เศรษฐศาสตร์จงเจริญ

เศรษฐศาสตร์
ธรรมศาสตร์

เศรษฐศาสตร์จงเจริญ

พิมพ์ใน อนุสรณ์เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ๒๕๑๑

 

 

 

 

ในบทความนี้ จะกล่าวถึงทางแห่งความเจริญของคณะเศรษฐ-
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประการหนึ่ง กับทางแห่งความเจริญของเศรษฐศาสตรบัณฑิตอีกประการหนึ่ง

คณะเศรษฐศาสตร์จงเจริญ

นโยบายของคณะเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่กันยายน ๒๕๐๗ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันพอจะประมวลได้ดังนี้

 

ก. สะสมอาจารย์ประจำ

ข. ปรับปรุงหลักสูตรชั้นปริญญาตรี

ค. ส่งเสริมการอ่านตำรา

ง. สนับสนุนผู้เข้าศึกษา

จ. กวดขันคุณภาพ

ฉ. อบรมนักศึกษา

 

จะขอกล่าวขยายความโดยสรุปต่อไป

 

๑. สะสมอาจารย์ประจำ

เมื่อกันยายน ๒๕๐๗ อาจารย์ประจำคณะมีอยู่ ๔ คน ไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศอีก ๑ คน ส่วนอาจารย์ซึ่งเป็นผู้บรรยายพิเศษนับไม่ถ้วน มีนักศึกษาชั้นปริญญาตรีอยู่ไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ คน

ในปัจจุบันมีอาจารย์ประจำคณะซึ่งปฏิบัติราชการอยู่ ๒๙ คน อาจารย์อเมริกันจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ๕ คน อาสาสมัครอเมริกัน ๑ คน และอาจารย์ผู้บรรยายพิเศษเหลือ ๔๒ คน

อาจารย์ประจำคณะนอกเหนือไปจาก ๒๙ คนนั้น มีอีก ๑๗ คน กำลังศึกษาต่อในต่างประเทศ ที่ศึกษาด้วยทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ในสหรัฐอเมริกา ๙ คน ในฟิลิปปินส์ ๕ คน ที่ศึกษาด้วยทุนอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา ๓ คน

นักเรียนในต่างประเทศซึ่งผูกพันว่าจะกลับมาเป็นอาจารย์ในคณะมีอีก ๓ คน เป็นนักเรียนทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ ๑ คน อีก ๒ คนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย

๒. ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรี

หลักสูตรปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ได้ปรับปรุงใหม่เริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๙ โดยแยกออกเป็น ๔ สาขาวิชา

๑. ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์

๒. สถิติเศรษฐศาสตร์

๓. การเงินการธนาคาร และ

๔. เศรษฐศาสตร์ประยุกต์

ลักษณะทั่วไปของหลักสูตรนี้เทียบกับหลักสูตรเดิม นอกจากจะแบ่งแยกสาขาเรียนแล้วยังย้ำให้มีวิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาบัญชี และวิชาคณิตศาสตร์มากขึ้น วิชาประกอบน้อยลง และระดมเรียนภาษาอังกฤษให้มากขึ้นใน ๒ ปีต้น โดยตัดภาษาอังกฤษในปีที่ ๔ ออก

หลักสูตรใหม่นี้ ใช้สำหรับภาคปกติและภาคค่ำ การศึกษาภาคค่ำเริ่มเปิดตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๐๘ และใช้เวลา ๖ ปี

๓. ส่งเสริมการอ่านตำรา

ได้จัดตั้งห้องสมุดคณะขึ้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๐๘ โดยถือเป็นสาขาของห้องสมุดมหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีหนังสือประมาณ ๖,๘๐๐ เล่ม วารสารไทย ๖๖ ราย และวารสารอังกฤษ ๕๙ ราย ผู้ให้ความสนับสนุนห้องสมุดนี้นอกจากรัฐบาลไทยแล้วก็มีมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ช่วยเงิน ๗,๕๐๐ เหรียญอเมริกัน และจัดหาวารสารรายการทางเศรษฐศาสตร์ฉบับเก่าๆ มาให้ และมีนักศึกษาในปัจจุบันและอดีตช่วยด้านการเงินอีกเป็นอันมาก

ห้องสมุดคณะเปิดบริการอาจารย์และนักศึกษาทั้งภาคปกติและภาคค่ำ กล่าวคือ ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์เปิดตั้งแต่ ๐๘.๐๐ - ๒๑.๓๐ น. และในวันเสาร์และอาทิตย์เปิดตั้งแต่ ๐๘.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.

๔. สนับสนุนผู้เข้าศึกษา

ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๐๘ มาจนถึงทุกวันนี้ มีนักศึกษาเข้าใหม่ในภาคปกติปีละประมาณ ๒๕๐ คน ในภาคค่ำอีกปีละประมาณ ๒๕๐ คน

การศึกษาภาคค่ำเปิดขึ้นโดยมุ่งหมายสนับสนุนผู้ที่ต้องการทำงานประกอบอาชีพในเวลากลางวัน และศึกษาในเวลาค่ำและวันหยุดงานเป็นสำคัญ แต่ก็รับนักศึกษาที่ยังไม่มีงานทำด้วย ถ้าผ่านการสอบคัดเลือกมาแล้ว

ในการสอบคัดเลือกเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยนี้ ปรากฏว่าคุณภาพของนักศึกษาใหม่สูงขึ้นกว่าเดิมตลอดเวลา แต่เดิมนั้นผู้ที่เข้ามาศึกษาเป็นคนท้ายๆ ในคณะ มักจะได้คะแนนในการสอบคัดเลือกต่ำถึง ๔๐% ก็มีในปีการศึกษา ๒๕๑๑ ผู้ที่ได้เข้ามาศึกษาภาคปกติในคณะนี้มีคะแนนต่ำสุดเกือบ ๕๕% ในการสอบคัดเลือก และคะแนนต่ำสุดของนักศึกษาภาคค่ำก็ดีขึ้นในทำนองเดียวกัน

นักศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ได้รับการสนับสนุนด้วยรางวัลและเงินทุน ซึ่งมีผู้บริจาคเป็นอันมาก บางทุนก็เป็นทุนซึ่งมีผู้บริจาคแก่มหาวิทยาลัยเป็นส่วนรวม บางทุนก็เป็นทุนของมหาวิทยาลัยเอง และมีหลายทุนซึ่งผู้บริจาคระบุให้แก่นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะ

๕. กวดขันคุณภาพ

คุณภาพของเศรษฐศาสตรบัณฑิตที่สำเร็จไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ (๑) พื้นความรู้ สติปัญญา และความอุตสาหะของนักศึกษาเอง (๒) จำนวนและคุณภาพของอาจารย์ประจำและคุณภาพของผู้บรรยายพิเศษ (๓) วิธีการสอนและการศึกษา (๔) หลักสูตร (๕) การสนับสนุนให้อ่านตำราค้นคว้าและคิดหา

การดำเนินงานเรื่องนี้ให้คณะเศรษฐศาสตร์คาบเกี่ยวกับหัวข้ออื่นๆ ในบทความนี้ แต่ข้อที่ควรนำมากล่าวเป็นพิเศษ คือการจัดหลักสูตรซึ่งมีการสอนการอ่านตำรา และการสอบไล่เป็นภาษาอังกฤษในชั้นปีที่ ๓ และปีที่ ๔ ของหลักสูตรปริญญาตรี โดยคัดเลือกนักศึกษาที่มีพื้นภาษาอังกฤษดีพอสมควรประมาณ ๒๕-๓๐ คน ผู้สอนส่วนใหญ่เป็นอาจารย์อเมริกันด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งพยายามรักษามาตรฐานให้ทัดเทียมกับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยที่ดีของอเมริกา อาจารย์ที่สอนวิชาเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นคนไทยก็มีอยู่บ้าง และจะพยายามให้มีมากขึ้นเป็นลำดับ

สำหรับนักศึกษาโดยทั่วไปนอกจากที่ศึกษาเป็นภาษาอังกฤษคณะก็ได้ชักจูงให้ได้ศึกษาด้วยวิธีอันถูกต้อง ด้วยอาจารย์ที่ดี และให้ใช้ห้องสมุดได้ดียิ่งขึ้น

การกวดขันที่สำคัญประการหนึ่งคือ การกวดขันให้เศรษฐ-
ศาสตรบัณฑิตเป็นผู้ยึดมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต นักศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ทราบดีว่า ผู้ใดกระทำทุจริตในการสอบไล่ เมื่อถูกลงโทษถอนชื่อจากทะเบียนแล้วจะไม่มีหวังกลับเข้ามาศึกษาอีก แม้ว่าข้อบังคับของมหาวิทยาลัยจะเปิดช่องให้รับได้

๖. อบรมนักศึกษา

คณะมีนโยบายสนับสนุนให้นักศึกษาดำเนินกิจกรรมนอกหลักสูตรโดยนักศึกษาเอง โดยคณาจารย์เข้าแนะนำเป็นที่ปรึกษาเท่าที่จำเป็น การดำเนินกิจกรรมของนักศึกษานั้นใช้หลักประชาธิปไตย เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษารู้จักรับผิดชอบตามมติข้างมากของนักศึกษาเอง

นักศึกษาแต่ละชั้นปีการศึกษาเลือกตั้งผู้แทนของตนขึ้น ๕ คน ผู้แทนนักศึกษาในคณะทั้งหมดรวบรวมกันเป็นสภานักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ เลือกตั้งกันเองขึ้นเป็นประธานและรองประธาน มีคณะกรรมการบริหารจำนวนหนึ่งทำหน้าที่ โดยมีอาจารย์ผู้ปกครองเป็นที่ปรึกษา

นักศึกษาจะจัดตั้งกลุ่มขึ้นภายในคณะเพื่อกิจกรรมเฉพาะอย่างได้ ในปัจจุบันมีกลุ่มนักศึกษาสำหรับกิจกรรมพิเศษ ๔ กลุ่มคือ กลุ่มเศรษฐธรรม กลุ่มสมาคมนักศึกษา AIESEC (ร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่นและประเทศอื่น) กลุ่มฝึกพูด และกลุ่มเศรษฐสัมพันธ์

คณะเศรษฐศาสตร์จงเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

คณบดีแต่ละคนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งมีกำหนดคราวละ ๔ ปี เมื่อครบกำหนดแล้วมหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีก ๔ ปีก็ได้ หรือจะเปลี่ยนให้ผู้อื่นเป็นคณบดีแทนก็ได้ ระเบียบวิธีปฏิบัตินี้เป็นระเบียบที่ดีเพราะทำให้มหาวิทยาลัยมีโอกาสเลือกคณบดีได้ และคณบดีใดใคร่จะขอเปลี่ยนหน้าที่การงานก็กระทำได้โดยไม่ยากนัก

คณบดีเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันนี้ดำรงตำแหน่งมาแล้วครบ ๔ ปี เมื่อกันยายน ๒๕๑๑ ยังสมัครขอเป็นคณบดีอยู่อีกวาระหนึ่ง และ
สภามหาวิทยาลัยก็พิจารณาอนุมัติให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ซึ่งจะครบวาระในกันยายน ๒๕๑๕ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงไป

แต่ในขณะนี้ ผมขอผูกพันไว้ขอเป็นคณบดีเศรษฐศาสตร์ต่อไปเพียง ๒ ปีด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ

๑. งานพัฒนาคณะเศรษฐศาสตร์ที่กำลังทำอยู่และที่จะทำต่อไป (โปรดดูข้างล่าง) คงจะสัมฤทธิผลในขั้นหนึ่งใน ๒ ปีข้างหน้าทั้งอาจารย์ประจำที่กำลังศึกษาอยู่ ณ ต่างประเทศก็คงจะได้กลับมารับหน้าที่มีจำนวนมากพอสมควร กิจการภายในคณะคงจะดำเนินไปได้โดยดีพอ เป็นโอกาสที่จะเปิดทางให้อาจารย์ที่หนุ่มกว่า ทันสมัยกว่า วิชาความรู้สดๆ กว่า และมีเวลาทำงานมากกว่า มารับหน้าที่และความรับผิดชอบคณบดีต่อไป เพราะตามหลักการเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญนั้น “การผูกขาดมักจะบั่นทอนสมรรถภาพ” ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง เป็นโอกาสที่จะอนุญาตให้ผมไปทำงานส่งเสริมมหาวิทยาลัยด้านอื่นๆ

๒. คณะเศรษฐศาสตร์จะเจริญได้ภายในขอบเขต แล้วแต่ว่ามหาวิทยาลัยจะเจริญก้าวหน้าขึ้นเพียงใด ถ้าขอบเขตของมหาวิทยาลัยนั้นแคบ ความเจริญของคณะก็ย่อมแคบตามไปด้วย ความเจริญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็ขึ้นอยู่กับระบบบริหารมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปในประเทศไทยด้วย ฉะนั้นในระยะยาวถ้าจะให้คณะเศรษฐศาสตร์เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป จะต้องพยายามปรับปรุงแก้ไขให้การบริหารมหา-
วิทยาลัยธรรมศาสตร์เจริญกว้างขวางยิ่งขึ้นด้วย และจะต้องพยายามดำเนินการให้ระบบการบริหารมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเจริญขึ้นด้วย (คาบเกี่ยวกับปัญหา เช่น เงินเดือนอาจารย์ เรื่องอาจารย์ควรเป็นข้าราชการหรือไม่ เป็นต้น) ฉะนั้นเมื่อจุดหมายเป็นเช่นนี้ และถ้าความคิดความเห็นของผมไม่ผิดพลาดมากนัก และถ้าผู้อื่นเห็นว่าผมจะมีความสามารถทำประโยชน์ให้ได้ ประเด็นสำคัญก็อยู่ที่ว่าการปฏิรูป
ดังกล่าวนั้น คณบดีเศรษฐศาสตร์ทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ก็ควรออกจากตำแหน่ง ผมจะทำได้ในฐานนี้เสีย ไปขอตำแหน่งอื่นเพื่อทำการปฏิรูปโดยถนัดดีกว่า

งานที่ดำริจะทำเพื่อความเจริญของคณะเศรษฐศาสตร์ (ภายในขอบเขตปัจจุบัน) ในระยะ ๒ ปีข้างหน้ามีโดยย่อดังนี้

๑. งานปรับปรุงหลักสูตรและวิธีสอนชั้นปริญญาตรี งานนี้เป็นงานต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด คณะจะต้องพยายามให้วิชาการของคณะทันสมัยอยู่เสมอ มีเรื่องหนึ่งซึ่งคอยโอกาสที่จะทำเมื่อมีอาจารย์ประจำมากพอ คือ การจัดให้อาจารย์แต่ละคนเป็นที่ปรึกษาของนักศึกษาจำนวนหนึ่งทั้งในด้านวิชาการ และด้านทุกข์สุขส่วนตัว ขณะนี้พอจะจัดให้ได้สำหรับนักศึกษาปีที่ ๒ (นักศึกษาปีที่ ๑ อาจารย์คณะศิลป-
ศาสตร์รับไปทำให้) แต่เมื่อใดอาจารย์ประจำมากพอที่จะจัดให้เป็นที่ปรึกษาของนักศึกษา ตั้งแต่ ๓๐ คนลงมาแล้ว ก็คงจะจัดสำเร็จสำหรับนักศึกษาทั้งคณะ

๒. งานเริ่มหลักสูตรปริญญาโทเรียนเต็มวัน และเรียนเป็นภาษาอังกฤษ (เรียกโดยย่อว่าหลักสูตรปริญญาโทอังกฤษ) คงจะเริ่มได้ในปี
การศึกษา ๒๕๑๒ ขณะนี้กำลังเตรียมการอยู่ ชั้นแรกจะรับนักศึกษาเพียง ๑๕ คน ซึ่งต่อไปหวังว่าจะเพิ่มขึ้นได้เป็น ๒๕ คนต่อปี หวังว่าจะหาทุนการศึกษาให้นักศึกษาได้ทุกคน จะรับนักศึกษาด้วยการสอบคัดเลือกในวิชาเศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ งานนี้สัมพันธ์กับงานของคณะกรรมการพัฒนามหาวิทยาลัย (ผลิตอาจารย์ชั้นปริญญาโทและเอก)

๓. งานปรับปรุงหลักสูตรปริญญาโทปัจจุบัน ซึ่งนักศึกษาทำงานพลางเรียนพลาง มีการบรรยายเฉพาะตอนเช้าและเย็น หลักสูตรนี้มีประโยชน์สำหรับนักศึกษาจำนวนมาก และเหมาะกับภาวะของประเทศ แต่ต้องการให้มหาบัณฑิตมีวิชากล้าแข็งขึ้น และทันสมัยกว่าปัจจุบัน คงจะเริ่มวางโครงการเมื่องาน (๒) ดำเนินไปได้แล้ว

๔. งานริเริ่มประกาศนียบัตรชั้นบัณฑิต เวลานี้อยู่ในขั้นดำริยังไม่ได้เริ่มวางแผน ข้อดำริมีอยู่ว่า เศรษฐศาสตรบัณฑิตควรจะได้รับการส่งเสริมให้อาสาสมัครไปปฏิบัติงานในชนบท เพื่อแก้ปัญหาความยากไร้และความไม่รู้ หรืออีกนัยหนึ่งอาสาสมัครไปปฏิบัติงานช่วยสอนหนังสือ ช่วยด้านอนามัย และงานพัฒนาด้านอื่นๆ ในชนบท และในขณะเดียวกันให้เขียนรายงานเศรษฐภาวะของท้องถิ่นที่ตนไปอยู่นั้น เข้าใจว่าใช้เวลาปฏิบัติและศึกษารวมกัน ๑ ปี จะได้ประกาศนียบัตรชั้นบัณฑิต ซึ่งหวังว่าสภาการศึกษา และ ก.พ. จะรับนับถือ

๕. งานสนับสนุนการวิจัยของอาจารย์ และนักศึกษาชั้นบัณฑิตขณะนี้กำลังเจรจาว่าจ้างอาจารย์มาจัดงานด้านนี้ คาดว่าคงจะเริ่มวางโครงการได้ในมกราคม ๒๕๑๒ และลงมือดำเนินงานได้ภายในพฤษภาคม ๒๕๑๒

๖. งานจัดตั้งสภาอาจารย์ในคณะ ให้อาจารย์ทุกคนได้ร่วมคิดร่วมดำเนินกิจการในคณะทั้งด้านวิชาการ หลักสูตร และการบริหารตลอดจนวางแผนพัฒนาคณะต่อไป ในการนี้สภาอาจารย์คงจะเลือกตั้งกรรมการบริหารคณะนี้ขึ้นมาชุดหนึ่ง ประกอบด้วยอาจารย์ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยทุกชั้นทุกระดับ (ซึ่งผิดกับคณะกรรมการประจำคณะตามกฎหมายอันประกอบด้วยอาจารย์ผู้ใหญ่ล้วน) ถ้างานนี้เป็นปึกแผ่น
ขึ้นเมื่อใด การบริหารและการพัฒนาคณะเศรษฐศาสตร์จะไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใดผู้หนึ่งคนเดียวอย่างเดี๋ยวนี้ การสับเปลี่ยนกันเป็นคณบดีซึ่งเป็นหลักการที่ดี ก็จะกระทำได้โดยง่ายและโดยมีประโยชน์

งานที่ดำริจะทำข้างต้นนี้ ท่านผู้อ่านท่านใด ทั้งอาจารย์และนักศึกษามีความเห็นเป็นอย่างไร จะเพิ่มเติมแก้ไข ขัดจังหวะประการใด ผมขอรับฟัง

เศรษฐศาสตรบัณฑิตจงเจริญ

ปลายปีการศึกษานี้ นักศึกษาที่เข้ามาในมหาวิทยาลัยพร้อมๆ กับที่ผมเริ่มเป็นคณบดี หลายคนจะสำเร็จเป็นเศรษฐศาสตรบัณฑิต บัณฑิตใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่คงจะเข้ารับราชการหรือทำงานในรัฐวิสาหกิจ และที่ไปทำงานเอกชนก็คงมีไม่น้อย ทางใดเล่าจะเป็นทางเจริญของเศรษฐศาสตรบัณฑิตทั้งรุ่นนี้ รุ่นก่อนๆ และรุ่นต่อไป

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพละ ๔ ประการเพื่ออุดหนุนกำลังใจของผู้ปฏิบัติไว้ดังนี้

       ปัญญาพละ           กำลังคือปัญญา ๑

       วิริยพละ              กำลังคือความเพียร ๑

       อนวัชชพละ           กำลังคือกิจการที่ไม่มีโทษ ๑

       สังคหพละ            กำลังคือความสงเคราะห์ ๑

เมื่อสัตบุรุษมีพละ ๔ นี้แล้ว ท่านว่าจะพ้นภัย ๕ อย่างคือ

       อาชีวภยํ               ภัยคือความกลัวเรื่องเลี้ยงชีพ ๑

       อสิโขกภยํ            ภัยคือความกลัวครหาติเตียน ๑

       ปริสํภารชํชภยํ        ภัยคือความกลัวต่อความบริภาษ
                                    (การใส่ความ) ๑

       มรณภยํ               ภัยคือความกลัวตาย ๑

       ทุคํคติภยํ              ภัยคือความกลัวทุคติ ๑

 

เศรษฐศาสตรบัณฑิตที่รักทั้งหลาย จงเจริญด้วยจตุพละเถิด คือ จงมีปัญญาความรู้รอบ จงมีความเพียรมานะอุตสาหะในการงาน จงมีสติยั้งคิด ประพฤติตนแต่ในทางที่ชอบ หลีกเลี่ยงทางแห่งความยั่วยวนในลาภยศศฤงคาร ซึ่งไม่ชอบด้วยทำนองคลองธรรม และจงกอปรด้วยเมตตากรุณาช่วยเหลือผู้ที่ยากเข็ญอ่อนแอ และแม้แต่ผู้ที่ท่านคิดว่าเป็นศัตรูของท่าน ในการประพฤติดีประพฤติชอบนี้บัณฑิตจะต้องทรงไว้ซึ่งความกล้าหาญ เข้มแข็ง เฉพาะอย่างยิ่งในกาลเทศะปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยความลุ่มหลงเห็นผิดเป็นชอบทั่วไป แต่ไม่ควรจะลืมว่า ถ้าได้ปฏิบัติให้เกิดพลังทั้ง ๔ ประการแล้ว ความกลัวนานาประการจะขจัดหายได้โดยง่าย และความกล้าหาญจะเกิดขึ้นแทน บัณฑิตทั้งหลายจงรักษาความดีไว้ให้มั่น เสมือนเกลือรักษาความเค็มไว้ได้ และขอให้ยึดมั่นเถิดว่าใครจะประพฤติอย่างไร จะร่ำรวยอย่างไร จะชักชวนเราให้ทำอะไรที่ไม่ชอบก็ตาม เราจะปฏิบัติของเราแต่ในทางที่ชอบธรรม เพื่อให้เศรษฐศาสตรบัณฑิตทรงไว้แต่ความเจริญด้วยสัตย์สุจริตธรรม เป็นที่รักที่นิยมแก่ฟ้าดินตลอดไป