คณะเศรษฐศาสตร์ ในปีการศึกษา ๒๕๑๓

คณะเศรษฐศาสตร์
ในปีการศึกษา ๒๕๑๓

พิมพ์ใน อนุสรณ์เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ๒๕๑๓

 

 

 

 

ในการเขียนเรื่องของคณะเศรษฐศาสตร์ในปีการศึกษานี้ ผมมีความลำบากใจมากกว่าปีก่อนๆ เพราะต้องเขียนจากต่างประเทศ แท้จริงนักศึกษาน่าจะขอให้อาจารย์ ซึ่งรักษาราชการในตำแหน่งคณบดีเขียนแทน แต่เมื่อนักศึกษาผู้รับผิดชอบในหนังสืออนุสรณ์ปีนี้ ได้ร้องขอมาในเวลากระชั้น ไม่มีโอกาสจะเบี่ยงบ่าย จึงพยายามเขียนให้ได้ความสมบูรณ์เท่าที่จะกระทำได้ โดยหวังว่านักศึกษาจะได้นำไปให้อาจารย์มนตรี บริสุทธิ์ ตรวจดู เผื่อจะมีอะไรแก้ไขเพิ่มเติม

รายงานในคณะเราพอจะแยกได้ดังนี้

๑. การศึกษาชั้นปริญญาตรี ทั้งภาคปกติและภาคค่ำ

๒. การศึกษาชั้นปริญญาโท

๓. การศึกษาชั้นปริญญาโท ภาคภาษาอังกฤษ

๔. งานห้องสมุด

๕. กิจการของนักศึกษา

๖. งานสร้างสมอาจารย์

๗. งานวิจัย

นอกจากนี้ก็มีงานเอกเทศ คือ โครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ซึ่งแท้จริงเป็นงานส่วนรวมของมหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์รับดำเนินงานให้ภายใต้การกำกับควบคุมของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์จากคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัย

วิธีดำเนินงานของคณะเศรษฐศาสตร์เท่าที่เป็นมาในระยะ ๒–๓ ปีที่แล้ว เมื่อมีอาจารย์ประจำมากขึ้นพอสมควร ก็คือพยายามให้
ผูกพันอยู่กับบุคคลหนึ่งบุคคลใดน้อยที่สุดที่จะกระทำได้ เราพยายามสร้างระบบตามหลักประชาธิปไตย โดยให้อาจารย์ ข้าราชการธุรการ และนักศึกษา มีส่วนออกความคิด วางแผนงาน และดำเนินกิจการทั้งปกติ และทั้งพัฒนาตลอดไปหมดทุกแขนง ตามระบบนี้ นอกเหนือไปจากคณะกรรมการประจำคณะตามกฎหมายแล้ว เราได้เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งกรรมการกลางขึ้นชุดหนึ่ง มีหน้าที่บริหารอำนวยการส่วนร่วมในคณะ และเป็นผู้จัดแบ่งงานในแขนงต่างๆ เช่น แขนงพิจารณารับเข้าศึกษา แขนงอำนวยการศึกษาแขนงพิจารณาทุนการศึกษา แขนงช่วยเหลือนักศึกษาทบทวนวิชา แขนงพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท แขนงจัดการห้องสมุด แขนงตรวจประเมินผล แขนงวางแผนงานและอาคาร แขนงสวัสดิการ เป็นต้น ส่วนกิจการของนักศึกษานั้น มีอาจารย์ฝ่ายปกครองเป็นที่ปรึกษาก็จริง แต่ได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้จัดการปกครองกันเอง ตามระบอบประชาธิปไตย มีสภานักศึกษาและผู้แทนนักศึกษาระดับต่างๆ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยนักศึกษาเอง

การเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในการดำเนินงานภายในคณะของเราในปีการศึกษา ๒๕๑๓ นี้ พอจะนำมากล่าวได้ดังนี้

๑. คณะเศรษฐศาสตร์ได้เสนอต่อสภามหาวิทยาลัย และสภามหาวิทยาลัยได้เห็นชอบด้วย ให้มีผู้แทนอาจารย์ประจำรุ่นอ่อนอาวุโส (คือเป็นอาจารย์ชั้นตรี ชั้นโท) เข้าร่วมเป็นกรรมการประจำคณะได้
๒ คน ผู้แทนที่ว่านี้เลือกตั้งโดยที่ประชุมอาจารย์และข้าราชการธุรการ (คณะกรรมการประจำคณะนี้ กฎหมายระบุให้รับผิดชอบและมีอำนาจในกิจการของคณะ แต่เดิมมามีแต่อาจารย์และข้าราชการธุรการอาวุโส คือชั้นเอกขึ้นไป)

๒. ปีนี้นักศึกษาในคณะเรา ได้เริ่มมีส่วนร่วมเป็นกรรมการเพื่อบริหาร และพัฒนากิจการของคณะในแขนงต่างๆ มากขึ้น เป็นที่หวังว่าผู้แทนนักศึกษาที่ได้เข้ามาร่วมงานกับอาจารย์และข้าราชการอื่นนั้น จะไม่เสียหายในการเล่าเรียนของตน ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ก็จักขยายขอบเขตการร่วมงานของนักศึกษาออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

๓. จำนวนอาจารย์ประจำได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลายคน ซึ่งรวมทั้งอาจารย์ใหม่ และอาจารย์เดิมที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศกลับมาแล้ว แต่ละคนไม่ว่าใหม่หรือเก่า ได้เริ่มคลุกคลีกับงานของคณะตั้งแต่แรกเริ่ม รู้สึกมีความคึกคักเพิ่มขึ้นทั้งภายในคณะ ภายในมหาวิทยาลัยและในการประชุมภายนอกมหาวิทยาลัย

๔. อาจารย์ประจำของเราได้เริ่มงานวิจัยกันบ้างแล้ว โดยบางคนยังทำหน้าที่ช่วยอาจารย์ฝรั่งทุนร็อกกี้เฟลเลอร์วิจัยและบางคนเริ่มวิจัยด้วยตนเอง บางคนก็รับเอางานวิชาการจากภายนอกมหาวิทยาลัยมาช่วยทำ และช่วยวิจัยด้วย การเริ่มมีงานวิจัยนี้เป็นที่หวังว่าจะกระทำต่อเนื่อง และขยายต่อไปจนภายหลังกลายเป็นงานสำคัญของคณะและมหาวิทยาลัย

๕. ปีนี้เราได้รับงบประมาณสำหรับก่อสร้างอาคารเรียนและที่ทำการของคณะกรรมการที่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้ดำเนินการวางแผนร่วมกับสถาปนิกโดยเข้มแข็ง

๖. ปีนี้เราได้เริ่มออก จุลสารเศรษฐศาสตร์ เพื่อเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างพวกเราซึ่งมีจำนวนมากขึ้นแล้ว และหลายคนอยู่ในต่างประเทศ ผมได้ทราบว่าจุลสารนี้เป็นที่พึงพอใจโดยทั่วไป และอาจจะใช้ประโยชน์ได้ในการตรวจประเมินผลการดำเนินงานของคณะเราได้ด้วยภายหลัง

๗. งานโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ซึ่งมีอาจารย์จากคณะต่างๆ ร่วมอำนวยการ โดยมีอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เป็นผู้บริหารนั้น ในปีที่ ๒ นี้ได้ดำเนินการก้าวหน้าดีเป็นพิเศษ ได้ขจัดข้อยุ่งยากและอุปสรรคนานาประการ ทำให้เป็นที่นิยมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายศึกษาธิการ และฝ่ายปกครองในชนบทเป็นอันมาก โครงการนี้เริ่มออกจุลสารเรียกชื่อว่า ข่าวสารเพื่อนพ้อง ด้วย ซึ่งเป็นที่พอใจและเป็นประโยชน์แก่อาสาสมัครและผมเองด้วย

๘. ผมอาจจะลืมกล่าวถึงเรื่องบางเรื่อง ซึ่งส่อให้เห็นความเจริญของคณะเราในรอบปีนี้ แต่เรื่องที่ไม่ควรจะลืมกล่าวก็คือความเจริญของนักศึกษาของเราในด้านคุณภาพอันอาจจะวัดได้ด้วยความสำเร็จของเศรษฐศาสตรบัณฑิตจากคณะเรา ในการไปรับราชการหรือทำงานประกอบอาชีพอย่างอื่น และไปเรียนต่อในต่างประเทศ เท่าที่ผมได้สำรวจด้วยตนเอง ทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา เศรษฐศาสตร-
บัณฑิตของธรรมศาสตร์เราจะไปสอบแข่งขันเข้าทำงาน ก็สอบได้ผลดี จะไปเรียนต่อก็เรียนได้สะดวก สำเร็จแล้ว อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีชื่อเสียงดีพอใจรับเศรษฐศาสตรบัณฑิตของเรามาก ขอให้ความเจริญในด้านคุณภาพนี้จงมีอยู่ต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งใดๆ ทั้งสิ้นในการพัฒนาการศึกษา

เท่าที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะมีผู้ทักได้ว่านำแต่เรื่องดีๆ มากล่าวทั้งนั้น ความจริงก็ไม่น่าจะประหลาดอะไร เพราะถ้าเราจะพยายามสำรวจดูว่ามีเรื่องใดบ้างที่เราทำได้เลวกว่าปีก่อนๆ ก็คงจะสำรวจไม่พบ แต่ทั้งนี้มิใช่ว่าเราจะไม่มีข้อบกพร่อง มิใช่ว่าเราจะทำดีกว่านี้มิได้ก็หาไม่ พวกเราทั้งหลาย อาจารย์ ข้าราชการธุรการ นักศึกษา ตลอดจนคณบดีไม่ควรประมาท ไม่ควรนอนใจ เราจะต้องขวนขวายต่อไป หาความเจริญมาสู่พวกเรา และวิชาการของเราโดยสวัสดิภาพและไม่หยุดยั้ง

ระบบกรรมการที่เราใช้อยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์ เราได้สำเหนียกมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า มิใช่ระบบถ่วงงาน ถ่วงเวลา และมิใช่ระบบที่ปัดความรับผิดชอบส่วนบุคคล เยี่ยงการทำงานเป็นคณะกรรมการโดยทั่วไป ที่เรียกว่ากรรมการนั้น ก็เพราะมีผู้ทำงานร่วมกันหลายคน แต่ละคนทำ แต่ละคนแยกแบ่งงานเอาไปทำ เราจะประชุมกันก็เฉพาะต้องการวางหลักการ และเพื่อปรึกษาหารือกันในวิธีทำงาน ข้อที่พึงเป็นคือเน้นกรรมการที่ทำงาน ไม่ใช่กรรมการที่มานั่งพูดคุยกัน

คติที่ว่า การดำเนินงานใดไม่ควรผูกพันอยู่กับบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะนั้น ได้นำมาทดลองใช้ในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่คณบดีไม่อยู่ในกรุงเทพฯ เสียเกือบทั้งปี ถ้าข้อความที่ได้เขียนมาข้างต้น เป็นที่รับกันว่าเป็นความจริง ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นประจักษ์แล้วว่า ความเจริญของคณะเรามิได้ขึ้นอยู่กับตัวคณบดีเป็นสำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับหลักการที่ดี วิธีการที่ชอบ และขึ้นอยู่กับการที่อาจารย์ ข้าราชการธุรการ และมวลนักศึกษาต่างมีความรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน ต่างคนต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนไปด้วยดีทุกด้าน ผลของการดำเนินงานปีนี้เป็นที่พอใจของผม เพราะถ้าจะพ้นตำแหน่งคณบดีไปเมื่อใด ก็พ้นไปได้โดยสะดวกดาย แม้จะตายก็นอนตาหลับ

ก่อนจบ ใคร่จะเสนอข้อคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติของอาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยในระบอบประชาธิปไตย สำหรับพวกเราได้พิจารณาดู ไม่จำต้องเห็นพ้องต้องกันกับผม แต่ใคร่จะขอให้คิดดู ในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีผู้กล่าวว่า สถาบันการศึกษาชั้นสูงควรจะตั้งตนเป็นกลางในทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน หลักการนี้ผมเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง ปัญหามีอยู่ว่าพวกเราแต่ละคนควรจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะให้สถาบันเป็นกลางไปได้จริงๆ

มีผู้แนะว่าพวกเราแต่ละคน เฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ หรืออาจารย์อาวุโส คณบดีหรืออธิการบดี จะต้องไม่เอนเอียง สนับสนุน (หรือค้าน) พรรคใดๆ จะต้องไม่เอนเอียงสนับสนุน (หรือค้าน) นักการเมืองผู้ใดผู้หนึ่ง ข้อเสนอแนะนี้ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ ผมเห็นว่า ไม่ชอบด้วยหลักการ เพราะ ประการแรก การนิ่งเฉยไม่สนับสนุนไม่คัดค้านนั้นเป็นการลำเอียง เพราะเป็นการรับสภาพปัจจุบัน เป็นการสนับสนุนฝ่ายข้างรัฐบาล (ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล) ตลอดกาล ประการที่ ๒ บุคคลแต่ละคนในระบอบประชาธิปไตยพึงมีเสรีภาพในการคิด การพูด และการเขียน ตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้แล้ว ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่หรืออาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ ยิ่งจำเป็นที่จะใช้เสรีภาพนี้ ไม่ใช่ถูกจำกัดเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่

หลักการที่ผมเห็นว่าจะอำนวยให้สถาบันของเราเป็นกลางได้จริงๆ ในทางการเมือง คือ (๑) เปิดโอกาสให้ทุกคนใช้เสรีภาพได้ในการสนับสนุน (หรือคัดค้าน) ได้ทุกพรรค ภายในขอบเขตแห่งกฎหมายและความชอบธรรม (๒) ความสัมพันธ์ทางงาน เช่น อาจารย์กับศิษย์ อาจารย์กับอาจารย์ ผู้ใหญ่ต่อผู้น้อย จะต้องไม่ถูกกระทบกระเทือนด้วยความแตกต่าง (หรือความเห็นร่วมกัน) ในเชิงคติทางการเมือง และ (๓) ในการสอนอาจารย์จะต้องไม่เลือกสอนแต่ในคติการเมืองที่ตนชอบ โดยจำกัดหรืองดเว้นในคติการเมืองฝ่ายตรงข้าม ความคิดเห็นนี้น่าที่นักศึกษาและอาจารย์จะนำไปอภิปรายกันต่อไป