ปัญหาเศรษฐกิจที่สตรีมีส่วนช่วย

ปัญหาเศรษฐกิจที่สตรีมีส่วนช่วย

เดิมใช้ชื่อเรื่องว่า メคุยกันเรื่องเศรษฐกิจモ

ปาฐกถาในวันประชุมกลุ่ม “ผู้สนใจปัญหาเศรษฐกิจที่สตรีมีส่วนช่วย”

วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ณ สมาคมพ่อค้าไทย

 

 

 

ผู้ประสานงาน: วันนี้ดิฉันรู้สึกว่าเป็นศุภนิมิตอันดียิ่งของกลุ่ม ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ บุคคลตัวอย่าง คือท่านเป็นบุคคลที่ทำดี และท่านเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นบุคคลที่มีศีล มีสัตย์ ท่านได้กรุณาสละเวลาอันมีค่ายิ่งมาให้วิทยาทานแก่กลุ่มในวันนี้ ในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจประจำวันที่สตรีพึงช่วยกันปฏิบัติ ตำแหน่งของท่านขณะนี้เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ท่านยังรับตำแหน่งสำคัญยิ่งของชาติอีกตำแหน่งคือผู้ว่าการของธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านเป็นผู้หนึ่งที่คุมเสถียรภาพทางการเงินของชาติให้มั่นคงอยู่ได้ในขณะนี้ และเป็นผู้ที่ชาวต่างประเทศได้ให้การยอมรับนับถือท่าน เพราะฉะนั้นการที่ท่านได้กรุณามาแนะนำพวกเราในทางเศรษฐกิจในวันนี้ หากพวกเรารับไปพิจารณาด้วยดีแล้วก็เป็นที่เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจของเราที่ดีอยู่แล้วในขณะนี้ จะต้องมั่นคงยิ่งเป็นทวีคูณ เพราะมีกองทัพสตรีเข้าร่วมรณรงค์กับท่านด้วย เรื่องที่ท่านจะพูดในวันนี้ให้ชื่อว่า メคุยกันเรื่องเศรษฐกิจモ เป็นเวลา ๑๕ นาที หลังจากนั้น ท่านจะให้เวลาสนทนากับพวกเราอย่างไม่มีจำกัด ขอเชิญท่านฟังได้ ณ บัดนี้ ขอเชิญท่านอาจารย์

นายป๋วย อึ๊งภากรณ์: ท่านสุภาพสตรีและท่านสุภาพบุรุษ การที่ผมได้รับเชิญมาในวันนี้ กำหนดหัวข้อเอาไว้ว่าจะมาคุยกันในเรื่องเศรษฐกิจ และตามระเบียบวาระผมมีหน้าที่ที่จะพูดเพียง ๑๕ นาทีเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะมีปุจฉาวิสัชนา ซึ่งผมหวังเป็นอย่างมากว่าจะไม่ใช่ปุจฉาทางด้านโน้นและวิสัชนาทางด้านนี้ หวังว่าจะมีวิสัชนาทางด้านโน้นด้วย ในการที่จะมาพูดเรื่องเศรษฐกิจในกลุ่มผู้สนใจปัญหาทางเศรษฐกิจที่สตรีมีส่วนช่วยนั้น ผู้พูดย่อมมีความหนักใจเป็นกำลัง ตามปกติปัญหาต่างๆ ที่สตรีมีส่วนช่วยนั้นเป็นปัญหาที่กว้างขวางอย่างยิ่ง และแม้แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่สตรีมีส่วนช่วยก็ย่อมจะกว้างขวางอยู่เป็นอันมาก แต่ถ้าหากว่าการจัดวิธีพูดและวิธีปุจฉาวิสัชนาเป็นไปดังที่ท่านผู้ประสานงานกำหนดไว้แล้วก็ค่อยคลายใจลงไป เพราะเหตุว่าผู้พูดนั้นเลือกพูดแต่ที่คนสนใจ คิดว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น แต่เรื่องการสนทนาซักถามต่อไปนั้น เป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายมีความสนใจอยู่ เพราะฉะนั้นผมขอความกรุณาว่า ถ้าหากว่าผมพูดแต่เรื่องแคบแล้วท่านทั้งหลายจะยกเรื่องกว้างขึ้นมาพูดก็ขอได้โปรดช่วยๆ ให้มีการปุจฉาวิสัชนา อย่าให้จืดจางลงไป

เรื่องที่กระผมจะพูดในวันนี้เกี่ยวกับบทบาทที่สตรีอาจจะช่วยในด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรม เศรษฐกิจแห่งชาติในเวลานี้เราพอแสดงว่าอยู่ในฐานะที่เรียกว่า สะดวกดีพอใช้ ท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นแล้วว่า แขกต่างประเทศผู้ไปมาที่เขามาเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศ
ต่างๆ นั้น เขามักจะเห็นว่าประเทศไทยเรามีการอยู่ดีกินดีพอสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงขีดในระดับสูง ก็อยู่ในฐานะที่พอกินพอใช้ แต่นั่นแหละฐานะเศรษฐกิจทั่วๆ ไปนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการกระจายเศรษฐทรัพย์ ถ้าหากว่าในประเทศไทยมีเพียง ๒–๓ คน ที่ร่ำรวยเป็นเรือนล้าน แต่มีคนเป็นจำนวนมากซึ่งยากจน ถ้าเช่นนี้ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีความยุติธรรมในสังคม ข้อที่ผมได้เรียนเสนอมาเมื่อกี้นี้หมายความถึง ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือ การผลิตที่จำเป็นจะต้องให้สูงขึ้น และอีกประการหนึ่งคือ ผลของการผลิตนั้นจำเป็นจะต้องกระจายออกไปให้ได้ทั่วถึงกัน

ในประเทศไทยเมื่อเราเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียหรือแม้ประเทศคูเวต ที่ผลิตน้ำมันในตะวันออกใกล้ เราจะเห็นได้ว่า ถ้าคิดแต่เฉพาะตัวเลขสถิติแล้ว ประเทศไทยเอาเงินที่หาได้มาปีหนึ่งๆ ที่เขาเรียกว่ารายได้ประชาชาติมาตั้ง แล้วเอาจำนวนพลเมืองหาร แล้วก็นำไปใช้วิธีเดียวกันกับมาเลเซีย คูเวต ก็จะเห็นว่าใน ๓ ประเทศนี้ คูเวตนำมาลิ่ว มาเลเซียดีกว่าของไทยบ้างเล็กน้อย ของไทยเป็นสุดท้าย แต่ผมใคร่จะเสนอว่าถ้าไปดูตามข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นได้ว่ามาเลเซียก็ดี คูเวตก็ดี มีคนที่ยากจนยิ่งกว่าคนยากจนในประเทศไทยเป็นอันมาก นี่ก็เพราะเหตุว่าประเทศไทยเราเคราะห์ดีที่ได้กระจายเศรษฐทรัพย์ไปมากพอสมควร สำหรับประเทศคูเวตนั้นเป็นเศรษฐกิจที่เราเรียกกันว่า เศรษฐกิจทางน้ำมัน ผู้ที่มีอำนาจในด้านการเงินได้แก่ ชีค คือ หัวหน้าประเทศ เพราะฉะนั้นเงินแทบ ๙๐% อยู่กับหัวหน้าประเทศของเขา สำหรับประเทศมาเลเซียนั้นถึงแม้ว่าเศรษฐทรัพย์ต่อคนจะสูงกว่าประเทศไทยก็ตาม แต่เผอิญเป็นเศรษฐทรัพย์ที่รั่วออกไปยังคนต่างด้าวที่มาทำหากินในประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงคนที่อยู่พื้นเมืองแล้วย่อมด้อยกว่าเรา

ประเทศไทยเราเคราะห์ดีที่ไม่ต้องพึ่งแต่เฉพาะผู้ชายทำมาหากิน ผู้หญิงของเราเป็นผู้ทำมาหากิน แทบจะพูดได้ว่ามากกว่าผู้ชาย มีคนต่างประเทศที่เป็นเพื่อนๆ ผมที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมักจะมีความฉงนอยู่เสมอว่า เวลานั่งเรือไปในลำคลอง ในเรือลำหนึ่งถ้ามีคนนั่งอยู่ ๔ คน เป็นผู้ชาย ๓ คน เป็นผู้หญิง ๑ คน ผู้หญิงมักจะเป็นผู้แจวเรือ หรือไปตามท้องไร่ท้องนาจะเห็นได้ว่า คนที่ทำนานั้นคือผู้หญิงทั้งสิ้น เขาถามผมว่าผู้ชายไปไหนหมด ผู้ชายไปบวชหมดหรือ ผมบอกว่าบวชก็บวชบ้างหรอก แต่ส่วนมากอยู่ใต้ต้นไม้ทั้งนั้น นอนเขลงกันอยู่ นี่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่พูดเพื่อจะเป็นการป้อยอต่อหน้าท่านสุภาพสตรีทั้งหลายว่า ในประเทศไทยเรานั้น สุภาพสตรีและผู้หญิงทั่วๆ ไปมีส่วนในการช่วยเหลือเศรษฐกิจในด้านการผลิตเป็นอันมาก

ปัญหาถึงตอนนี้ก็คือว่า สตรีจะมีส่วนช่วยอย่างไร คำตอบคือ สตรีจะมีส่วนช่วยบังคับให้ผู้ชายทำงานมากยิ่งขึ้น อย่าปล่อยให้ขี้เกียจมากนัก เฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นสูงและคนชั้นต่ำ ผมเข้าใจว่า คนชั้นสูงที่ท่านมีอำนาจวาสนานั้น ท่านกลับไปบ้านแล้วส่วนมากท่านก็หาความสำราญ จะเป็นภายนอกบ้านก็ดี ภายในบ้านก็ดี แต่ทว่าไม่ค่อยจะทำการผลิตมากนัก นอกจากเป็นการผลิตประชากร ส่วนคนที่ยากจนนั้น ถ้าหากว่าเราศึกษาในเรื่องทางสังคมจะเห็นได้ว่าผู้ชายเป็นผู้ที่เอาเปรียบมากกว่าผู้หญิงเอาเปรียบผู้ชาย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้หญิงจึงต้องง้อผู้ชายมากถึงขนาดนั้น กล่าวคือผู้ชายบางคนซึ่งอยู่ในสลัมและผู้หญิงก็อยู่ในสลัม แล้วผู้ชายก็สามารถที่จะมีภรรยาได้ ๑ คน พอมีภรรยาได้เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานหรือที่ทำงานอยู่แล้วก็ออกจากงาน หรือหาเหตุวิวาทให้เขาต้องออกจากงาน ถ้าเช่นนี้ก็หมายความว่าผู้หญิงที่เป็นภรรยาของผู้ชายนั้นมักจะต้องออกหาเลี้ยงครอบครัว คือ หาบขนมขาย หรือขายของตามร้านต่างๆ เหตุการณ์เช่นนี้มีอยู่เป็นอันมาก ท่านที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์คงจะเข้าใจดี

สถิติที่รวบรวมไว้ได้ผมหวังว่าวันหนึ่งจะเสนอเป็นเอกสารแต่ความจริงเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ทีนี้ไม่ใช่แต่ร้ายแต่เพียงเท่านั้น เพราะผู้หญิงที่เป็นภรรยานั้นเริ่มต้นตั้งครรภ์หรือมีบุตรคนที่ ๒ คนที่ ๓ ผู้ชายเห็นว่าผู้หญิงที่ตนมาเกาะกินนั้น ไม่สามารถที่จะทำงานได้แล้ว ต้องห่วงลูก ต้องอยู่กับบ้าน ก็ตีจากไปมีที่อื่นอีก แต่ที่ผมเรียนไว้แต่ต้นก็คือ เพราะเหตุใดหนอผู้หญิงจึงต้องง้อผู้ชายมากถึงขนาดนั้น โดยที่รู้แล้วว่าผู้ชายเหล่านี้สูบเฮโรอีนก็มี หรือไปดื่มสุราเป็นอันมาก เรื่องนี้ผมคิดว่าท่านสุภาพสตรีจะสนใจ แม้ว่าอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมมากกว่าเศรษฐกิจ แต่ก็เกี่ยวกับเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าตราบใดที่เรายังปล่อยให้ผู้ชายทำได้เช่นนี้ ย่อมจะไม่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความปกติสุขขึ้นในครอบครัวและประเทศชาติ ตลอดจนถึงเกิดปัญหาเรื่องเยาวชนขึ้น ที่ผมเรียนมาถึงตอนนี้ก็เพียงกระท่อนกระแท่น สรุปได้ว่า ท่านสุภาพสตรีมีความสามารถและมีความอุตสาหะที่จะช่วยการผลิตของประเทศได้มาก แต่น่าเสียดายที่ไม่กระตุ้นให้ผู้ชายได้ช่วยผลิตและเลี้ยงตัวเองได้มากกว่านั้น

ต่อไปนี้ผมจะได้เสนอถึงข้อที่ว่าอำนาจที่สตรีมีอยู่ในกำมือในฐานะที่เป็นผู้ใช้เครื่องมืออุปโภคและบริโภค ประเทศไทยเรามีความขึ้นชื่อลือชาในจำพวกที่มีชาวจีนเข้ามาขายอาหารอยู่ กล่าวคือก๋วยเตี๋ยวอร่อยกว่าที่อื่น การที่ก๋วยเตี๋ยวอร่อยกว่าที่อื่นนั้นก็อาศัยคนรับประทานก๋วยเตี๋ยวเป็นคนจู้จี้ คอยจู้จี้อยู่เสมอ และเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นสตรียิ่งจู้จี้ใหญ่ เช่น บอกว่าต้องการเครื่องมากๆ นะ ก็เติมเครื่องไป ต้องการหมูมากๆ นะ ก็เติมหมูไป เมื่อเติมเครื่องกับเติมหมูไปน้ำแกงน้อยไปแล้ว ต้องเติมน้ำแกงต่อพอเติมน้ำแกงเข้าไป เส้นน้อยลงไปแล้วต้องเติมเส้นอีกแล้ว ผลสุดท้ายก็จ่ายเงินเท่าเดิม นี่แหละเราช่วยกันก่อช่วยกันติ ก๋วยเตี๋ยวจึงอร่อยขึ้น ผมอยากจะเสนอว่า เรื่องก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นไม่พอ ต้องให้กว้างออกไป เช่น เสื้อผ้าที่ท่านทั้งหลายอุตส่าห์ทำกันอยู่นี้ ต้องให้ดีๆ มากๆ ทนๆ ถูกๆ แบบเดียวกับก๋วยเตี๋ยว แล้วต้องทำให้เร็วๆ ด้วย

ผมอยากจะเสนอเป็นข้อสังเกตข้อแรกว่า สตรีจะช่วยในปัญหาเศรษฐกิจในประเทศไทยได้อย่างไร ไม่ใช่แต่ท่านใจอ่อนแล้วก็ซื้อด้วยใจรักชาติเท่านั้น แต่เมื่อรักชาติแล้วซื้อของที่ชาติไทยผลิตแล้วก็ต้องบังคับในทางอ้อมและทางตรงให้เขาทำให้ดี คุณภาพดี และราคาถูกต้อง และทำให้สม่ำเสมอ นี่เป็นประการแรก ประการที่ ๒ เมื่อสุภาพสตรีได้มีส่วนช่วยในการที่จะซื้อของที่ทำในประเทศไทยแล้วต้องบังคับให้ผู้ผลิตไม่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้าของต่างประเทศคือ มีแยม มีเครื่องกระป๋อง มีเสื้อผ้าบางอย่าง มีชาบางชนิด ที่เราทำได้ดี๊ดี แต่ไม่กล้าปิดสลากว่า เมดอินไทยแลนด์ หรือปิดสลากที่เรียกว่าคนไทยทำ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าอายและน่าเสียดาย ผมจะเสนอว่า กลุ่มของท่านจะต้องบังคับและยืนยันว่าจำเป็นที่จะต้องให้ติด เมดอินไทยแลนด์ ทำในประเทศไทย แล้วก็รุมกันซื้อ

หลักการข้อที่ ๓ ที่ผมใคร่เสนอก็คือว่า เมื่อเราสามารถที่จะบังคับให้เขาทำสิ่งของที่ทำในประเทศไทยแล้ว เราก็ต้องพยายามที่จะยึดมั่นให้สินค้านั้นมีคุณภาพดีและราคาถูกต่อไปได้อย่างไร

ผมใคร่จะเสนอว่า ท่านจะต้องมองเลยไปจนกระทั่งต้นทุนของการผลิต เรื่องต้นทุนของการผลิตของคนที่จะผลิตของให้เราใช้นั้นถ้าหากว่าเขาไม่ได้ใช้วิชาความรู้สมัยใหม่ เขาไม่ได้ใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่สมัยใหม่ต้องใช้แล้ว เขาก็ต้องผลิตของซึ่งมีราคาแพงมากนั่นเอง หรืออีกประการหนึ่ง ถ้าหากว่าเขาเผอิญจะต้องไปรวมกลุ่มกับคนนั้นคนนี้มีใครชักค่าต๋ง เช่น ไม้ขีดชักไปกลักละเท่านั้นเท่านี้ เขาจะทำให้ราคาถูกและมีคุณภาพดีด้วย ราคาถูกด้วย ย่อมทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านสุภาพสตรีทั้งหลายที่มีความสนใจในเรื่องเศรษฐกิจนี้จำเป็นที่จะต้องพยายามให้สินค้าของชาติไทยเป็นสินค้าที่ดีและราคาถูกเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศแล้ว ท่านจะต้องพิถีพิถันในด้านที่จะให้ระบบการค้าและระบบการอุตสาหกรรมเป็นไปโดยปราศจากเอกสิทธิ์อันมิชอบธรรม ต้นทุนที่ควรจะเสียก็อย่าให้เสีย ดอกเบี้ยที่ไม่ควรจะแพงก็อย่าให้แพง อะไรเหล่านี้ เป็นต้น

หลักการข้อต่อไปที่ผมจะเสนอเกี่ยวกับข้อที่ท่านจะมีส่วนช่วยเหลือในทางเศรษฐกิจในระยะเวลานานได้ต่อไป เรื่องนี้แทบจะไม่ต้องพูด ท่านสุภาพสตรีทั้งหลายจะเข้าใจได้ดี คือ เป็นเรื่องที่เราจะลงทุนให้แก่ลูกหลานของเรา มีเรื่องอาหารเรื่องหนึ่ง กับเรื่องการศึกษาอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องอาหารนั้น จะขอพูดสัก ๒–๓ คำ เนื่องมาจากที่ประธานาธิบดีซูการ์โน เมื่อครั้งที่ลาออกจากสหประชาชาติแล้วอาละวาดพูดพาดพิงไปถึงยูนิเซฟว่า ได้แต่ส่งนมผงมาให้กิน มันสำปะหลังอร่อยกว่า ให้เด็กกินมันสำปะหลังเติบโตได้ดีกว่า เช่นนี้ผมคิดว่าพูดไปด้วยอารมณ์ที่รุนแรง แต่แท้ที่จริงแล้วเท่าที่เห็นๆ มาในประเทศไทยเราก็ค่อนข้างเป็นซูการ์โนไปบ้างก็มีในบางคราว กล่าวคือละเลยในเรื่องโภชนาการ เฉพาะอย่างยิ่งบ้านใด ครอบครัวใด ที่สามีเป็นผู้ใช้จ่ายเปลืองในด้านเครื่องดื่มละก็ ย่อมจะให้ผลร้ายแก่เด็กในด้านโภชนาการ ผมคิดว่าเท่าที่ได้สำรวจและสังเกตดูอาหารสำหรับเด็กที่เป็นหนึ่งในงบประมาณของครอบครัวนั้น จะได้โตเร็วๆ อย่ากินกับข้าวมากนักจะเป็นตานขโมย

เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ควรกลับกัน ก็คือควรจะกินกับมากๆ จะได้โตเร็วๆ โดยเฉพาะกินนมกับกินผักมากๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวมากในที่ประชุมนี้ เพราะท่านทั้งหลายคงจะทราบดีกว่าผม

แต่เรื่องที่ผมเห็นว่าสำคัญอย่างยิ่งอีกข้อหนึ่งคือ การศึกษา ในการที่จะช่วยเหลือให้มีการผลิตสูงขึ้นในประเทศของเรานี้ เราต้องการประเภทจอหงวนน้อยลงแล้วในประเทศไทย กล่าวคือในการศึกษานี้เราไม่ต้องการให้มีการเรียน “หนังสือ” มากจนเกินไปนัก แน่ละ การเรียนหนังสือนั้นจำเป็นที่จะต้องเรียนต่อไปจนกระทั่งถึงชั้นอุดมศึกษา แต่การเรียนชนิดที่เรียนแต่ในหนังสือและเขียนอยู่ในสมุดนั้นไม่พอ การผลิตปัจจุบันนี้ถ้าหากว่าปราศจากเสียซึ่งหลักการในทางวิทยา-
ศาสตร์และเทคโนโลยีแล้วประเทศไทยจะก้าวหน้าไปไม่ได้ เนื่องด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้เสนออยู่เสมอว่าปัจจุบันไม่ใช่แค่เฉพาะเราจะต้องส่งเสริมการศึกษาโดยทั่วๆ ไป แต่ทว่าเราจะต้องเน้นหนักไปในด้าน “อาชีวศึกษา” โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในด้าน “เกษตร” และการที่จะเน้นหนักไปในด้านอาชีวศึกษาและในด้านเกษตรนี้ที่จะเห็นได้คือว่า ต้องทำด้วยมือ และในการที่จะทำด้วยมือนี้ ผมใคร่จะเรียนว่า เด็กๆ ลูกๆ ของพวกเรา ในชั้นคนอย่างพวกเรานี้ถ้าหากบิดามารดาไม่ทำด้วยมือให้เขาเห็นแล้ว เขาไม่ทำแน่ แม้แต่จะล้างจานก็คงจะไม่ล้าง งานกุศลเริ่มที่บ้าน (Charity begins at home) ฉันใด การศึกษาก็ฉันนั้น ต้องเริ่มที่บ้าน ผมใคร่จะเสนอสรุปในข้อนี้ว่า ในการที่จะลงทุนสำหรับให้เด็กของเรามีนิสัยและมีความสามารถที่จะทำการให้บ้านเมืองเราก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจต่อไป (๑) เราต้องทำตัวอย่างในทางที่จะลงมือทำอะไรๆ บ้าง และ (๒) เราต้องสนับสนุนให้ศึกษาด้านอาชีวศึกษา

เมื่อกี้นี้ผมได้พูดถึงเรื่องว่า สุภาพสตรีทั้งหลายควรจะมีส่วนช่วยปัญหาเศรษฐกิจในแง่ที่พยายามซื้อของที่เป็นของคนไทยทำ และพยายามบังคับโดยทางตรงและทางอ้อมให้คนไทยนั้นผลิตสินค้าที่ดีด้วยราคาถูก และปราศจากเอกสิทธิ์ หลักการข้อนี้ใคร่จะเสนอว่ามีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ผมเห็นว่า มีข้อยกเว้นอยู่ ๒ ประการคือ ประการที่ ๑ อุตสาหกรรมบางอย่าง และโรงงานบางอย่างไม่สามารถเจริญได้ถ้าหากเปิดโอกาสให้คนอื่นเริ่มแข่งขันเสียตั้งแต่ตอนต้น หมายความว่าถ้าหากว่าเราอยากจะให้มีอุตสาหกรรมทอผ้า เราตั้งโรงงานทอผ้าขึ้นมาแต่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็อาจจะทำให้ผู้ที่ตั้งโรงงานทอผ้าขึ้นมานั้นขาดทุน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงได้ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนขึ้นเพื่อจะส่งเสริมให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บ้าง ให้ได้มีการไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรแก่เครื่องจักรบ้าง และอนุโลมให้มีการส่งเสริมในด้านกำลังคนและด้านเทคนิคทั่วๆ ไป ทั้งนี้ ก็หวังว่าเมื่อครบกำหนดเวลา ๕ ปี หรือ ๖ ปี ๗ ปี ๑๐ ปี จะได้ไม่ต้องสนับสนุนช่วยเหลือในด้านการเงินต่อไป อย่างนี้ในตำราอังกฤษเขาเรียกว่า infant industry คือ เป็นอุตสาหกรรมทารก เราจะช่วยเหลือประคับประคองแต่ตอนต้น เมื่อโตแล้วก็สามารถที่จะดำเนินการไปได้เอง

แต่การส่งเสริมการลงทุนอย่างนี้ ก็เป็นเพียงแต่ส่วนหนึ่ง ผมใคร่จะเสนอว่า การส่งเสริมการลงทุนยังมีอีกประเภทหนึ่ง ชนิดที่เราหวังให้เติบโตขึ้นแล้วก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เช่น อาจยอมเสียสละทั้งๆ ที่รู้ว่า เราจะต้องซื้อของคนไทยทำด้วยราคาที่แพงกว่าที่อื่น ปัญหามีว่า ในกรณีที่เราจะเสียสละซื้อของแพงไปนานๆ นั้น เราเสียสละเพื่อประโยชน์อะไรบ้าง จะต้องมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ยอมเสียสละกันพร่ำเพรื่อ ผมใคร่จะเสนอหลักเกณฑ์ดังนี้ (๑) คุณภาพต้องดี (๒) ต้องใช้วัตถุดิบของไทยเอง เป็นประโยชน์แก่ผู้ผลิตวัตถุดิบนั้นๆ กว้างขวางพอ (๓) ต้องใช้แรงงานของคนไทยมากพอ (๔) ต้องมีผลส่งเสริมความสามารถทางเทคนิคของอนุชนรุ่นต่อๆ ไป

ก่อนจบผมขอเรียนเป็นการเตือนว่า หลักเกณฑ์ ๔ ประการที่ผมเสนอตอนท้ายนี้ อาจจะไม่เป็นข้อที่ผิด เศรษฐกิจทั่วไปเห็นด้วยทั้งสิ้น แต่ผมเสนอมาเพื่อเป็นความเห็นสำหรับจะได้วินิจฉัยกันได้ต่อไปในโอกาสอันควรในเรื่องสำคัญนี้

นี่ผมเลยเวลามาตามที่ได้สัญญาไว้กับท่านผู้ประสานงานเป็นอันมาก ก็เป็นเช่นนี้แหละครับ ผู้ชายนี่ถ้าหากปล่อยให้พูดบางทีก็พูดมากกว่าผู้หญิงเสียอีก เพราะฉะนั้นโอกาสต่อไปที่ท่านจะแสดงว่าผู้หญิงพูดได้มากกว่าผู้ชาย

ผู้ประสานงาน: ต่อไปนี้เป็นการสนทนา ดิฉันคิดว่าเชิญท่านอาจารย์นั่งคุยกันดีกว่านะคะ แล้วขอเชิญท่านที่สนใจ ใครจะซักถามเรื่องอะไรก็ขอเชิญเลยค่ะ เพื่อประหยัดเวลา

ผู้ซักถาม: เมื่อกี้ท่านอาจารย์บอกว่า ควรจะให้พวกผู้หญิงเรานี้บังคับให้ผู้ชายทำงาน ดิฉันอยากเรียนถามว่า จะทำอย่างไรจึงจะบังคับให้ทำงานได้ เพราะเดี๋ยวนี้ท่านก็บอกอยู่แล้วว่า มีสถิติอยู่ระหว่างคนมั่งมีกับคนชั้นกรรมกรที่มักจะเอาเปรียบผู้หญิง

นายป๋วย: อันนี้ไม่ได้เตรียมตัวมาตอบครับ และก็ไม่มีความสามารถที่จะตอบได้ จะมีท่านผู้ใดให้ความคิดในเรื่องนี้ได้ไหมครับ

ผู้ซักถาม: ความจริงดิฉันอยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ป๋วยมากกว่า แต่ว่ามีพรรคพวกมาเรียนถามท่านแล้ว ท่านยอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้ก็เสียใจนิดหน่อยนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าที่ผู้หญิงเราจะขอให้ผู้ชายทำงานนี้จะบังคับน่ะไม่สำเร็จหรอก เหตุผลนั้น คุณป๋วยอาจจะอธิบายก็ได้ ดิฉันว่าต้องใช้วิธีอ้อนวอน ไม่ทราบว่าพูดอย่างนี้แล้ว คุณป๋วยจะตอบอะไรต่อไหม ใช้อ้อนวอนค่ะ บังคับไม่สำเร็จ

นายป๋วย: ปี่พาทย์ไม้นวมก็มี ไม้แข็งก็มี แล้วแต่จะชอบ บางคนอ้อนวอนอาจสำเร็จ บางคนอาจไม่ก็ได้ แต่นี่ผมเป็นผู้ชายก็ไม่รู้ตัวเอง เพราะฉะนั้นผมอยากเสนอว่าเป็นเรื่องที่กลุ่มสตรีจะนำไปวินิจฉัยกันต่อไป

ผู้ซักถาม: อยากพูดว่าเวลานี้ดิฉันมีเพื่อนที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ เขาก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่า เหตุไฉนผู้ชายจึงทำงานน้อยกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในครอบครัว นับตั้งแต่การอบรมมา มีลูกออกมานี่ เคี่ยวเข็ญลูกผู้หญิงมากกว่าลูกผู้ชาย แล้วเวลานี้ที่ท่านอาจารย์ป๋วยมาพูดว่าอยากจะให้สตรีนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ดิฉันคิดว่าสตรีเราได้พยายามช่วยส่งเสริมอยู่แล้ว แต่ทว่าเหตุไฉนเราจะให้สุภาพบุรุษหรือบุรุษทั้งหลายช่วยกันประคับประคองเศรษฐกิจของชาติ คือเวลานี้ผู้ชายเท่าที่ดิฉันสังเกตโดยเฉพาะในชั้นกรรมกรยังมีอย่างที่คุณป๋วยว่า คือ แกพยายามที่จะหาความ
สำราญทั้งๆ ที่มีความลำบากยากแค้นแต่ก็พยายามละทิ้งครอบครัว และพยายามที่จะหาเหตุอย่างอื่นมาบรรเทาความคับแค้น ดิฉันคิดว่านั่นแหละเป็นการทำลายน้ำใจสตรีแล้ว ดิฉันคิดว่าทำให้ฝ่ายบุรุษเริ่มมีบทบาทที่จะจัดตั้งกลุ่มเพื่อช่วยกันประคับประคองแม้จะไม่ประคับประคองน้ำใจสตรี ก็ให้ช่วยกันประคับประคองเศรษฐกิจของครอบครัวและเศรษฐกิจของชาติ

นายป๋วย: ขอบคุณครับ ผมเห็นด้วย แต่ทว่าขอเตือนนิดหนึ่งว่า บางทีผู้ชายจับกลุ่มกันแล้วไม่ใช่นินทาสโมสรอย่างเดียวนะครับ แม่โขงขายดีด้วย

ผู้ซักถาม: ขอประทานโทษ ยังติดใจมาก ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นปัญหาเศรษฐศาสตร์ อยากจะขอฝากท่านคณบดีได้ช่วยนำไปคิด solve problem อันนี้ด้วย เพราะเวลานี้สภาสังคมสงเคราะห์ได้รับฟังปัญหาครอบครัวไว้ตั้ง ๙๐% เกิดจากสามีหรือหัวหน้าครอบครัวทิ้งครอบครัวทั้งสิ้น จนฟังไม่หวาดไม่ไหว และไม่ทราบว่าจะหาเงินก้อนไหนไปช่วยได้ รับฟังอยู่แทบทุกวัน และวันละหลายๆ รายเหลือเกิน

นายป๋วย: ครับ เห็นด้วย เป็นเช่นนั้นจริงๆ และเป็นปัญหาที่น่าจะคิดแก้ไขแน่

ผู้ซักถาม: เผอิญท่านผู้ถามผู้หนึ่งเอ่ยถึงเรื่องงานสวัสดิการครอบครัวสังคมสงเคราะห์ ดิฉันก็ใคร่จะขอเรียนให้ทราบว่า สภาพการณ์นี้เป็นอย่างไร คือ ครอบครัวหรือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน มาขอความช่วยเหลือสภาสังคมสงเคราะห์อย่างที่ท่านพูดเมื่อกี้ว่า มี ๙๐% ทิ้งครอบครัวไป เหลือผู้หญิงกับลูก งานที่เราช่วยเหลือไปก็สอบสวนเห็นว่าต้องช่วยแน่แล้ว ถ้าไม่ช่วยก็ต้องอดอยาก เราก็ต้องพิจารณาให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำไป ส่วนมากก็คือ ให้เงินไปประกอบอาชีพ เราได้พิจารณาว่าอาชีพนี้เหมาะสมหรือยังกับประเภทหรือตัวประกอบอาชีพนี้ พิจารณาทุกด้าน แต่ดิฉันใคร่จะเรียนถามว่า การให้เงิน สมมุติว่า ๙๐% ของ
ผู้ที่จะมาขอความช่วยเหลือไปประกอบอาชีพนั้น ถูกต้องตามหลักเศรษฐกิจหรือไม่คะ

นายป๋วย: ผมก็ไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์ แต่เท่าที่ผมเห็นมา การช่วยเหลือด้วยเงินเฉยๆ บางกรณีกลับจะเป็นการให้โทษมากกว่าทำคุณใช่ไหม ถ้าหากว่าไม่มีการติดตามแนะนำให้ใช้เงินไปในทางที่ชอบ แต่ถ้าหากว่าช่วยเหลือเงินแล้วให้เขาหาช่องทางหากินได้ ผมว่าจะเป็นประโยชน์แก่เขามากกว่า

มีเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าทางราชการอาจลืมคิดไปคือ ถ้าเรายังยอมให้หาบเร่อยู่ในท้องถนนที่สมควรบางแห่งก็จะเป็นช่องทางที่นัก
สังคมสงเคราะห์จะช่วยเหลือพวกผู้หญิงที่ยากจนให้ช่วยเหลือตัวเองได้ กล่าวคือ มีเงินแต่เพียงเล็กน้อยแล้ว ก็ให้เขาหากินโดยหาบเร่ไปตามตรอกตามซอย เดี๋ยวนี้ได้ทราบว่า ถึงเขาจะไปหาบเร่ตามตรอกซอยก็ถูกตำรวจจับ ผมเห็นว่าควรจะช่วยให้คนจนเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่ถูกสามีทิ้ง ไปหาบเร่หากิน แกพาลูกของแกไปได้ด้วย ใส่ตะกร้าหาบไปด้วยได้ หรือว่าลูกโตก็ยังเดินตามออกไปได้ หรือไปฝากไว้ยังบ้านอื่น ผมคิดว่าไม่สะดวก ผมยังคิดถึงว่า อย่างที่ถามว่าถูกหลักเศรษฐกิจหรือไม่ ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาว่า ในบางกรณีนั้นนักเศรษฐกิจเป็นนักสังคมที่เลว คือ หมายความว่าไม่ได้ดูในด้านสังคมให้รอบคอบ ไปคิดแต่ในด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวนั้นไม่ได้

แต่สรุปแล้วก็รู้สึกว่าเราน่าจะหาวิธีอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะเป็น
การบำบัดทุกข์และบำรุงทางหากินให้เขา สำหรับผู้ที่ตกยากนี้ อันนี้น่าที่จะวิจัย ผมอยากจะวิจัยสภาพของประเทศไทยนี้ว่า เราจะทำได้อย่างไร นอกจากหาบเร่แล้วยังมีอย่างอื่นอีกไหมในลักษณะเดียวกัน

ผู้ซักถาม: ดิฉันรับฝากมาให้ช่วยถามให้ด้วยว่า ดิฉันไม่ทราบว่าปัญหานี้ท่านอาจารย์จะตอบได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ ดิฉันรับปากเขามาแล้วก็ลองถามดู ตอบได้ก็ตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็แล้วแต่ท่าน เขาให้ดิฉันเรียนถามว่า ทำอย่างไรหมูถึงจะถูกลงได้คะ

นายป๋วย: ตอบคงตอบได้ แต่ทว่าตอบสั้นๆ ตอบยาก และตอบชนิดที่จะให้ปลอดภัยก็ตอบยากเช่นเดียวกัน เอาอย่างนี้ดีกว่าครับตามหลักเศรษฐกิจ ถ้าหากว่าเรามีหมูมากขึ้น หมูก็คงจะถูกลง แต่ทว่าที่จะให้หมูมากขึ้นก็ต้องให้คนที่เขาขาย คนที่เขาเลี้ยงหมู ได้รับราคาดีพอสมควร นี่เป็นข้อที่สำคัญ และยิ่งมีราคาดี เขาก็ยิ่งจะผลิตหมูได้มากขึ้น เท่าที่เป็นมาแต่ก่อนนั้น ราคาของหมูเป็นต่ำ แต่ราคาของเนื้อหมูที่เราซื้อรับประทานนั้นสูง ถ้าเป็นเช่นนี้หมูก็ต้องแพงเป็นเวลานาน ช่องต่างระหว่างหมูเป็นกับราคาเนื้อหมูควรให้แคบที่สุดจึงจะดี ที่จะแคบได้นั้น ถ้าหากว่าพิจารณาแล้วเห็นเป็นเพราะเรื่องอภิสิทธิ์ก็ควรแก้ไขในเรื่องอภิสิทธิ์จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง มีคนที่ผมรู้จักหลายคนที่เขาเลิกเลี้ยงหมูไปตั้งแต่สมัย ๒ミ๓ ปีที่แล้ว เขาบอกว่า ถ้าหากว่าเมื่อไรทางราชการไม่เกี่ยวข้องมากนัก เขาก็จะเลี้ยงหมูอีก เวลานี้อย่ามาสัญญิงสัญญากันเลยว่าจะราคาเท่านั้นเท่านี้เขาไม่เชื่อ ขาดทุนไปตามๆ กัน อย่าว่าแต่หมูเลย ไข่ไก่ ไข่เป็ด และเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องก็เหมือนกัน

ผู้ซักถาม: เมื่อตอนท่านบรรยายได้พูดถึงเรื่องการลงทุนที่จะช่วยเศรษฐกิจในเรื่องการศึกษา เดี๋ยวนี้ท่านก็มาเป็นนักการศึกษาชั้นนำของประเทศแล้ว ดิฉันก็อยากจะเรียนถามถึงในเรื่องนี้ต่อ คือ ที่ท่านได้พูดเอาไว้ว่า ในครอบครัวของเรายังไม่ได้ให้ความสนใจเพียงพอในเรื่องการศึกษาของบุตรหลานหรือเด็กในปกครองนั้น รู้สึกว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อเท็จจริงจริงๆ เพราะสังเกตได้ว่า อย่างในครอบครัวอาจจะคุณพ่อ อาจใช้เงินรับประทานแม่โขง หรือเล่นบริดจ์ หรือโอ๊กอย่างแพงๆ หรือไปดูภาพยนตร์สัปดาห์ละหลายๆ ครั้ง แต่ทว่าถ้าซื้อหนังสือให้ลูกนี่เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญเหลือเกิน ว่าหนังสือก็แพงไป อะไรต่ออะไรต่างๆ นี่แหละ ท่านคิดว่าจะมีทางแก้ไขในเรื่องนี้ได้อย่างไร คือจริงอยู่เราคิดว่าจะต้องแก้ที่ตัวของพ่อบ้านแม่บ้าน ที่พูดอย่างนี้นั้นง่าย แต่ทำอย่างไรถึงจะแก้ทัศนคติของพ่อแม่ในเรื่องนี้ได้ เรื่องนี้รู้สึกว่าจะได้มีการวิจัยอะไรกันมา แต่เมื่อวิจัยแล้วก็ไม่เห็นเกิดผลอะไรในแง่ปฏิบัตินั่นเรื่องหนึ่ง

ดิฉันขอเรียนถามอีกข้อหนึ่ง ที่บอกว่าตอนนี้เราตั้งจอหงวนน้อยลงแล้วนะ และไม่ต้องการให้คนเรียนแค่หนังสือนั้นน่ะ ทฤษฎีในการศึกษาก็พูดถึงเรื่องนี้มาหลายสิบปีแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติของบิดามารดาและผู้ปกครองเช่นเดียวกัน คิดว่าจะแก้ไขในเรื่องนี้ได้อย่างไร ดิฉันขอเรียนถามเท่านี้

นายป๋วย: ทางแก้ปัญหาทั้ง ๒ ข้อนี้มีได้ ๒ ทาง ทางหนึ่งคือ ปล่อยไปตามยถากรรม คือธรรมชาติแก้ปัญหาของตนเองได้ ตามหลัก de-
mand-supply ของนักเศรษฐศาสตร์ แต่วิธีนี้ต้องกินเวลานาน อีกทางหนึ่งนั้นเป็นการชักจูงกันทำตัวอย่างที่ดีให้กันดู เฉพาะอย่างยิ่งผู้ใหญ่ในวงราชการทำตัวอย่างให้ผู้อื่นเห็นอาจจะช่วยได้เร็วขึ้น แต่ทว่าทำอย่างไรถึงจะไปสั่งสอนผู้ใหญ่ได้นั้นลำบากแท้

สำหรับในเรื่องข้อ ๒ ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้ปกครองนักเรียนหันเข้ามาสนใจกับการศึกษาอาชีวะมากขึ้นนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการจะมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีวิทยุของกระทรวงศึกษาธิการ คือ ถ้าหากตกลงใจว่าอะไรดีแล้ว กล้าพูดกล้าแสดงความจริงแก่ผู้ปกครองคงจะได้ผล เช่น เด็กบางคนไม่ควรไปเรียนมหาวิทยาลัย เพราะความสามารถเขาไม่มีทางนั้น ควรเรียนฝีมือดีกว่า ก็น่าจะชักจูงให้เข้าใจ การที่เด็กต่างคนต่างมีความสามารถแตกต่างกันไปนั้น เป็นของธรรมดา แม้แต่เด็กในครอบครัวเดียวกันบางคนก็ปราดเปรื่อง บางคนก็ไปไม่รอด มัธยมก็ยังสอบแทบไม่ไหว อย่างนี้แหละถ้าเราได้ย้ำๆ กันไว้แล้ว ทางราชการก็จะต้องช่วยกันหลายๆ ด้าน ไม่ใช่แต่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการก็พยายามที่จะตั้งโครงการซึ่งกำลังพยายามที่จะตั้งอยู่คือโครงการศึกษาทางด้านอาชีวะให้ดี แล้วทางราชการอื่นๆ ก็พยายามที่จะสนับสนุนให้นักเรียนที่สำเร็จอาชีวศึกษานั้นทำงานได้ อย่างนี้ล่ะก็ ผมคิดว่าจะสำเร็จได้เร็วขึ้น เร็วกว่าที่จะปล่อยไปตามยถากรรม แต่นี่จะถูกผิดแล้วแต่จะโปรดพิจารณา

ผู้ซักถาม: อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า เมื่อกี้นี้ท่านอาจารย์บอกให้พวกเราพยายามส่งเสริมทางด้านการเกษตรด้วย ทีนี้ดิฉันเห็นว่า ผลผลิตที่ได้จากการเกษตรนี้รู้สึกว่าราคาต่ำ ถ้าหากเราไปส่งเสริมอย่างนั้นแล้วเศรษฐกิจจะหมุนเวียนดีขึ้นหรือ เป็นต้นว่าทำนา เราส่งเสริมการทำนามากขึ้นแต่ผลปรากฏว่า การทำนาครั้งที่ ๒ นี้ รายได้ต่อไร่ของเขากลับตกลงไป เพราะฉะนั้นอันนี้ดิฉันมามองดูแล้วเห็นว่าน่าที่จะส่งเสริมทางด้านอุตสาหกรรมให้มากขึ้นกว่านี้ นี่ความคิดเห็นของดิฉันเองนะคะ อยากจะเรียนถามความเห็นของอาจารย์ว่าเห็นอย่างไร

นายป๋วย: จริงครับ ที่ว่าถ้าหากเราทำนาปีละ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๒ นี้ถ้าหากว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ส่งสูบน้ำไปช่วย หรืออะไรๆ เหล่านี้ ผลก็จะลดลง แต่ที่ผมเสนอนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำนา ๒ ครั้งเสมอไป บางทีอาจจะทำเพียงครั้งเดียว แล้วพยายามใช้วิธีที่ดีก็อาจจะได้ผลดีกว่าปัจจุบันนี้ ไหนๆ พูดเรื่องเกษตรในตอนต้นนี้ ผมอยากจะเรียนว่าความคิดของผมเองนั้นมีดังต่อไปนี้ คือ เรื่องยืดยาว

ทุกวันนี้ชาวนาที่ทำนาแล้วได้ข้าวมานั้นได้เงินน้อย เพราะเหตุว่ารัฐบาลมีนโยบายว่าจะส่งข้าวออกไปต่างประเทศมากก็จริง แต่ทว่าต้องการให้ข้าวภายในประเทศนี้ราคาต่ำ ถ้าหากว่าราคาสูงขึ้น รัฐบาลหวั่นไหว ทีนี้ในการที่ชาวนาได้เงินจากการทำนาน้อย ก็ไม่มีจิตใจที่ไปส่งเสริมให้ทำการชลประทาน หรือการใส่ปุ๋ย หรือจะไปใช้เครื่องจักร ไม่มีข้อชักจูง (incentive) ที่จะทำให้มากนัก ถ้าเป็นเช่นนี้รัฐบาลจะต้องเอาเงินรัฐบาลที่ได้ไปจากค่าพรีเมียมข้าวนี้เอามาช่วยเขา นี่ความคิดของผม ผมคิดว่าควรจะช่วยในทางที่จะให้เงินอุดหนุนในเรื่องปุ๋ย ปุ๋ยเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาดิน

ในประเด็นเรื่องการทำนาปีละ ๒ ครั้งนั้น ใจของผมเองรู้สึกว่าในประเทศไทยที่ดินที่เหมาะสำหรับทำนา ๒ ครั้งมีน้อย อาจมีบางแห่งที่ทำได้ แต่ทว่าส่วนมากทำไม่ได้ ถ้าทำนาปีละ ๒ ครั้งไม่ได้แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำอะไร ผมเห็นว่า ควรจะทำพืชไร่ชนิดที่ใช้น้ำน้อย

คำถามของท่านผู้ถามมีว่าไม่น่าจะไปส่งเสริมการอุตสาหกรรมหรือ ผมเห็นว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมนั้น น่าส่งเสริมจริง แต่ช่วยคนได้เป็นส่วนน้อย ไม่เห็นทันตาหรอก ความเห็นของผมนั้นทำทั้ง ๓ อย่าง คือ (๑) ส่งเสริมเกษตร (๒) ส่งเสริมอุตสาหกรรม และ (๓) ส่งเสริมเกษตรและส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมและส่งเสริมเกษตรอย่างที่ว่าตอนหลังนี้ หรือปลูกฝ้าย หรือปลูกละหุ่ง หรือปลูกพืชอื่นๆ แต่ไม่มีตลาดหรือไม่มีโรงงานที่จะรับซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ การเกษตรก็ไม่เจริญเพราะขายไม่ออก เพราะฉะนั้นน่าที่จะตั้งโรงงานสำหรับที่จะใช้วัตถุดิบที่เราทำในนี้เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวนาดู ชาวไร่ชาวนา ประชาชน พ่อค้า ดู แล้วก็นั่นแหละครับที่จะทำให้เกิดเป็นผลที่จะได้ประโยชน์ทางด้านเกษตรและอุตสาหกรรม ตัวอย่างที่สำคัญก็คือเรื่องน้ำมันมะพร้าว ประเทศไทยเรานี้ยังต้องสั่งมะพร้าวแห้งเข้ามาเพื่อทำสบู่ ผมว่าเราน่าที่จะส่งเสริมการปลูกมะพร้าวโดยการตั้งโรงงานมะพร้าวแห้งด้วย

ผู้ซักถาม: ที่ท่านอาจารย์ตอบคำถามของท่านผู้ถามเมื่อกี้ว่า เรายังจำเป็นจะต้องส่งเสริมการเกษตรให้มากขึ้น เพราะพลเมืองส่วนใหญ่ใช้อาชีพเกษตรแต่ขณะเดียวกันก็ควรจะส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งไปหนุนผลิตผลทางเกษตร ทีนี้ปัญหาระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่ออันนี้แล้วเรามีกสิกร ชาวไร่ มากเหลือเกิน ซึ่งก็มีรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในการครองชีพให้สมกับสถานะที่เป็นมนุษย์นี้อีกมากเหลือเกิน ทีนี้มีบางคนมีความคิดว่าในขณะซึ่งการพัฒนาเกษตรเพื่อให้ผลิตผลการเกษตรไปพัฒนาการอุตสาหกรรมนี้น่ะ มันมีช่องโหว่อยู่ อันนี้จะแก้ที่อะไร มีบางคนมองอย่างสมถะ ก็บอกว่าต้องใช้วิธีการอุตสาหกรรมในครัวเรือนเข้าช่วย ต้องส่งเสริมให้มีหัตถกรรมอยู่บ้าง เพื่ออย่างน้อยก็ให้เป็น non-farm income แก่ชาวกสิกรของเรา แต่บางคนก็มีการหัวเราะมากเหลือเกินว่า มันจะทันกินอะไรกับสินค้าอุตสาหกรรมที่ไหลบ่าเข้ามา ถูกกว่า ดีกว่า สวยกว่า ทนกว่า จึงอยากจะขอเรียนว่าสภาพบ้านเมืองของเราขณะนี้ ผู้ซึ่งทำงานอย่างนั้น ถ้าหากว่าได้รับการมองว่าเป็นสมถะ หรือคิดสั้น หรือคิดเป็นเด็กนี่ อยากจะถามความเห็นของท่านผู้เป็นคณบดีเศรษฐศาสตร์นี้ว่า ใครจะหัวเราะใคร หรือว่าใครคนที่ทำนั้นสมถะ ควรจะเลิกราเข้าโรงไปดีไหม

นายป๋วย: ผมเองคิดว่าการส่งเสริมอาชีพน่าจะทำกันทุกด้าน รวมทั้งอุตสาหกรรมในครัวเรือนด้วย อย่างไรก็ตาม ผมได้หลักการข้อหนึ่งว่าคนไทยรวมทั้งชาวนาคนที่มีความคิดริเริ่มดีพอใช้ ขอแต่รัฐบาลให้ความสะดวกแก่เขาทั้งในด้านขนส่ง ถนน ชลประทาน ฯลฯ เขาก็จะหาวิธีของเขาได้ทั้งในด้านเกษตรและอุตสาหกรรม

จะเห็นได้อย่างชัดทีเดียวคือ ถนนมิตรภาพ ผู้ที่คิดค้นถนนมิตรภาพนั้น ความจริงมิได้เฉลียวใจถึงการผลิตข้าวโพด แต่พอเสร็จแล้วก็เกิดผลดีทางข้าวโพดขึ้นมา เพราะชาวนาแกฉลาดพอ ผมยังเชื่อมั่นอยู่เหลือเกินว่า การคมนาคมและความสะดวกในทางอื่นเป็นสิ่งที่ช่วยเศรษฐกิจในทางอ้อม และเห็นทันตาด้วย และช่วยในทางที่ดี

ประธานกลุ่ม: ดิฉันขอขอบพระคุณท่านคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้สละเวลามาให้ความกรุณาแนะนำเรื่องเศรษฐกิจกับพวกเรา ดิฉันหวังว่าพวกดิฉันทุกคนคงจะได้นำไปปฏิบัติสนองเจตนาดีของท่าน และเพื่อให้การปฏิบัติเป็น โดยถูกต้อง กลุ่มจะได้จัดพิมพ์คำบรรยายส่งไปยังสมาชิกโดยทั่วถึง ดิฉันขอขอบพระคุณท่านคณบดีอีกครั้ง และขอขอบพระคุณท่านนายก ท่านกรรมการ ท่านสมาชิกของสมาคมพ่อค้าไทย ที่ได้กรุณาให้อาศัยสถานที่นี้ และได้กรุณาให้ดิฉันเป็นเจ้าของบ้านในที่นี้ ขอขอบพระคุณมากค่ะ

นายป๋วย: ขอบคุณ