เยาวชนกับเศรษฐกิจ: ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่

เยาวชนกับเศรษฐกิจ:
ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่

ปาฐกถาแสดง ณ หอประชุมคุรุสภา ๒๔ ตุลาคม ๒๕๑๒

พิมพ์ครั้งแรก ใน รวมปาฐกถาชุดเยาวชนกับเศรษฐกิจ
ของคุรุสภา (๒๕๑๓) หน้า ๔๒-๗๓

 

 

 

คุณหญิงอัมพรฯ ท่านรองเลขาธิการคุรุสภา และท่านผู้ฟังที่เคารพ

ในการแสดงปาฐกถา “เยาวชนกับเศรษฐกิจ” วันนี้ ผมใคร่จะบรรยายในหัวข้อย่อยว่า “ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่” โดยจะขอแบ่งเป็น ๔ ตอนดังนี้

ตอนที่ ๑ มอบทรัพย์ให้ในสมัย

ตอนที่ ๒ จัดให้มีคู่ครองที่สมควร

ตอนที่ ๓ ให้ได้ศึกษาศิลปวิทยา

ตอนที่ ๔ ห้ามความชั่ว ส่งเสริมความดี

ผมจะพยายามใช้คำ “เยาวชน” และ “ผู้ใหญ่” ในความหมายที่กว้าง “เยาวชน” ในคำบรรยายนี้หมายถึงผู้ที่มีอายุน้อย ซึ่งรวมทั้งทารก เด็กเล็ก เด็กใหญ่ และคงจะคลุมถึงหนุ่มสาวในวัยที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะทั้งที่ยังศึกษาอยู่ และเริ่มประกอบอาชีพแล้ว “ผู้ใหญ่” ในที่นี้หมายถึงบิดามารดา พี่หรือญาติอื่นที่มีหน้าที่ปกครองเยาวชน ครูอาจารย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลและเทศบาลที่มีความเกี่ยวข้องกับเยาวชน ส่วนภาวะเศรษฐกิจที่จะกล่าวถึงในคำบรรยายนี้ในตอนต่างๆ คือภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันและอนาคตอันไม่ไกลนักสัก ๑๐–๒๐ ปี

ผมจะอาศัยคำพระเป็นหลักในการบรรยายว่าด้วยความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ต่อเยาวชนในระบบเศรษฐกิจไทย โดยจะพยายามแปลคำของพระท่านให้กว้างขวาง และเทียบเคียงเปรียบได้กับเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต

พระท่านสอนไว้ว่า บิดามารดามีหน้าที่ต่อบุตร ๕ ประการดังต่อไปนี้คือ

๑. ปาปา นิวาเรนฺติ ห้ามมิให้ทำความชั่ว

๒. กลฺยาเณ นิเวเสนฺติ ส่งเสริมให้ตั้งอยู่ในความดี

๓. สิปปํ สิกฺขาเปนฺติ ให้ได้ศึกษาศิลปวิทยา

๔. ปฏิรูเปนทาเรน สํโยเชนฺติ จัดให้มีคู่ครองที่สมควร

๕. สมเย ทายชฺชํ นิยฺยาเทนติ มอบทรัพย์ให้ในสมัย

ในการขยายความหน้าที่ความรับผิดชอบเหล่านี้ ผมจะขอเปลี่ยนลำดับ และจะขอเริ่มด้วยลำดับ ๕ ไปหา ๑, ๒

มอบทรัพย์ให้ในสมัย

การที่บิดามารดาและผู้ใหญ่อื่นจะพึงจัดหาทรัพย์มอบให้บุตรและอนุชนเป็นทุนสำหรับการครองชีพและเป็นเครื่องมือการเลี้ยงชีพนั้น เป็นประเพณีที่เรานิยมสืบเนื่องกันมาจนเป็นของธรรมดา แม้แต่การพัฒนาประเทศในทางเศรษฐกิจซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบันนี้ ก็มิใช่อื่นไกล คือการพยายามสร้างสมทรัพย์ไว้สำหรับใช้ลงทุนให้ก่อดอกออกผลเป็นรายได้ของประชาชนในภายภาคหน้า จะได้เพิ่มพูนสวัสดิภาพในการครองชีพต่อไป ข้อนี้เป็นข้อที่รับนับถือกันเป็นปกติทั้งด้านส่วนบุคคลและด้านส่วนรวมทั้งประเทศ

ข้อที่น่าคิดให้ลึกซึ้งลงไปก็คือ ในส่วนบุคคลแต่ละคนเมื่อบิดามารดาของแต่ละคนมีบุญวาสนาแตกต่างกัน บางคนมีทรัพย์มาก บางคนมีทรัพย์น้อย หรือไม่มีเลย หรือมีแต่หนี้สินซึ่งจะตกเป็นมรดกแก่ลูกหลาน และถ้าเราพิจารณาต่อไปอีกว่ามนุษย์เราแต่ละคนนั้นเลือกเกิดมาไม่ได้ บางคนเกิดมาในกองเงินกองทอง บางคนเกิดมาบิดามารดายากไร้ และยิ่งถ้าเราถือหลักการสืบมรดกกันมาหลายชั่วคน โดยหลักเศรษฐกิจที่ว่าเงินนั้นบินไปหาคนที่มีเงิน และหลีกเลี่ยงไปจากผู้ที่ไม่มีเงิน ความแตกต่างกันในเรื่องทรัพย์สินเงินทองระหว่างบุคคลก็ยิ่งกว้างขวางมากขึ้นทุกที ก่อให้เห็นความอยุติธรรมในสังคมชัดขึ้น จนปรากฏว่าบางคนที่เกิดมาในกองเงินกองทอง แม้ว่าจะประพฤติชั่ว ใจบาป เกียจคร้าน ไม่มีวิชา ก็ครองชีพอยู่ได้ด้วยความผาสุกและฟุ้งเฟ้อ ส่วนคนส่วนมากนั้นเมื่อเกิดมาปราศจากทุนทรัพย์ แม้จะมีวิชาสูง มีความเพียรอุตสาหะ และประพฤติต้องตามศีลธรรมทุกประการ ต้องได้รับความลำบาก ดิ้นรนต่อสู้กับชีวิตอยู่ตลอดเวลา ครั้นถึงเวลาที่จะปฏิบัติตามข้อธรรมะข้อที่ว่ามอบทรัพย์ให้ลูกหลานในสมัย ยังไม่สามารถกระทำได้เสียอีก เพราะไม่มีเหลือจะมอบให้ ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว จะถือเป็นความยุติธรรมในสังคมหาได้ไม่ ครั้นจะอ้างเวรกรรมที่ทำไว้แต่ชาติก่อนๆ ใครเล่าอ้างได้ถนัด เพราะมองไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้

เรื่องทรัพย์มรดกที่มอบให้กันและก่อให้เกิดความอยุติธรรมในสังคมนี้แหละ ก่อให้เกิดปัญหาในระบบเศรษฐกิจ จนถึงลัทธิรุนแรงอุบาทว์เกิดขึ้นเป็นมะเร็งของสังคมในโลกโดยทั่วไป เพื่อต่อต้านปฏิวัติระบบเศรษฐกิจนี้ ในสังคมที่พอจะป้องกันแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องนี้ เขาจึงพยายามใช้ระบบภาษีอากรแก้ไขป้องกันความเหลื่อมล้ำต่ำสูงจนเกินขนาดในเรื่องทรัพย์สิน ด้วยภาษีมรดก ภาษีการรับมรดก ภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้า แล้วนำเงินภาษีเหล่านี้มาใช้จ่ายทำนุบำรุงผู้อ่อนทรัพย์ในด้านสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น

ด้วยเหตุผลดังได้กล่าวข้างต้นนี้ ผมจึงขอเสนอว่า คำว่า “ทรัพย์” ในวลี “มอบทรัพย์ให้ในสมัย” นั้น ควรแก่การตีความให้ชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน จะยึดอยู่แต่ในความหมายที่บิดามารดาสะสมทรัพย์สมบัติ เงินทอง ที่ดิน ฯลฯ แล้วมอบให้อนุชนเป็นมรดกไปอย่างเดียวหาชอบไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ ทรัพย์ที่ควรแก่การมอบให้เยาวชนในสมัยนั้นควรจะหมายความว่ากระไร

ผมเข้าใจว่า การที่พระท่านสอนให้ผู้ใหญ่ให้ทรัพย์แก่บุตรหลานของตนนั้น เจตนาจะให้เยาวชนนั้นพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องคอยอาศัยผู้อื่น ถ้าเราจับประเด็นสำคัญนี้ได้ถูกต้อง ผมก็คิดว่า “ทรัพย์” ที่จะมอบให้ “ในสมัย” นั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้บุตรเติบโตมีเหย้าเรือนออกไป หรือเมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรมแล้วจึงให้ ควรจะให้มาตั้งแต่กำเนิด ทุกระยะ ทุกวัย ประการหนึ่ง กับ “ทรัพย์” ที่กล่าวนี้ไม่จำต้องเป็นทรัพย์ประเภทวัตถุสมบัติหรือแก้วแหวนเงินทอง เพราะทรัพย์ที่ประเสริฐกว่าวัตถุและเงินนั้นมีอยู่มากมายหลายอย่าง คงจะจำแนกได้เป็น ๓ ประการด้วยกัน คือ

ก. ความสุขสมบูรณ์ทางร่างกายและทางจิต

ข. ความรู้ทั้งในด้านวิชาการและความรู้รอบตัว

ค. นิสัยและสันดานที่ดี

คุณสมบัติทั้ง ๓ ประการนี้รวมกันเรียกได้ว่า วิชา ซึ่งมีความหมายพิเศษกว้างขวางกว่าความรู้ทางอาชีพหรือวิชาการ (ตรงกันข้ามกับ อวิชชา ในคำพระ) มีสุภาษิตโลกนิติสนับสนุนข้อนี้คือ

 

   เยาวรูปหน้าหนุ่มเฟื้อ     ในวงศ์ ตระกูลแฮ

แม้ปราศวิทยาทรง           เสื่อมเศร้า

ทองกวาวดอกดาษดง        แดงป่า

เสียกลิ่นรินรสเร้า            ดั่งนี้ ใครชม

เรื่องวิชาเท่าที่เกี่ยวกับความรู้และการศึกษานั้น ผมจะได้กล่าวในตอนที่ ๓ ว่าด้วย “การให้ศึกษาศิลปะ” ต่อไป ในที่นี้จะบรรยายขยายความในเรื่องสุขภาพของร่างกายและจิต กับการปลูกเพาะนิสัยสันดานที่ดี ว่าเป็นทรัพย์สำคัญที่ผู้ใหญ่พึงมอบให้เยาวชนในสมัยอย่างไรบ้าง

การฟักฟูมเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่เป็นทารกจนถึงเติบใหญ่ให้มีร่างกายแข็งแรงนั้น ก็เป็นการให้ทรัพย์ที่ดีที่สุดสมควรแก่บุตรเพราะ “อโรคยา ปรมา ลาภา” เรื่องนี้เป็นสัญชาตญาณของทั้งสัตว์และมนุษย์อยู่แล้ว สำคัญอยู่แต่ว่ากระทำถูกวิธีหรือไม่ เช่น การเลี้ยงทารกด้วยนมมารดานั้น ถือเป็นหลักได้แน่ว่าเป็นการเลี้ยงด้วยอาหารอันประเสริฐสุด คนสมัยก่อนมีการศึกษาน้อย เฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง และมีความต้องการทางเศรษฐกิจทำนองมักน้อย ฉะนั้นแม่จึงเลี้ยงลูกอ่อนด้วยนมแม่ ถ้าเผอิญไม่สามารถกระทำได้ด้วยตนเอง ก็ต้องหาแม่นมมาให้นมแทน สมัยนี้ผู้หญิงโดยมากที่อยู่ในเมือง ได้ศึกษาเล่าเรียนกัน บางคนถึงชั้นสูงๆ และออกทำงานนอกบ้านประกอบอาชีพเพื่อให้ได้ใช้วิชาที่เรียนมา แม้ว่าจะมีลูกอ่อนก็ยังไปทำงานนอกบ้าน บ้างก็อ้างว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้รัดตัว ต้องออกไปทำมาหากินทั้งผัวและเมีย และสมัยนี้แม้อยากได้แม่นม ก็หายากเต็มที ฉะนั้นสภาพการณ์ก็เป็นว่า ทรัพย์น้ำนมแม่อันประเสริฐนี้ ทารกในเมืองมักจะได้รับน้อยลง และเข้าใจว่าตามชนบทและในถิ่นที่ยากจนในเมือง แม่ยังให้นมลูกอยู่มากพอใช้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้วิทยาศาสตร์และธรรมชาติก็ยังพอเกื้อกูลทารกของพวกเราอยู่บ้าง คือ มีน้ำนมโค นมผง ที่มีคุณภาพดีพอประมาณช่วยได้บ้าง แต่ก็แพงพอใช้ และมีคนเป็นส่วนมากไม่เข้าใจเลือกระหว่างนมที่ดีกับนมที่ไม่เหมาะสำหรับทารก นมข้นหวานหรือหางนมก็ใช้ให้ทารกกินกันอยู่มาก ข้อสุดท้ายนี้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลและเทศบาลที่จะอบรมประชาชน และโดยเฉพาะแม่ลูกอ่อนให้มีความรู้พอ และช่วยสนับสนุนทางการเงิน ถ้าฐานะเศรษฐกิจของแม่ลูกอ่อนนั้นไม่อำนวยให้หาทรัพย์ดีๆ มามอบให้ทารกของตน

ระยะต่อไปที่ควรระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของเด็กคือ ระยะที่เด็กมีอายุระหว่าง ๖ เดือนถึง ๖ ขวบ เพราะในระยะนี้ต้องหาอาหารที่เหมาะสมให้เด็กกิน จึงจะทำให้ร่างกายแข็งแรง และจิตใจแข็งแรงสมบูรณ์พอที่จะเป็นทุนให้เติบโตได้ดีตลอดชีวิต ขณะนี้ในประเทศไทยเรา พวกเรามักจะให้อาหารที่ไม่เหมาะสมแก่เด็กที่หย่านมมาใหม่ๆ เช่น คนจนก็ให้ข้าวบดผสมเกลือ คนที่มั่งมีพอก็ยังไม่พ้นข้าวบด แต่เติมกับข้าวที่ผู้ใหญ่กินอร่อย แต่ก็ไม่เป็นคุณแก่การพัฒนาเติบโตของเด็ก ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลจะต้องกระทำการหลายอย่าง ซึ่งรวมทั้งการสุขศึกษา การให้บริการสาธารณสุข สาธารณูปโภค เพื่อแก้ไขป้องกันเรื่องนี้ ตลอดจนสนับสนุนโครงการพัฒนาให้ประเทศเราสามารถผลิตนมโคสดได้บริโภคทั่วถึงกันด้วยราคาย่อมเยา และอาหารประเภทไข่ไก่ก็เช่นเดียวกัน ต้องผลิตให้มากและราคาถูกพอสำหรับเลี้ยงเด็ก ผลไม้สดก็ควรปลูกฝังนิสัยเด็กให้รับประทานเสียแต่เนิ่นๆ

โภชนาการที่ถูกสุขลักษณะนี้ เป็นทรัพย์อันประเสริฐที่เราจะต้องมอบให้ลูกหลานเราจนถึงอย่างน้อยระยะที่ร่างกายและสมองหยุดเติบโต ระหว่างอายุประมาณ ๑๘–๒๑ ปี พวกเรามักจะนิ่งนอนใจและโอ้อวดว่า เมืองไทยมีข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ ไม่มีใครอดตายแม้จะจนแสนจน ความเข้าใจเช่นนี้ บางครั้งทำให้เราหลงละเลยหลักโภชนาการซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า เรามีหน้าที่ไม่ใช่แต่ให้เด็กอิ่มท้องอย่างเดียว ต้องให้กินอาหารที่เป็นคุณและมีธาตุต่างๆ สมดุลกัน เฉพาะอย่างยิ่งธาตุโปรตีน และต้องงดเว้นสิ่งที่เป็นโทษสำหรับวัยเด็ก เช่น รสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น พิจารณาในแง่นี้แม้แต่ในพระนครและในบ้านที่มั่งคั่งสมบูรณ์ เราก็ไม่ได้ให้อาหารแก่เยาวชนของเราอย่างถูกต้องและเพียงพอ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอีกที่จะต้องเอาใจใส่ทำการพัฒนาประเทศในเรื่องโภชนาการ ซึ่งรวมทั้งการอนามัยโรงเรียนด้วย เป็นลำดับสำคัญสูงเพราะเป็นหลักเบื้องต้นแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งมวล

จิตสำคัญยิ่งกว่ากายฉันใด สุขภาพจิตของเด็กก็สำคัญฉันนั้น และเป็นทรัพย์อันประเสริฐที่เรามีความรับผิดชอบจะต้องให้แก่ลูกของเรา ปัจจัยที่จะทำให้สุขภาพจิตดี ผมได้กล่าวมาบ้างแล้วในด้านโภชนาการ เฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น ๖ เดือน ถึง ๖ ขวบ แต่มีปัจจัยอื่นอีกหลายประการในครอบครัวที่พ่อแม่จะช่วยอำนวยให้แก่เด็กได้ เช่น ความรักเด็ก ความสามัคคีปรองดองระหว่างพ่อกับแม่ ความสนิทสนมระหว่างพ่อแม่กับลูก เป็นต้น ถ้าพ่อแม่ทะเลาะกันเป็นนิจศีล หรือพ่อทิ้งแม่ลูกไปด้วยเหตุประการใดก็ตาม หรือเด็กต้องพรากจากแม่ไปนานๆ เช่นนี้ก็เป็นอันตรายแก่จิตของเด็กในปัจจุบันและอนาคต

นิสัยและสันดานของเด็กที่ได้อบรมมาดี จะเป็นทรัพย์อันล้ำค่าติดตัวเด็กไปตลอดชีพ ฉะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่พึงมอบให้ เช่น นิสัยไม่เห็นแก่ตัว โอบอ้อมอารีแก่ผู้อื่น นิสัยรักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การไม่รังเกียจเดียดฉันท์ต่อมนุษย์อื่นเพราะสัญชาติ ศาสนา ผิว หรือชั้นวรรณะ ความขยันหมั่นเพียร อุตสาหะบากบั่น ความมานะอดทน ความมีระเบียบ ความสะอาด ความมีใจเป็นนักกีฬา แพ้เป็น ชนะเป็น ความใฝ่รู้ ใฝ่หาความจริง และใฝ่หาความประเสริฐ ความรักศิลปะและสิ่งงามสิ่งไพเราะ นิสัยสันดานเหล่านี้เพาะได้ยาก และการปฏิบัติของพ่อแม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างนั้นจะเป็นเครื่องช่วยได้มาก ตัวอย่างเช่นนิสัยอ่านหนังสือ (แทนที่จะเพ่งดูแต่โทรทัศน์) พ่อแม่ช่วยได้มาก โดยเริ่มอ่านให้เด็กสนใจตั้งแต่อายุน้อยๆ ประมาณ ๔ ขวบขึ้นไป

ทรัพย์ที่พึงมอบให้เยาวชนในหัวข้อตอนนี้ ท่านจะสังเกตได้ว่าบางอย่างก็ต้องเสียสละและเกี่ยวกับเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่ส่วนมากเกี่ยวกับน้ำใจ ความวิริยะพากเพียร และสติของผู้ใหญ่

จัดให้มีคู่ครองที่สมควร

สมัยนี้การที่จะนำคำพระมาแนะนำผู้ใหญ่ ให้จัดให้บุตรหลานของตนมีคู่ครองที่สมควรแบบประเพณีโบราณนั้น เห็นไม่สำเร็จได้มากรายนัก เพราะแม้ว่าผู้ใหญ่จะตั้งใจจัดให้สักเพียงใด การคลุมถุงชนหรือแม้แต่การชักนำด้วยอุบายนานาประการ ก็คงจะไปสะดุดกับหลักเสรีภาพในการเลือกคู่ ซึ่งแพร่หลายไปพร้อมกับระดับการศึกษาของเยาวชนทั้งหญิงและชาย แม้ว่าในท้องถิ่นที่ยังถือเป็นประเพณีโบราณ อาจจะมีผู้ปฏิบัติเหลืออยู่บ้าง แต่ถ้าจะตีความข้อนี้ให้กว้าง และให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าหน้าที่รับผิดชอบของผู้ใหญ่ต่อผู้เยาว์ในข้อนี้ยังคงมีอยู่

ในสังคมแต่ก่อน ความต้องการทางเศรษฐกิจมีน้อย ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยจากธรรมชาติทางเพศซึ่งมีกำลังกดดันสูง ผู้ใหญ่ท่านจึงพยายามจัดให้บุตรหลานเป็นฝั่งเป็นฝากันเสียแต่อายุไม่มากนักทั้งหญิงและชาย ในปัจจุบันนี้ เฉพาะอย่างยิ่งในกรุง คนเราจะมีเรือนต้องคิดหน้าคิดหลังหลายอย่าง การเรียน เศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย การเลี้ยงชีพ เป็นเรื่องที่จะต้องนำมาคำนึง ฉะนั้นหนุ่มสาวปัจจุบันนี้จึงแต่งงานกันช้ากว่าแต่ก่อน แต่พลังธรรมชาติทางเพศนั้นคงจะไม่หย่อนกว่าเดิม ฉะนั้นเมื่อเยาวชนของเราควรมีคู่ครองที่สมควรต่อเมื่อถึงเวลาสมควรแล้ว ผู้ใหญ่และเยาวชนควรจะปฏิบัติอย่างไรในระยะที่รอให้ถึงเวลาสมควรนั้น

ในความเห็นของผม ผู้ใหญ่มีหน้าที่ให้ความรู้เรื่องเพศแก่เยาวชน และควรจะกระทำเสียตั้งแต่ก่อนที่ธรรมชาติทางเพศจะมีกำลังแรงสูง ผู้ใหญ่ในที่นี้หมายถึงทั้งพ่อแม่และครูอาจารย์ และความรู้เรื่องเพศนั้น ควรแบ่งออกเป็นความรู้ทางชีววิทยา (เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของเด็กวัยรุ่น) ความรู้ทางอนามัย (เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหา) และความรู้ทางศีลธรรม (เพื่อให้ยับยั้งใจได้)

ในเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและเรื่องที่พูดกันยากเช่นนี้ ความสนิทสนมระหว่างผู้ใหญ่กับเยาวชนเป็นปัจจัยสื่อสารอันสำคัญนัก นิสัยสันดานที่เพาะมาแต่เด็กๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะถ่ายทอดหลักให้เยาวชนทราบ และยึดถือว่าสิทธิและหน้าที่ระหว่างคนต่อคน หญิงกับชาย เมียกับผัวนั้นมีอยู่อย่างไรบ้าง และผลของการล่วงประเวณีจะมีอย่างไรสำหรับทารกที่อาจจะเกิดขึ้นมา และผลจะมีอย่างไรเมื่อภายหลังจากการสำส่อนแล้ว แต่ละคนจะพบคนที่ตนรักตนบูชาเข้าจริงๆ เฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาเรื่องเพศนั้นควรจะช่วยให้เยาวชนรู้จักความแตกต่างกันระหว่างความรักกับราคะตัณหา ระหว่างความรักกับความลุ่มหลงในรูปรสกลิ่นเสียง

เครื่องมือในการกำกับไม่ให้เยาวชนของเราเดินไปในด้านเสื่อมเสียก็มีอยู่บ้างทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ผู้ใหญ่จะต้องป้องกันไม่ให้เยาวชนมีเงินสำหรับจับจ่ายจนเหลือเฟือ การยับยั้งจำกัดทรัพย์แก่เยาวชนบางโอกาสก็เป็นของดี

ถ้าเยาวชนของเรามีเวลาว่างมาก ผู้ใหญ่ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ก็ยังสามารถจะช่วยให้เยาวชนนั้นใช้เวลาว่างไปในทางที่จะข่มธรรมชาติทางเพศได้ด้วยการเรียนหนังสือ การกีฬา การเข้าชุมนุมแบบที่อังกฤษเรียกว่า Youth Club การร่วมกันประกอบสาธารณประโยชน์ เช่น อาสาสมัครไปช่วยคนจน คนพิการ เป็นต้น เหล่านี้ช่วยป้องกันความเสียหายทั้งในเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ

ข้อสำคัญที่สุดคือ ผู้ใหญ่ไม่พึงกระทำกะมิดกระเมี้ยนประหนึ่งว่า ถ้าพูดเรื่องเพศแล้วเป็นเรื่องลึกลับมหัศจรรย์ ผู้ใหญ่ทำได้ เด็กไม่เกี่ยว การปฏิบัติเช่นนี้เป็นการยั่วยุให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น อีกประการหนึ่ง ผู้ใหญ่ไม่พึงเอาต้นเหตุกับปลายเหตุมาปะปนกัน หรือจับเรื่องเล็กสำคัญว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าพวกเราเพียรแต่พูดกันว่า เด็กสาวๆ อย่าใส่กระโปรงสั้นนัก เด็กผู้ชายอย่าไว้ผมยาวนัก คำถามก็จะเกิดขึ้นว่า ทำไม คำตอบปกติก็จะเป็นว่าเพราะผิดประเพณีของไทยเรา แต่คำตอบชนิดนี้เป็นคำตอบชนิดบ่ายเบี่ยง เรื่องผมยาวผมไม่รู้ แต่เรื่องกระโปรงสั้นเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่บางคนอาจจะมีใจอกุศล คิดเรื่องเพศเสียก่อนที่เยาวชนจะคิดถึง และแท้จริงเรื่องความนิยมในการแต่งกายนั้น ก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลสมัย ไม่มีแบบใดยั่งยืน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ไม่ควรเอาใจใส่จนเกินไปนัก ควรมุ่งเพ่งเล็งแต่ในสาระสำคัญกันดีกว่า

ให้ได้ศึกษาศิลปวิทยา

ความสำคัญของการศึกษาต่อเยาวชนนั้น เห็นจะไม่ต้องบรรยายให้ยืดเยื้อในหอประชุมคุรุสภานี้ เพียงแต่เชิญสุภาษิตโลกนิติมาบทเดียวเห็นจะพอ

 

   ความรู้ดูยิ่งล้ำ             สินทรัพย์

คิดค่าควรเมืองนับ           ยิ่งไซร้

เพราะเหตุจักอยู่กับ กายอาต- มานา

โจรจักเบียนบ่ได้             เร่งรู้เรียนเอา

 

กล่าวโดยส่วนรวม การศึกษากับเศรษฐกิจนั้นเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และมีผลต่อกันอย่างสนิท คือถ้าการศึกษาของชาติดี แรงงานของชาติก็ดีตาม และจะช่วยเศรษฐกิจของชาติให้ดีด้วย กลับกัน ถ้าการศึกษาของชาติเลว แรงงานก็เลวตาม และเศรษฐกิจของชาติก็ยิ่งเลวลง อีกประการหนึ่ง การพัฒนาการศึกษานี้ยังช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจได้ถึง ๒ นัย คือนอกจากจะช่วยให้เศรษฐกิจส่วนรวมก้าวหน้าขึ้นแล้ว ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะกระจายทรัพย์สินและรายได้ให้ทั่วถึงกัน ทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสหาความรู้ความเจริญได้เสมอกันยิ่งขึ้น

ในสมัยปัจจุบัน การศึกษาของประเทศไทยเรานี้ ตัวปัญหาวิ่งเร็วกว่าการแก้ไขขบปัญหา ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เด็กที่เข้าโรงเรียนในระยะอายุต่างๆ มีอัตราส่วนต่ำกว่าเมื่อ ๑๐ ปีก่อน และเด็กส่วนใหญ่พื้นความรู้ชั้นประโยคต่างๆ ด้อยกว่าในอดีต แม้ว่าจะมีวิชาที่เรียนมากกว่าเดิมก็จริง ข้อนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ ซึ่งในกรณีนี้คือรัฐบาล และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่จะแก้ไขคือการพัฒนาการศึกษาเป็นอันดับสูง จะแก้ว่าเศรษฐกิจไม่อำนวยไม่ได้ เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่อำนวยการศึกษา ความเสื่อมในการศึกษาจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจจมลึกลงไป

แต่ในการแก้ไขปัญหาการศึกษานั้น ต้องยอมรับว่าทรัพยากรที่จะนำมาใช้นั้นมีจำกัด จำเป็นจะต้องจัดการให้ทั้งเงินและคนและสถานที่ได้ทำประโยชน์สูง

ในการนี้ การจัดระเบียบราชการภายในกระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยต่างๆ การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบออกไปเป็นหลายกระทรวง ระบบการจัดและควบคุมครู ตลอดจนรายได้ของครู ระบบคุรุสภาทั้งระบบ ตลอดจนการปฏิบัติงานของสภาการศึกษาแห่งชาติ ควรจะเป็นเรื่องที่เราทั้งหลายทุกฝ่ายมาร่วมกันพิจารณาอย่างปราศจากอคติ และโดยเล็งผลส่วนรวม ในเรื่องพวกนี้เราทั้งหลายทุกฝ่ายอาจจะต้องสละความหยิ่งลงบ้าง ถ่อมตนให้มาก ไม่ถือทิฏฐิมานะ ไม่พะวงคิดแต่ว่าเราเป็นครูบาอาจารย์ชั้นสูงจนแก่เฒ่าป่านนี้แล้ว พูดอะไรออกไปจะต้องถูกหมด ครูเก่าก็รับผิดได้เหมือนกัน เพราะเราทุกคนรับผิดชอบต่อเยาวชนทั้งชาติ

การพัฒนาการศึกษาในชนบทนั้น มีสาระสำคัญพิเศษ ๒ ประการ คือ ประการที่หนึ่ง เด็กนักเรียนมักจะออกจากโรงเรียนไปเป็นอันมากเมื่อครบวาระการศึกษาภาคบังคับ และอีกประการหนึ่ง คือ ครูที่สอนวิชาที่สำคัญๆ มักจะขาดแคลนหายาก

ตราบใดที่นักเรียนในชนบทละการศึกษาไปตั้งแต่อายุยังน้อย ตราบนั้นความรู้ที่จะติดตัวเยาวชนไปย่อมไม่แน่นแฟ้น ไม่ช้าก็ลืม กลับสูญไป ในกรณีเช่นนี้ จนกว่าเราจะสามารถระดมกำลังทางเศรษฐกิจ สร้างครู สร้างโรงเรียนให้พอที่จะขยายการศึกษาภาคบังคับ เราจะต้องพยายามติดตามนักเรียนเก่าไปให้การศึกษาเพิ่มเติม และควรจะพยายามแทรกความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แก่อาชีพของนักเรียนรุ่นใหญ่นี้จริงๆ เพื่อเป็นที่สนใจแก่เขา เพราะเขาเห็นประโยชน์ทันตา การจัดการติดตามฝึกฝนเยาวชนที่ออกไปจากโรงเรียนไปแล้วให้ได้ศึกษาอบรมนี้ ควรจะกระทำทั้งในชนบทและในกรุง ทั้งในด้านเกษตรและในด้านช่างฝีมือ

ความขาดแคลนครูวิชาสำคัญๆ ในชนบท เป็นผลร้ายแก่เยาวชนในท้องถิ่นนั้นยิ่งนัก วิธีแก้เห็นจะต้องกระทำหลายๆ ทางคือ อาจจะใช้วิธีเศรษฐกิจชักจูงให้ครูดีไปสู่ชนบทโดยให้รายได้เพิ่มขึ้นประจำตำแหน่ง และอาจจะใช้วิธีส่งบัณฑิตอาสาสมัครผลัดเวียนกันไปสอนในชนบทแต่ละแห่งเพียงระยะสั้นๆ จนกว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้สำเร็จ ต้องอาศัยวิธีเสาะแสวงหาช้างเผือกจากป่า คือนักเรียนที่เรียนดีพิเศษในชนบท ส่งเสริมให้ได้ย้ายไปเรียนในโรงเรียนที่ดีในกรุงต่อไป

สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคตของไทยเรา แสดงว่าคนไทยเราจะต้องใช้วิชาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิคมากขึ้นทุกทีแม้แต่ในการเกษตร เนื่องจากประชากรของไทยเพิ่มขึ้นโดยรวดเร็ว และที่ดินเพาะปลูกมีอาณาเขตจำกัด การเพิ่มพืชผลด้วยวิธีขยายเนื้อที่เพาะปลูกซึ่งเคยทำกันมาแต่ก่อน จะกระทำต่อไปไม่ได้นาน จะต้องหันไปใช้วิธีใช้เนื้อที่น้อย เพาะปลูกให้ได้ผลมาก วิธีนี้จะต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเกี่ยวกับการใช้น้ำ การบำรุงดิน การปราบศัตรูพืช การคัดพันธุ์พืช และการเก็บรักษาพืชผล เป็นต้น ในด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมก็เช่นเดียวกัน ความรู้ทางช่างโลหะ ช่างกล ช่างไม้ ช่างสำรวจ และช่างอื่นต่างๆ เราจะต้องใช้มากขึ้นทุกวันแม้ในด้านการเลขานุการ การจัดทำบัญชี การควบคุมงาน การอำนวยการ หรือในราชการแต่ละด้าน ความรู้ในวิชาชีพมีความสำคัญมากขึ้นทุกทีในทุกระดับและทุกแขนงงาน คนที่รู้แต่เพียงหนังสือเช่นคนที่เรียนสำเร็จประโยคมัธยมตอนต้นหรือตอนปลาย ถ้าจะหางานทำจะต้องมีวิชาชีพเข้าประกอบ มิฉะนั้นจะหาทางประกอบอาชีพยากขึ้นทุกที และพิจารณาจากการประกอบกิจต่างๆ เช่น เหมืองแร่ โรงงานอุตสาหกรรม หรือพ่อค้า ธนาคาร หรือพยาบาล คนระดับมัธยมอาชีวะหรือวิชาชีพยังขาดแคลนอยู่มาก

ฉะนั้นการอำนวยการศึกษาด้านอาชีวะจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษในสมัยพัฒนาเศรษฐกิจนี้ และนอกเหนือไปจากที่รัฐบาลจะระดมกำลังเงินและกำลังคนเพิ่มการศึกษาด้านอาชีวะนี้แล้ว ผู้ปกครองเด็กและครูบาอาจารย์เองควรจะใช้วิธีอันแยบคายแนะแนวให้นักเรียนเอาใจใส่ต่อการศึกษาประเภทนี้ยิ่งขึ้น ทุกวันนี้ เด็กนักเรียนชั้นมัธยมส่วนใหญ่มักจะมุ่งหมายที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้ปริญญา แต่มีนักเรียนเป็นอันมากที่จะไม่สามารถเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ มิใช่เป็นเพราะรัฐบาลไม่สามารถขยายมหาวิทยาลัยรับนักเรียนขั้นอุดมเพิ่มขึ้น แต่เป็นเพราะพื้นความรู้และความสามารถของนักเรียนจำนวนมากไม่เหมาะสำหรับการศึกษาในมหาวิทยาลัย ถ้าเผอิญหลุดเข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ ก็มีเป็นจำนวนไม่น้อยที่เรียนไม่สำเร็จ ต้องคัดชื่อออก เป็นการเสียเวลาและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ฉะนั้นแทนที่จะพยายามเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนจำนวนหนึ่งนี้ควรจะได้รับคำแนะนำให้เรียนเพื่อให้จบชั้นมัธยมอาชีวะหรือชั้นวิชาชีพ แต่ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องจัดการอำนวยการสอนทางอาชีวศึกษาให้ได้ดีจริงๆ ประการหนึ่ง และวางอัตราเงินเดือนสำหรับนักเรียนที่สำเร็จวิชาชีพ
ให้เหมาะ และให้มีอนาคตดีพอสมควร

อาชีวศึกษาทางด้านเกษตรนั้นยิ่งมีความสำคัญยวดยิ่งสำหรับประเทศไทย และสำหรับระบบเศรษฐกิจที่เราจะมีต่อไปอีกในอนาคต ปัญหาเรื่องครู ปัญหาเรื่องการปฏิบัติงาน และการปฏิรูปทางหลักสูตร เป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ไขโดยเร็ว

หลักสูตรและวิธีสอนไม่ว่าจะเป็นชั้นประถมศึกษาหรือมัธยม-
ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอาชีวะหรือสายสามัญ ถ้าเรายึดถือใช้แบบเดียวกันทั่วประเทศ ผมเกรงว่าจะไม่ได้ผล เพราะประเทศไทยเราแต่ละท้องถิ่นก็มีลักษณะเศรษฐกิจแตกต่างกันไป บ้างก็หนักในทางเกษตร บ้างก็หนักทางเหมืองแร่และทำไร่ทำสวน เราน่าจะจัดหลักสูตรและวิธีสอนให้เข้ากับลักษณะของแต่ละท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจและสนใจแก่นักเรียนให้ดี เช่น เอาโจทย์เลขเรื่องน้ำไหลออกจากท่อประปาไปให้เด็กในถิ่นที่ไม่มีน้ำประปาจะยุ่งยากแก่ความเข้าใจของเด็ก การสอนวิทยาศาสตร์เบื้องต้น ที่มีตัวอย่างเกี่ยวกับ ดิน น้ำ และพืช จะเป็นที่สนใจและเป็นประโยชน์แก่นักเรียนในถิ่นที่ทำนาทำสวนแม้จะเป็นเด็กชั้นประถมมากกว่าที่จะนำวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมหรือ ไฟฟ้าที่เด็กไม่เคยเห็น

การศึกษาชั้นอุดมนั้น แตกต่างกับการศึกษาชั้นมัธยมอยู่หลายประการ ทั้งในด้านวัยของนักเรียน ในด้านวิชาที่เรียนกับวิธีเรียน นักเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ในวัยที่เกือบจะเป็นผู้ใหญ่แล้วควรจะให้มีอิสรภาพและความรับผิดชอบในตนเองเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่ได้จริงๆ และเป็นบัณฑิตได้จริงๆ การเรียนก็ควรจะเป็นไปในรูปเรียนด้วยตนเองมากกว่าที่จะพึ่งครู นักเรียนกับครูในชั้นอุดมศึกษาควรจะมีสายสัมพันธ์ด้านวิชาการ ๒ ทางคือ จากครูไปสู่นักเรียน และจากนักเรียนไปสู่ครูด้วย มิใช่ครูเป็นผู้บอกสอนนักเรียนอย่างเดียวแบบในชั้นมัธยม และวิชาที่เรียนในชั้นอุดมศึกษานั้นก็เป็นวิชาชั้นสูง มิใช่ว่าใครที่สำเร็จมัธยมศึกษาแล้วจะสามารถเรียนได้สำเร็จทุกคน ฉะนั้นจึงควรมีการคัดเลือกความสามารถเบื้องต้นเสียก่อนให้แน่ใจว่าจะไม่เสียเวลาเปล่า ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

การรับนักเรียนเข้าเรียนในชั้นอุดมศึกษาในแขนงวิชาต่างๆ นั้น จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความต้องการทางสังคมและเศรษฐกิจด้วย หากไม่คำนึงถึงข้อนี้ ต่อไปในไม่ช้าจำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกมาจะไม่สมดุลกับความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคม อาจจะมีบัณฑิตบางจำพวกที่ผลิตได้น้อยไป เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ ครุศาสตร์ เกษตรศาสตร์ เป็นต้น และขณะเดียวกันบัณฑิตบางจำพวกอาจจะล้นตลาด ฉะนั้นการวางแผนการศึกษาชั้นอุดมจึงควรระมัดระวังข้อนี้เป็นพิเศษ

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการร่างกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่ทราบกันจากข่าวหนังสือพิมพ์แล้ว จะมีลักษณะแตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในปัจจุบัน คือผู้ที่จะเข้าศึกษาไม่ต้องสอบแข่งขันหรือคัดเลือก เพียงแต่มีความรู้ระดับ ม.ศ.๕ หรือเทียบเท่าก็พอ วิธีการศึกษาก็ไม่บังคับให้เข้าฟังคำสอนหรือเข้าชั้นเรียนหรือสัมมนาฝึกฝน นัยว่าถ้าสอบไล่ได้ครบหลักสูตร ๔ ปี ก็ได้รับปริญญา และส่วนมากของวิชาที่จะให้เรียนในมหาวิทยาลัยนี้เป็นสังคมศาสตร์

ในปัจจุบันนี้ ผมยังไม่ได้เห็นหลักสูตรและเนื้อหาของวิชาต่างๆ ที่จะจัดขึ้นสำหรับมหาวิทยาลัยนี้ และยังไม่ทราบว่ามาตรฐานของการสอบไล่จะเป็นอย่างไร ทราบจากการสนทนากับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เสนอ และผู้สนับสนุน ว่าจะพยายามให้มาตรฐานของมหาวิทยาลัยนี้สูงเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยปัจจุบัน

แต่มีปัญหาที่ผมเห็นควรที่จะเสนอหลายประการที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้ คือ

๑. เมื่อนักศึกษาไม่ต้องสอบแข่งขันคัดเลือกเข้ามา ก็เท่ากับว่าต่อไปนี้นักศึกษาชั้นมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะมี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งต้องสอบคัดเลือกเข้า อีกประเภทหนึ่งไม่ต้อง ประเภทหลังนี้อาจจะเป็นผู้ที่พยายามสอบคัดเลือกเข้าที่มหาวิทยาลัยอื่นแล้ว แต่ไม่สำเร็จ จึงมาเข้ามหาวิทยาลัยใหม่นี้ เช่นนี้น่าเกรงว่าคุณสมบัติเบื้องต้นของนักศึกษามหาวิทยาลัยใหม่จะด้อยว่านักศึกษาอื่นๆ โดยทั่วไป

๒. เมื่อวิธีการศึกษาไม่เข้มงวดให้ต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ หรือไม่เข้มงวดให้ต้องมีการอ่านตำราโดยกว้างขวางแบบในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน คงจะมีการสมัครสอบไล่อย่างเสี่ยงโชคมิใช่น้อย และถ้าจะรักษามาตรฐานในการสอบไล่ให้เท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยปัจจุบัน ผมก็เกรงว่าผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาจากมหา-
วิทยาลัยนี้จะมีเป็นจำนวนน้อย และถ้าผลิตบัณฑิตออกมาได้เป็นจำนวนน้อยเทียบกับจำนวนผู้ที่เข้าศึกษาแล้ว ปัญหาก็จะมีว่า

(ก) จะคุ้มกับการที่รัฐบาลจะลงทุนสร้างมหาวิทยาลัยใหม่นี้หรือไม่ และ

(ข) จะเป็นการชักจูงให้เยาวชนเป็นจำนวนมากหลงเข้าใจผิดไปหรือไม่ว่า ตนควรจะใช้เวลาเรียนในมหาวิทยาลัยนี้แทนที่จะคิดไปเรียนวิชาชีพ หรือทำงานประกอบอาชีพให้เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจ

๓. เมื่อมหาวิทยาลัยนี้ตั้งขึ้นโดยมีเหตุผลทางการเมืองเพื่อป้องกันแก้ไขคำร้องทุกข์ของนักเรียน ว่ารัฐบาลไม่จัดให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ต่อไปแม้ว่าจะพยายามรักษามาตรฐานการสอบไล่ไว้ แต่มีการผลิตบัณฑิตได้น้อยคน นักศึกษาเหล่านี้จะมิร้องเรียนต่อไปอีกหรือว่ารัฐบาลกักกันไว้ไม่ให้ตนสำเร็จการศึกษา และรัฐบาลจะใช้เหตุผลทางการเมืองอีกหรือไม่ ที่จะทำให้ใจอ่อนหย่อนมาตรฐานลงมาให้เป็นที่พอใจแก่นักเรียน และถ้าหย่อนมาตรฐานลงมาจริง ปัญหาต่อไปก็คงจะเกิดขึ้นในแง่ความแตกต่างระหว่างคุณค่าปริญญาของมหา-
วิทยาลัยนี้กับปริญญาของมหาวิทยาลัยปัจจุบัน

ผมเข้าใจว่าปัญหาเหล่านี้และปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยดังกล่าว ยังไม่ได้มีการอภิปรายกันให้ถี่ถ้วนเพื่อประโยชน์ของเยาวชน และเพื่อประโยชน์ของเศรษฐกิจ ผมเห็นว่าควรจะได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และเมื่อเห็นช่องทางปลอดโปร่งแล้ว จึงควรจะดำเนินการไป แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการคิดให้รอบคอบและอภิปรายกันให้แน่นอน การด่วนดำเนินการไปก่อนแล้วหวังไปแก้ปัญหากันทีหลัง จะทำให้การดำเนินงานราบรื่นได้ยาก และอาจจะเป็นผลร้ายแก่เยาวชน และแก่เศรษฐกิจของชาติได้โดยง่าย

ห้ามความชั่ว ส่งเสริมความดี

ความสำคัญของการอบรมสั่งสอนเยาวชนให้อยู่ในศีลธรรมให้กลัวบาป ให้ประพฤติตนในทางดีงามนั้น ย่อมเป็นที่เข้าใจชัดแจ้งกันอยู่แล้ว และพ่อแม่ ครูอาจารย์ ตลอดจนผู้ใหญ่ในราชการย่อมเข้าใจดี และถือเป็นความรับผิดชอบที่จะพยายามพร่ำสอนอบรมเยาวชนในทางที่ดีอยู่เป็นเนืองนิจ

แต่ความรับผิดชอบในเรื่องนี้ มิได้จำกัดอยู่ที่คำพูด คำอบรม คำสั่งสอน พ่อแม่ที่พูดปดเป็นนิสัย แม้จะพร่ำสอนเด็กมิให้พูดปดสักเท่าใด แต่เด็กเห็นตัวอย่างผู้ใหญ่พูดปดอยู่ตำตา เด็กนั้นก็จะเห็นในไม่ช้าว่า คำสั่งสอนก็เป็นคำสั่งสอน ส่วนการปฏิบัตินั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องพูดปดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเรื่องเดียว เรื่องลักขโมย เรื่องฉ้อโกง เรื่องเสพสุรามึนเมา หรือเรื่องบาปอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน จะห้ามเยาวชนด้วยปากอย่างเดียวไม่ได้ ผู้ใหญ่ต้องยับยั้งห้ามตนเองด้วย

ทุกวันนี้ แทบทุกประเทศ เยาวชนประพฤติตนไปในทางที่แปลก ที่เราเรียกกันว่าฮิปปี้ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเรียกชื่ออย่างอื่นแล้วก็มี ซึ่งความจริงมีหลายประเภท และหลายระดับ เพราะบางพวกเสพยาเสพติดก็มี ที่ไม่เสพก็มี บางพวกสำส่อนในทางเพศ บางพวกก็ไม่สำส่อน แต่สรุปข้ออ้างของเหล่าฮิปปี้นี้ก็คือ ผู้ใหญ่ทำปัญหาไว้ให้เยาวชนรุ่นเขา ผู้ใหญ่เอะอะก็จะรบราฆ่าฟันกัน ทำสงครามกัน ผู้ใหญ่สร้างปัญหาทางสังคมไว้มาก ทำให้มีคนมั่งมีเกินไป คนจนเกินไป ผู้ใหญ่จัดชั้นวรรณะเรื่องผิวจนเป็นสงครามระหว่างผิว ผู้ใหญ่เสพสุราได้แต่ห้ามเยาวชนสูบกัญชาซึ่งเป็นพิษน้อยกว่าสุราเป็นไหนๆ ผู้ใหญ่เคียดแค้นกัน แต่พวกเขาให้เยาวชนรักกัน และผู้ใหญ่พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง เยาวชนจึงหมดที่พึ่ง เสื่อมศรัทธาสิ้นนับถือ

แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยและไม่ศรัทธาต่อลัทธิของฮิปปี้ แต่คงจะมีน้อยคนนักที่สามารถโดยสุจริตใจที่จะปฏิเสธเสียโดยสิ้นเชิงว่า ข้ออ้างของฮิปปี้นี้ไม่มีมูลแห่งความจริง ฉะนั้นการกระทำของผู้ใหญ่นี้เป็นสิ่งสำคัญและพวกเราน่าจะหาวิธีแก้ไขการปฏิบัติของผู้ใหญ่นี้แหละ

ในระบบเศรษฐกิจที่เราเรียกกันว่าระบบพัฒนา คือระบบเร่งรัดให้เศรษฐกิจก้าวหน้าไปโดยเร็วนี้ เรามักจะเอาใจใส่ในด้านวัตถุค่อนข้างมากจนเกินควร และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจแม้จะเปลี่ยนไปในทางเจริญก้าวหน้า ก็ย่อมก่อให้เกิดความระส่ำระส่ายด้านสังคมในหมู่ประชาชนอยู่มาก การครองชีพก็จะรัดตัวขึ้นทุกวัน การแข่งขันกัน การชิงตำแหน่งกันระหว่างคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวจะมากขึ้นทุกที และเมื่อพัฒนาทางเศรษฐกิจได้ผลดีพอสมควร ก็ย่อมมีบางหมู่ที่ได้รับประโยชน์ทางทรัพย์สินเงินทองมากกว่าหมู่อื่น ผู้มีรายได้ทรัพย์สินมากย่อมใช้จ่ายมากบางรายก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนถึงกับเกิดอบายมุขแบบใหม่ขึ้นทั่วไป ช่องทางที่จะยั่วยวนเยาวชนให้ลุ่มหลงในทางชั่วย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรมดา การหลีกเลี่ยงบาปและการประกอบคุณงามความดี จึงทำได้ยากขึ้นเป็นทวีคูณ

การคมนาคมระหว่างประเทศและภายในประเทศ วิทยุโทรทัศน์ สื่อมวลชนประเภทต่างๆ สะดวกสบายยิ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้มีช่องทางยั่วยวนเยาวชนมากขึ้น โดยมากเป็นการเอาอย่างคนที่มีชื่อเสียง เป็นดาราภาพยนตร์ หรือนักเพลง หรือเยาวชนบางคนที่มีรายได้สูงอย่างมหาศาล

ภายในประเทศเล่า ตัวอย่างก็มีอยู่ ที่มีผู้สามารถกระทำบาปได้โดยไม่ต้องรับโทษ ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้รับความสุขสำราญบ้านเรือนใหญ่โต มีคนเคารพนับถือกราบไหว้รอบด้าน มีความเด่น และมีบุญบารมี เยาวชนส่วนใหญ่ย่อมอดเสียมิได้ที่จะรับนับถือให้เป็นยอดคน

ที่ผมกล่าวมานี้ มิใช่จะกล่าวด้วยความหมดหวัง แต่ใคร่จะเสนอว่า ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ในการที่จะห้ามเยาวชนมิให้ทำบาปและส่งเสริมให้ทำความดีความงามนั้นยากขึ้นทุกวันเฉพาะอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจเร่งรัดพัฒนา ผู้ใหญ่บางคนที่กล่าวว่า เราจะพัฒนาเศรษฐกิจให้สำเร็จดี ต้องยอมผ่อนผันให้มีการทุจริตบ้างนั้น เป็นผู้ใหญ่ซึ่งไม่รับผิดชอบต่อเยาวชน ถ้าจะต้องทุจริตกันจึงพัฒนาเศรษฐกิจได้แล้ว ผมว่าอย่าพัฒนากันเลยปล่อยให้กินเผือกกินมันกันอย่างสุจริตดีกว่า

ที่ผมกล่าวว่าไม่หมดหวังนั้น ก็เพราะเท่าที่สังเกตดูเยาวชนทั้งในมหาวิทยาลัย ในโรงเรียน และที่อื่นๆ ความบริสุทธิ์ใจและความกลัวบาปยังมีอยู่โดยทั่วไป ขอให้ผู้ใหญ่ชักนำให้ดีชักนำด้วยการกระทำและความประพฤติเป็นตัวอย่าง อย่าเพียงแต่ชักนำด้วยปากอย่างหนึ่ง ใจอย่างหนึ่ง

สรุป

ระบบเศรษฐกิจในระยะพัฒนานี้ ก่อปัญหาให้เยาวชนเป็นอันมาก ทั้งในด้านอาหาร ด้านอนามัย ด้านอุปนิสัย ด้านเพศ ด้านการศึกษาอบรม และในด้านความประพฤติ เป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ทุกประเภทที่จะช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นโยบายวางแผนครอบครัวระดับชาติจะช่วยทำให้ปัญหาใหญ่ๆ ผ่อนคลายลงบ้าง

อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะจัดระบบเศรษฐกิจและสังคมเหลือไว้ให้อนุชนมีปัญหาน้อยที่สุดที่จะทำได้เพื่ออำนวยให้เยาวชนได้เติบโตและดำรงสัมมาอาชีวะอยู่ในสังคมซึ่งเจริญด้วยสมรรถภาพ เสรีภาพ ความยุติธรรม และความเมตตาปรานี

ขอบคุณ