ห้องสมุดในทัศนะของข้าพเจ้า

ห้องสมุดในทัศนะของข้าพเจ้า

บรรยาย ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี พระนคร
เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๑

(ในการประชุมสามัญประจำปี ๒๕๑๑
ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย)

 

 

 

ผมมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในการประชุมประจำปีของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย วันนี้ และขอแสดงความชื่นชมในการที่สมาคมนี้ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก มีสมาชิกมากมายและกิจการกว้างขวาง และได้ส่งเอกสารของสมาคมให้ผมได้อ่านอยู่เป็นประจำ (และดูเหมือนไม่เคยเรียกให้บำรุง วิสัยนักเศรษฐกิจถ้าเขาไม่ทวง จะเอาเงินไปให้เขา เขาอาจจะหาว่าสบประมาท)

วันนี้คุณรัญจวน อินทรกำแหง คุณจิตตรา ประนิช และพวกกะเกณฑ์ให้ผมเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน มีอย่างหรือคนไม่มีความรู้เรื่องบรรณารักษศาสตร์สักนิดเดียว เกณฑ์ให้มาพูดเรื่องห้องสมุดกับบรรดาเซียนห้องสมุดทั้งหลาย ผมมีประสบการณ์แต่เฉพาะอ่านหนังสือจากห้องสมุด ยืมแล้วคืนบ้างไม่คืนบ้างอ้างว่าลืม ซื้อหนังสือมาให้
คนอื่นยืมแล้วเขาคืนบ้างไม่คืนบ้างก็มี กรรมสนองกรรม ไม่นานมานี้ คุณภัทลี สมบัติศิริ กลับจากดูงานฝึกงานห้องสมุดจากต่างประเทศ มาบอกว่าเดี๋ยวนี้คติของห้องสมุดสมัยใหม่เขาว่า “หนังสือหายดีกว่าไม่มีใครยืม” คตินี้ค่อนข้างจะเข้าที ทำให้คลายหิริโอตตัปปะเรื่องโกงหนังสือได้บ้าง แต่ตามคติสมัยเก่าของผมก็เข้าใจว่า “มีคนยืมหนังสือไปอ่านมากๆ แล้วไม่หาย เอากลับมาคืนตามกำหนดครบถ้วนเป็นดีที่สุด”

เมื่อผมไม่รู้ว่าจะเอามะพร้าวห้าวประเภทไหนมาขายสวน ผมก็ขอความกรุณาว่าผมจะขอเดาเอาและคงจะพูดไม่ยืดยาวนักเหลือเวลาไว้แลกมะพร้าวกันดีกว่า คือขอพูดก่อนสั้นๆ แล้วขอเชิญท่านทั้งหลายอภิปรายและแสดงทัศนะของท่านบ้าง ถ้าเผอิญมีปัญหาที่ท่านกรรมการหรือสมาชิกประสงค์จะจับตัวผมมาถาม และผมพอตอบได้ก็เป็นโอกาสของท่านแล้ว

หนังสือช่วยให้คิด – คิดแล้วเป็นมนุษย์

ในทัศนะของผม คนเราขาดห้องสมุดไม่ได้ เพราะหนังสือเป็นอาหารของสมองและจิตใจ ถ้าคนเราไม่อ่านหนังสือ เขาเอาเวลาไปทำอะไรกัน ผู้ชายก็กินเหล้า ผู้หญิงก็เล่นไพ่ ทั้งผู้ชายผู้หญิงอาจจะใช้เวลานินทาคนนั้นคนนี้ ปากไม่อยู่สุข ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สมัยนี้ก็ดูโทรทัศน์กัน ภาพเขาป้อนเข้าตา เสียงเขายัดเข้าหู และถ้าจะจัดรายการโทรทัศน์ให้เป็นที่เร้าใจกันจริงๆ ต้องทำให้ภาพและเสียงนั้นกระทบประสาทที่ผิวเผิน ลีลาต้องรวดเร็ว อย่าให้ผู้ชมมีเวลาคิดเพียงแต่ให้รู้สึกเพลินๆ หรือเสียวสยอง หรือโกรธ หรือเอาใจช่วย ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ถ้าให้โอกาสผู้ชมคิดนานๆ ก็จะเป็นเรื่องจืด เช่นนี้เป็นต้น ฉะนั้นผมสรุปได้ว่าถ้าคนเราอ่านหนังสือ เรามีเวลาคิดไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน เพราะทำได้ตามจังหวะและลีลาของตน ถ้าไม่อ่านหนังสือ มักจะไปทำอย่างอื่นที่ทำให้ไม่มีโอกาสคิดกว้างขวาง กินเหล้าก็สมองเสื่อมจะไปคิดอะไรได้ เล่นไพ่ก็คิดแต่เพียงเจ็บใจมือบนว่ากักไพ่ ไปงานค็อกเทลก็ต้องทำหน้าทะเล้น พูดกับคนรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง คิดอยู่แต่ว่าเจ้าหมอที่เข้ามาพูดด้วยนี้หน้าคลับคล้ายคลับคลา ชื่ออะไรหนอ ดูโทรทัศน์ก็ให้เขาจูงจมูก จูงสมอง ยั่วประสาทตื้นๆ มีที่เทียบได้กับการอ่านหนังสืออยู่อย่างเดียวในเรื่องยั่วให้คิด เปิดโอกาสให้คิด คือการสมาคมสนทนากับคนฉลาด ที่พระท่านว่าจะทำให้เราฉลาดขึ้น คนเราถ้าไม่คิดแล้วเกือบไม่แตกต่างกับสัตว์เดรัจฉาน จริงไหมครับ

จากบ้านไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัย

ในการศึกษาหรือวิจัย ท่านทั้งหลายย่อมตระหนักดีว่าห้องสมุดสำคัญเพียงใด ในมหาวิทยาลัยของไทยเรา ตราบใดที่เรายังใช้ระบบยัด คือ ครูพูด นักเรียนฟัง จดบ้างไม่จดบ้าง วิชาย่อมเรียวลงทุกที เราต้องให้นักศึกษาของเราเข้าห้องสมุดอ่านตำราต่างๆ จากครูบาอาจารย์ ผู้เขียนวิชาการจากทุกๆ ประเทศทั่วจักรวาล ให้สมกับที่มหาวิทยาลัยของเราถอดความจากคำอังกฤษ University แปลตามความเห็นของผมว่า เป็นที่ถ่ายความรู้ของจักรวาล ทีนี้นักศึกษาของเรามีนิสัยอ่านตำราจริงหรือเปล่า คำตอบก็คือยังน้อยนักที่อ่านตำราจริงๆ ตามปรารถนา สาเหตุมีอยู่หลายประการ ผมขอยกขึ้นมา ๓ ประการ คือ (๑) ครูผู้สอนออกข้อสอบไล่แต่เฉพาะในข่ายแห่งคำบรรยายของตน (๒) ตำราไทยมีน้อย ตำราฝรั่งมีมาก อ่านภาษาฝรั่งไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๒ ประการนี้เราต้องแก้ไข จะแก้อย่างไร ผมจะขอกวนประสาทท่านผู้ฟัง โปรดคิดเอาเอง เพราะมีวิธีหลายวิธีซึ่งต้องใช้วิริยะอุตสาหะมากสักหน่อย และเรื่องนี้ผมใคร่จะไม่ขยายความในตอนนี้ (๓) อยากพูดถึงสาเหตุประการที่ ๓ ที่ทำให้นักศึกษาไม่อ่านตำราคือ เราไม่เคยเพาะนิสัยมา เรื่องนิสัยการอ่านหนังสือนี้คงจะโยนกันไปได้เป็นทอดๆ มหาวิทยาลัยก็ติโรงเรียนมัธยมว่าไม่เพาะนิสัยเด็กให้อ่าน โรงเรียนมัธยมก็โยนกลองไปให้โรงเรียนประถม โรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนต่างๆ ก็ปัดสวะไปได้ บอกว่าทางบ้านผู้ปกครองของเราไม่เอาใจใส่ในเรื่องนี้

การโยนความผิดความบกพร่องกันไปเป็นทอดๆ อย่างที่ว่านี้มีทั้งข้อที่ถูกและข้อที่ผิด ความจริงคือทุกฝ่ายทุกระดับต้องพยายามเพาะนิสัยเด็กของเราให้รักหนังสือ ให้อ่านหนังสือ ความรับผิดชอบของ
ผู้ปกครอง แน่ละเป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานเพราะเด็กอยู่บ้านก่อน และมากกว่าเข้าโรงเรียน และการฝึกนิสัยต่างๆ ต้องเริ่มตั้งแต่เยาว์วัยจริงๆ จึงจะสำเร็จได้ตามความมุ่งหมาย คำถามที่ใคร่จะถามบิดามารดาทุกคนก็คือ (๑) ได้เคยอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่อายุ ๔ ขวบขึ้นไปหรือไม่ (๒) เมื่อลูกโตได้สัก ๗–๘ ขวบ ได้เคยเล่นกับเด็กไหม ในทำนองที่พ่อแม่อ่านให้ฟัง ๑๐ นาที สลับกันไปแล้วลูกอ่านให้พ่อแม่ฟังสัก ๕ นาที (๓) เมื่อลูกโตขึ้นอีกหน่อยลูกของเราได้เห็นเราอ่านหนังสือเอง ไปยืมหนังสือห้องสมุดมาให้ลูกอ่าน ซื้อหนังสือที่เหมาะเป็นของขวัญให้เด็กในวันเกิด ปีใหม่ ฯลฯ หรือเปล่า ถ้าจะเห็นว่าคำถามเหล่านี้วุ่นไปเปล่าๆ เพราะค่าครองชีพสมัยนี้ นักเศรษฐกิจ นักการเมืองทำเสียป่นปี้ ทั้งพ่อทั้งแม่ต้องออกทำงานเลี้ยงชีพจนไม่มีเวลา ไม่มีสติปัญญาพอที่จะสละให้ลูกได้ ถ้าย้อนมาเช่นนี้ คำตอบก็คือเราไปทำงานเพื่อให้ลูกได้กินอาหารกาย เราเลยลืมอาหารใจของลูก อะไรสำคัญกว่ากัน แล้วก็เอาคนอื่นมาดูแลลูกเรานั้น เราให้ความยุติธรรมแก่ลูกเราพอแล้วหรือ

ถ้าไม่เกรงใจก็อยากถามท่านผู้เชี่ยวชาญทางบรรณารักษศาสตร์ที่มาประชุมกันวันนี้ว่า ท่านเคยละเลยการป้อนอาหารใจสำหรับบุตรของท่าน หลานของท่าน น้องของท่านหรือไม่ เคยทำตัวอย่างที่ดีแก่บุตรหลานของท่านหรือเปล่า

หนังสือในชนบท

ในชนบท ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าบิดามารดาผู้ปกครองของนักเรียนมักจะไม่สนใจที่จะสนับสนุนให้บุตรหลานของตนเล่าเรียนให้มากนัก พอพ้นอายุเกณฑ์ หรือพอพ้นประถมปีที่ ๔ ก็ถอนนักเรียนออกจากโรงเรียนเป็นส่วนมาก ครูบาอาจารย์ก็มีน้อย ที่มีอยู่ก็เอาใจใส่นักเรียนมากบ้างน้อยบ้างตามบุญตามกรรม ผลก็คือนักเรียนส่วนใหญ่เมื่อออกจากโรงเรียน หนังสือไม่แตกฉาน ที่แตกฉานก็คงมีบ้าง แต่ในไม่ช้าก็ลืมเพราะไม่ได้ฝึกฝนวิชาสืบไป

ในกรณีเช่นนี้ ผมคิดว่าห้องสมุดเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้เด็กวัยรุ่นของเราทั้งที่รู้หนังสือพอควรให้รักษาความรู้นั้นได้ตลอดไป และที่ยังไม่รู้มากพอรู้มากขึ้น ปัญหามีอยู่ว่า หนังสือชนิดใดที่จะยั่วยุให้เด็กเหล่านี้สนใจอ่าน และบรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไรที่จะชวนให้เขารู้สึกดึงดูดให้เข้าห้องสมุด และเมื่อเข้ามาแล้วก็ติดใจอ่านหนังสือ ปัญหาเหล่านี้ท่านทั้งหลายคงจะตอบได้ดีกว่าผม เพราะอาชีพของท่านมีจุดหมายอยู่ที่จะดึงดูดให้คนอ่านหนังสือ มะพร้าวห้าวที่ผมขอเสนอขายท่านทั้งหลายมีเพียงว่าโปรดหาวิธีให้เหมาะสำหรับดึงดูดใจผู้ที่ท่านต้องการให้อ่านหนังสือ ถ้าเอาคำปราศรัยของนักการเมืองไปล่อใจให้อ่าน หรือถ้าห้องสมุดของท่านมีแต่หนังสือเทศน์ ผมเกรงจะไม่ใช่เครื่องมือที่ดี เรื่องประโลมโลกเป็นอย่างไร เรื่องที่เกี่ยวกับท้องถิ่นของเขาเป็นอย่างไร ใช้ได้ไหม ผมขอเชิญท่านทั้งหลายลองขบคิดพลิกแพลงดู โดยคำนึงว่าหน้าที่ของท่านนี้สำคัญเหลือหลาย เพราะช่วยให้คนเป็นคน คือช่วยให้เขาอ่านได้แล้วก็คิดได้ เป็นการพัฒนาประเทศชั้นยอด

ศีลธรรมในหนังสือ

ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดในเมืองในชนบท ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน ปัญหาเรื่องศีลธรรมจะต้องมาสู่ท่านวันหนึ่งเป็นแน่ ท่านควรจะเผยแพร่หนังสือประเภทใดและควรระวังหนังสือประเภทใด นี่เป็นปัญหาทางการเมือง การศาสนา และสังคมที่ท่านคงจะประสบไม่วันนี้ก็วันข้างหน้า

ถ้าเป็นหนังสือต่างประเทศ ผมเองเคยแนะนำลูกศิษย์ในมหาวิทยาลัยซึ่งก็อายุมากพอควรว่าให้อ่านไม่อั้น เพราะจุดหมายมีอยู่ที่จะให้ภาษาต่างประเทศแตกฉาน และควรจะอ่านด้วยความรู้สึกสนุก อย่างที่เราเรียกว่ามีฉันทะ เรื่องตลกโปกฮา เรื่องนักสืบลึกลับ เรื่องความรักหวานฉ่ำ เรื่องวิทยาศาสตร์ประโลมโลก ใครชอบทางไหนอ่านไปเถิด จะได้อ่านได้มาก แม้แต่เรื่องโป๊ ผมก็รู้สึกว่าไม่น่าห้าม ถ้าเขาอ่านแล้วชอบก็ควรให้อ่าน ขออย่างเดียวให้ได้ภาษาดีๆ และเป็นเรื่องที่มีศิลปะ พูดถึงเรื่องโป๊แล้ว แม้แต่ในวรรณคดีเอกของไทยก็มีกันดื่น พายุปากอ่าว เรือจะล่มมิล่มแหล่ มีอยู่ทั้งนั้น ใน พระลอ พระอภัยมณี อิเหนา ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น Lady Chatterley เป็นของใหม่สำหรับฝรั่ง ของไทยเราเกือบจะเป็นของธรรมดา

แต่แน่ละ ถ้าเป็นเรื่องเขียนขึ้นมีแต่ลามกอนาจารเป็นที่ตั้ง ก็เป็นหนังสือที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่เริ่มจะรู้ความ

เศรษฐกิจของห้องสมุด

เมื่อห้องสมุดเป็นสิ่งสำคัญยิ่งแล้ว ทำอย่างไรจึงจะหาเงินมาบำรุงห้องสมุดให้สมกับความสำคัญนั้น ท่านทั้งหลายคงจะตำหนิผมแน่ ถ้าผมผ่านประเด็นนี้ไป วิธีหาเงินเพื่อกิจการที่สำคัญนี้ต้องแล้วแต่กาละและเทศะ ที่มาสำคัญแห่งปัจจัยนั้นคงจะเป็นงบประมาณแผ่นดินสำหรับท่านทั้งหลายส่วนมาก

ผมคิดว่าสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยคงจะมีวิธีโน้มน้าวใจให้ผู้มีอำนาจทางการเงินของแผ่นดินสนใจทำนุบำรุงกิจการห้องสมุดได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมพิจารณาหาโอกาสทำการประชาสัมพันธ์ให้มาก ถือว่าเป็นของซื้อของขาย เราอยากให้ท่านสนับสนุนกิจการห้องสมุด ก็ต้องพยายามโฆษณาให้เป็นกิจจะลักษณะกระมัง เป็นต้นว่าถ้าเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัย ท่านก็คอยจ้องดูว่าเขาจะร่างหลักสูตรอะไรขึ้นใหม่ ท่านก็ควรสอดแทรกเข้าไปถามว่า แล้วหนังสือตำรามีพอแล้วหรือ เช่นเดียวกับที่สภาการศึกษามักจะสอบถามว่า ครูมีพอแล้วหรือ การวางโครงการขยายการศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับประถม มัธยม หรืออุดม ทุกวันนี้เขามักพิจารณากันแต่เฉพาะอาคาร ครูและนักเรียน เจ้าหน้าที่ห้องสมุดจะต้องพร้อมใจกันทุกแห่ง เตือนให้พิจารณาหนังสือตำราและห้องสมุดด้วย เวลานักการเมืองแถลงนโยบายว่าจะสนับสนุนการศึกษาให้คนมีวิชาความรู้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นโอกาสของพวกเราชาวห้องสมุดจะถามว่า แล้วห้องสมุดเล่า โดยเฉพาะห้องสมุดสำหรับผู้ใหญ่ สำหรับประชาชนเล่า ท่านนักการเมืองจะทำอย่างไร อย่าปล่อยให้ท่าน ท่านทั้งหลายโมเม ดีแต่พูดให้เชื่อ แต่เรื่องห้องสมุดและหนังสือไม่นำพา

ผมเกิดความคิดขึ้นได้ข้อหนึ่งเกี่ยวกับปัจจุบันนี้ ก็ประเทศไทยเราจะมีการเลือกตั้งใหญ่กันในไม่กี่เดือนข้างหน้า ถ้าพวกเราเห็นด้วยกันอย่างพร้อมเพรียงว่า กิจการห้องสมุดเป็นเรื่องสำคัญชั้นยอด ทำไมเราไม่ร่วมมือร่วมใจกันเตือนสติผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน โดยระดมกันไปฟังเขาแสดงนโยบายชวนเชื่อให้เลือกตั้ง แล้วถามถึงนโยบายการสนับสนุนห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นชนบทหรือในกรุง ในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย ในคำถามนั้น ผมคิดว่าพวกเราแต่ละคนใช้สิทธิเกริ่นๆ ได้ว่า ถ้าผู้สมัครผู้ใดไม่สนับสนุนกิจการห้องสมุดน่ากลัวจะเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนในสภาไม่ลง อย่างนี้เป็นอย่างไรครับ

ผมรู้สึกว่าที่พูดมานี้ค่อนข้างจะหมดสติปัญญาแล้ว จึงขอยุติเพียงเท่านี้ โดยขออวยพรให้กิจการของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย
จงเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป