ปาฐกถาเรื่องการศึกษา

ปาฐกถาเรื่องการศึกษา

ปาฐกถาชมรมการศึกษา แสดง ณ โรงแรมแมเจสติค
เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๐

 

 

 

ท่านผู้เป็นประธาน ท่านสุภาพสตรี และท่านสุภาพบุรุษที่เคารพ

ก่อนอื่น ผมใคร่จะขอบคุณชมรมการศึกษาที่ให้เกียรติแก่ผมมาพูดในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดในครั้งนี้ เป็นการพูดต่อจากรัฐมนตรีศึกษาธิการที่ได้มาพูดไว้แล้ว ผมรู้สึกว่าการเดินตามรอยท่านผู้ใหญ่คงจะไม่เป็นบาปนัก ข้อต่อไปคือผมรู้สึกเป็นเกียรติและขอบพระคุณอาจารย์ชอบ ประพันธ์เนติวุฒิ ที่ได้กล่าวถึงประวัติของผม และในตอนสุดท้ายท่านยังให้ศีลให้พรให้มีความรับผิดชอบและภาระต่อไป แต่ใคร่จะขอกราบเรียนความในใจว่า ตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบใดๆ นั้นผมรับได้ทั้งสิ้น เว้นแต่ตำแหน่งการเมือง ซึ่งผมไม่ขอรับจนกว่าจะอีกสัก ๑๐ ปี ให้ลูกโตสักหน่อย จะรับอะไรก็เห็นจะไม่เป็นไร แต่ว่าได้สาบานเอาไว้ว่าไม่ขอรับตำแหน่งการเมือง จนกว่าผมจะครบเกษียณอายุในราชการ

เรื่องที่ผมได้พยายามเลือกมาเรียนท่านสมาชิกและท่านแขกผู้มีเกียรติของชุมนุมการศึกษาในวันนี้ แบ่งได้ออกเป็น ๒ เรื่องด้วยกัน คือ

เรื่องที่ ๑ ผมใคร่เล่าเรื่องว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ในปี ๒๕๑๐ คือเดือนที่แล้วมานั้น ผมได้รับเชิญไปประชุมเรื่องการศึกษานานาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา และผลของการประชุมนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผมใคร่จะนำมาเรียนในที่นี้ เรื่องที่ไปประชุมนั้นยังไม่ปรากฏในหนังสือพิมพ์มากมายนัก แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ของสหรัฐอเมริกาก็ให้ความสนใจแต่เพียงเล็กน้อย แต่ผมรู้สึกว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากและแท้จริง ผมตั้งใจว่าจะทำรายงานเสนอต่อสภาการศึกษาแห่งชาติ และทำรายงานเสนอต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังหาเวลาเขียนไม่ได้ ก็จึงได้แต่เฉพาะเค้าโครงมาเรียนในวันนี้ และเมื่อผมได้เล่าเรื่องนี้จบไปแล้ว ก็คิดว่าจะเสนอข้อคิดบางประการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจของโรงเรียนราษฎร์ในประเทศไทย ซึ่งคงจะไม่เป็นเรื่องที่ผาดโผนจนเกินไปนัก แต่คงจะแสดงทัศนะของนักเศรษฐกิจอยู่บ้าง เท่าที่เกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนราษฎร์

“การประชุมนานาชาติว่าด้วยการศึกษา” ในวันที่ ๑๕–๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ นั้นมีอนุสนธิเนื่องมาจากครูเก่าคนหนึ่ง คือประธา-
นาธิบดีจอห์นสันแห่งสหรัฐอเมริกา เกิดความคิดว่าการช่วยเหลือเศรษฐกิจทั่วโลก การช่วยเหลือทางทหารทั่วโลกนั้น ไม่เหมือนการช่วยเหลือการศึกษาทั่วโลก ซึ่งสหรัฐอเมริกาอาจจะกระทำได้ เพราะเหตุว่าเรื่องเศรษฐกิจกับเรื่องการทหารหรือเรื่องอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่เมื่อเสร็จแล้วก็เสร็จไป แต่การช่วยเหลือการศึกษาและการสาธารณสุขนั้น จะเป็นผลที่ให้เกิดมีผลดียืนนาน ฉะนั้นท่านทั้งหลายคงจะจำได้ว่าประธานาธิบดีจอห์นสันได้พูดไว้หลายครั้งที่ในสหรัฐอเมริกาและที่อื่น จนกระทั่งเมื่อประมาณเดือนตุลาคมหรือเดือนพฤศจิกายนที่แล้วที่ประธานาธิบดีจอห์นสันมาเยือนประเทศไทย ก็ได้ลงนามในกฎหมายว่าด้วยการศึกษานานาชาติ (International Education) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คำพูดของประธานาธิบดีจอห์นสันนั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ที่ผมจะนำมาเล่าโดยสังเขปนั้น ก็จะเล่าจากสาส์นที่ส่งไปยังรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับที่ได้ลงนามที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาส์นนั้นระบุความมุ่งหมายของประธานาธิบดีจอห์นสันไว้ ๔ ประการด้วยกันคือ

ความมุ่งหมายประการที่ ๑ สหรัฐอเมริกาต้องการที่จะทำให้ความสามารถของสหรัฐอเมริกาในการร่วมมือทางการศึกษากับต่างประเทศมีสมรรถภาพดียิ่งขึ้น ความสามารถในการที่ร่วมมือในทางการศึกษากับต่างประเทศข้อนี้หมายถึงความพยายามที่จะให้คนอเมริกันตลอดจนโรงเรียนและนักศึกษาอเมริกัน เข้าใจในปัญหาทางการศึกษาและเข้าใจในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาของทั่วโลก

ความมุ่งหมายประการที่ ๒ ได้แก่ความพยายามที่จะให้มีการแลกเปลี่ยนทั้งนักเรียนและครูระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่นๆ ข้อนี้ผมคิดว่าแจ่มแจ้งดีพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องขยายความ

ส่วนความมุ่งหมายประการที่ ๓ และประการที่ ๔ นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศจริงๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับประเทศด้อยการศึกษาอย่างเรา

ความมุ่งหมายประการที่ ๓ ได้แก่ความพยายามที่จะช่วยให้ประเทศที่ด้อยพัฒนาสามารถก้าวหน้าในทางการศึกษาได้ ข้อนี้ประธานาธิบดีจอห์นสันแยกออกมาเป็น ๕ หัวข้อคือ

(๑) พยายามที่จะช่วยเหลือ ให้เงินและให้วัตถุทางการศึกษาแก่ประเทศที่ด้อยพัฒนามากยิ่งขึ้น

(๒) พยายามที่จะหาวิธีการใหม่ (New Technique) สำหรับที่จะให้ประเทศต่างๆ ได้รับความช่วยเหลือในการที่จะส่งเสริมให้คนอ่านออกเขียนได้ และมีความรู้ในด้านพื้นฐาน

(๓) ต้องการที่จะให้มี Summer Teacher Corps คือ หมายความว่ามีครูในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเป็นอาสาสมัครออกมาช่วยเหลือประเทศต่างๆ

(๔) ได้แก่การที่จะช่วยเหลือให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น

(๕) พยายามที่จะตั้งมูลนิธิร่วมกันกับประเทศต่างๆ เพื่อที่จะส่งเสริมการศึกษา

นี้เป็น ๕ หัวข้อซึ่งอยู่ภายใต้ความมุ่งหมายประการที่ ๓ คือการช่วยเหลือทางด้านการศึกษาแก่ประเทศที่ด้อยพัฒนาทั้งหลาย

ความมุ่งหมายประการที่ ๔ ประธานาธิบดีจอห์นสันว่าต้องการที่จะสร้างสะพานใหม่สำหรับให้มีความเข้าใจกันได้ดียิ่งขึ้นระหว่างประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ หัวข้อ ได้แก่

(๑) พยายามที่จะให้มีการประชุมระหว่างผู้นำและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการศึกษาต่างๆ ระหว่างประเทศ

(๒) พยายามให้มีการนำเอาหนังสือและอุปกรณ์การศึกษาต่างๆ ระบายจากที่มีความมั่งคั่งไปสู่ประเทศที่ไม่มั่งคั่ง

(๓) พยายามที่จะสนับสนุนให้โรงเรียนและวิทยาลัย ซึ่งอเมริกันไปตั้งในต่างประเทศนั้นให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

(๔) พยายามที่จะส่งเสริมให้ผู้นำทางด้านการศึกษาของประเทศต่างๆ มีโอกาสที่จะไปศึกษาเป็นพิเศษ (Special Program) ในสหรัฐ-
อเมริกาเป็นครั้งคราว

นี่เป็นข้อที่ประธานาธิบดีจอห์นสันเสนอ เกี่ยวกับความมุ่งหมายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และนโยบายในการที่จะทำให้เกิดการศึกษาระหว่างประเทศ ทำให้เกิดความเจริญระหว่างประเทศในเรื่องการศึกษาขึ้น

เมื่อประธานาธิบดีเสนอร่างพระราชบัญญัติไปแล้ว ก็ได้สั่งบุคคล ๒ ท่านให้จัดการดำเนินงาน ความจริงคำสั่งนั้นมีอยู่หลายคำสั่งด้วยกัน แต่เท่าที่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังนี้ คือ สั่งให้รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข การศึกษาและสวัสดิภาพ คือ Health, Education and Welfare แห่งสหรัฐอเมริกา จัดการให้มีการประชุมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการศึกษาในเดือนตุลาคม ๒๕๑๐ นี้ คะเนว่าจะเชิญบุคคลที่เป็นชั้นกำกับการศึกษาทั่วโลกระหว่าง ๒๐๐–๒๕๐ คนไปประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาของการศึกษาดังที่ผมได้เรียนเมื่อกี้นี้แล้ว นอกจากนั้นประธานาธิบดียังได้สั่งให้อธิการบดีของมหา-
วิทยาลัยคอร์แนล คือ Dr.James Perkins จัดการวางแผนสำหรับการประชุมครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคมให้มีระเบียบวาระและมีเอกสารสำหรับที่จะพิจารณาหาเนื้อเรื่อง วางแผน หาเค้าโครงที่จะเจรจากันในเดือนตุลาคมนั้น อธิการบดีเพอกิ้นส์ แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล ก็ได้เป็นผู้รับจัดการ โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นรายบุคคลประมาณ ๓๐ คนทั่วโลกไปประชุมที่วิลเลียมสเบอร์ก เวอร์จิเนีย กำหนดไว้วันที่ ๑๕–๑๘ กุมภาพันธ์ที่แล้วมา การเชิญนั้นได้เชิญถึง ๓๐ คนและเชิญตลอดไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญการศึกษาของโซเวียตด้วย แต่เผอิญโซเวียตไม่ได้ไป ที่ไปจริงๆ มีอยู่ประมาณ ๒๘ คน ที่ผมเรียกว่าประมาณเพราะเหตุว่าบางคนก็เข้าๆ ออกๆ แต่สรุปแล้วก็มีระหว่าง ๒๖–๒๘ คน เป็นผู้นำในการศึกษาซึ่งรู้จักรัฐมนตรีและรู้จักปลัดกระทรวงของเราหลายท่านด้วยกัน เป็นชนชาติสหรัฐอเมริกา ๑๒ คน นอกนั้นเป็นชาติอื่นๆ ยุโรปมีอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน มีแอฟริกาไป ๒ ท่าน
คืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยกานาและอธิการบดีของ University
College ของไนโรบี สำหรับเอเชียนั้นได้รับเชิญไป ๕ คน แต่มีไปเพียง ๔ คน โปรเฟสเซอร์ซูเรค เป็นศาสตราจารย์อาวุโสทางประวัติศาสตร์ของเลบานอน ดร.โคทารี่ ชาวอินเดีย ซึ่งเป็นประธานของ University Grant Committee และเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นศาสตราจารย์สอนวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเดลี ศาสตราจารย์ลี ชง มิน ซึ่งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยจีนในฮ่องกง และผม (ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์) ได้รับเชิญในฐานะเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การประชุมก็อย่างที่เรารู้ๆ กัน ถ้าฝรั่งเขาจัดแล้วเขาจ่ายเงินค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง อะไรต่างๆ รวมทั้งเลี้ยงหลายมื้อหลายยามด้วยกัน มีทั้งกลางวันและกลางคืน และแม้แต่จัดอาหารเช้าก็ยังให้มีการประชุมกันเป็นกลุ่มๆ แต่ที่จริงถ้าหากไม่ทำเช่นนั้นก็ทำไม่สำเร็จ เพราะมีเวลาเพียง ๓ วันเท่านั้น เริ่มทีเดียวก็ ๓ ทุ่มวันที่ ๑๕ ไปจบเอาตอนรับประทานอาหารกลางวันวันที่ ๑๘ แล้วออกเดินทางกลับ

เรื่องที่เราได้พูดกันเมื่อเวลาไปเริ่มทีเดียวนั้นก็บอกว่า นี่ประธา-
นาธิบดีจอห์นสันให้เรามาเตรียมบ้าง เราต่างก็พูดกันเป็นคนละอย่างสองอย่าง แต่ผลสุดท้าย สำเร็จรูปออกมาก็รู้สึกว่าได้เป็น theme เป็นหัวเรื่องที่ค่อนข้างจะถูกต้องที่ทุกคนเห็นชอบด้วย หัวเรื่องที่ปรากฏออกมาจากการประชุมเพื่อจัดระเบียบวาระคราวนี้ กล่าวโดยสรุปได้ว่า

(๑) ความวิกฤตหรือความวิบัติในการศึกษาของโลก (World Crisis in Education)

(๒) สมรรถภาพในการลงทุนเพื่อการศึกษา (Education as an efficient investment)

ท่านทั้งหลายอาจจะจำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีมาแล้ว เขามีการประชุมกันในเรื่องการศึกษานั้น ก็เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ว่าการศึกษานี้เราน่าจะเน้นไปทำนองที่ว่า การศึกษาเป็นการลงทุน ไม่ใช่การศึกษาเพื่อการศึกษาแต่อย่างเดียว เป็นการลงทุนซึ่งคาบเกี่ยวไปกับเศรษฐกิจและการสังคมโดยทั่วๆ ไป

เพราะฉะนั้นเมื่อครั้งนั้น Motto ที่เขาให้ไว้ก็คือ Education as an investment แต่คราวนี้ Investment เฉยๆ ไม่พอ ต้องเป็น Efficient คือต้องลงทุนให้มีสมรรถภาพด้วย ผมจะขยายความในหัวข้อที่กล่าวนี้ ซึ่งต่อไปในเดือนตุลาคม เป็นที่คาดว่าจะมีเอกสารเพื่อที่จะเตรียมไว้สำหรับการประชุม

ทำไมเราจึงเรียกกันว่า “เกิดความวิบัติหรือเกิดความวิกฤตในการศึกษาของโลก”

ตั้งแต่ประเทศที่มีการศึกษาดี เช่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ลงมาจนกระทั่งแอฟริกา ต่างคนต่างก็บอกว่ามันเกิด Crisis ขึ้นจริงๆ แล้วทำไมจึงเรียกว่าวิบัติ ทำไมจึงเรียกว่าวิกฤต คำตอบก็คือเพราะเหตุว่าความคาดหวังที่เราอยากได้จากการศึกษานั้นมีอยู่อย่างหนึ่ง แต่ความเป็นจริงที่การศึกษาสัมฤทธิผลออกมานั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง และความคาดหวังกับความเป็นจริงนั้นห่างกันไกล และก็ยิ่งห่างไกลไปทุกที (ผมจะขยายความข้อนี้ต่อไป) แต่นอกจากนี้ก็มีเหตุว่า เหมือนกับทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศที่รวย เมื่อรวยแล้วก็ยิ่งรวยใหญ่ เศรษฐกิจของประเทศที่จน เมื่อจนเริ่มด้วยจนยิ่งจนใหญ่ ความแตกต่างระหว่างประเทศที่รวยกับประเทศที่จนนั้นยิ่งห่างออกไปทุกที สำหรับการศึกษาก็เช่นเดียวกัน ประเทศใดที่มีความก้าวหน้าทางด้านการศึกษาแล้ว ก็ก้าวต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ยังไม่สมกับความคาดหวังที่เขาต้องการ แต่ส่วนประเทศใดที่เกิดด้อยการศึกษาก็ยิ่งด้อย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเหตุใด เรามีความหวังเกี่ยวกับการศึกษาว่าจะช่วยให้ได้ผลดีขึ้น จะช่วยให้บ้านเมืองการสังคมดีขึ้น การพัฒนาดีขึ้น ให้มีการปรับปรุงการพัฒนาคนแต่ละคน หมายถึงเราต้องการให้การศึกษานั้นสามารถช่วยเราพัฒนาประเทศได้ แต่แท้จริงมีความขัดข้องอยู่มาก และสาเหตุของการขัดข้องเกี่ยวกับการศึกษานั้นมี ๒ ประการใหญ่ๆ

ประการที่ ๑ คือ รัฐบุรุษและประเทศต่างๆ ยังไม่กล้าที่จะลงทุนในการศึกษาให้เต็มที่ หรืออีกนัยหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจำเป็นที่จะต้องหาเงินทองมาลงทุนให้มันพอเพียง การลงทุนนั้นยังไม่พอ และ

ประการที่ ๒ ถึงแม้ว่าจะมีการลงทุนมากในบางแห่งก็ตาม การลงทุนนั้นยังไม่มีสมรรถภาพที่ดีพอ

เพราะเหตุใดจึงเรียกว่าไม่มีสมรรถภาพ ที่ประชุมขยายความเป็นหัวข้อที่ ๒ ว่า ทุกวันนี้ระบบการศึกษานั้นควรที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในประเทศ ผมขอเรียนย้ำอีกทีว่า “ระบบการศึกษาไม่ว่าระดับใดทุกๆ ระดับ จำเป็นที่จะต้องมีการประสานกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งประเทศ”

เวลาเขาพูดกันมาอย่างนี้ ผมไปนั่งประชุมอยู่ก็อดนึกขึ้นมาไม่ได้ว่าประเทศไทยเรานี้ เรามี ๔ กระทรวงหรือ ๓ กระทรวงที่จะทำให้ระบบการศึกษาของเราเป็น “ไม่อันหนึ่งอันเดียวกัน”

และนอกจากเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในประเทศแล้ว ระบบการศึกษาในปัจจุบัน จำเป็นที่จะต้องมีการประสานกันระหว่างประเทศด้วย และจำเป็นที่จะต้องประสานงานกันทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียนราษฎร์ หรือโรงเรียนเทคนิคหรือโรงเรียนอย่างใดอย่างหนึ่ง จำเป็นจะต้องพิจารณาร่วมนโยบายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนั้น การศึกษาทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ยังไม่มีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Totality) ด้วย ข้อขัดข้องยังมีอีกประการหนึ่ง การศึกษาซึ่งจำเป็นจะต้องให้บริการแก่สังคมนั้นหมุนเปลี่ยนแปลงไม่ทันสังคม ระบบสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นคำของเซอร์เอริค แอชบี ผู้กำลังจะเป็นอธิการบดีของเคมบริดจ์ ซึ่งไปประชุมด้วย ได้กล่าวไว้ว่า Wave Length ของสังคมนั้นสั้นกว่า Wave Length ของการศึกษา คือหมายความว่าสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ระบบการศึกษากว่าจะเปลี่ยนกันไปทีละรุ่นๆ เปลี่ยนแปลงหลักสูตรอะไรต่างๆ นี้ต้องกินเวลานาน และไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม นี่แหละเป็นข้อที่ทำให้เกิดวิกฤตหรือวิบัติขึ้นแม้แต่ในประเทศที่เจริญ เขาขยายความไว้อย่างนี้ว่า เวลาที่บ้านเมืองสังคมเจริญขึ้นนั้น แทนที่จะส่งผลสะท้อนกลับไปสู่การศึกษาหรืออย่างที่เราเรียกกันว่า Feed Back ผลสะท้อนนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ตามที่ควร นี่เซอร์เอริค แอชบี แกยกตัวอย่างขึ้นมาดังนี้ ประเทศอังกฤษนั้นได้มีผู้คิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข
เครื่องคำนวณ Electronic Computer แล้วก็ได้นำเอามาใช้ในสังคมแล้ว วิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปมาก แต่แทนที่การศึกษาหลักสูตรในมหาวิทยาลัยในอังกฤษ จะได้นำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาในหลักสูตร ทุกวันนี้ได้เพิกเฉยเสีย Programing Technique ซึ่งจำเป็นเหลือเกินที่จะใช้ในสังคมปัจจุบัน ทางด้านอังกฤษยังบกพร่องอยู่ แต่ด้านสหรัฐอเมริกานั้น Programing Technique เอาคอมพิวเตอร์ไปใช้ในโรงเรียน ไปสอนนักเรียน ไม่แต่ชั้นมหาวิทยาลัยเท่านั้น ชั้นวิทยาลัยและชั้นมัธยมก็ได้มีหลักสูตรนี้อยู่ด้วย แสดงให้เห็นว่าผลสะท้อนทางวิทยาศาสตร์จากสังคมกลับไปสู่การศึกษานั้นไม่ทันท่วงที

อีกข้อหนึ่งที่เป็นข้อขัดข้อง ก็คือว่าพวกเราที่ไปประชุมกันนั้น มีนักการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ก็มานึกถึงตนเองว่า พวกนักการศึกษานี้มีความผิดอะไรบ้างไหม เขาก็มาสารภาพกันว่า รู้สึกในข้อเท็จจริงอยู่ข้อหนึ่งว่าพวกครูนั้นสอนนักเรียนสอนง่าย แต่สอนครูกันเองนั้นสอนยาก ยากกว่าที่จะไปสอนนักเรียน และอีกประการหนึ่ง ลักษณะของนักการศึกษาในทั่วโลกก็มักจะคำนึงถึงตนว่าสบายแล้ว เช่นคนที่เป็นคณบดี หรือเป็น Fellow ของมหาวิทยาลัยใดวิทยาลัยหนึ่งก็สบายแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องขวนขวายหาทางที่จะขยับขยายต่อไป นี่แหละอาจจะเกิดมาจากลักษณะเนื่องมาจากครูและของอาจารย์และนักการศึกษาเองก็เป็นได้ นี่เป็นข้อที่เขาลงความเห็นว่าเป็นความเฉื่อยของระบบการศึกษา

ข้อต่อไปเขาก็ปรึกษาหารือกันว่าถ้าเช่นนั้นเราท่านจะควรทำอย่างไรกันบ้าง จะตั้งหัวข้อให้ที่ประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ได้พูดอย่างไรกันบ้างในทางที่จะเป็นทางก่อให้เกิดประโยชน์ขึ้น ก็ลงความเห็นกันว่าจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปนี้จำเป็นที่จะต้องให้ผู้ที่มีอำนาจทั้งในด้านการเงินและในด้านการปกครอง เล็งเห็นว่าการศึกษานั้นเป็นการลงทุน เป็นการจำเป็นที่จะต้องลงทุนให้มีประสิทธิภาพ ให้มีสมรรถภาพดียิ่งขึ้น แยกออกมาเป็น ๖ หัวข้อด้วยกัน คือ

(๑) จำเป็นที่จะต้องเพิ่มผลผลิตในการศึกษา เซอร์เอริค แอชบี อีกนั่นแหละที่มาจากอังกฤษที่อ้างว่า ในอังกฤษนั้นในระยะหลังสงคราม ผลผลิตในทางด้านเกษตรต่อคนเพิ่มขึ้นประมาณ ๓๐ ใน ๑๐๐ ก่อนสงครามผลิตได้ ๑๐๐ หลังสงครามผลิตได้ ๑๓๐ แต่ถ้าวัดผลของการผลิตนักเรียนในมหาวิทยาลัยอังกฤษแล้ว เห็นได้ว่าอาจารย์แต่ละคนนั้นผลิตเทียบกับเมื่อก่อนสงคราม สมัยนี้ลดลง ๑๕% นี่เป็นข้อที่ซาบซึ้งมาก ทุกคนบอกว่าเห็นจะจริงในประเทศของตนเหมือนกัน ข้อนี้ก็หมายความว่า จะต้องเพิ่มผลผลิตของการศึกษาทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ

(๒) จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงดุลยภาพระหว่างประเภทต่างๆ ของการศึกษา กล่าวคือ จำเป็นที่จะต้องให้มีการศึกษาเพื่อจะลงทุนในบุคคลเพื่อเข้าระบบสังคมได้ กับการศึกษาเพื่อการศึกษาเป็นเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้วิชาความรู้กว้างขวางออกไป ดุลยภาพของความมุ่งหมาย ๒ ประเภทนี้ จำเป็นที่จะต้องให้มีหนักยิ่งขึ้น

(๓) เห็นกันว่าควรจะยกหัวข้อเกี่ยวกับการปรับปรุง Management คือ การดำเนินงาน แต่การดำเนินงานที่กล่าวนี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการจัดการแต่ละโรงเรียน หมายถึงการอำนวยงานซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลในกระทรวงทบวงกรม ศึกษาธิการ และกระทรวงที่รับผิดชอบในการศึกษาด้วย จำเป็นที่จะต้องมีการกระจายอำนาจในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อที่จะทำให้การอำนวยการศึกษาเป็นไปโดย
ราบรื่น ผมขอย้ำคำว่า “กระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง”

(๔) จำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงวิธีการที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษา ภายในประเทศหรือภายในท้องถิ่นหลายๆ ประเทศ ที่เขายกตัวอย่างให้ฟังว่าในประเทศที่เป็นเครือของสมาคม OECD คือ อเมริกา แคนาดา แล้วก็ยุโรปตะวันตกไปจนถึงกรีซ ดูเหมือนจะมีญี่ปุ่นด้วย เขามีองค์การหนึ่งซึ่งตั้งสถาบันขึ้นไว้ เพื่อที่แต่ละประเทศจะไปศึกษาระบบการศึกษาของประเทศอื่นซึ่งเป็นสมาชิกด้วยกัน แล้วมีการวิพากษ์วิจารณ์ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันว่าอะไรบกพร่องและอะไรไม่บกพร่อง และอะไรควรจะจดจำนำไปเป็นประโยชน์สำหรับประเทศอื่นด้วย นี่เป็นข้อเสนอแนะว่าน่าจะพิจารณาข้อนั้นในเวลาที่ประชุมในเดือนตุลาคมนั้น

(๕) ในการปฏิรูปนั้นสมควรที่จะเพ่งเล็งในเรื่องการปรับปรุงการฝึกหัดครู มีผู้เสนอในที่ประชุมว่า การฝึกหัดครูนั้นควรจะทำเหมือนกับหนังสือเดินทาง หนังสือเดินทางนั้นมีกำหนดอายุ ๒ ปี แล้วถ้าเราต้องการเดินทางอีกเราจะต้องไปต่ออายุ ประกาศนียบัตรครูก็เช่นเดียวกัน ควรจะมีกำหนดอายุไม่เกิน ๑๐ ปี เมื่อได้ประกาศนียบัตรสำหรับที่จะไปสอนใครเขาแล้วก็ต้องกลับมาทดสอบใหม่เพื่อจะให้ครูทันสมัยอยู่เสมอ นี่เกี่ยวกับการฝึกหัดครูทั้งใหม่และเก่า และนอกจากนั้นข้อสุดท้ายเกี่ยวกับข้อเสนอในการปฏิรูปในการลงทุนให้การศึกษาเป็นไปโดยสมรรถภาพดียิ่งขึ้นก็คือ เสนอให้มีการวิจัยทั้งภายในและภายนอกระบบการศึกษา โดยมีการวางแผนการศึกษาให้เป็นไปตามทำนองเดียวกับที่วางแผนเศรษฐกิจด้วย คือการดำเนินการเรื่องสำรวจ และดำเนินการใช้เทคนิค เช่นเดียวกับการวางแผนในเรื่องเศรษฐกิจ

(๖) ความสมดุลระหว่างระบบการศึกษากับสังคมนั้น เป็นเรื่องที่สุขุมละเอียดอ่อนมาก แต่ปัญหาก็คือการปฏิรูปในด้านการศึกษานั้นจะเกิดขึ้นจากสังคม หรือควรจะเกิดจากนักการศึกษาเอง กล่าวคือที่อาจจะเกิดขึ้นจากสังคมนั้น จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็เกิดขึ้นได้โดยรัฐบาลเป็นผู้ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์โรงเรียนต่างๆ ควบคุมโรงเรียนต่างๆ ที่ประชุมส่วนมากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเรา คือเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระ เปรียบได้กับท่านทั้งหลายที่เป็นโรงเรียนราษฎร์ ซึ่งเป็นอิสระไม่ต้องขึ้นตรงหรือเกี่ยวข้องด้านการเงินกับรัฐบาลนัก ที่ประชุมก็บอกว่าถ้าหากว่ารัฐบาลเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์กับมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้นก็ควรจะรับฟัง แต่ถ้ารัฐบาลจะบอกว่า มหาวิทยาลัยควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ละก็ นั่นล่ะเป็นของไม่ดี กล่าวคือรัฐบาลมีสิทธิที่จะบอกว่ามหาวิทยาลัยบกพร่องอย่างไร นั่นมหาวิทยาลัยควรจะรับฟัง แต่การแก้ไขวิธีการของมหาวิทยาลัย
และของวิทยาลัยที่เป็นอิสระนั้นควรจะกระทำโดยนักการศึกษาเอง มติมหาชนก็เช่นเดียวกัน เป็นเรื่องที่น่ารับฟัง การปฏิรูปนี้เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทางสังคมโดยการแข่งขันซึ่งกันและกัน โรงเรียนหนึ่งแข่งขันกับโรงเรียนหนึ่ง โรงเรียนประเภทหนึ่งแข่งขันกับโรงเรียนอีกประเภทหนึ่ง เป็นต้น ส่วนการปฏิรูปที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็จากนักการศึกษาเอง กล่าวคือ สมาคมครู คุรุสภา ความร่วมมือระหว่างประเทศของนักการศึกษา และความร่วมมือประสานงานของนักการศึกษา ซึ่งรวมถึงศิลปินและคณะสงฆ์ด้วย

นี่เป็นเรื่องที่ผมจะเรียบเรียงเป็นรายงานเสนอต่อไปให้ท่านรัฐมนตรีศึกษาและรัฐบาลทราบ ผมเองหาเวลาที่จะเขียนเป็นรายละเอียดไม่ได้ แต่เคราะห์ดีที่วันนี้ได้ข่าวว่าทางชมรมได้บันทึกเสียงเอาไว้ ใคร่จะขอร่างเพื่อที่จะช่วยให้ผมเขียนรายงานนั้นได้ก็จะเป็นคุณยิ่ง

ความรู้สึกของผมที่เกี่ยวกับการประชุมครั้งที่แล้ว มีอยู่ ๒–๓ ประการ คือ

(๑) รู้สึกว่าผู้ที่เขาเชิญไปนั้น ส่วนมากถ้าพูดถึงเรื่องประเทศแล้วก็รู้สึกว่าทั่วถึงกันดี แต่ส่วนมากเขาเชิญผู้ที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือผู้ที่รับผิดชอบในมหาวิทยาลัย ถ้าพูดถึงประเทศอย่างไทยเรานี้จะเห็นได้ว่าเรื่องที่เขาพูดกันนั้น เรื่องที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย บางทีเอามาใช้กับเราไม่ค่อยได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ที่ผมคัดมานั้นรู้สึกว่าก็กินแถวทุกระดับไป แต่เขามักจะเพ่งเล็งไปถึงระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเผอิญพวกเราชาวเอเชียก็ได้พูดไว้หลายประการว่าเรื่องของมหาวิทยาลัยนั้นเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่เป็นเรื่องเล็กในเมื่อเขาพิจารณาอัตราส่วนของคนที่ได้รับการศึกษาชั้นมหาวิทยาลัยในประเทศที่ด้อยพัฒนาอย่างเรา

(๒) ข้อคิดเห็นอีกข้อหนึ่งก็คือว่า ผมมารู้สึกว่าการประชุมในเดือนตุลาคมนั้น สมมุติว่าเขาจะเชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ดี หรือเชิญท่านอธิบดี ปลัดกระทรวงในกระทรวงศึกษา-
ธิการก็ดี ก็คงจะเอาเรื่องที่ท่านหนักใจอยู่ในขณะนี้ไปพูดซ้ำที่นั่น ผมเอง
ถ้าจะแนะเขาได้ก็ตั้งใจจะให้เขาเชิญผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไป อาจจะได้ผลในประเทศไทยเรามากกว่า แล้วถ้าอย่างไรก็ตาม อาจจะเชิญนักการศึกษาไปด้วย ๑ ท่าน เพื่อที่จะไปผสมกัน คนหนึ่งนั้นไปปรับทุกข์ให้เขาฟัง อีกคนหนึ่งไปรับเอาทุกข์กลับมา เพื่อที่จะทำให้การเงินในเรื่องการศึกษาและการลงทุนของเราดีขึ้น และมีสมรรถภาพดีขึ้น

ท่านทั้งหลาย ผมมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยสำหรับที่จะกล่าวถึงเรื่องที่ควรจะกล่าวอย่างมาก คือเรื่องเศรษฐกิจของโรงเรียนราษฎร์ แต่ก็ดีไปอย่างหนึ่งที่มีเวลาน้อย เพราะเหตุว่าความจริงเมื่อวานนี้ ผมพยายามเตรียมเรื่องที่จะมาพูด ก็ปรากฏว่าเรื่องรายละเอียดต่างๆ นั้นผมไม่ค่อยรู้เลย ในเวลานี้รัฐบาลเราได้ให้เงินอุดหนุนโรงเรียนราษฎร์ด้วยวิธีใดบ้าง และรัฐบาลควบคุมโรงเรียนราษฎร์อย่างไร ความรู้ส่วนใหญ่ของผมได้มาจากท่านที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือ คือนักหนังสือพิมพ์

เรื่องที่โด่งดังที่สุด คือเรื่องแป๊ะเจี๊ยะ และเรื่องเด็กไม่มีที่เข้าเล่าเรียน ถ้าหากโรงเรียนราษฎร์โรงเรียนไหนเกิดมีอะไรขึ้น แม้แต่ครูกับครูทะเลาะกันก็ปรากฏเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็เป็นของธรรมดาอยู่ ผมเองมาคิดดูแล้วรู้สึกว่ารายละเอียดต่างๆ นั้นผมไม่ค่อยจะทราบ แต่ทราบอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ก็รู้ว่ารัฐบาลได้มีการอุดหนุนโรงเรียนราษฎร์อยู่บ้าง ซึ่งได้รับคำร้องทุกข์อยู่เสมอว่าไม่พอ แต่อย่างไรก็ตาม ผมใคร่จะเสนอข้อคิดเห็นไว้ในที่นี้ และถ้าหากว่าท่านทั้งหลายจะกรุณาเพิ่มเติม หรือตั้งคำถาม หรือแนะนำ หรือให้ข้อเท็จจริงกับผมได้ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง ข้อคิดข้อแรกเกี่ยวกับโรงเรียนราษฎร์ก็คือ ถ้าเราเห็นว่าการศึกษาควรจะเป็นระบบอันหนึ่งอันเดียวกัน กิจการของโรงเรียนราษฎร์นั้นควรจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของประเทศซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทุกวันนี้เวลาเราวางแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ เรามักจะไม่สามารถที่จะกล่าวถึงโรงเรียนราษฎร์ว่าจะมีสักกี่โรงเรียน หรือเราพยายามที่จะมีกี่โรงเรียนและจะให้สอนไปในทำนองใด ทางท่านอธิบดีกรมวิสามัญศึกษาท่านอาจจะมีนโยบายหรือมีข้อเท็จจริงอย่างไรก็ตาม แต่เวลาไปปรากฏขึ้นในแผนพัฒนาในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจนั้น ก็รู้สึกว่าเรื่องการวางแผนเรื่องกิจการโรงเรียนราษฎร์ซึ่งควรจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของเรานั้น ได้ถูกเพิกเฉย

ข้อนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องโรงเรียนราษฎร์อย่างเดียว แผนพัฒนาเศรษฐกิจของเราในปัจจุบันนี้และที่แล้วๆ มาส่วนมาก เช่น เรื่องการลงทุนในทางเศรษฐกิจนั้นก็มักจะไม่ได้พูดถึงเอกชน มักจะพูดถึงว่ารัฐบาลควรจะลงทุนเท่านั้นเท่านี้ไปในรูปนั้น เป็นเรื่องที่เราเรียกกันว่า Public Sector คือทำทางด้านรัฐบาลอย่างเดียว เพิ่งจะมาจับเรื่องภาคเอกชนในเร็วๆ นี้ กำลังจะตั้งกรรมการขึ้นพิจารณา นี่พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ ในด้านการศึกษาก็เช่นเดียวกัน การวางแผนพัฒนาการศึกษานั้นจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงโรงเรียนราษฎร์ และในกรณีเช่นนี้นั้น สมาคมของท่าน ที่ชุมนุมของท่าน สมาคมทั้งสามของท่าน อาจจะเป็นประโยชน์ในการที่จะแนะให้สภาพัฒนา สภาการศึกษา ออกความเห็นให้นำเอาเรื่องกิจการของโรงเรียนราษฎร์และแผนการลงทุนของโรงเรียนราษฎร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาประเทศ

ความคิดเห็นกระท่อนกระแท่นของผมนี่บางทีอาจจะไม่ติดต่อประสานกัน แต่ว่าความรู้สึกแล่นในข้อต่อไปว่า การศึกษานั้นไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล หรือเป็นเรื่องของโรงเรียนราษฎร์ก็ตาม ไม่ใช่เป็นการลงทุนเพื่อหวังผลทางการเงิน มีข้อครหานินทาซึ่งบางแห่งอาจจะเป็นจริง (ผมเข้าใจว่า ส่วนใหญ่คงจะไม่เป็นจริง) ว่าโรงเรียนราษฎร์นั้นมักจะตั้งขึ้นเพื่อหากำไร และก็บอกว่าดูซิคนนั้นคนนี้ทำไมได้กำไรเยอะแยะ แล้วก็ไม่เอาใจใส่เรื่องนักเรียน ไม่เอาใจใส่ว่านักเรียนจะดีหรือไม่ดี ส่วนมากเท่าที่เราได้อ่านหรือได้ฟังกันมักจะชี้ไปในทำนองที่ไม่เป็นมงคล โรงเรียนราษฎร์มักจะถูกกล่าวหาว่าต้องการหาเงินอย่างเดียว ผมมาคิดดูว่าถ้าเป็นเช่นนั้น เพื่อจะป้องกันไม่ให้เกิดครหานินทาได้ จะไม่เป็นการดีหรือที่โรงเรียนราษฎร์นั้นจะตั้งขึ้นมาเป็นมูลนิธิให้มันแน่นอนไปทีเดียวว่า นี่แหละไม่ได้ตั้งเพื่อเงินกำไรเท่านั้น ไม่ได้เอาเข้ากระเป๋า แต่ละคนทำขึ้นมาก็เพื่อการศึกษา แต่แน่ล่ะ การจะตั้งเป็นมูลนิธิให้มันแน่นอนไปทีเดียวว่า นี่แหละไม่ได้ตั้งเพื่อเงินกำไรเท่านั้น ไม่ได้เอาเข้ากระเป๋า แต่ละคนทำขึ้นมาก็เพื่อการศึกษา แต่แน่ล่ะ การจะตั้งเป็นมูลนิธินั้นไม่ได้หมายความว่าอาจารย์ใหญ่หรือผู้จัดการจะไม่มีเงินเดือนนะครับ ต้องมีเงินเดือนแน่และเงินเดือนนั้นก็ต้องให้คุ้มกับความเหนื่อยยาก แต่ผมคิดว่าสำหรับการตั้งออกมาเป็นมูลนิธิ บางทีอาจจะเป็นประโยชน์ เพราะเหตุว่าการศึกษากับการเศรษฐกิจแตกต่างกันตรงนี้ ทางด้านเศรษฐกิจนั้นผมสอนนักเรียนอยู่เสมอว่า เวลาที่เราจะพิจารณาดูทั้งต้นทุนกำไรนี้ หรือต้นทุนกับราคาขายนั้น เราจำเป็นที่จะต้อง Maximize Profit คือหมายความว่าต้องหวังผลได้กำไรมากที่สุดที่จะมากได้ แต่การศึกษาไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

ข้อคิดเช่นนี้ เป็นข้อคิดที่ผมและเพื่อนกรรมการบริหารสภาการศึกษากำลังคิดอยู่ ที่เกี่ยวกับวิทยาลัยเอกชน มารู้สึกว่าวิธีที่จะแก้ปัญหาต่างๆ นี้ เรื่องวิทยาลัยเอกชนนี่ก็น่าจะส่งเสริมให้วิทยาลัยเอกชนเป็นมูลนิธิ มากกว่าที่จะปล่อยให้เป็นที่ครหานินทาไม่ให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้ากำไร

ข้อคิดข้อต่อไป ควรจะเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายทราบดีกว่าผมคือลักษณะของโรงเรียนที่ดีนั้นไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาล หรือโรงเรียนราษฎร์ จำเป็นที่จะต้องมีครูที่ดี มีอาคารดีพอสมควร มีอุปกรณ์ที่ดี และมีการจัดการที่ดี ทำให้นึกถึงว่า ทุกวันนี้ ครูของโรงเรียนราษฎร์ดีพอๆ กับที่จะแข่งขันกับโรงเรียนรัฐบาลหรือไม่ ผมอยากเสนอข้อสังเกตว่า ถ้าหากว่าครูโรงเรียนรัฐบาลด้านหนึ่งกับครูของโรงเรียนราษฎร์ด้านหนึ่ง มาเปรียบเทียบกัน แล้วเงินเดือนตามคุณวุฒินั้นๆ เท่าๆ กัน ผมรู้สึกว่า ครูโรงเรียนราษฎร์นั้นด้อยกว่าครูโรงเรียนรัฐบาล เพราะว่าครูโรงเรียนรัฐบาลเป็นข้าราชการ มีความอุ่นหนาฝาคั่ง มีบริการ มีอะไรต่างๆ มี Fringe Benefit มีหวังที่จะเป็นอธิบดี รองอธิบดี มากกว่า มาคิดถึงว่าถ้าเป็นเช่นนั้น เรามิจำเป็นหรือที่จะต้องสนับสนุนให้โรงเรียนราษฎร์มีช่องทางที่จะมีครูดีพอสมควร โดยไม่ต้องขาดทุน ข้อนี้เป็นข้อที่น่าคิด

เมื่อกี้นี้ พลิกดูตามประวัติก็ดูเหมือนเขาลงว่าผมเคยเป็นครู
โรงเรียนอัสสัมชัญมา ก็หวนคิดไปว่าระบบของการจ่ายเงินให้กับครูในครั้งนั้นผิดกับระบบในปัจจุบันนี้ คือพูดกันทำไมมี ในโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่อครั้งที่ผมสอนอยู่นั้น รู้สึกว่าเขาชุบเลี้ยงครูเก่าๆ แบบเดียวกับพ่อเลี้ยงลูก ยิ่งเมื่อผมเข้าเป็นครูสอนโรงเรียนใหม่ๆ ได้สอนมัธยม ๒ พอปีต่อมาให้สอนมัธยม ๕ แต่มาเทียบเงินเดือนกันแล้วก็น่าฉงน ครูที่สอนชั้นประถม ๑ ซึ่งในสมัยนั้นผมจำได้ เคยถามผมว่าเดินจากโรงเรียน
อัสสัมชัญไปพระบรมรูปทรงม้าไปทางไหนดี ท่านไม่มีความรู้ในเรื่องความรู้รอบตัวดี แต่ว่าสอนเก่งเหลือเกิน สอนให้เด็กอ่านหนังสือได้ เงินเดือนของผมเมื่อเริ่มเข้า ๔๐ บาทต่อเดือน ปีต่อมาสอนมัธยม ๕ ได้เพิ่มเป็น ๕๐ บาทต่อเดือน แต่ลองไปถามดู ครูสอนชั้น ป.๑ ท่านได้ ๒๐๐ บาทต่อเดือน ครั้งนั้นผมฉงนใจว่าอย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรมซิ แต่มารู้สึกตัวในสมัยนี้ว่าไม่ใช่หรอกนั่นเขาชุบเลี้ยงผิดกัน และครูนั้นต้องได้รับความอบอุ่นในการที่จะมีความช่วยเหลือให้ดี

แต่ผมเสนอมานั้นผมใคร่จะเสนอรวมไปอีกข้อว่าผมเป็นห่วงว่าอยากจะรู้ข้อเท็จจริงว่าโรงเรียนราษฎร์นั้นสามารถที่จะจ่ายเงินเดือนให้แก่ครู ที่จะหาครูวุฒิที่มีใจซื่อสัตย์ต่ออาชีพครูที่จะให้อยู่ตลอดไปหรือไม่ ถ้าหากมีข้อบกพร่องอย่างไร น่าจะหาทางที่จะแก้ไข เพราะเหตุว่า ถ้าเราถือว่าโรงเรียนราษฎร์เป็นโรงเรียนที่ช่วยโรงเรียนรัฐบาล เพื่อที่จะทำให้การศึกษาดีขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนโรงเรียนราษฎร์ให้มีครูที่จะสามารถดำเนินการไปได้เช่นเดียวกัน

ข้อสุดท้าย เรื่องแป๊ะเจี๊ยะกับค่าเล่าเรียนที่โรงเรียนราษฎร์ถูกครหานินทาอยู่มากนั้น ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่เป็นปัญหา มาคิดอย่างซื่อๆ อย่างผมนี่คือรู้สึกว่าถ้าโรงเรียนราษฎร์นั้นอยากจะมีครูดี แล้วรัฐบาลห้ามเก็บค่าเล่าเรียนเกินเท่านั้นเท่านี้ ปัญหาก็มีอยู่ว่าเขาจะไปหาครูดีได้อย่างไร ถ้าเขาไม่เรียกค่าแป๊ะเจี๊ยะ โรงเรียนนั้นก็ไม่สามารถจะชุบเลี้ยงครูได้ดี ครั้นจะขึ้นค่าเล่าเรียน หมายความว่ารัฐบาลไม่คุมค่าเล่าเรียนเท่าไร หนังสือพิมพ์ต้องครหานินทาแน่ เพราะทำความเดือดร้อน ถ้าขึ้นค่าเล่าเรียนอนุญาตให้ขึ้น
ค่าเล่าเรียน ก็หมายความว่าโรงเรียนราษฎร์นั้นคงจะหาครูดีได้หรอก แต่ว่านักเรียนต้องเป็นลูกคนมั่งมีเท่านั้น ลูกคนจนเข้าโรงเรียนราษฎร์ไม่ได้

ทั้งหมดนี้ ผมคิดไปคิดมาแล้วคิดไม่ออก เป็นปัญหา ผมคิดว่าน่าที่เราจะพยายามอย่าเอาเรื่องนี้มาพูดให้มันอื้อฉาว และอย่ามาพากันว่ารัฐบาลคุมไม่ดี หรือว่าโรงเรียนราษฎร์ประพฤติไม่ดี

ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าจะมีผู้สนใจมาคิดแก้ปัญหา รัฐบาลควรจะตั้งใครคนใดคนหนึ่งเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ให้เป็นที่เรียบร้อย ให้มีข้อเสนอว่าจะทำอย่างไรในการที่จะแก้ไขสถานการณ์เกี่ยวกับการคุมโรงเรียนราษฎร์ คือไม่ใช่คุมแต่เฉพาะในทางบีบบังคับหรือในทางที่ห้ามไม่ให้กินแป๊ะเจี๊ยะอย่างเดียว เราควรจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนราษฎร์ และสนับสนุนให้โรงเรียนราษฎร์ดีขึ้น แต่การที่จะสนับสนุนนั้นมันก็ต้องเสียหายแก่คนนั้นคนนี้ เป็นปัญหาเรื่องค่าเล่าเรียน ผู้ปกครองและครู เราจำเป็นที่จะต้องหาวิถีทางที่จะให้ดีขึ้นด้วยประการทั้งปวง

การที่จะให้ออกมาเป็นเรื่องเสียงชาวบ้าน เสียงหนังสือพิมพ์ ไปสัมภาษณ์อธิบดีหรือท่านรัฐมนตรี แล้วก็ออกมาเป็นเรื่องอื้อฉาวขึ้นมานั้น ผมรู้สึกไม่เป็นทางที่จะไปสู่การแก้ปัญหา น่าจะนั่งให้เงียบๆ และก็มาว่ากันสัก ๔–๕ คน ว่าจะทำอย่างไรดีที่จะให้โรงเรียนราษฎร์มีคุณภาพดี โดยเศรษฐกิจดีพอสมควร โดยไม่เอากำไรจนเกินไปนักและรับใช้ประเทศได้ ผมคิดว่าไปๆ มาๆ ก็ไม่พ้นภาระของรัฐบาล การแก้ปัญหาข้อหนึ่งซึ่งผมได้คิดไว้คือว่ารัฐบาลและท้องถิ่นจำเป็นที่จะต้อง
ทำหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือเงินอุดหนุนที่เห็นจะเลี่ยงไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่งคือเราควรให้ทุนเล่าเรียนแก่เด็กที่ดีๆ เวลานี้เรามักจะให้ทุนแก่นักเรียนที่เข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแล้ว แต่การให้ทุนแก่เด็กที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยนั้นมักจะไม่มี อย่างสมมุติว่าเด็กดีเหลือเกินอยู่ลพบุรี อยากจะมาเข้าโรงเรียนที่ในกรุงเทพฯ นี้ ทางเทศบาลลพบุรีมีไหมที่จะให้ทุนแก่เด็กคนนี้ เพื่อที่จะทำให้เขาสามารถเข้าโรงเรียนในกรุงเทพฯ ได้ อะไรเหล่านี้แหละครับ เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถที่จะชี้แจงให้ท่านได้ นอกจากจะชี้ให้เห็นว่าความคิดของผมเมื่อคิดวุ่นๆ ไป ก็รู้สึกว่าน่าจะออกมาในทำนองนี้

ข้อแรกควรที่จะมีการร่วมมือระหว่างผู้ที่เอาใจใส่ในเรื่องนี้ ทั้งสภาการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนราษฎร์ สภาวิจัยแห่งชาติ มาร่วมกันคิดดูว่าเราควรจะทำอย่างไรกับโรงเรียนราษฎร์ เพื่อที่จะป้องกันเรื่องแป๊ะเจี๊ยะ ป้องกันเรื่องค่าเล่าเรียน ป้องกันมิให้สมรรถภาพของครูในโรงเรียนราษฎร์นั้นเสื่อมไป

 

และข้อสุดท้ายก็คือไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม จำเป็นเหลือเกินที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาเพิ่มเงินอุดหนุนและจำเป็นที่จะต้องให้เทศบาลหรือรัฐบาลเพิ่มเงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ขัดสน

ขอบพระคุณครับที่อุตส่าห์ฟัง