ลำดับความสำคัญก่อนหลัง ในการพัฒนาประเทศ

ลำดับความสำคัญก่อนหลัง
ในการพัฒนาประเทศ

วิทยากร เชียงกูล สัมภาษณ์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

พิมพ์ครั้งแรกใน ชัยพฤกษ์ ฉบับนักศึกษาประชาชน
๘ สิงหาคม ๒๕๑๒

 

 

 

เหตุที่ผมยกปัญหานี้ขึ้นมาถามก็เพราะได้สังเกตเห็นว่า ดูทุกวันนี้เราไม่ค่อยจะได้คำนึงถึงเรื่องที่ว่าอะไรที่เราควรทำก่อน อะไรที่เราควรทำหลังอย่างถูกต้องตามหลักวิชานัก ทั้งการที่เรามีปัญหามากเสียเหลือเกินนั้นยิ่งเป็นเหตุทำให้เราเกิดความสับสน ฉวยคว้าอะไรได้ก็มักทำไปก่อน อันไหนเป็นปัญหาด่วนมาหรือเป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่ก็ลัดคิวแก้ให้ก่อน บางทีก็มีปัญหาด่วนบ่อยเสียจนไม่ต้องมีเวลามานั่งวางแผนกันอย่างจริงจังว่า ในระยะยาวนั้นอะไรควรทำก่อนทำหลัง ผมจึงอยากจะเรียนถามว่า อาจารย์มีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ อาจารย์คิดว่า เราควรจะค่อยๆ แก้ปัญหากันไปเรื่อยๆ แบบอย่างที่ผมรู้สึกว่าเรากำลังทำกันอยู่ หรือว่าเราจะมาตั้งหลักพิจารณาก่อนว่าอะไรที่มันสำคัญจริงๆ ควรทำก่อนทำหลังกัน อย่างไหนจะดีกว่า อาจารย์มีเหตุผลอย่างไร

ข้อสังเกตที่เกี่ยวกับประเด็นข้อเท็จจริงว่า ทุกวันนี้เราทำกันตามยถากรรม โดยไม่คำนึงถึงลำดับความสำคัญก่อนหลังนั้นเป็นจริงสำหรับบางคน แต่ไม่จริงสำหรับคนบางคน จริงสำหรับบางสถาบัน ไม่จริงสำหรับบางสถาบัน สำหรับสำนักงบประมาณและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาตินั้น ผมคิดว่าแต่ละสถาบันก็มีความสำคัญอยู่ แต่เขาจะประสานให้ตรงกันหรือไม่นั้นเป็นปัญหาอยู่ อีกประการหนึ่ง การจัดลำดับความสำคัญในแผนพัฒนานั้น ทางราชการไม่ได้ระบุให้ทราบชัดเจนกันทั่วไป ฉะนั้นผู้ที่อยู่นอกวงราชการอ่าน และเห็น และฟังๆ ไปก็ดูสับสนคล้ายๆ กับไม่ได้วางแผนไว้

สรุปความว่า ตามความเห็นของผม การวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาเป็นการจำเป็น และภายในแผนพัฒนานั้นจำเป็นจะต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ ไว้ให้แน่ชัดว่า โครงการใดควรทุ่มเทกำลังทำไป โครงการใดควรทำไปเรื่อยๆ และโครงการใดควรระงับ เป็นเรื่องที่จำเป็น

ตกลงตอนนี้อำนาจส่วนใหญ่อยู่ที่ใคร ผมหมายถึงว่า ใครมีสิทธิมีเสียงมากที่สุดในการที่จะดึงให้รัฐบาลตัดสินใจทำอะไร

อำนาจทางบริหารที่สำคัญที่สุดก็ได้แก่ คณะรัฐมนตรี ภายในกระทรวงแต่ละกระทรวงก็เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรี แต่ระหว่างกระทรวงกับรัฐบาลส่วนรวม อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาควรจะเป็นของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ และสำนักงบประมาณซึ่งเป็นที่ประสานงานกัน สำหรับเรื่องการศึกษาก็ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาการศึกษาแห่งชาติ นี่กล่าวโดยทางที่ควรที่ชอบ แต่ก็มีอยู่บ้าง เจ้าของโครงการบางรายหรือคณะรัฐมนตรีเองพิจารณาไปโดยถือประเด็นการเมืองหรือเหตุผลอื่นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ก็เท่ากับให้ความสำคัญแก่นักวิชาการน้อยกว่าข้อคำนึงด้านอื่น และบางทีเมื่อมีการปล่อยข่าวออกมาจึงดูสับสนกัน สำหรับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาตินั้น คณะกรรมการบริหารได้จัดลำดับความสำคัญของปัญหา ๒–๓ เรื่องไว้อย่างสูงในขณะนี้ และพยายามสละเวลาพิจารณาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง

ถ้าอย่างนั้นอะไรคือปัญหารีบด่วนมากที่สุดในความเห็นของอาจารย์ มีเหตุผลอย่างใดจึงคิดเช่นนั้น

เรื่องซึ่งเป็นปัญหารีบด่วนในระยะ ๓ミ๔ ปีมานี้ ก็คือเรื่อง การเกษตร ซึ่งเดี๋ยวนี้ต้องให้การสนับสนุนกันเป็นการใหญ่ทีเดียว เรื่องถั่ว ปอ ข้าวโพด มันสำปะหลัง การเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ จำเป็นที่จะต้องพยายามให้ผลิตและขายได้มากๆ ขณะนี้การค้าระหว่างประเทศของเราขาดดุลอยู่มาก จะแก้ได้ดีจริงๆ ก็ต้องพยายามผลิตสินค้าของเราและส่งออกได้มากๆ และสินค้าที่เราควรจะพยายามส่งออกให้มากขึ้นก็คือสินค้าเกษตร เรามีเวลาแก้ปัญหาที่ว่านี้สัก ๒ミ๓ ปี โดยที่ไม่เดือดร้อนนัก เพราะเงินสำรองในการค้าระหว่างประเทศของเรามีมากพอ และถ้าเราแก้ปัญหานี้ได้ดี จะมีผลไปถึงทางอื่น เพราะนี่เป็นแม่กุญแจ ทำไมถึงถือว่าเรื่องการผลิตด้านการเกษตรเป็นแม่กุญแจ ก็เพราะเหตุว่า (๑) เป็นทางทำมาหากินของคนส่วนมากในเมืองไทย (๒) เป็นเรื่องที่คนไทยเราส่วนมากทำได้ถนัด ถ้าได้รับการส่งเสริมเข้าสักหน่อยก็ทำได้ (๓) เราต้องแก้ปัญหาเรื่องดุลการชำระเงิน ซึ่งคงจะขาดไปบ้างใน ๒ミ๓ ปีข้างหน้านี้ ถ้าเราสามารถส่งสินค้าออกได้มากขึ้น มีสินค้าอย่างใหม่ๆ ขึ้น เราก็จะกลับไปสู่ความเจริญในระดับเมื่อสักสิบปีที่แล้ว รายได้ของประชาชนก็จะสูงขึ้น เมื่อรายได้สูง รัฐบาลก็เก็บภาษีได้มากขึ้น ก็เอาไปพัฒนาและบริหารราชการอื่นได้มากขึ้น อย่างนี้ผมจึงว่าปัญหานี้เป็นแม่กุญแจ

มีสิ่งอื่นที่เป็นแม่กุญแจอีกไหม

แม่กุญแจที่ ๒ ก็เป็นเรื่องเก่าของเราคือ การศึกษา ถ้าหากว่ามนุษย์เราส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา ความคิดความอ่านและผลิตภาพจะไปสูงขึ้นได้อย่างไร เมื่อผลผลิตมีไม่มาก จะคิดแก้ไขก็ยาก ปัญญาชนก็ไม่มี ศิลปวิทยา วรรณคดี ก็ไม่เจริญรุ่งเรือง เราก็ย่ำเท้าอยู่แค่นี้
มิหนำซ้ำคนก็ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อีกเยอะ ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องในระยะยาว ซึ่งไม่จำเป็นต้องแก้ไขให้ได้ภายในปีสองปี แต่เราต้องพยายามแก้ไขวิธีการให้ทันกับปัญหา ในเวลานี้เราล้าหลังกว่าปัญหา ต้องให้ทันกับปัญหาภายใน ๓ミ๔ ปีข้างหน้า กล่าวคือต้องแก้เรื่องวงเงินสำหรับเรื่องการศึกษา และในขณะเดียวกันก็ต้องใช้วิธีการที่ถูกต้อง นี่เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราไม่พัฒนาคน ก็พัฒนาประเทศไม่ได้

แม่กุญแจที่ ๓ ก็คือ ระเบียบบริหารของรัฐบาล ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้แก้ปัญหานี้กันมานานแล้ว และถึงเวลาที่จะแก้เพราะเหตุว่า ยกตัวอย่าง เวลาเราพูดถึงเรื่องการพัฒนาเกษตร บอกว่าเป็นเรื่องสำคัญสุดยอด พอนึกถึงเรื่องของเกษตร เดี๋ยวนี้เราก็ต้องนึกถึง ๔ กระทรวง ๕ กรม ๖ กรม ๑๐ กรม เมื่อก่อนนี้เราคิดถึงคนคนเดียวคือรัฐมนตรีเกษตรเท่านั้น ถ้ารัฐมนตรีเกษตรทำไม่ดี หรือแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ เราก็หาคนที่รับผิดชอบให้แน่นอน เป็นท่านแล้วท่านก็ไล่ๆ กันต่อไปในบรรดาผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชาของท่าน แต่เดี๋ยวนี้มันกระจายออกไปหมด พูดเรื่องการศึกษาก็เหมือนกัน มีตั้ง ๓ミ๔ กระทรวงเข้ามาเกี่ยว ทำให้ยุ่งเหยิงตามความคิดของผม แต่ละเรื่องนั้นควรจะมีใครผู้ใดผู้หนึ่งคนเดียวรับผิดชอบ ฉะนั้นจึงเห็นควรจะแก้ไขระเบียบการบริหารเสียตามหลักการนี้ ระบบกรรมการควรน้อยลง เพื่อจะให้มีการรับผิดชอบในส่วนตัวให้มากขึ้น การปรับปรุงนับว่าเป็นแม่กุญแจ เพราะเหตุว่าเป็นการปรับปรุงเครื่องมือของรัฐบาล เมื่อปรับปรุงแล้วก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ได้อย่างดี ปัญหาเหล่านี้มิใช่เป็นแต่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นปัญหาทางสังคมและทางการปกครอง เรื่องสุดท้ายนี้รัฐบาลทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินอะไรนัก เรื่องที่ ๒ คือ การศึกษา รัฐบาลจะต้องยอมเสียเงินเพื่อแก้ปัญหา เรื่องที่ ๑ การปรับปรุงเกษตรนั้น คงจะมีค่าใช้จ่ายมากพอใช้ แต่น้อยกว่าเรื่องการศึกษา

แต่เรื่องที่ ๓ ยากที่สุดใช่ไหม

ใช่สิ ยากที่สุด แต่ก็ใคร่ขอเสนอให้ท่านผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้เห็นความจำเป็น และให้ท่านพยายามแก้ให้จริงๆ และแก้ไขโดยเร็ว เพราะเราปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินไปตามยถากรรมสัก ๑๐ ปีมาแล้ว

ตอนนี้มีฝ่ายไหนกำลังติดตามศึกษาเรื่องนี้อยู่โดยเฉพาะบ้างไหม

ผมไม่ทราบ เข้าใจว่าไม่มี ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าเสียดาย

ปัญหาด้านการเกษตรและการศึกษา นอกจากอุปสรรคที่เกิดทางการบริหาร อาจารย์คิดว่ามีอุปสรรคทางใดอีกบ้าง

เรื่องเกษตรและการศึกษาที่เป็นปัญหาสำคัญอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เพราะเหตุด้านการบริหารไม่ดีอย่างเดียว แต่ถ้าแก้ปัญหาให้การบริหารทะมัดทะแมงขึ้นแล้วก็จะแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น แต่อุปสรรคอื่นยังมีอีก เช่น เราทุ่มเทเงินไปในทางที่ไม่ถูก หรือบางทีทุ่มเทเงินน้อยไป หรือบางทีเรามีเงินแล้วเราไปจัดการไม่ถูก ยกตัวอย่างเช่น เรื่องน้ำ เราก็ใช้เงินไปมากพอใช้ แต่ว่าเราไปสร้างเขื่อนมาก ถ้าสร้างเขื่อนเสร็จแล้วเราไปสร้างเขื่อนอีกเขื่อน ฯลฯ ที่ถูกแล้ว เมื่อสร้างเขื่อนเสร็จแล้วต้องรีบทำทางน้ำ คูน้ำให้เรียบร้อยไป ให้ชาวไร่ชาวนาใช้ได้เลย เมื่อเราลงทุนไปแพงๆ แล้ว ก็ต้องพยายามให้ได้ผลโดยไม่ชักช้า ขณะนี้ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาได้มีนโยบายในเรื่องนี้ และกำหนดให้พยายามทำคลองส่งน้ำ คูน้ำ ให้ได้ใช้น้ำโดยเร็วๆ ถ้าเป็นจริงอย่างนี้ผมก็ยินดี แต่ว่ามันก็สายมามาก

ตัวอย่างของการทุ่มเทเงินน้อยเกินไปนั้นได้แก่การศึกษา เราควรจะเพิ่มเงินสำหรับการศึกษาขึ้น แม้แต่ในการศึกษาเองก็ตาม การจัดระบบใช้เงินให้ถูกต้องก็ยังมีความจำเป็นอยู่มาก และจะสร้างโรงเรียนชนิดไหนที่สำคัญมาก เมื่อเราขาดทางช่าง ทางเกษตร เราก็ต้องทุ่มเทเรื่องเกษตร เรื่องช่าง ให้มากหน่อย แทนที่จะมุ่งแต่เฉพาะโรงเรียนสามัญหรือโรงเรียนช่างไม้ ซึ่งไม่ให้ประโยชน์ดีนัก หรือแทนที่จะพยายามให้มหาวิทยาลัยรับนักเรียนเพิ่มขึ้นจนเกินกำลัง ซึ่งจะไม่แก้ปัญหาอะไรมากนัก มีอีกข้อที่สำคัญมากเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ คุณจะพูดถึงในเรื่องการพัฒนาการเศรษฐกิจไม่ว่าในด้านไหน คือเรื่องโจรผู้ร้าย ข้อนี้เกี่ยวกับการบริหารเหมือนกัน คือเราจะชักจูงให้เขาไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ พอเขาเลี้ยงแล้ว ขโมยมากวาดต้อนไปเกลี้ยงหรือไม่ต้องได้ทันเลี้ยงอะไร พอชาวนาร่ำรวยขึ้นมาสักหน่อยถูกปล้นเสียแล้ว ข้อนี้สำคัญมาก ตำรวจควรจะจับผู้ร้าย ควรจะป้องกันไม่ให้เกิดผู้ร้าย ครูควรจะสอนหนังสือ นักเรียนควรเรียนหนังสือ เรื่องง่ายๆ อย่างนี้น่าจะทำกันได้โดยง่าย แต่สภาพในปัจจุบัน ตำรวจไม่จับผู้ร้าย บางแห่งตำรวจกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง ครูไม่สอนหนังสือ เพราะเหตุว่าสอนหนังสือแล้วไม่ได้วุฒิ เงินเดือนก็ไม่สูง และไม่ค่อยมีใครตรวจตรา นักเรียนก็เรียนช้าไปบ้าง ไม่เรียนบ้าง การแบ่งแยกความรับผิดชอบนี้เสียหายที่ว่า ในชั้นสุดท้ายจะหาใครรับผิดชอบไม่ค่อยได้ นี่เป็นข้อที่น่าเบื่อ

ตกลงตอนนี้อาจารย์คิดว่าเราควรจะทุ่มเทการลงทุนขนานใหญ่กันได้แล้วหรืออย่างไร

คำว่าทุ่มเทเป็นคำที่น่ากลัว เรียกว่าใช้เงินมากกว่าปกติคงจะเหมาะกว่า แต่อย่างที่ผมว่าไว้ ปัญหาของการพัฒนาเกษตรเป็นปัญหาด้านจัดการ ในเมื่อมีหลายกระทรวงรับผิดชอบ ก็เป็นเรื่องที่เราต้องวางบทบาทของแต่ละแห่งให้มันดี เช่น กรมพัฒนาที่ดินจะต้องไปทำที่ดินให้ดี กรมชลประทานจะต้องไปทำน้ำให้ดี ต้องบอกบทกันทีเดียว ถัดไปก็ด้านกระทรวงเกษตร จะเป็นกรมการข้าวหรือกรมกสิกรรมก็แล้วแต่ ด้านเครดิตการเกษตรก็ต้องเข้าไปช่วย ทางเศรษฐการก็ช่วยเรื่องตลาด เรื่องพยุงราคาสินค้า บทบาทของกระทรวงพัฒนาก็มีอีกคือ สร้างถนนอย่างนี้ให้มันกลมกลืนประสานกันไปกับโครงการผลิต จะเห็นได้ว่าไม่ต้องเสียเงินเท่าไหร่ แน่ละสร้างถนน สร้างเขื่อนก็ต้องเสียเงินเหมือนกัน แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดทุ่มเท แต่ถ้าเป็นการศึกษาด้วยแล้ว เห็นด้วยว่าต้องทุ่มเท ต้องยอมให้ เพราะว่าเป็นเรื่องแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราพูดถึงเรื่องการศึกษาชั้นวิศวกรรมบัณฑิตกับการศึกษาแพทย์ ต้องใช้เครื่องมือเครื่องไม้มาก หรือแม้จะผลิตช่างฝีมือชั้นกลาง ถ้าเราจะสอนให้ดีได้ก็ต้องมีโรงฝึกงาน ซึ่งจะต้องสิ้นเปลืองมากตามความจำเป็น และถ้าพิจารณาด้วยว่าอัตราการเพิ่มของประชากรของเราทำให้นักเรียนมีจำนวนมากขึ้นรวดเร็วแล้ว ก็จะยิ่งเห็นว่าต้องการให้เงินมาก

โดยเหตุที่เรายังล้าหลังอยู่ไม่น้อย อาจารย์คิดไหมว่าคนรุ่นนี้ควรจะเสียสละให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น ไม่ควรเรียกร้องให้น้ำไหลไฟสว่างจนเกินไปนัก จะได้เอาเงินไปลงทุนทางอื่น อย่างนี้เป็นต้น

ตามหลักการของผม ผมรู้สึกว่าคนทุกรุ่นมีสิทธิที่จะได้รับความสุขสบายอย่างพอใช้ แต่ก็ไม่ถึงกับฟุ่มเฟือย เรื่องน้ำกับไฟเป็นเรื่องของคนที่อยู่ในเมือง ใจผมเองก็ไม่อยากให้ทำอะไรในเมืองมากนัก อยากให้ใช้เงินบำรุงชนบทมากกว่า แต่อย่าลืมว่าเรื่องน้ำเรื่องไฟในกรุงเทพฯนี้ ไม่ใช่เรื่องความสำราญอย่างเดียว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำมาหากินของชาวกรุงด้วย ทีนี้พูดถึงชนบท น้ำเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องที่ควรจะทุ่มเทให้มาก ควรที่จะเรียกร้อง ต้องเรียกร้อง แต่เรื่องไฟฟ้าผมรู้สึกว่าในชนบทควรจะเสียสละบ้าง เพราะว่าอย่างตำบลเล็กๆ มีผู้ใช้ไฟไม่ถึง ๕๐ ราย การไฟฟ้านั้นย่อมแพงจนเกินเหตุ เพราะอย่างนั้นไม่ควรทำ นี่ก็ไม่ใช่หมายความว่าผมจะจำกัดชาวชนบทเกินไป แต่ที่คุณถามผมคงไม่ได้หมายความถึงชนบท คงหมายถึงทั่วๆ ไปมากกว่า ผมคิดว่าคนรุ่นเราๆ ไม่ว่ารุ่นเด็กหรือรุ่นผู้ใหญ่ในปัจจุบันนี้ควรจะเสียสละไปในทางที่ถูกต้อง หนึ่งก็คือยอมเสียภาษีอากรให้ถูกต้อง เวลานี้เลี่ยงภาษีกันมาก ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีอากรไม่ได้ เศรษฐกิจก็รวนเร ถึงนึกไปเสียว่าเราเสียภาษีแล้วบางกรณีอาจจะมีผู้นำเงินภาษีอากรนั้นไปทุจริตเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ทำให้ท้อถอย คำตอบก็คือต้องถือเรื่องทุจริตเป็นเรื่องยกเว้น ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติ และเรื่องปกติถ้าพากันไม่ยอมเสียภาษีก็จะเกิดความเสียหายกันทั่วไป อีกอย่างที่ผมว่าควรจะเสียสละก็คือ แต่ละคนควรจะเสียสละให้เพื่อนมนุษย์ คือถึงแม้รัฐบาลจะเก็บภาษีไปได้บ้าง เรายังมีเงินเหลืออยู่ เราน่าจะบริจาคโดยสมัครใจให้แก่ผู้มีฐานะเลวกว่าเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีเคราะห์กรรมเป็นผู้พิการหรือผู้ไร้การศึกษา เราควรจะเสียสละเวลาและกำลังกายไปช่วยเขาบ้าง

อย่างในกรณีค่าใช้จ่ายทำท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากด้วย อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร

โครงการระบายน้ำในกรุงเทพฯ ที่ว่าเป็นเงินจำนวนมากนั้น คำนวณจากโครงการแม่บทโดยสมบูรณ์ ที่เราเรียกว่า การเขียนภาพของโครงการให้สมบูรณ์ครบถ้วนนั้น เป็นความจำเป็นและมีประโยชน์ดีกว่าการทำกระท่อนกระแท่น แต่เมื่อทำโครงการสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่ว่าจะต้องลงมือก่อสร้างได้ครบตามโครงการเลยทีเดียว ค่อยทำค่อยไปได้ ผมเองเห็นว่าโครงการระบายน้ำมีความสำคัญลำดับต่ำกว่าโครงการปรับปรุงประปาหรือโครงการถนนในพระนคร-ธนบุรี พระนครและธนบุรีเป็นตลาดกลางของจังหวัด อำเภอต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ฉะนั้น การทะนุบำรุงถนน และประปาที่นี่ก็เป็นประโยชน์แก่ราษฎรทั้งประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โครงการที่มีความสำคัญน้อยลงมาในกรุงเทพฯนี้ ก็มีโครงการระบายน้ำ โครงการอาคารสงเคราะห์ และชำระแหล่งเสื่อมโทรม เป็นต้น ค่อยทำค่อยไปก็ได้ ตามกำลังเงิน

ตอนนี้อาจารย์มีความหวังเกี่ยวกับอนาคตของประเทศอย่างไรบ้าง คือถ้าสมมุติว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับลำดับความสำคัญก่อนหลังของอาจารย์ถูกมองข้ามไป อาจารย์คิดว่าจะมีผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจของเราล่าช้าไปมากน้อยเพียงไร

ความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับลำดับความสำคัญในการพัฒนานี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวและเป็นความคิดเห็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ความคิดเห็นจะถูกมองข้ามบ่อยๆ เฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาจากด้านการเมือง การทหาร และการปกครองด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็นที่เราต้องทำตามหน้าที่ไป แต่ถ้ารัฐบาลเกิดมีความจำเป็นหรือจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ตัดทอนรายจ่ายด้านพัฒนาจนเกินควร และถือลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ แตกต่างไปจากหลักวิชาแล้ว การพัฒนาก็ย่อมได้ผลล่าช้าลงไป ถ้าเราเพิกเฉยเสีย หรือตั้งวงเงินไว้น้อยเกินไป หรือจัดการไม่เข้มแข็ง ความเสียหายนั้นจะยิ่งทับทวีคูณหนักไปถึงอนาคตยิ่งขึ้น

ข้อสุดท้ายอยากจะขอเรียนถามถึงเรื่องนอกประเด็นสักข้อหนึ่ง สิ่งที่ผมอยากทราบก็คือว่า อาจารย์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่หรือคนหนุ่มสาวในปัจจุบันอย่างไรบ้าง เปรียบเทียบกับคนรุ่นเก่า อาจารย์มีความหวังในคนรุ่นนี้เพียงไร

ผมรู้สึกว่า คนรุ่นเก่าก็ไม่ได้วิเศษอะไรและก็ไม่เลวจนเกินไปนัก คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้วิเศษจนเกินไปหรือเลวจนเกินไป แต่ว่าในแต่ละรุ่น
ก็ต้องมีคนที่หวังเป็นที่พึ่งได้อยู่ ก็หวังว่าพวกที่เราหวังว่าจะเป็นที่พึ่งได้นี้ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับหน้าที่และมีโอกาสทำงานให้มันดีขึ้น และได้รับกำลังใจ มีผู้สนับสนุน

ถ้าจะกล่าวถึงความประพฤติของคนรุ่นใหม่กับหนุ่มสาวสมัยนี้ เปรียบเทียบกับคนรุ่นเก่าแล้ว ผมคิดว่าควรจะแยกประเด็นออกเป็น ๒ ข้อ คือเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรมความสงบเรียบร้อยของสังคมจริงๆ กับเรื่องที่เกี่ยวกับค่านิยมเฉพาะรุ่นเฉพาะสมัย เรื่องแรกคือศีลธรรมความสงบนั้น เป็นเรื่องสำคัญทุกยุคทุกสมัย ถ้ามีการประพฤติละเมิดแล้ว จะเกิดเสียหายขึ้นแน่ และจะเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ต้องยืนหยัดรักษาไว้ไม่ให้ประพฤติละเมิด เช่น การยิงกัน การฆ่ากัน การลักขโมย การใช้ยาเสพติด เป็นต้น และความประพฤติใดๆ ที่จะชักนำไปสู่การละเมิดดังกล่าว บิดามารดาครูอาจารย์มีหน้าที่ที่จะป้องกันห้ามปรามมิให้เกิดขึ้น แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับค่านิยมเฉพาะสมัย คนรุ่นผู้ใหญ่ขนาดโตขึ้นไป ไม่มีสิทธิที่จะตัดสิน เช่น การที่ผู้ชายไว้ผมยาว ผู้หญิงสวมกระโปรงสั้น ทำเสียงโบ๊เบ๊ อย่างที่เขาเรียกว่าเป็นดนตรี หรือชอบออกไปคุยกับเพื่อนมากกว่าก่อน หรือแสดงกิริยามารยาทนบนอบผู้ใหญ่น้อยกว่าแต่ก่อน เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ผมเห็นว่าไม่เป็นภัยต่อสังคม คนรุ่นเก่าไม่ควรจับเอามาถือเป็นสำคัญ เพราะถ้ามัวแต่เอาเรื่องเล็กมาถือเป็นเรื่องใหญ่แล้ว เรื่องใหญ่ๆ หลักๆ จะพลาดพลั้งไป

สรุปความตามปัญหาที่คุณถามผมเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ว่า ผมมีความหวังในรุ่นนี้เพียงใด ผมก็ตอบได้จากการที่ผมคลุกคลีอยู่กับนักศึกษาทั้งที่ธรรมศาสตร์และที่อื่น และเท่าที่สังเกตจากที่อื่นๆ ผมพอจะกล่าวได้ว่ามีหวัง ไม่เลวเสียจนเกินไป เวลาเราบ่นกัน คุยกัน นินทากัน เราก็พูดถึงเรื่องความไม่ดีเป็นส่วนใหญ่ หนังสือพิมพ์ก็เต็มไปด้วยความชั่ว ถ้าเก็บความจากหนังสือพิมพ์และสภากาแฟ เราก็อาจจะโน้มไปทำนองว่าศีลธรรมเสื่อมลง ผู้ใหญ่รุ่นที่ผมเป็นหนุ่มอยู่ก็บ่นว่ารุ่นผมอย่างนี้ แท้จริงทุกรุ่นก็มีทั้งดีและชั่ว ไม่มากไม่น้อยกว่ากัน ผมเองเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่จึงกล่าวว่ายังคงมีความหวังในคนรุ่นหนุ่มสาวปัจจุบันอยู่

ก็เป็นอันว่าอาจารย์ยังเชื่อว่าประเทศเราสามารถพัฒนาได้จริง

ได้ซิ ขอให้ทำกันจริงๆ เท่านั้น แท้จริงแล้วประเทศของเรา
ดินฟ้าอากาศอำนวยมากกว่าที่อื่นตั้งเยอะแยะ เมืองไทยเรานี่เมืองพระแท้ๆ มีบุญจริงๆ แทบจะไม่ต้องทำอะไรก็มีผัก หญ้า ข้าวปลา ขึ้นมาเอง เทียบกับอินเดียซึ่งเขาลำบากอยู่ตลอดทั้งปีทั้งชาติ ไม่ที่นั่นก็ที่นี่ ไม่น้ำท่วมก็ฝนแล้ง เกิดความอดอยากอยู่เรื่อย ของเราเห็นจะไม่เป็นไร ขอให้ตั้งใจร่วมกันทำจริง ขอให้แก้ปัญหาเหล่านี้ก็จะสามารถพัฒนากันได้แน่ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้หมด เมื่อผมอายุ ๓๐–๔๐ ปี เคยรู้สึกกระเหี้ยนกระหือรือกระตือรือร้นนึกว่าภายใน ๒๐–๓๐ ปีที่จะทำงานต่อไปนี้ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หมดในเมืองไทย แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้วว่าแก้ไม่หมด แต่ก็พอแก้ได้บ้างไม่เลวนัก ฉะนั้นในระยะ ๑๐ ปีหลังแห่งชีวิตการทำงานของผมนี้ จึงพยายามมาย้ำเรื่องการศึกษามากขึ้น เพราะผมเห็นว่าถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องการศึกษา สามารถพัฒนาคนรุ่นหลังให้มีความสามารถ มีความรู้ มีวิชากว้างขวาง มีความคิดความอ่านโดยอิสระแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะคงมีปัญหาต่างๆ อยู่ต่อไป คนรุ่นหลังเมื่อมีการศึกษาดีแล้ว อย่างน้อยก็มีเครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ต่อไป