การมัธยมศึกษาในประเทศไทย

การมัธยมศึกษาในประเทศไทย

สุนทรพจน์แสดงต่อที่ประชุมสโมสรโรตารี่แห่งธนบุรี
เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๐๘

 

 

 

๑. ลักษณะทั่วไปของการศึกษาไทย

ประเทศไทยก็เหมือนกับประเทศอื่นทั่วไป ซึ่งแบ่งการศึกษาเป็นภาคประถม มัธยม และอุดมศึกษา ประถมศึกษากับมัธยมศึกษารวมกันมี ๑๒ ชั้น แต่เดิมนั้นแบ่งออกเป็นประถม ๔ ชั้น มัธยม ๖ ชั้น เตรียมอุดม ๒ ชั้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นประถม ๔ ชั้น มัธยม ๘ ชั้น เดี๋ยวนี้ประถมศึกษา ๗ ชั้น มัธยมศึกษา ๕ ชั้น ข้อคิดบางข้อเกี่ยวกับการประถมศึกษา ได้เสนอไว้ในการอภิปรายต่อที่ประชุมสโมสรโรตารี่แห่งพระนครใต้แล้วเมื่อเดือนมิถุนายน ศกนี้ (และคาดว่าจะได้นำลงเผยแพร่เป็นภาษาไทยในวารสาร ก.ต.ภ. ในเร็วๆ นี้)[1]

วันนี้จะขอกล่าวแต่เฉพาะการมัธยมศึกษา แต่เนื่องด้วยการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยยังคงมีอยู่เพียง ๔ ชั้นแรกของประถม ในท้องที่ส่วนใหญ่ของราชอาณาจักร และเพิ่งได้ขยายการบังคับไปถึงประถมปีที่ ๗ ในบางท้องที่เท่านั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเท้าความถึงชั้นประถมตอนปลาย ๕–๖–๗ คือ มัธยม ๑–๒–๓ เดิมด้วย

มัธยมศึกษาแบ่งออกเป็น ๒ สาย คือ สายสามัญและสายอาชีวะ มัธยมศึกษาสายสามัญแยกออกเป็น ตอนต้น ๓ ปี (คือ ม.ศ.๑–๓) และตอนปลาย ๒ ปี (คือ ม.ศ.๔–๕) มัธยมศึกษาสายอาชีพก็แยกออกเป็นตอนต้น ๓ ปี แต่ตอนปลายมี ๓ ปี ผู้ที่สำเร็จชั้น ม.ศ.๖ สายอาชีพ จะได้ประกาศนียบัตรอาชีวะชั้นสูง มัธยมศึกษาสายอาชีพตอนต้นนั้นปรากฏว่าไม่เป็นที่นิยมและไม่ได้ผลสมความมุ่งหมาย รัฐบาลมีนโยบายที่จะเลิกเสีย โดยจะให้มีการสอนมัธยมศึกษาตอนต้นเฉพาะสายสามัญเท่านั้น ฉะนั้นนักเรียนที่สำเร็จชั้น ม.ศ.๓ ก็อาจจะเลือกเรียนต่อ (ถ้ามีโรงเรียนรับและได้รับคัดเลือกให้เรียนต่อได้) ๔ ทางด้วยกัน คือ

๑.  เรียนต่อสายสามัญ ๒ ปี ได้ประกาศนียบัตรมัธยมบริบูรณ์ และถ้าจะเรียนต่อไปก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือเข้าโรงเรียนเทคนิค หรือโรงเรียนฝึกหัดครู

๒.   เรียนต่อสายอาชีพ ๓ ปี เพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรอาชีวะชั้นสูง และถ้าจะเรียนต่อไปก็เรียนอีก ๒ ปี เพื่อให้ได้ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง

๓.  เข้าโรงเรียนฝึกหัดครู เรียนอีก ๒ ปี ได้ ป.ก.ศ. อีก ๒ ปี ได้ ป.ก.ศ.สูง และอีก ๒ ปี ได้ปริญญาทางการศึกษา

๔.  เข้าโรงเรียนฝึกหัดครูอาชีวะ เรียน ๓ ปี ได้ประกาศนียบัตรครูอาชีวะ อีก ๓ ปี ได้ประกาศนียบัตรชั้นสูง เป็นต้น

๒. จำนวนนักเรียน

(ดูภาพประกอบจากท้ายบทความเรื่อง การศึกษา)

จะเห็นได้ว่า จำนวนนักเรียนในชั้นประถมตอนต้น ๔ ปี มีถึง ๔ ล้านเศษ พอพ้นการศึกษาบังคับไป ป.๔ ไปแล้ว จำนวนของนักเรียนลดต่ำลงมาก (เทียบ ป.๔ จำนวน ๗๗๗,๕๐๐ เหลือ ป.๕ เพียง ๑๘๐,๕๐๐) อีกช่วงหนึ่งที่มีนักเรียนออกจากโรงเรียนมาก คือช่วงระหว่าง ม.ศ.ต้น กับ ม.ศ.ปลาย คือระหว่าง ม.ศ.๓ กับ ม.ศ.๔
จำนวนนักเรียนที่ออกจากโรงเรียนไปตามชั้นต่างๆ ปรากฏในตารางหมายเลข ๒

เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดควรจะกล่าวให้ชัดว่า การที่นักเรียนในชั้น ป.๑-ป.๔ มีจำนวนสูงกว่าจำนวนเด็กอายุ ๗ ขวบ ถึง ๑๐ ขวบนั้น เป็นเพราะมีเด็กจำนวนมากที่อายุสูงกว่า ๑๐ ขวบ ยังคงเรียนซ้ำชั้นอยู่ในประถมตอนต้น ความจริงมีเด็กอายุ ๗ ขวบกว่าเป็นอันมากที่หาโรงเรียนเรียนไม่ได้ แม้ว่าจะอยู่ในเกณฑ์อายุบังคับแล้วก็ตาม จำนวนนักเรียนในระดับต่างๆ และประเภทต่างๆ จะดูได้จากภาพที่ ๑ และภาพที่ ๓

เมื่อเทียบกับจำนวนเด็กในหมวดอายุที่ควรจะตรงกับชั้นการศึกษาแล้วจะเห็นได้ว่า ในปี ๒๕๐๗ รุ่น ๑๑–๑๓ ขวบ อย่างน้อยมี ๑ ล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในโรงเรียน รุ่น ๑๔–๑๖ ปี คงจะมีประมาณ ๑ ล้าน ๕ แสนคนที่ไม่ไปโรงเรียน และรุ่น ๑๗–๑๘ ปี ประมาณอีก ๑ ล้านคน รวมตั้งแต่อายุ ๑๑–๑๘ ปี มีเด็กและคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่ไม่ได้เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนถึงสามล้านห้าแสนคน ในจำนวนนี้คงจะมีเป็นอันมากที่ทำงานเป็นอาชีพ เช่น ทำนา ทำสวน รับจ้างต่างๆ แต่คงจะมีจำนวนไม่น้อยที่หางานทำไม่ได้ และเมื่อเด็กวัยรุ่นไม่ได้เรียนหนังสือและไม่ได้ทำงาน ช่องทางที่จะเกิดปัญหาเยาวชน หรือปัญหาอันธพาลวัยรุ่นก็ย่อมมีมาก น่ากลัวอันตราย เป็นปัญหาทางสังคม

พิจารณาจากแง่ของตัวเด็กเอง เราต้องการให้เด็กของเราเป็นพลเมืองดี มีความคิด เป็นคนดีทั้งในครอบครัวและในหมู่คณะ ถ้าเราเชื่อว่าการศึกษาจะส่งเสริมให้เป็นคนดีได้แล้วก็น่าเสียดายยิ่งนักที่มีเด็กวัยรุ่นอายุ ๑๑–๑๖ ปี จำนวนถึง ๒ ล้าน ๕ แสนคนไม่ได้รับการศึกษาถึงขนาด ผลเสียหายในเรื่องนี้มีมาก เช่น การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย น่าสงสัยว่าเราร่างรัฐธรรมนูญกัน จะได้ผลเพียงใดถ้าประชากรของเรายังขาดการศึกษาอยู่มาก และการที่เราจะอวดอ้างว่าคนไทยรู้หนังสือกันมากถึง ๖๐–๗๐–๘๐% นั้น จะมีมูลแห่งความจริงเพียงใด

พิจารณาจากแง่เศรษฐกิจประชาคม ความจริงก็มีอยู่ว่า คนที่มีการศึกษาดีย่อมทำงานได้เฉลียวฉลาดและได้ผลดีกว่าคนที่ไร้การศึกษา ฉะนั้นการเพิ่มผลผลิตของชาติไทยย่อมจะประสบผลสำเร็จไม่ได้ ในเมื่อคนของเรายังรู้หนังสือแบบงูๆ ปลาๆ ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาได้วางเป้าหมายไว้สำหรับประเทศต่างๆ ในเอเชียว่าถ้ามีเด็กนักเรียนชั้นประถมอยู่ ๑๐๐ คน ก็ควรจะมีนักเรียนชั้นมัธยมประมาณ ๒๖ คน ประเทศญี่ปุ่นเขาสามารถทำการได้ผลสูงกว่าเป้าหมายแล้ว คือไปได้ถึงอัตราส่วน ๑๐๐ : ๒๙ ประเทศไทยเราแม้จะรวม ป.๕–๖–๗ ไว้ในชั้นมัธยมจนถึง ม.ศ.๕ ก็ยังได้อัตราส่วนเพียง ๑๐๐ : ๒๐ ถ้าตัด
ป.๕–๗ ออก ถือเป็นชั้นประถมอัตราส่วนจะเหลือเพียง ๑๐๐ : ๘

ข้อเท็จจริงทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลและประชาชนของเรามีหน้าที่ด่วนและสำคัญที่สุดอยู่ข้อหนึ่งคือ พยายามสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาให้เด็กของเราได้เรียนมากยิ่งๆ ขึ้นไป เราต้องการทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนเทศบาลและโรงเรียนส่วนท้องถิ่นอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่งเราต้องการครูสำหรับโรงเรียนมัธยมอีกมากหลายเท่าของจำนวนที่เรามีอยู่ในเวลานี้ ถ้าจะมีปัญหาถามว่า ประเทศเราจนอยู่อย่างนี้จะสามารถเจียดเงินมาเพื่อการศึกษาได้พอเพียงหรือ คำตอบก็คือ ถ้าเราไม่สามารถเจียดเงินเพื่อการศึกษา ก็ไม่น่าจะสามารถเจียดเงินไปสำหรับเรื่องอื่น เพราะปัญหาอื่นๆ เช่น ภัยคอมมิวนิสต์ อันธพาล อาชญากรรมวัยรุ่น การปกครองประชาธิปไตย หรือแม้แต่ปัญหาการเศรษฐกิจและการผลิตต่ำ ปัญหาเหล่านี้จะป้องกันแก้ไขไม่ได้ ถ้าเราไม่ยอมลงทุนให้คนของเรามีคุณภาพดี

๓. สายสามัญและสายอาชีพ

ถ้าเป็นที่รับรองกันว่า ประเทศไทยทั้งรัฐบาลและประชาชนจะต้องใช้กำลังเงินและกำลังคนลงทุนเพื่อการศึกษาให้มากจริงๆ แล้ว หลักการที่ควบคู่มาก็คือจะต้องพยายามใช้กำลังเงินและกำลังคนนั้นให้ได้ผล ให้มีสมรรถภาพดีจริงๆ คำว่า ประหยัดในความหมายแท้จริงก็จะต้องเป็นคำขวัญ เช่น ก่อนจะสร้างโรงเรียนใดให้มีความสวยงามเป็นพิเศษหรือมีหอประชุมอันหรูหรา จะต้องคำนึงถึงปริมาณโรงเรียนที่ควรจะงอกเงยขึ้นแทนการสร้างสิ่งหรูหราเหล่านั้น ในเรื่องนี้จะต้องวางแผนการและโครงการระยะยาวให้รอบคอบ เพื่อมิให้เกิดการรั่วไหล การเหลวไหล และเพื่อให้สนับสนุนการลงทุน แก้ปัญหาให้ถูกจุดตามลำดับความสำคัญของงานแต่ละสาขา

ในชั้นมัธยมศึกษานั้น ควรจะสังเกตได้ว่า เด็กของเรามักจะออกจากโรงเรียนไปเป็นจำนวนมากระหว่าง ม.ศ.๓ กับ ม.ศ.๔ (ดูตารางหมายเลข ๒) และอีกชั้นหนึ่งออกไปเมื่อจบ ม.ศ.๕ เด็กที่ออกไปทั้ง ๒ ประเภทนี้จะต้องมีวิชาชีพเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตมิใช่จะเรียนรู้แต่ในวิชา “หนังสือ” เท่านั้น จะเห็นได้ว่าเด็กที่สำเร็จ ม.ศ.๓ หรือ ม.ศ.๕ สายสามัญนั้น หางานทำได้ยาก แม้แต่ราชการก็ไม่ใคร่อยากรับนอกจากจะมีความรู้ด้านพิมพ์ดีดหรือการบัญชี มองจากแง่แผนพัฒนาการเศรษฐกิจส่วนรวมก็จะต้องการใช้ผู้มีฝีมือทางการช่างสำหรับทำถนน ก่อสร้าง รังวัด ขุดคลอง ทำการอุตสาหกรรม และต้องการผู้มีความรู้เบื้องต้นในด้านเกษตรกรรมการป่าไม้เป็นอันมาก เมื่องานเหล่านี้เป็นงานที่มีผู้ต้องการหาคนมาทำงาน ในด้านผู้หางานก็ควรจะได้แสวงหาวิชาที่มีผู้ต้องการนี้ จะได้ประโยชน์ทั้งในด้านส่วนตัวและส่วนรวม ฉะนั้นจึงเห็นว่าการศึกษาสายอาชีวะใน ม.ศ.ต้น ก็เป็นสิ่งสำคัญ สังเกตดูจากภาพหมายเลข ๓ จะเห็นว่าในขั้นนี้มีผู้เรียนอาชีวศึกษาน้อยเต็มทีและรัฐบาลดำริจะเลิกเสีย ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดาย เพราะการที่โรงเรียนอาชีวะชั้น ม.ศ.ต้น ในอดีตทำการไม่ได้ผลนั้น ก็เป็นเพราะเหตุหลายประการซึ่งควรจะแก้ไขได้ ฉะนั้นจึงไม่ควรเลิกแต่ควรขยายออกให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องให้หมดไป เฉพาะอย่างยิ่งในด้านฝึกหัดนักเรียนให้รู้จักใช้มือและเครื่องมือจริงๆ โดยไม่ให้ความหวังที่ผิดๆ ว่า เข้ามาเรียนแล้วจะสามารถต่อมหาวิทยาลัยได้

ขณะนี้รัฐบาลมีโครงการปรับปรุงอาชีวศึกษาในชั้นมัธยมตอนปลายอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน โครงการที่กำลังเจรจาอยู่กับธนาคารโลกจะเป็นโครงการ ๓ ปี มีการปรับปรุงและขยายโรงเรียนการช่างอุตสาหกรรม ๑๔ โรงเรียน รับนักเรียนได้ทั้งหมด ๗,๐๐๐ คน ผลิตได้ปีละ ๒,๑๐๐ คน กับปรับปรุงและขยายโรงเรียนเกษตรกรรมชั้น ม.ศ.ปลาย ๙ โรงเรียน รับนักเรียนได้ ๓,๘๐๐ คน ผลิตได้ปีละ ๑,๑๕๐ คน นอกจากนั้นจะมีการปรับปรุงการฝึกครูทั้งทางช่างและทางเกษตร โครงการนี้รวมทั้งการจัดซื้อเครื่องอุปกรณ์การสอนและการฝึก จะต้องใช้เงินประมาณ ๔๕๐ ล้านบาท

รัฐบาลยังมีโครงการอีกโครงการหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กในมัธยม-
ศึกษาตอนต้นได้สามารถเรียนวิชาชีพด้วย เพื่อเตรียมไว้ออกทำงานเมื่อจบ ม.ศ.๓ โดยจะให้เรียนรวมกับสายสามัญในโรงเรียนผสม ตามโครงการนี้จะพยายามปรับปรุงขยายโรงเรียนปัจจุบัน ๑๙ โรงเรียน และสร้างใหม่ ๑ โรงเรียน ในท้องที่ต่างๆ กระจายทั่วราชอาณาจักร นักเรียนจะเลือกสายอาชีพในเมื่อจบ ม.ศ.๑ แล้ว และเมื่อจบ ม.ศ.๓ ก็จะมีวิชาชีพซึ่งได้เรียนมาแล้ว ๒ ปี คาดว่าโครงการนี้จะใช้เงินรวมทั้งสิ้นประมาณ ๓๒๐ ล้านบาท เป็นโครงการ ๕ ปี

โครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ดี น่าสนับสนุน แต่ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าเป็นโครงการที่สิ้นเปลืองเงินมากและได้ผลไม่บริบูรณ์ เป็นเพียงแต่จุดแรกเริ่ม จะต้องดำเนินการต่อไปอีก เพิกเฉยมิได้ และเพื่อจะแก้ปัญหาให้ได้สมบูรณ์จริงๆ จำเป็นจะต้องส่งเสริมเอกชนให้ตั้งและดำเนินการโรงเรียนราษฎร์ที่ดี เพื่อช่วยรับนักเรียนด้วยให้พอเพียง

โครงการผลิตครูเพื่อสนองความต้องการของโรงเรียนเหล่านี้ก็ต้องมาก่อนโครงการสร้างโรงเรียนแน่นอน

๔. คุณภาพการศึกษา

การศึกษาก็เช่นเดียวกับเรื่องอื่น จะคำนึงถึงแต่เฉพาะเรื่องปริมาณมิได้ จะต้องพิจารณาถึงคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ เท่าที่สังเกตและศึกษาดูจะเห็นได้ว่า วิธีการสอนและวิธีการเรียนของเรายังบกพร่องอยู่บ้าง ทางที่ควรจะปรับปรุงกล่าวโดยย่อได้ดังนี้

(๑) ควรฝึกฝนให้นักเรียนมีนิสัยในการอ่านและเขียนหนังสือเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะนักเรียนของเรามักจะเรียนด้วยการฟังและท่องจำ จะเพิ่มความรู้ด้วยตนเองก็ไม่ใคร่จะเคยทำ จะคิดอ่านให้กว้างขวางก็ไม่ทราบจะหาวิธีทำอย่างไร

(๒) นักเรียนวิทยาศาสตร์ ควรจะได้รับการฝึกฝนทางทดลองปฏิบัติ เครื่องมือทดลองปฏิบัติเหล่านี้จะต้องลงทุนซื้อ และเมื่อซื้อมาแล้วก็ไม่เก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ต้องให้นักเรียนฝึกฝนใช้ให้ชำนาญ

(๓) นักเรียนอาชีวะทางการช่างและทางการเกษตรก็เช่นเดียวกัน ต้องฝึกหัดใช้เครื่องมือเป็นและใช้จนเคยชิน เท่าที่เคยทราบมา
นักเรียนที่จะออกมาเป็นครูบางคนยังไม่เคยจับต้องเครื่องมือ จริงอยู่ เครื่องมือและวัสดุการปฏิบัตินั้นแพง แต่เชื่อว่าตัดรายการสร้างตึก
อาคารหรูๆ ออก เอาเงินมาใช้สำหรับเครื่องมือจะดีกว่าแน่

(๔) ตราบใดที่รัฐบาลยังต้องพึ่งโรงเรียนราษฎร์อยู่ เพื่อรับนักเรียนที่เข้าโรงเรียนรัฐบาลมิได้ รัฐบาลควรสนับสนุนและควบคุมให้คุณภาพของโรงเรียนราษฎร์เป็นไปโดยดี

(๕) การตรวจตรา ควบคุมและแนะแนวแก่ครูตามโรงเรียนต่างๆ ควรจะได้ทำเป็นประจำ เฉพาะอย่างยิ่งในชนบทที่ไกลออกไป เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้ครูทำงานเข้มแข็งแล้ว ยังจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ได้รวดเร็ว ทันใจด้วย

(๖) กระทรวงศึกษาธิการ ควรจะขอความเห็นและขอคำปรึกษาจากนักอุตสาหกร พ่อค้า เกษตรกร และบุคคลที่จะเป็นนายจ้างของนักเรียนอาชีวะเหล่านี้ ชักจูงให้ท่านเหล่านั้นมีความสนใจในหลักสูตรการศึกษาสายอาชีวะ สำหรับสายสามัญก็น่าจะได้รับคำปรึกษาหารือจากเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ที่จะรับนักเรียนไปศึกษาต่อเป็นการประจำด้วย

 

 

[1]  ดูบทความเรื่อง การประถมศึกษาในประเทศไทย ในหนังสือเล่มนี้ – บรรณาธิการ