปหาความจริงนั้นอย่างที่พระท่านว่าไปหาสัจจะนั้น จะเป็นสิ่งธรรมดาของเรา พวกเราทุกคนที่มาเรียนหนังสือกันในต่างประเทศนี้หรือในประเทศไทยก็ตาม เราหาสัจจะ ไม่ว่าสัจจะในทางใด เราพยายามที่จะอธิบายวิชาความรู้ของเราให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นี่เป็นเรื่องสำคัญ

เรื่องที่ ๒ เรื่องความงามเป็นเรื่องที่จะทอดทิ้งเสียไม่ได้ เราย่อมเป็นมนุษย์ที่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน เรามีสติปัญญาพอที่จะรู้จักความงามในด้านวัตถุ ในด้านจิตใจ หรือแม้แต่ในด้านกำลังกาย เมื่อเวลาเราได้ฟังดนตรีอันไพเราะ เมื่อเราได้อ่านจินตกวี หรือแม้แต่เมื่อเวลาที่เราเห็นนักกีฬาบางคนนั้นใช้ความสามารถอันสูงส่ง ถือได้ว่าเป็นเรื่องของความงาม และทำไมเราจะมาเกี่ยวกับความงามในเรื่องพัฒนาแห่งประเทศ คำตอบของผมก็คือว่า ถ้าเราทอดทิ้งความงามไปเสียบางทีเราอาจหลงไป เราอาจจะพัฒนาประเทศไม่ได้สมบูรณ์จริงๆ เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องอาศัยหลักความงามอยู่ให้มาก จำเป็นที่จะต้องไม่ใช่แต่จะพัฒนาให้เกิดถนนขึ้น จำเป็นจะต้องให้เมื่อเกิดถนนขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในรูปที่สวยงาม มีสีสัน และมีความร่มเย็นอยู่อย่างนี้ เป็นต้น

ส่วนหลักความดีนั้น ผมไม่ต้องพรรณนาให้มากนัก เพราะเหตุว่าเราก็รู้กันอยู่แล้วว่า เพราะเหตุใดจึงจำเป็นที่จะต้องมีความดี

๒. ลักษณะของสังคมที่เจริญ

สมมุติว่าเราตกลงกันได้ว่าเรายึดหลักความจริง ความงาม และความดี เป็นหลักเบื้องต้นแล้ว เราจะพัฒนาสังคมไทยนี้ให้เจริญไปได้อย่างไร ให้อยู่ในลักษณะใดจึงจะเรียกว่าเป็นสังคมที่จะเข้าอยู่ในหลักความจริง ความงาม และความดี และเป็นเครื่องสนับสนุนให้ความจริง ความงาม และความดีนั้นเชิดชูยิ่งขึ้นตลอดไป ความเห็นของผมสำหรับนักเรียนธรรมศาสตร์ที่เคยฟังผมแล้ว คงจะเห็นว่าผมได้พูดมาหลายครั้งแล้ว คือลักษณะของสังคมที่จะทำให้หลักทั้ง ๓ ประการที่ผมได้พูดมานี้ให้ดีขึ้นได้จะต้องเป็นสังคมที่มีลักษณะ ๔ ประการ ผมจะขอกล่าวโดยย่อ คือ

๑. จะต้องเป็นสังคมที่มีสมรรถภาพ

๒. จะต้องเป็นสังคมที่มีเสรีภาพ

๓. จะต้องเป็นสังคมที่มีความยุติธรรม

๔. จะต้องมีความเมตตากรุณา

๒.๑ สมรรถภาพ

สมรรถภาพในที่นี้หมายถึงความสามารถของบุคคลในสังคมที่จะประกอบกิจต่างๆ ให้มีผลเป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น อรรถ-
ประโยชน์ที่ว่านี้แบ่งได้เป็น ๓ คือประโยชน์ทางวัตถุ ประโยชน์ทางปัญญา และประโยชน์ทางธรรม

ประโยชน์ทางวัตถุ ได้แก่ การอยู่ดีกินดี ทำให้สุขกายสบายใจ ประโยชน์ทางปัญญา ได้แก่ การสร้างสรรค์ความงามให้เกิดขึ้นในประเภทต่างๆ ทำให้เจริญใจ ประโยชน์ทางธรรม ได้แก่ ความอิ่มเอิบในดวงจิต เพราะความรู้สำนึกว่ามีอะไรดีขึ้น

ความสามารถมาจากปัญญาโดยกำเนิดประการหนึ่ง และมาจากการศึกษาโดยตรงอีกประการหนึ่ง และเมื่อบุคคลในสังคมมีความสามารถเป็นเบื้องต้นแล้ว บุคคลนั้นย่อมจะรู้จักสะสมความจริงความงามมากขึ้น เป็นทุนประกอบขึ้นเป็นเครื่องมือเครื่องจักร เครื่องกล ทำให้มีสมรรถภาพสูงขึ้นสืบต่อไป วิธีใช้เครื่องมือและความสามารถของบุคคลประกอบกันนั้นก็ยิ่งส่งเสริมวิชาการและความถนัดให้สูงส่งยิ่งขึ้น เป็นมรดกตกทอดแก่คนรุ่นต่อๆ ไป เพราะฉะนั้นสมรรถภาพที่ผมว่าในที่นี้ จึงควรจะแยกได้ว่า เป็นทั้งสมรรถภาพในปัจจุบันและเป็นสมรรถภาพอันเป็นทุนสำหรับอนาคตของสังคม การสะสมทุนทางวิชาการต้องอาศัยการวิจัยเป็นสำคัญ ฉะนั้นประเทศใดไม่มีการวิจัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัย หรือมีการวิจัยแบบนั่งประชุมกันเฉยๆ หรือแบบวิจัยด้วยลมปากอย่างที่บางแห่งเขาทำกัน ประเทศนั้นย่อมด้อยในเชิงสะสมทุนเป็นแน่

อนึ่ง ความสามารถของบุคคลแต่ละคนเมื่อมีการประสานซึ่งกันและกันโดยวิธีการที่ดีและวิธีบริหารที่ดี ย่อมทำให้เกิดความสามารถส่วนรวมขึ้นสูงกว่า ซึ่งหมายความว่าความสามารถส่วนรวมนั้นจะสูงกว่าผลบวกธรรมดาของความสามารถของแต่ละคน โดยสรุปแล้วสมรรถภาพของสังคมเป็นกำลังชักจูงให้สังคมและบุคคลในสังคมเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นสืบไป นี่แหละเป็นเรื่องที่เราเรียกกันว่าการพัฒนา

๒.๒ เสรีภาพ

ลักษณะข้อที่ ๒ ของสังคมที่จะเจริญขึ้นได้นั้นคือเสรีภาพ เสรีภาพของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสิ่งที่ปราศจากชีวิตหรือเครื่องยนต์กลไกหรือสัตว์เดรัจฉาน ถ้าเรามีแต่สมรรถภาพ แต่ปราศจากเสรีภาพ สังคมนั้นเป็นสังคมวุ่น แม้จะมีกำลังทำให้เกิดความเจริญได้ ก็เจริญไปได้ไม่ดีนัก เพราะผลของความสามารถนั้นคงจะมีไปในทำนองเดียวกันทุกคน เสรีภาพทำให้มนุษย์เราสามารถเลือกจุดหมายและวิถีทางแห่งชีวิตและการประกอบกิจของตนได้ตามใจชอบ และใจของมนุษย์รวมทั้งรสนิยมและความเอนเอียงต่างๆ กันออกไป เมื่อมีความแตกต่างกันสังคมนั้นย่อมจะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อนึ่ง เมื่อมนุษย์เราทำอะไรด้วยใจชอบคือทำด้วยฉันทะ ตามคติของพระพุทธศาสนาท่านว่าจะทำให้ได้ผลดีกว่าทำโดยไม่ชอบ ทำโดยฝืนใจ เสรีภาพจึงเป็นสิ่งที่ส่งเสริมปัญญาอันเป็นอนุสนธิแห่งสมรรถภาพ

เสรีภาพเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาไม่ว่าในแง่พุทธคติหรือคริสต์คติ ฉะนั้นหลักการประชาธิปไตยจึงเป็นหลักที่ควรจะส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ไปส่งเสริมแต่ลมปาก อุปสรรคสำคัญของหลักประชาธิปไตยคือความโลภอย่างหนึ่ง กับความทะนงนึกว่าตนวิเศษอีกอย่างหนึ่ง เลยทำให้เพิกเฉยและทำลายซึ่งสิทธิและศักดิ์ของผู้อื่น เป็นการเหนี่ยวรั้งโอกาสที่บ้านเมืองหรือชาติจะเจริญพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์

๒.๓ ความยุติธรรม

ลักษณะที่ ๓ ที่ผมเรียกว่าความยุติธรรมนั้น อธิบายได้ดังนี้ มนุษย์เราในสังคมผูกพันให้อยู่ร่วมกันได้โดยมีกฎแห่งความยุติธรรมกระชับอยู่ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว นี่เป็นคติของศาสนาพุทธ การที่สังคมจะอยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือที่เราเรียกกันว่าสามัคคีธรรมนั้น ย่อมอาศัยความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ความน้อยใจ ความริษยา ความแก่งแย่งชิงดีจากความรู้สึกนึกคิดหรือระแวงว่าอาจจะเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นย่อมเป็นชนวนให้เกิดทุกข์ สันติสุขปลาสนาการไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมเดียวของชาติเดียวหรือเป็นเรื่องระหว่างชาติ ถ้าขาดความยุติธรรมภายในชาติบ้านเมือง บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ก็ย่อมจะเกิดเหตุร้ายจลาจลภายในชาตินั้น ถ้าเป็นระหว่างชาติ ก็ย่อมเกิดกลียุคและสงคราม ฉะนั้นจึงย่อมกล่าวได้ว่าความยุติธรรมนำไปสู่สันติ และสันติเป็นมูลฐานแห่งการพัฒนา

๒.๔ ความเมตตากรุณา

ลักษณะที่ ๔ ของสังคมที่จะเจริญได้คือความเมตตากรุณา มนุษย์เราเกิดมามีร่างกายและปัญญาหรือสมองไม่เสมอกัน บางคนฉลาด บางคนโง่ บางคนพิการ บางคนแข็งแรง บางคนประสบภัยพิบัติมาตั้งแต่เล็กๆ บางคนเกิดมาในถิ่นฐานที่มีช่องทางจะศึกษาเล่าเรียนได้สะดวกดาย บางคนเกิดมาในชนบทห่างไกลความเจริญ เหล่านี้เป็นต้น เมื่อเริ่มต้นก็เกิดความไม่ยุติธรรมกันเสียแล้ว เช่นนี้เป็นหน้าที่ของสังคมที่จะขจัดปัดเป่าความอยุติธรรมนั้นให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังที่ประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ ได้กล่าวไว้ว่า “ใครเกิดมามีน้อยควรจะได้รับมากจากกฎหมาย” ธรรมะข้อนี้ก็คือความเมตตากรุณานั่นเอง ตามความเห็นของผม กฎที่คนบางคนเรียกว่ากฎแห่งกรรม เช่นเด็กๆ เกิดมาตาบอดแล้วเราเฉยเสียโดยอ้างว่าเพราะเหตุเมื่อชาติก่อนเขาคงจะทำบาปมาแล้ว จึงมาตาบอดในชาตินี้ ความเชื่อเช่นนี้เป็นภัยแก่พุทธคติเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ใดที่กอบโกยลาภยศด้วยมิจฉาชีพ แล้วภายหลังถ่ายบาปด้วยการให้ทานแบบที่เรียกว่า Charity การทำบุญให้ทานชนิดนี้ไม่ชอบด้วยหลักธรรมทั้งในหลักด้านพุทธและคริสต์ เป็นเรื่องที่จะอนุโลมเข้าในหลักเมตตากรุณาด้วยไม่ได้

หลักเมตตากรุณานี้สืบเนื่องสัมพันธ์มาจากเสรีภาพ คือศักดิ์ศรีของมนุษย์แต่ละคน ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมพึงมีสิทธิเรียกร้องไม่ใช่คอยรับทานจากผู้ที่แข็งแรงกว่า และผู้ที่แข็งแรงกว่าฉลาดกว่าจะต้องรู้จักยับยั้งไม่กอบโกยด้วยความโลภ เพราะสมรรถภาพอย่างเดียวอาจจะทำให้เกิดความอยุติธรรม ต้องอาศัยความเมตตากรุณาด้วย สังคมนั้นจึงจะเจริญพัฒนาได้โดยสมบูรณ์

ที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เมื่อกล่าวถึงพวกเราทั้งหลายที่ได้สามารถมาศึกษาเล่าเรียน จนถึงขั้นสุดยอด ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรมากไปกว่าที่จะขอย่อลงมาว่า ในการที่เราจะสามารถทำอะไรได้ดีกว่าคนอื่นนั้น เราควรจะตอบสนองความสามารถทางนั้นด้วยการทำประโยชน์เพื่อเกื้อกูลและเพื่อความสุขของคนส่วนมาก ดังที่มีพุทธภาษิต กล่าวว่า メสปฺปุริโส ภิกฺขเว กุเล ชายมาโน พหุโน ชนสฺส อตฺถย หิตาย สุขาย โหติ ミ ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเมื่อเกิดในสกุลย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแห่งชนเป็นอันมากモ

๓. ทางนำไปสู่ความเจริญ

เมื่อผมได้กล่าวถึงลักษณะของสังคมที่จะเจริญคือพัฒนาได้แล้ว ผมอยากจะเสนอว่าบรรยากาศแห่งการพัฒนานั้นมีอย่างไรบ้าง จะทำอย่างไรที่จะให้เกิดเมื่อสังคมของเรามีลักษณะที่พอจะพัฒนาไปได้ดี บรรยากาศแวดล้อมควรที่จะเป็นอย่างไรบ้าง ข้อนี้ผมใคร่ที่จะเสนอว่าบรรยากาศที่จะทำให้ชาติเราพัฒนาได้โดยดีก็คือ

๑.  ชาติจะต้องมีความสงบเรียบร้อยทั้งภายในและภายนอก และระบบการบริหารราชการแผ่นดินของเราจะต้องทะมัดทะแมงดีพอสมควร

๒. เราจะต้องตั้งเป้าหมายในการพัฒนาให้ได้ดี

๓. ขบวนการดำเนินการพัฒนานั้นจะต้องเป็นไปโดยรอบคอบ

๔. จะต้องมีการใช้อำนาจในการพัฒนาแต่พอควร และมีวิถีทางที่จะป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ผมจะขอขยายความในเรื่องบรรยากาศแห่งการพัฒนาดังต่อไปนี้

๓.๑ ความสงบและการบริหารเรียบร้อย

ประการแรก ความสงบและการบริหารเรียบร้อย การวางแผนพัฒนาเป็นการวางแผนลงทุนสำหรับชาติ เพื่อให้เกิดผลเพิ่มขึ้นในอนาคตทั้งในระยะใกล้และระยะไกล ฉะนั้นการลงทุนจะเกิดผลได้ไม่เต็มที่ถ้าหากว่าบ้านเมืองไม่เป็นปกติสุข ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือชาวนาชาวไร่ในเขตที่มีการรบพุ่งกันระหว่างศัตรูจะเก็บเกี่ยวไม่สะดวก ประเทศเวียดนาม ลาว ไนจีเรีย เมื่อก่อนนี้และประเทศอื่นๆ ที่มีสงครามขับเคี่ยวกันอยู่ ไม่มีการวางแผนแม้แต่ล่วงหน้าเพียง ๒–๓ เดือนก็วางไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่ทราบแน่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สงครามระหว่างประเทศ
ขัดขวางการวางแผนพัฒนาอย่างที่เราเห็นกันอยู่แล้ว ข้อนี้คงจะไม่มีใครทักท้วง

แต่ความไม่สงบอย่างที่ผมได้เสนอไว้เมื่อกี้นี้ว่าเป็นอุปสรรคแก่การพัฒนานั้น ไม่จำเป็นต้องมีการคุกคามด้านอาวุธโดยชัดแจ้ง เมื่อใดที่การบริหารราชการแผ่นดินบกพร่องถึงขนาดชนิดที่เราเรียกว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป กล่าวคือผู้ที่ควรจะให้ความสงบแก่ราษฎรกลับเป็นเชื้อทำให้ไม่สงบ ถ้าเป็นเช่นนั้นแม้ว่าจะไม่มีพวกคอมมิวนิสต์มาก่อการร้ายก็จะทำให้บ้านเมืองนั้นรวนเร พัฒนาไม่สำเร็จ ลักษณะของความระส่ำระสายนี้มีอยู่ในหนังสือ มูลบทบรรพกิจ ตอนว่าด้วยเมืองสาวัตถี ซึ่งผมจะไม่ขอนำมากล่าวในที่นี้ แต่จะขอนำมากล่าวโดยย่อ ถ้าหากว่าท่านสนใจในปาฐกถาอนุสรณ์ซินแคลร์ ทอมป์สัน ของผมมีอยู่แล้ว หรือจะกลับไปอ่านใน มูลบทบรรพกิจ ก็ได้ พอสรุปได้ว่าเมืองสาวัตถีเกิดความยุ่งยากขึ้น เพราะ

๑.  มีความมัวเมา

๒. มีความโลภ

๓. มีความไม่ถือศีลธรรม ถือทางไสยศาสตร์

๔. มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง

๕. โรงศาลไม่ให้ความยุติธรรม

๖.  ไม่เคารพความดี เห็นผิดเป็นชอบ

๗. ใจเหี้ยมโหด ปราศจากเมตตากรุณา ถืออำนาจเป็นธรรม

๘. ข้าราชการไม่ปฏิบัติหน้าที่ และข่มแหงราษฎร

ลักษณะวิบัติเช่นนี้วิธีแก้ไขมี ๒ ประการคือ การอบรมสั่งสอนศีลธรรมในมวลชนทั่วไปและข้าราชการให้ได้ผลนั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่า คือเราต้องพยายามเพ่งเล็งที่ผู้ใหญ่ในราชการ ถ้าผู้ใหญ่ดีและควบคุมผู้น้อยได้ จะทำให้ผู้น้อยเข้าสู่ทำนองคลองธรรมได้โดยง่าย พุทธภาษิตมีใจความว่า ผู้นำควรจะตั้งอยู่ในความเป็นธรรมเสียก่อน หมู่คณะจึงสวัสดีได้ พุทธภาษิตนั้นขยายความว่า メเมื่อฝูงโคข้ามไปอยู่ ถ้าโคผู้นำไปคด โคเหล่านั้นย่อมไปคดกันหมด ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมุติเป็นผู้นำ ถ้าผู้นั้นประพฤติอธรรม ประชาชนรอบนั้นก็จะประพฤติอธรรมไปด้วย แว่นแคว้นทั้งหมดก็ได้ประสบความทุกข์ ถ้าฝูงใดโคนำฝูงไปตรง โคเหล่านั้นย่อมไปตรงทั้งหมด ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดที่ได้รับสมมุติเป็นผู้นำ ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม ประชาชนรอบนั้นก็ย่อมประพฤติธรรมไปด้วย แว่นแคว้นก็ย่อมได้ประสบสุขモ นี่เป็นข้อคิดของผมที่เกี่ยวกับเรื่องความสงบเรียบร้อย และความทะมัดทะแมงในการบริหารราชการซึ่งจะเป็นการสร้างเสริมให้เกิดบรรยากาศแห่งการพัฒนาชาติได้เป็นอย่างดี

๓.๒ เป้าหมายในการพัฒนา

ข้อที่ ๒ ที่เกี่ยวกับเรื่องเป้าหมายการพัฒนาจำเป็นที่จะต้องวางแผนไว้ให้ถูกต้อง การพัฒนาบ้านเมืองอย่างที่เราเข้าใจกันนั้น หมายถึงการเพิ่มรายได้ของประชาชนให้อยู่ดีกินดีขึ้น มีพลานามัยที่ดี จะทำอย่างไรให้ไปสู่จุดหมายนี้ ผมจะกล่าวในข้อที่ ๓ แต่ตอนนี้จะขอย้ำคำว่าพัฒนานั้นว่ายังไม่ได้สมบูรณ์จริงๆ ถ้าไม่ได้ขยายความให้ชัด เป้าหมายที่ผมคิดว่าจะถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักการพัฒนาตามความคิดของผมนั้นมี ๓ ประการ

(๑) ต้องพยายามเพิ่มรายได้และสุขภาพของประชาชนในชาติ โดยคำนึงประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์อนาคตทั้ง ๒ ประการ

(๒) ต้องพยายามรักษาเสถียรภาพในการพัฒนา ไม่ใช่ว่าขึ้นๆ ลงๆ หรือทำให้เกิดความระส่ำระสายในเศรษฐภาวะขึ้นอยู่เสมอ

(๓) ที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด ซึ่งในขณะนี้เป็นข้อบกพร่องสำคัญ คือเราจำเป็นที่จะต้องกระจายผลให้ได้ทั่วถึงในหมู่ชนชาติเดียวกัน ไม่ใช่จะพิเคราะห์ดูแต่เฉพาะอัตราส่วนรวม กับอัตราเฉลี่ยส่วนรวมของชาติ เราเห็นได้ชัดเจนคือในกรุงเทพฯ และภาคกลาง ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยถึงประมาณ ๓ เท่าของภาคอีสาน และถ้าเรายิ่งพัฒนา ผลของการพัฒนาจะตกอยู่กับคนในเมืองหลวงได้ง่ายกว่าที่จะไปได้แก่ในชนบท ในโลกนี้คนที่รวยแล้วยิ่งรวยขึ้นง่ายกว่าคนจน และคนจนก็จะยิ่งจน แต่ถ้าเราใช้หลักความยุติธรรม และความเมตตากรุณาในสังคมเป็นที่ตั้งดังที่ผมได้กล่าวแล้ว ตั้งเป้ามุ่งพัฒนาให้เกิดผลมากขึ้นเป็นพิเศษแก่ชนบท ในทางปฏิบัติข้อนี้หมายความว่าเราจะต้องพยายามใช้เงินลงทุนให้มาก ลดลงบ้างสำหรับเมืองหลวง และแม้แต่ในเมืองหลวงเองก็ต้องพยายามมุ่งให้เกิดประโยชน์แก่คนจนเป็นพิเศษ

๓.๓ ขบวนการพัฒนา

ข้อที่ ๓ ว่าด้วยขบวนการพัฒนาว่าจะดีร้ายอย่างไรนั้น เป็นเรื่องทางวิชาการมากกว่าเรื่องอื่น และเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์และนักสถิติและอื่นๆ จะเข้ามาได้ พอจะกล่าวได้ว่าเป็นการพัฒนา การพัฒนานั้นเป็นเรื่องของการลงทุน และการคาดคะเนผล ฉะนั้นจึงต้องนำผลซึ่งคาดคะเนนั้นมาเปรียบเทียบกัน อันนี้หลักวิชาเศรษฐศาสตร์ที่จะนำมาใช้ก็เป็นหลักธรรมดา ไม่ใช่หลักพิสดารอะไรออกไป ในการพัฒนาก็ต้องมีการดำเนินงานโดยแบบแผนวิธีธรรมดา ไม่ต่างอะไรกับการประกอบกิจหรือการปฏิบัติราชการโดยปกติ คือ จะต้องพยายามลงทุนให้น้อยที่สุดให้ได้ผลมากที่สุด จะต้องกระทำไปโดยรอบคอบแม้ว่าจะต้องเร่งทำ ผมขอย้ำในเรื่องนี้ว่า ไม่ว่าเราจะพัฒนาหรือไม่พัฒนา เป็นเรื่องหลักธรรมดา ไม่ใช่แบบอย่างที่อุตริ

วิธีพัฒนาแบบอุตริหมายถึงการพัฒนาที่ไม่อาศัยหลักทฤษฎีฝืนหลักธรรมชาติ มนุษย์เราฝืนใจมนุษย์เราด้วยกันได้นับว่าเก่ง แต่ไม่เก่งพอที่จะฝืนหลักทฤษฎีหรือหลักเศรษฐศาสตร์ ก็หากกระทำเมื่อใดผลจะประสบเป็นภัยแก่บ้านเมืองเมื่อนั้น ข้อที่ควรจะหลีกเลี่ยงมากที่สุดในกระบวนการพัฒนาคือลัทธิไสยศาสตร์ พระท่านได้กล่าวว่า “นกฺขตฺตํ ปฏิมาเนนฺตํ อตฺโถ พาลํ อุปจฺจคา - คนโง่มัวหาฤกษ์ยามทำให้ผลประโยชน์ของเขาเสียไป” “อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา – ก็เมื่อผลประโยชน์เป็นฤกษ์ดีอยู่ในตัวแล้ว ดวงดาวทั้งหลายจะทำอะไรได้” เรื่องไสยศาสตร์นี้เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการใช้เหตุผล ทำให้เห็นผิดเป็นชอบได้และก่อให้เกิดผลเสียหายได้อย่างคาดไม่ถึง

๓.๔ อำนาจในการพัฒนา

ประการที่ ๔ ผมจะขอกล่าวต่อไปถึงเรื่องอำนาจของการพัฒนาในขบวนการพัฒนาที่ถึงแม้ว่าเราจะใช้หลักธรรมดาก็ตาม อย่าลืมว่าเราจะต้องลงทุนให้มากกว่าที่เป็นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีการใช้อำนาจมากกว่าปกติไปบ้าง ในวงราชการเมื่อมีแผนกพัฒนาขึ้นย่อมมีการสร้างมาก มีการจ้างคนมาก เงินงบประมาณรายจ่ายย่อมสูงกว่าปกติ และย่อมจะมีการดำเนินงานที่เข้มแข็งมากกว่าปกติ เมื่อมีการพัฒนา งานมากเงินมาก ช่องทางที่จะโกงกันก็ย่อมมีมาก

งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุขให้แก่ผู้มีอำนาจที่ปราศจาก
หิริโอตตัปปะ ผู้ที่วางแผนพัฒนาจึงจำเป็นต้องวางแผนป้องกันการใช้อำนาจในทางไม่ชอบให้ได้ผลสมบูรณ์ดีจริงๆ เวลาเราจะก่อสร้างอะไรก็ตาม ถ้าเรามีเงินพอ เราต้องหาซื้อสิ่งที่ดีที่สุด สำคัญอยู่ที่ว่าเราวางระเบียบให้รัดกุม และหาคนที่ซื่อสัตย์มาดำเนินการ แต่ถ้าเราไม่มีเงินพอ ผู้ที่ต้องการจะขายของเพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็มีวิธีที่จะยั่วยวนเราได้ง่าย เช่น เขาอาจยอมให้เราติดหนี้ไว้แต่ต้องซื้อของของเขา อย่างที่เขาเรียกว่า “Suppliers’ Credit” กรณีเช่นนี้เปิดช่องทางให้ทุจริตและเอารัดเอาเปรียบกันมาก เอกชนหรือรัฐบาลก็เหมือนกัน จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

มีเจ้าลัทธิประหลาดบางคนออกความเห็นว่า ประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทยเรานี้ป้องกันการโกงกันได้ยาก ยิ่งมีการพัฒนาแล้วยิ่งป้องกันยาก และมิหนำซ้ำยังกล่าวต่อไปว่า โกงกันเสียบ้างเราจะได้พัฒนากันเร็วๆ ลัทธินี้ผมขอเสนอว่าเป็นลัทธิอุบาทว์ เราจะพัฒนาให้พิสดารกันไปได้อย่างไร เราจะปล่อยให้ศีลธรรมเสื่อมโทรมกันไปเพื่อพัฒนากันได้สะดวก ถ้าเป็นความจริงอย่างว่าก็อย่าพัฒนากันดีกว่า จะมีความสุขมากกว่าแม้ว่าจะด้อยทางวัตถุไปบ้าง ข้อเสนออุตริดังกล่าวไม่มีหลักวิชาเศรษฐศาสตร์หรือหลักศีลธรรมสนับสนุนแต่ประการใด การโกงกันมากเท่าใด ย่อมเป็นอุปสรรคในการพัฒนามากเท่านั้น ถ้าปล่อยให้โกงกันได้ก็ยิ่งโกงกันใหญ่ ประเทศต่างๆ ที่รับความเสียหายในเรื่องนี้ในปัจจุบันก็มีหลายประเทศ

ก่อนจะจบเรื่องคติทั่วไปในการพัฒนาของผมที่เสนอไว้ ผมอยากจะเสนอถึงเรื่องความสำคัญในการพัฒนาเป็นข้อสังเกตอีกข้อหนึ่ง คือการพัฒนาประชาชาติ ข้อที่ควรคำนึงก็คือประชาชาติประกอบด้วยประชาชน และมนุษย์แตกต่างกับสัตว์อย่างที่ผมได้เรียนไว้แล้ว คือสามารถใช้สมอง ใช้ความคิด สามารถช่วยตัวเองได้ การพัฒนาหมู่ชนด้วยการลงทุนน้อยและให้ได้ผลมาก ก็คือวิธีการที่จะให้มนุษย์ในเขตพัฒนานั้นรู้จักช่วยตัวของเขาเองได้เป็นอย่างดี ถ้าเรายอมรับข้อนี้ก็หมายความว่า เราจำเป็นที่จะต้องมุ่งอำนวยการพัฒนาทางด้านการศึกษาให้คนไทยเราแต่ละคนสามารถที่จะอ่านออกเขียนได้ด้วยตนเอง รู้จักเคารพศักดิ์ศรีของตนเอง และหาทางช่วยแก้ปัญหาทำความเจริญให้แก่ตนได้ด้วยการคำนึงถึงศักดิ์ศรีของตนนั้น ที่ผมกล่าวถึงเรื่องการศึกษานี้ ไม่ได้หมายถึงการศึกษาในโรงเรียนอย่างเดียว ผมหมายถึงการศึกษานอกโรงเรียนด้วย เรารู้กันอยู่แล้วว่าปัจจุบันนี้ในประเทศเรามีคนไม่รู้หนังสือที่ได้เคยเข้าโรงเรียนแล้วออกไปโดยไม่รู้หนังสือมีอยู่มาก ในเมื่อเป็นอยู่เช่นนี้จึงต้องพิจารณาถึงกระบวนการที่จะพัฒนาในแง่ที่ว่าจะต้องให้เขาช่วยตัวเองได้ ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้การศึกษา มีการอำนวยการศึกษาแก่ผู้ใหญ่หรือเด็กหนุ่มสาวขณะที่ได้พ้นจากวัยศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท

ตอนที่ ๒ ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของไทย

ผมจะขอข้ามไปถึงภาวะของการพัฒนาชาติไทยในปัจจุบันนี้ ซึ่งรวมถึงภาวะการเมืองระหว่างประเทศ ผมต้องขอออกตัวตั้งแต่เดี๋ยวนี้ว่า ตนเองพอจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในทางเศรษฐกิจอยู่บ้าง ส่วนทางเรื่องการเมืองระหว่างประเทศนั้นไม่มีความเชี่ยวชาญ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงในฐานะที่เป็นคนไทยที่จะต้องมีความสนใจในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเหตุว่าฐานะของประเทศไทยในปัจจุบัน มีอยู่ ๒ ข้อที่เป็นปัญหาใหญ่ๆ และผู้ตั้งปัญหาในการสัมมนาก็ได้ตั้งหัวข้อเป็นกระทู้ที่ ๒ ว่าการร่วมมือระหว่างประเทศควรจะเป็นไปในทำนองใด ผมจึงเห็นจำเป็นที่จะเสนอความคิดเรื่องนี้เพื่อจะได้ถกกันต่อไป ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีความสามารถในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศแบบผู้เชี่ยวชาญ

๑. ปัญหาเศรษฐกิจ

ผมจะไม่กล่าวโดยละเอียดในที่นี้ ถ้าหากท่านมีความสนใจ โปรดไปอ่านในบทความที่ผมได้บรรยายไว้โดยละเอียด โดยสรุปกล่าวไว้ว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจของเราเสื่อมกว่าเดิมเป็นอันมาก ที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ว่าอเมริกันถอนทหารไปอย่างเดียว การที่อเมริกันถอนทหารจากประเทศไทยนั้นเป็นข้อสำคัญข้อหนึ่ง แต่เราควรจะคำนึงว่าเงินที่อเมริกันเอาไปใช้ในประเทศไทยนั้นมีที่ใช้มากที่สุด ปี ๒๕๑๐ ก็ประมาณรวมทั้งเงินที่ทหารอเมริกันมาพักผ่อนหย่อนใจในประเทศไทย (R&R) กับเงินที่ใช้ในการสร้างฐานทัพรวมทั้งสิ้นระหว่าง ๒๕๐–๓๐๐ ล้านเหรียญ ซึ่งมากพอสมควร แต่ไม่ใช่เป็นเงินจำนวนสุทธิ จำนวนสุทธิในขณะนี้ที่เราจะขาดรายได้ไปบ้าง เพราะเหตุที่อเมริกาจะเลิกรบในเวียดนาม พอจะคาดคะเนได้ว่าประมาณปีละ ๕๐ ล้านเหรียญอเมริกัน ซึ่งไม่ใช่จำนวนที่เราควรจะเดือดร้อนนัก โปรดอย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้บอกว่าจะไม่เดือดร้อน จะเดือดร้อนแต่ไม่มากมายนัก

แต่สิ่งที่ควรจะสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือผลิตผลทางเกษตรซึ่งเป็นสินค้าขาออกของเรานั้นได้ตกต่ำลงเป็นอันมาก เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้าว ข้าวกำลังราคาตกต่ำ ประเทศต่างๆ ที่เคยซื้อข้าวจากประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ผลิตข้าวได้มากขึ้น และผสมกับความเจริญทางเทคโนโลยีทำให้เกิดการปฏิวัติเขียว อย่างที่เราเรียกว่า Green Revolution ทำให้สามารถผลิตข้าวได้ดีขึ้น แต่เท่านั้นยังไม่พอ แต่ก่อนนี้เมื่อ ๔–๕ ปีก่อนนี้ ซึ่งเรายังมีความเจริญในการขายข้าวของเราอยู่หายนะได้
ในอินเดีย ในเมืองจีน ในปากีสถาน และในประเทศอื่นๆ กล่าวคือประเดี๋ยวก็ที่นั่นน้ำท่วม ประเดี๋ยวก็ที่นี่ฝนแล้ง แต่มาในปี ๒๕๑๐–๑๑ ของเรานี้ หายนะทางธรรมชาติเริ่มเกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เกิดที่อื่น เพราะฉะนั้นจึงทำให้ประเทศต่างๆ สามารถผลิตข้าวได้มาก ในขณะเดียวกันประเทศไทยไม่สามารถที่จะผลิตข้าวได้เท่ากับปกติ มิหนำซ้ำนโยบายการผลิตข้าวของประเทศต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ได้ทำให้เกิดผลขึ้นจนทำให้ตลาดข้าวต้องเกิดวิปริตขึ้น ดังที่เราเห็นกันอยู่ ประเทศอเมริกาก็จำเป็นต้องจำกัดเนื้อที่ของชาวนาอเมริกันในการผลิตข้าว โดยจ้างไม่ให้ปลูก แต่การจ้างไม่ให้ปลูกนี้ สติปัญญาของชาวนาอเมริกันก็มีมาก คือเมื่อจ้างไม่ให้ปลูกก็พยายามปลูกในเนื้อที่จำนวนจำกัดนั้นให้ได้ผลสูง ก็เลยมีผลผลิตมากขึ้น ที่ญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน พยายามจะทำอย่างอเมริกา ได้ช่วยเหลือเราหลายอย่างแต่ก็ยังไม่ทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับในประเทศอื่น เช่นประเทศอิตาลี ถึงปรากฏว่าข้าวได้ราคาดีขึ้น มีการให้ subsidy แก่ผู้ส่งออก แข่งขันกับตลาดข้าวของเรา ทำให้เกิดความระส่ำระสายในตลาดข้าวโดยทั่วไป

สำหรับพืชผลอย่างอื่นนั้นยังพอทำเนา เช่น ข้าวโพด ดีบุก ซึ่งเรายังสามารถส่งออกได้ดีพอใช้ แต่ความจริงแล้ว ความสามารถในการส่งออกของเรานั้นควรจะมีมากกว่าในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ผลก็คือดุลการชำระเงินของเราเสื่อมลง ต้องเสียเงินสุทธิของเราเมื่อปีที่แล้วประมาณ ๓๐ ล้านเหรียญ และในปีนี้ก็จะคาดหมายได้ว่าคงจะเสียไประหว่าง ๕๐–๘๐ ล้านเหรียญ ทุนสำรองระหว่างประเทศที่เรามีอยู่แต่เดิมนั้นมีอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญ ถ้าหากว่าเราไม่แก้ไขปัญหาประการใดไป จะทำให้ทุนสำรองนี้สูญเสียไป ๒๐๐ ล้านเหรียญอเมริกันในไม่ช้านี้ ในระยะปี ๒๕๑๕–๒๕๑๘ ถ้าหากว่าเรายังสบายใจ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ไม่เป็นไร ถ้าเราไม่ตั้งใจหรือไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เราจะไม่มีทุนสำรองเหลือเลยในปี ๒๕๑๘ ประเทศที่ไม่มีเงินเหลือในกระเป๋าเดี๋ยวนี้ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรามีอยู่ ๓ ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และอินโดนีเซีย หวังว่าประเทศไทยจะไม่เป็นประเทศที่ ๔

๒. ปัญหาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ

ที่ผมเห็นอยู่ในขณะนี้และยิ่งมาในสหรัฐอเมริกาเห็นมากขึ้น จึงยืนยันความคิดเดิม คือการถอนทหารอเมริกันและการรบในเวียดนามนั้นคงจะยุติกันจริงๆ จะช้าหรือเร็วนั้นก็ยังเป็นปัญหา เชื่อแน่เหลือเกินว่าผู้ที่เป็นประธานาธิบดีและผู้ที่สมัครเป็นประธานาธิบดีแต่ละคนนั้น คงจะไม่เปลี่ยนนโยบายในการถอนทหารจากเวียดนามและจากประเทศไทย ถ้าเป็นเช่นนี้ นอกจากที่จะเกิดปัญหาในทางเศรษฐกิจ พวกเราที่เป็นปัญญาชนควรจะนึกถึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก ผมเข้าใจว่า ถ้าหากว่าอเมริกันถอนทหารออกไป ก็น่าหวาดเกรงว่าเวียดนามใต้คงจะแพ้เวียดนามเหนือ เขมรอาจจะไม่รอดอยู่ได้ในลักษณะปัจจุบัน และลาวก็คงจะมีสงครามร้ายแรงขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อะไรจะเกิดขึ้นกับเมืองไทย ถ้าฝ่ายเวียดนามเหนือและฝ่ายจีนได้ชัยชนะ และมีเจตนาที่จะแผ่อาณาเขตเข้าไปทางตะวันตกจากเวียดนามและกัมพูชา เขาอาจจะอ้างได้ว่า ประเทศไทยเป็นศัตรูกับเขา ปล่อยให้อเมริกาเข้าไปตั้งฐานทัพ เพื่อที่จะไปทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือประการหนึ่ง และไทยส่งทหารเข้าไปในเวียดนามเป็นการรุกรานอีกประการหนึ่ง อ้างถูกหรืออ้างผิดนั้นไม่สำคัญ เมื่ออ้างแล้วถ้าเกิดมีการรุกราน หรือมีท่าทางว่าจะรุกรานเข้ามา เราสมควรจะทำอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะขอเสนอให้ท่านทั้งหลายเป็นกังวลถ้ายังไม่ได้เป็นกังวล

ภาษิต โลกนิติ บอกว่า メอนาคต ภยํ ปริยตฺฐาย อาฐปญจモ ที่สมเด็จกรมพระยาเดชาอดิศร ทรงแปลไว้ว่า เห็นภัยใหญ่แต่ช้า จักถึงตนแฮ ซึ่งผมแปลได้ความว่าถ้าเราเห็นว่าภัยมันจะมาช้า และเราเป็นบัณฑิตเราก็พยายามที่จะหาทางแก้ไข แต่ถ้าหากว่าภัยนั้นมาติดตัวเราแล้ว ถ้าเราเป็นปราชญ์ เราต้องปราศจากซึ่งความกลัว ทำนองเดียวกัน และมีความหนักแน่น เช่นเดียวกับดินและศิลา

ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองระหว่างประเทศนี้ผมขอยกให้ขบคิดกัน และในขณะเดียวกันผมอยากจะขอเสนอความเห็นส่วนตัวว่าควรจะจบอย่างไร

๓. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้พรรณนามาข้างต้นนั้น ควรจะใช้วิธีแก้ไข ๓ ประการ

(๑) ในระยะสั้นที่สุดเราจะต้องยับยั้งการนำสินค้าเข้าประเทศเราให้ลดลงสู่ระดับอันสมควรโดยเร็วพลัน (๒) เราจำเป็นที่จะต้องจัดการคลังให้เรียบร้อย เพราะการคลังของประเทศและการงบประมาณของประเทศนั้นมีผลกระเทือนถึงการลงทุน การใช้จ่ายและการออมของประชาชนทั้งประเทศ และ (๓) เราจำเป็นที่จะต้องจัดการส่งเสริมการเกษตร

ประการที่ ๑ ที่จะยับยั้งการนำเข้านั้น เราจะทำด้วยวิธีใด วิธีนี้มีผู้เสนอไว้ก็คือว่า ควรจะห้ามนำเข้า วิธีนี้รัฐบาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ควรทำ ไม่ควรทำเพราะเหตุว่า การที่นำเข้าหรือการที่ให้นำเข้าแต่เฉพาะด้าน วิธีที่จะให้ใบอนุญาตนั้น เราเคยใช้มานานแล้วเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒ สำหรับสินค้าหลายประเภท เช่น รถยนต์ เสื้อผ้า และปรากฏว่ามีการโกงกันเป็นอันมาก เพราะฉะนั้นเป็นวิธีที่ไม่ควรใช้ในตอนนี้ เพราะเป็นวิธีที่จะเปิดโอกาสให้ทุจริตกันได้

วิธีที่ ๒ ที่อาจจะใช้ได้ในตอนนี้คือการหดสินเชื่อโดยธนาคารกลาง คือหมายความว่าการพยายามทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ให้สินเชื่อ
แก่พ่อค้าให้น้อยลง เพื่อที่จะทำให้พ่อค้าไม่สั่งสินค้าเข้ามา วิธีนี้ทางกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณากันแล้ว เห็นว่าถ้าทำไปแล้วจะเกิดผลร้ายแก่การประกอบกิจการภายในประเทศ เพราะเหตุว่าการที่เราจะไปหดสินเชื่อของทางธนาคารนั้น ถ้าเราหดโดยทั่วๆ ไปแล้ว การประกอบกิจการภายในประเทศซึ่งไม่เกี่ยวกับสินค้าขาเข้าอาจจะทำให้หดลงตามไปด้วย เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการควบคุม และอีกประการหนึ่ง ผู้ที่ต้องการสั่งสินค้าเข้ามาเพื่อที่จะให้ได้กำไรนั้น อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สินเชื่อจากธนาคารภายในประเทศ แต่เปลี่ยนเป็นไปขอสินเชื่อจากต่างประเทศมา ทำนองเดียวกับผู้ที่นำสินเชื่อรถยนต์จากญี่ปุ่นเข้ามาในเมืองไทยสามารถที่จะขอเครดิตจากญี่ปุ่น ในกรณีเช่นนี้การหดเครดิตหรือหดสินเชื่อในประเทศไทยก็ย่อมไม่เป็นผล แต่วิธีที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะห้ามนำเข้ามาทั้งหมดนั้น เพราะเหตุว่าไม่เลือกบุคโขโลคณะ จึงเป็นวิธีที่ดีไม่เปิดโอกาสให้ทุจริต ถึงกระนั้นก็ตามเราก็ยังไม่อยากที่จะทำ

จึงมาใช้วิธีที่ ๓ ซึ่งปรากฏตามที่เราได้ขึ้นภาษีอากรเป็นส่วนใหญ่ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ๒๐๐ ประเภท ผมอยากจะเรียนย้ำว่าเมื่อเราพิจารณาคราวนั้น เราพิจารณาทางเศรษฐกิจ และเหตุการณ์บ่งชัดว่าการขึ้นภาษีอากรคราวนั้นไม่ได้ประสงค์ที่จะให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องการที่จะป้องกันไม่ให้สินค้าเข้ามากกว่า เพราะฉะนั้นเราจึงใช้วิธีภาษีทางอ้อมคือใช้ขึ้นศุลกากรเอา ไม่ใช่เป็นการเก็บภาษี เป็นการป้องกันไม่ให้นำสินค้าเข้ามา แต่ถ้าเผอิญป้องกันไม่สำเร็จ คือยังมีผู้นำสินค้าเข้ามา ก็ยังไม่เป็นไร คือยังได้รายได้เข้าประเทศ และข้อเท็จจริงหลังจากนั้นมาก็เป็นที่ปรากฏว่าสินค้าเหล่านั้นเข้ามาน้อยกว่าปกติเป็นอันมาก ก็นับว่ามีความสำเร็จดีพอใช้ นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำไปประการหนึ่ง (มีผู้ตำหนิว่าการที่รัฐบาลขึ้นภาษีนั้นทำให้ของแพง ก็เป็นความจริง แต่ถ้าจะใช้วิธีจำกัดการนำเข้าหรือวิธีจำกัดสินเชื่อก็ย่อมทำให้ของแพงเช่นเดียวกัน) ฉะนั้นผมเองเห็นว่ามาตรการขึ้นภาษีศุลกากรที่แล้วมานั้นเป็นมาตรการที่ดี

แต่มาตรการที่ ๒ ที่ควรจะตามติดมาในไม่ช้านี้หลังจากกรกฎาคม แต่นี่ก็ประมาณ ๔ เดือนกว่าแล้ว ยังไม่ได้ตามเข้ามา คือการเก็บภาษีทางตรงเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะทำให้รัฐบาลมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อที่จะพัฒนาได้มากขึ้น นี่ยังไม่ได้ทำ ความจริงนักวิชาการได้เตรียมกันไว้แล้วที่จะให้มีการเก็บภาษีทางตรงอย่างที่ว่านี้ ได้แก่การเพิ่มภาษีเงินได้สำหรับส่วนบุคคล และการเพิ่มและปรับปรุงภาษีเงินได้สำหรับนิติบุคคล การเริ่มกลับไปใช้ภาษีมรดกและการรับมรดก (ไม่มีประเทศไหนในโลกที่เป็นประเทศที่เจริญพอใช้ที่เขาไม่มีการรับภาษีมรดก และภาษีมรดกที่ในเมืองไทยเราบอกว่าถ้าหากว่าใครเอ่ยถึงภาษีมรดกแล้วคงจะเป็นคอมมิวนิสต์ ถ้าเช่นนั้นประเทศอเมริกาก็คงจะเป็นคอมมิว-
นิสต์ไปแล้ว)

เรื่องสำคัญที่สุดที่พวกเราและรัฐบาลเองเห็นว่าสำคัญ เห็นว่าสมควรที่จะเก็บก็คือภาษีทรัพย์สิน เฉพาะอย่างยิ่งภาษีที่ดิน การเก็บภาษีที่ดินนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ให้เกิดความยุติธรรมและเกิดรายได้แก่รัฐบาลแล้ว ยังเป็นเครื่องมืออีกอันหนึ่งที่จะทำให้ที่ดินในประเทศ
ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ นั้นไม่สูงเกินไปนัก ราคาของที่ดินในกรุงเทพฯ ที่สูงมากขึ้นก็เพราะเหตุการเก็งกำไรและมีการเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการเก็งกำไรประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งเราต้องพยายามตัดถนนให้มากขึ้น รายได้ที่เป็นผลประโยชน์พลอยได้ไปตกกับเจ้าของที่ดินซึ่งบางทีไม่ได้ทำอะไรเลยสักหน่อย เพียงแต่รัฐบาลไปตัดถนนเข้าก็เป็นประโยชน์ทำให้ที่ดินราคาขึ้น เท่านั้นยังไม่ว่ายังมีเสือที่รู้ว่ารัฐบาลจะไปตัดถนนที่ไหน แล้วก็ไปซื้อที่ดินไว้ก่อน เช่นนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าจะป้องกันได้ด้วยการเก็บภาษีที่ดินบางประเภทให้สูงเป็นพิเศษ

ถ้าหากว่าเราได้แก้เรื่องปัญหาการคลัง ทำให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้น นอกจากเราสามารถจะจ่ายการพัฒนาให้มากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้บ้านเมืองเศรษฐกิจทั่วๆ ไปดีขึ้น เพราะเหตุว่าจะทำให้การออมของ
เราที่เคยมีอยู่ เป็นอัตราส่วน ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อรายได้ประชาชาติ ซึ่งได้ตกลงมาเป็น ๑๘ ๑๔ ๑๒ ในปีหลังๆ นี้ จะได้เพิ่มได้มากขึ้น เมื่อเราได้ออมมากขึ้นก็จะลงทุนได้มากขึ้น นี่เป็นประการที่ ๒ ที่ผมได้ข่าวมา ในตอนสุดท้ายเท่าที่ทราบยังไม่มีการเสนอมาตรการที่ ๒ นี้ต่อสภา เพราะเหตุว่ายังรองบประมาณรายจ่ายอยู่ ถ้าหากว่าเป็นเรื่องเช่นนี้ก็น่าเสียดาย เพราะถ้าเป็นใจผม ผมเห็นว่าน่าจะรีบทำ เพราะจะเป็นผลแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ

มาตรการประการที่ ๓ ก็สำคัญมาก สำคัญยิ่งกว่าการยับยั้งการนำเข้าและการเก็บภาษี คือทำอย่างไรจึงจะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรของเราเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้เราเข้าใจดีว่ากระทรวงทบวงกรมของเรา บางกระทรวงก็อ่อนแอ และบางกระทรวงก็แข็งแรงกว่า แต่ไม่ว่าจะอ่อนแอหรือแข็งแรงก็ตามการที่แยกน้ำดินไปอยู่กระทรวงหนึ่ง พืชไร่กับข้าวไปอยู่กระทรวงหนึ่ง และแยกการส่งเสริมปศุสัตว์ไปอยู่อีกกระทรวงหนึ่ง มิหนำซ้ำ กระทรวงอีกกระทรวงหนึ่งก็ยังเอาเรื่องที่ ๒ กระทรวงนั่นจะทำเข้าไปทำเสียอีก ไม่ใช่กระทรวงนั้นอย่างเดียว สำนักนายกรัฐมนตรีเอาเรื่องทั้ง ๓ กระทรวงนี้ไปทำ แทนที่จะแยกกันทำ จนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นในเรื่องการเกี่ยงกันทำงาน การทำงานซ้ำซ้อนและการขาดการประสานงาน อีกประการหนึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตรที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาใหม่นี้ เมื่อสัก ๑–๒ ปีนี้ หานักการส่งเสริมไม่ได้ หาเท่าไรๆ ก็ไม่ได้ มีคนอยู่เป็นจำนวนน้อย แต่ถ้าหากว่าเราไล่ๆ ไปตามกรมต่างๆ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมเกษตร กรมกสิกรรม และกรมอื่นๆ เช่น สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท หรือแม้กระทรวงมหาดไทย ถ้าเราจะสำรวจในเวลานี้ว่ามีผู้ได้ปริญญาทางเกษตรและสัตวบาล จากทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศว่ามีอยู่เท่าใด ผมลองสอบถามดูจากอธิบดีโดยไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำตามทะเบียน มีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ ๔,๐๐๐–๕,๐๐๐ คน พวกบัณฑิตทางด้านเกษตรซึ่งถ้าหากว่าพวกนี้จัดเป็นทีมเข้ามา ๔,๐๐๐–๕,๐๐๐ คนมันทำได้ แล้วก็ให้ตั้งหน่วยส่งเสริมเข้ามา และถ้าหากว่าบัณฑิตเหล่านี้ยังไม่พอ เราก็ยังไปเกณฑ์เอาพวกอาชีวศึกษาทางด้านเกษตร รับเอามาเป็นพนักงานส่งเสริมได้ นี่อย่างนี้ไต้หวันเขาทำอยู่ เพื่อที่จะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศชาติ เราจนอยู่ที่ว่าการบริหารราชการแผ่นดินปัจจุบันนี้เป็นการพายเรือกันคนละที เพราะฉะนั้นวิธีแก้ไขก็ต้องปรับปรุงให้ดีให้ประสานงานกันให้ดี ส่วนจะทำอย่างไรนั้นไม่น่าจะเป็นปัญหาถ้าหากว่าเราตั้งใจทำกันจริงๆ

เรื่องหนึ่งที่เราจะส่งเสริมในการเกษตรได้ก็คือการขยายเครดิตการเกษตรและการอำนวยความสะดวกทุกประการ เสียดายที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเราตั้งช้าไปหลายปี แต่เวลานี้ก็ยังสามารถที่จะเริ่มได้ด้วยดี ข้อคิดสำคัญอีกข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับข้าวโดยเฉพาะก็คือเรื่องพรีเมียมข้าว ที่เราจะช่วยชาวนาของเรา และช่วยแข่งขัน โดยค่อยๆ ลดพรีเมียมข้าวของเราตามความจำเป็น เพื่อที่จะแก้ไขการแข่งขันกับประเทศที่จะผลิตข้าวขึ้นมาแข่งขันกับประเทศของเรา หรือประเทศที่จะให้ subsidy แล้วผลิตข้าวออกมาแข่งขันกับเรา

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่จำเป็นที่จะต้องแก้ไข ส่วนปัญหาทางด้านระยะยาวนั้น ผมอยากจะเรียนเสริมสัก ๒ ข้อที่ผมได้เรียนไว้เมื่อกี้นี้คือ ปัญหาที่จะช่วยให้ชาวนาตามชนบทของเราได้ช่วยเหลือตนเองได้โดยการให้การศึกษาและแก้ปัญหาทางสังคมให้เขา

๔. การแก้ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

ในด้านภัยการเมืองจากต่างประเทศนั้น ผมมีความเห็นว่าเมื่อภัยมาใกล้ตัวแล้ว ผู้ใหญ่ในประเทศไทยน่าจะเลิกทะเลาะกันเสียที มีการสมัครสมานสามัคคี ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาล ฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา พรรคกี่พรรค ใจผมอยากเห็นหัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหลายมาปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรจึงจะให้เอกราชของเรานี้รอดพ้นไปได้ ควรจะคำนึงว่าไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าเอกราชของประเทศ ถ้าเอกราชไม่มีแล้ว มันไม่มีฝ่ายรัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้าน มันเป็นฝ่ายรวม ฝ่ายแดง เพราะฉะนั้น เรื่องที่เราหยิกกันนิดค่อนขอดกันหน่อยในยามปกตินั้น ต้องถือเป็นเรื่องเล็กที่สุด เรื่องใหญ่มหึมาคือเอกราชของชาติไทย เราจะป้องกันเอกราชได้อย่างไร

ส่วนวิธีการที่จะใช้ไปในทางการทูตอย่างไรนั้น อยากจะมอบไว้ให้แก่นักการทูตเพราะเหตุว่าบ้านเมืองเราตั้งแต่สมัยไหนๆ มาแล้วก็แก้ทางการทูตมาตลอด ไม่ใช่จนปัญญาแค่นี้วิชาความรู้ในทางทูตของเราต้องมีแน่ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว เราไม่ทราบ เราจะทราบได้เราต้องมีเหตุการณ์มีความรู้พอสมควรว่า ศึกเหนือเสือใต้เป็นอย่างไร เวียดนามเหนือลาว หรือกัมพูชา เป็นอย่างไร ต้องศึกษาเอาเอง ไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายมีความเห็นเป็นอย่างไร

สมมุติต่อไปว่า ถ้าเราไม่สามารถใช้วิธีการทูตให้สำเร็จผลในการป้องกันประเทศได้ เราก็ควรจะหาทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้า ที่ผมเดือดร้อนมากก็คือ การที่มีคนบางคนบอกว่าถ้าแดงมา เราก็เป็นแดงไป เป็นการพูดแบบเด็กๆ ไม่น่าฟัง ใจผมว่า ถ้าหากว่าเราพลาดพลั้งไปด้วยและเราถูกรุกราน เราก็สู้เขาซิ แต่การสู้นี่ผมอยากจะเสนอว่าผมไม่ขอสู้ด้วยวิธีปืนใหญ่หรืออาวุธธรรมดา ซื้อมาแล้วเสียเงินเปล่าๆ เราซื้อเรือบินไอพ่น และเรือรบประมาณ ๕๐–๖๐ ล้านเหรียญในปีนี้ทำให้เสียเงินตราต่างประเทศไปแล้ว ผมมาคิดดูว่าทำไมเวียดนามเหนือจึงสู้อเมริกาได้ ผมเข้าใจว่ากลยุทธ์ของเขานั้นคือใช้วิธีกองโจร ทำไมระหว่างสงครามเยอรมนีจึงขบปัญหานอร์เวย์ไม่แตก นั่นก็เพราะเหตุว่าชาวนอร์เวย์ใช้วิธีที่เรียกว่า Passive Resistance ถ้าเป็นเช่นนี้ เราจะเอาวิธีการที่เวียดกงและเวียดนามเหนือใช้แก่อเมริกันนั้นมาต่อสู้ป้องกันตัวเราไม่ได้หรือ ผมว่าได้และไม่ต้องเสียเงินเท่าไรนัก สำคัญอยู่อย่างเดียว ต้องใจเด็ด พวกเราใจเด็ดกันไหม ข้อนั้นสำคัญมาก ใจผมเองว่าอย่าใช้ปืนหรืออย่าใช้รถถัง ใช้ใจเด็ดดีกว่า และใช้วิธี Passive Resistance และในขณะเดียวกันใช้วิธีแบบกองโจร

รัฐบาลและนักการเมือง และปัญญาชนทั้งหลายในขณะนี้ควรจะคิดทางหนีทีไล่อย่างที่ว่าและหวังว่า Passive Resistance หรือวิธีกองโจรจะไม่จำเป็นต้องเป็นอาวุธที่เราจะใช้ หวังเป็นอย่างมากว่าวิธีการทูตอาจจะช่วยเหลือเราได้ แต่นั่นแหละเราต้องระวัง จะต้องมีวิธีการอยู่ ๒ ชั้น หรือหลายๆ ชั้นในข้อนี้ผมอยากได้ความคิดจากคุณทั้งหลายในการสัมมนานี้ เพื่อประดับสติปัญญาซึ่งกันและกันต่อไป

 

 

[1]     โปรดดู ศีลธรรมและศาสนาในการพัฒนาชาติ ในหนังสือเล่มนี้– บรรณาธิการ

 

[2]   โปรดดู เศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต ใน ทัศนะทางเศรษฐกิจ– บรรณาธิการ