การบัญชีกับเศรษฐศาสตร์

การบัญชีกับเศรษฐศาสตร์

ปาฐกถาที่การประชุมนักบัญชีทั่วประเทศ ครั้งที่ ๑

เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๐๙ ณ ศาลาสันติธรรม

 

 

 

 

ท่านผู้เป็นประธาน สุภาพสตรี และสุภาพบุรุษนักบัญชีผู้มีเกียรติ

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณที่ได้ให้เกียรติเรียกมาพูดใน
วันนี้ ในเวลานี้ ทั้งๆ ที่ท่านทั้งหลายได้รับความเหน็ดเหนื่อยฟังปาฐกถาและประชุมกลุ่มเรื่องสำคัญๆ เกี่ยวกับการสอบบัญชีมาแล้วหลายเรื่องหลายยก ถ้าเป็นสามัญชนคงจะไม่สามารถทนฟังต่อไปได้ แต่ที่ท่านทั้งหลายเป็นนักบัญชีและนักบัญชีมีความบึกบึนอดทนเป็นพิเศษ ดังที่ผมจะได้กล่าวถึงในบางประการต่อไป

ตามปกติถ้าจะเกณฑ์ให้นักเศรษฐศาสตร์อย่างผมมา con-
frontasi กับบรรดานักบัญชีทั่วประเทศอย่างในที่ประชุมนี้ ย่อมจะก่อให้เกิดความสะทกสะท้านหวาดเกรงเป็นกำลัง เพราะตามทัศนะของผมแล้ว นักบัญชีหาใช่ผู้ที่เราจะพูดเล่นด้วยได้ไม่ ท่านเป็นนักกายกรรม เล่นหกคะเมนตีลังกาด้วยรายการและตัวเลขอย่างน่าพิศวง เช่น พวกเราสามัญชนชั้นนักเศรษฐกิจ เวลาเราพูดถึงการลงทุนเป็นหุ้นในบริษัทจำกัด เราก็เรียกว่า “ลงทุน” แต่นักบัญชีท่านไม่เรียกอย่างนั้น ท่านเกิดจัดประเภทเป็นเดบิตหรือประเภทเครดิต ก็จำไม่ได้แน่ ขออภัยด้วย แต่ว่าท่านเรียกเป็นอย่างอื่น พวกเราได้ยินท่านนับถือลัทธิหนึ่งว่าสำคัญนักในวิชาของท่าน ดูเหมือนจะเรียกว่า double entry แต่พวกเรานักเศรษฐศาสตร์อาจจะเชื่อถือโชคลางมากเกินไปก็เป็นได้ เรื่อง double counting เราถือกันนักว่าเป็นบาป ยิ่ง double cross ยิ่งร้ายใหญ่ ที่ผมพูดมาถึงตอนนี้ท่านทั้งหลายคงจะจับความสำคัญได้ข้อหนึ่งแล้วเป็นแน่นอนว่า เจ้าหมอนี่ไม่ประสีประสา เรื่องหลักการบัญชีของเราเสียหาย ก็ต้องสารภาพว่าเป็นจริงเช่นนั้น

นอกจากนักบัญชีตามทัศนะของผมจะเป็นนักเล่นกลอย่างสำคัญแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่มีความพากเพียรอดทนเป็นอย่างมาก ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะเคยสังเกตเห็นว่า เมื่อครั้งหนึ่งเช่นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ ผมได้งบบัญชีการเงินแผ่นดินจากกระทรวงการคลัง ก็มีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีหวังว่าจะได้เห็นตัวเลขการเงินของรัฐบาล ได้รู้สภาพการคลังและเศรษฐกิจกันละ แต่เมื่ออ่านดูโดยละเอียด ปรากฏว่าเป็นงบปีพุทธศักราช ๒๔๙๖ เลยจินตนาการไปว่า ท่านบัญชี
บางคน ท่านคงจะนั่งทำและสอบบัญชีกันหามรุ่งหามค่ำกันถึง ๘ ปี
กว่าจะเสร็จ น่าชมความอดทนและน่าจะทำให้นักบัญชีบางท่านไม่ใช่แต่เชี่ยวชาญในวิชาการบัญชีอย่างเดียว ยังสันทัดในวิชาประวัติศาสตร์อย่างยอดเยี่ยม อนึ่ง มีนักบัญชีบางท่านทำการบัญชีราชการอย่างที่เกี่ยวข้องกับสงครามโลก เราเลิกสงครามมาแล้ว ๒๐ กว่าปี จนร่ำจะทำศึกใหญ่กันใหม่อีกแล้ว บัญชีนั้นก็ดูเหมือนยังชำระอยู่ทุกวันนี้ยังไม่เสร็จ ผมได้ยินว่าถ้าเป็นนักบัญชีรัฐวิสาหกิจบางแห่งแล้ว ยิ่งมีฤทธิ์มาก คือท่านทำให้บัญชีหายไปเป็นเล่มๆ ก็ทำได้

ไหนๆ ท่านก็ได้ให้ผมมาพูดกับท่านแล้ว แม้ว่าจะเป็นเวลาเย็นในวันอาทิตย์ควรจะเลิกได้แล้ว ก็ขอได้โปรดอดทนต่อไปกับผมจนหมดเวลา ๑๖.๓๐ น. ตามกำหนด ผมจะขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

 

ผมจะขอเล่านิทานให้ฟัง

ครั้งหนึ่งมีดาว ๓ ดวงจุติจากสวรรค์ลงมาเกิดในโลกมนุษย์ จะเป็นด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ แต่พระอินทร์ท่านสาปไว้ว่าดาวทั้ง ๓ นี้ต้องมาปฏิบัติงานร่วมกัน ถ้าร่วมกันได้เมื่อใด ก็จะเกิดสารัตถประโยชน์แก่มนุษยชาติยิ่งนัก แต่ถ้าดาวทั้ง ๓ นี้เกิดมาแล้วแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางก็จะเกิดความวุ่นวายสับสนเป็นอัปมงคลทั้งทางส่วนตัวและส่วนรวม

ดาวทั้ง ๓ นี้เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วเกิดเป็นชายรูปงามทั้ง ๓ คน ชื่อ นายสถิต นายบัญ และนายเศรษฐ ทั้ง ๓ คนเฉลียวฉลาดยิ่งนัก ได้เล่าเรียนศิลปวิทยาอันประเสริฐทุกคน และมีความสันทัดจัดเจนกันไปคนละอย่าง นายสถิตเชี่ยวชาญในวิชาสถิติ นายบัญมีสมองดีไปในทางบัญชี และนายเศรษฐ (ถ้าทายมีรางวัล ท่านทั้งหลายคงกินรางวัลเป็นแน่) ก็รักเรียนถนัดไปในทางวิชาเศรษฐกิจ ต่อมาเมื่อชายรูปงามทั้ง ๓ นี้เติบใหญ่เป็นหนุ่มขึ้น ต่างก็มีความทะเยอทะยานที่จะออกเผชิญภัยและรักที่จะไปผจญภัยไปโดยโดดเดี่ยว จึงได้แยกทางกันไปคนละทิศ และเมื่อแยกกันไปก็สมจริงดังคำสาปของพระอินทร์ คือแต่ละคนมีอาการวิปริต วิปลาส วิชาความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาก็กลับกลายเป็นอวิชชา ความเฉลียวฉลาดที่เคยมีมาแต่กำเนิด ก็กลายเป็นฉลาดแกมโกง

นายสถิตทำการผจญภัยและเลี้ยงสัตว์ด้วยความชุ่ย ใช้วิธีสุกๆ ดิบๆ คือ ถ้าจะบอกอะไรแก่ใครๆ ก็โมๆ เมๆ เอา หรือบางครั้งก็ถึงกับเดาเอา หรือยอมให้ผู้ที่เป็นนายจ้างของตนนั้นบังคับได้อย่างตรงตามแต่นายจ้างจะต้องการ เช่น ถ้าจะพิสูจน์ว่าน้ำจะท่วม นายสถิตก็เหมือนกับข้าราชการบางคนเมื่อใกล้ผู้ใหญ่บอกได้ว่าน้ำจะท่วมครับ ถ้านายจ้างต้องการจะพิสูจน์ว่าน้ำจะลด นายสถิตก็หาตัวเลขมาเสนอตามวิชาการได้ว่า “น้ำจะน้อย” เหมือนจีนตัดเสื้อ ถ้าลูกค้าต่อว่า ว่าเสื้อหลวม ก็บอกว่าซักน้ำแล้วหด ถ้าต่อว่าว่าเสื้อคับ ก็บอกว่าใส่ๆ ไปจะยืด หรือเหมือนหนึ่งที่โคลง โลกนิติ ท่านบัญญัติไว้ว่า หัวเต่ายาวแล้วสั้น เล่ห์ลิ้นทรชน นายสถิตแกประพฤติอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก นายกรัฐมนตรีผู้หนึ่งในยุโรปถึงกับเคยกล่าวถึงไว้เลยกลายเป็นคำพังเพยว่า There are three kinds of lies: damn lie statistics แปลว่า “มีการโกหกอยู่ ๓ ประเภท คือ คำโกหกประเภทหนึ่ง คำโกหกฉิบหายประเภทหนึ่ง และสถิติอีกประเภทหนึ่ง”

นายบัญชายหนุ่มรูปงามคนที่ ๒ เดินทางไปผจญภัยอีกทางหนึ่ง โดยใช้วิชากายกรรมและวิชาเล่นกลผสมกับวิชาบัญชี เป็นต้นว่า เมื่อได้ไปรับจ้างอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม เจ้านายไม่อยากให้แกทำบัญชีตรงไปตรงมา แกก็ทำบัญชีไม่ให้มันเสร็จไป อยากจะให้ทำบัญชีให้ยุ่งเหยิงจนอ่านไม่รู้เรื่อง แกก็ทำให้ยุ่งได้ แม้เวลาที่ทำบัญชีอย่างดีเรียบร้อยแล้ว แต่ต่อมามีเรื่องที่ไม่ควรจะเปิดเผยกับใคร แกก็ใช้วิชาเล่นกลทำให้บัญชีปลาสนาการกายสูญไปได้ ต่อมานายบัญลาออกจากราชการ ทำงานอยู่กับห้างร้านบริษัท นายบัญก็ชำนาญในการทำบัญชีเป็นจำนวนมากกว่าเดิม คือทำทีละ ๒ บัญชี หรือมากกว่านั้นขึ้นไป บัญชีหนึ่งสำหรับให้สรรพากรตรวจดู แต่อีกหลายบัญชีนอกนั้นทำไว้สำหรับใช้กันภายใน จำนวนบัญชีที่ทำกันนั้น ก็แล้วแต่ความจำเป็นที่จะต้อง double entry เพื่อจะ double cross กันกี่ทอด เวลานายบัญเบื่อการผจญภัยกับพ่อค้าธรรมดา นายบัญอาจจะไปสมัครเข้าทำงานกับธนาคารพาณิชย์ ทีนี้แกใช้ความรอบรู้ของแกกว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น ผู้จัดการธนาคารพาณิชย์บางท่านต้องการจะอุปโลกน์ชื่อบัญชีสมญาขึ้นมา เพื่อประสงค์จะเบียดเบียนเอาเงินของผู้ฝากไปใช้เป็นการส่วนตัว นายบัญก็สามารถสร้างชื่อและเจ้าของบัญชีเงินฝากได้ด้วยวิธีอัศจรรย์คล้ายกับพระผู้เป็นเจ้าสร้างมนุษย์ได้จากอากาศธาตุ ชื่อเสียงของนายบัญในไม่ช้าก็โด่งดัง กระจายแต่ไม่เลื่องลือเท่ากับนายสถิต เพราะบัญชีต่างๆ ที่นายบัญทำนั้น นายบัญก็เป็นผู้สอบเองและรับรองว่าถูกต้องเสร็จไปแล้ว ทำนองเดียวกันกับคำพังเพยที่ว่า ไทยทำ ไทยซื้อ ไทยใช้ ไทยเจริญ จำเริญ

นายเศรษฐชายหนุ่มรูปงามคนที่ ๓ ก็มิใช่เล่น เมื่อเริ่มออกผจญภัยทำงานใหม่ๆ ก็เงอะๆ งะๆ ไม่เป็นประสีประสา เหมือนนักเรียนนอกที่กลับจากต่างประเทศมาใหม่ๆ มีความทระนงตนว่ามีวิชาความรู้เลิศมนุษย์ แต่แท้จริงไม่มีความเข้าใจในสภาพความเป็นจริงและปัญหาของชีวิตของมนุษย์ เฉพาะอย่างยิ่งในโลกมนุษย์ประเทศไทย ฉะนั้นจึงทำงานไม่ได้ผลสมดังคำพังเพยที่ว่า “เศรษฐศาสตร์นำเอามาใช้กับประเทศไทยไม่ได้” ต่อมาเมื่อนายเศรษฐเห็นว่าทำการผจญภัยแบบนี้ไม่ได้ผลแน่ จึงเปลี่ยนใจหันไปทำการผจญภัยแบบใหม่ คือไปหากินกับนักการเมือง เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่รวยเร็ว หลักการที่นายเศรษฐยึดถืออยู่ถือหลักการที่ว่า อำนาจเงินเป็นอำนาจสูงสุด งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข ถ้ายิ่งงานใหญ่ก็ยิ่งมาก สุขก็ยิ่งมาก เมื่อเงินยิ่งมาก เงินหลวงก็ยิ่งจ่ายมาก ก็มีทางที่มีช่องทางที่จะเตะลูกหนัง คือ kick back เข้ากระเป๋าได้มาก เมื่อเงินเข้ากระเป๋าแล้ว ถ้าใครมาทักท้วงก็ยังมีข้ออ้างได้ว่า ความจริงนั้นตั้งใจจะเอาไว้ทำบุญ งานที่นายเศรษฐถนัดในชีวิตผจญภัยของตนนั้น ได้แก่งานก่อสร้างโดยทั่วไป งานสร้างถนน งานเหมืองแร่ งานที่เกี่ยวกับเครื่องอุปโภคบริโภค จะเป็นไฟฟ้า ประปา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พวกเราต้องใช้และซื้อกันอยู่ทุกวัน ประเภทอาหาร เนื้อสัตว์ น้ำตาล ไม้ขีดไฟ เป็นเหยื่ออันโอชะของนายเศรษฐ

เดชะบุญ อาสนะของพระอินทร์เกิดร้อนขึ้นมาตามวิสัยของนิทาน พระอินทร์สอดส่องทิพย์เนตรดูเหตุการณ์ ก็แจ้งประจักษ์ใจ พระอินทร์จึงเห็นว่า วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาก็คือชักนำให้ทั้ง ๓ สหายชายรูปงามกลับมาร่วมมือร่วมใจกันทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์โลก พระอินทร์จึงพยายามให้อินทรทูตหลายคนมาชักนำทางให้แก่นายสถิต นายบัญ และนายเศรษฐ ให้เดินทางมาบรรจบกันและชักจูงซึ่งกันและกันไปสู่ทางเจริญ เทวทูตที่พระอินทร์ส่งมานั้นคือเทวดาที่ขอเรียกชื่อเป็นภาษาฝรั่งว่า Must Do Good Must Do Good Must Do Good โปรดอย่านึกว่าเทวทูตนี้ ๓ คน แท้จริงเป็นคนเดียว แต่มา ๓ ครั้ง ทำนองเดียวกันกับที่พวกเรานักวิชาการสมัยใหม่เรียกว่า Three – Man – Year ชะรอย Must Do Good กำลัง ๓ นี้จะทำการไม่ได้ผลนัก ต่อมาพระอินทร์จึงส่งเทวทูตอื่นๆ ลงมาพยายามปลุกปล้ำให้ชายรูปงามทั้ง ๓ เปลี่ยนแนวทางเดินมาร่วมกันในทางที่จะเจริญต่อไป เทวทูตดังกล่าวชื่อต่างๆ กัน แต่คล้องจองกันน่าฟัง แปลเป็นฝรั่งได้ว่า Have Moral, Hold the Truth ต่อมาก็เป็น No Greed, No Anger, No Stupidity และคงจะยังมีมาอีกหลายทูตในอนาคต

ในตอนจบของนิทานนี้ ๓ สหายคือ นายสถิต นายบัญ และนายเศรษฐ ได้มาพบกันจนได้ แล้วตกลงกันว่าจะร่วมมือร่วมใจปฏิบัติตามคำแนะนำของ Must Do Good กล่าวกันว่าเป็นเรื่องของเทวดาดลใจ เช่น ในกรณีของนายบัญ ดาราทั้งหลายได้ตกลงกันมาประชุมสโมสรกันที่ศาลาสันติธรรมเมื่อต้นปี ๒๕๐๙ แล้วได้ตั้งปณิธานกันว่า ต่อไปนี้จะทำอะไรก็ต้องทำตามมาตรฐาน จะทำอะไรก็ต้องรักษามารยาท และจะต้องนึกถึงและรับใช้ประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ น่าสรรเสริญเทวดาและดาราทั้งหลายที่อย่างน้อยก็พยายาม

การร่วมมือร่วมใจของ ๓ สหายได้ผลเป็นการเจริญพัฒนาอย่างไรนั้น สำคัญอยู่ที่วิธีการ นายสถิตมีหน้าที่ค้นหาความจริงโดยทั่วๆ ไป ในด้านที่จะเป็นประโยชน์แก่การที่จะคิดอ่านก้าวหน้าต่อไป หน้าที่ของนายบัญก็มีสำคัญน้อยไม่ นอกจากแสดงความจริงด้านการเงินและทรัพย์สิน หนี้ ของหน่วยต่างๆ แล้ว ยังสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือควบคุมกำกับการดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องกับเจตนาของผู้ดำเนินงาน สามารถป้องกันความรั่วไหลและความเหลวไหลสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงป้องกันมิให้ดำเนินแนวที่ผิด และหันมาดำเนินแนวที่ชอบธรรมได้ ส่วนนายเศรษฐนั้น เมื่อมีสหายร่วมใจอนุเคราะห์ในด้านข้อเท็จจริง และในด้านกำกับควบคุม ก็สามารถใช้วิชาความรู้ที่เล่าเรียนมาให้ตรงกับสภาพของความเป็นจริงได้ อุปมาเสมือนหนึ่งเรือเดินสมุทร มีเครื่องยนต์มีกำลังเดินหน้า – ถอยหลังได้อย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอ ต้องอาศัยผู้สามารถพยากรณ์สภาพคลื่นลม และชี้ทิศทางให้เป็นไปโดยถูกแนวทาง ซึ่งเป็นความสันทัดเชี่ยวชาญของสหายทั้ง ๒ ของนายเศรษฐ คือ นายบัญกับนายสถิตนั่นเอง สำเภาลำนี้ผู้ใหญ่ท่านได้กล่าวถึงไว้ในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นที่จับใจ คือสำเภาทอง เมื่อประกอบด้วยสมาบัติ และขันติธรรมแล้ว “ก็สามารถปรากฏล่องลิ่วไปตามลม สรรพ-
สัตว์ก็ชื่นชมโสมนัส ถึงจะเกิดลมภาพพานกระพือพัดคือโลโภ ถึงจะโตสักแสนโตตั้งตีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นโครมโถมกระแทก สำเภานี้ก็มิได้วอกแวกวาบหวั่นไหว ก็จะแล่นระรี่เรื่อยเฉื่อยไปจนถึงเมืองแก้ว อันกล่าวแล้วก็คือพระอมตมหานครนฤพาน” สมัยใหม่นี่เราไม่เรียกนฤพาน เราเรียกว่า พัฒนา เมื่อได้ใช้วิธีการร่วมมืออันถูกต้อง ประกอบกับมีเทวดา Must Do Good, Have Moral, Hold the Truth, No Greed, No Anger, No Stupidity เป็นผู้กำกับแล้ว โลกมนุษย์ที่นายสถิต นายบัญ นายเศรษฐเป็นส่วนหนึ่ง ก็จะมีความผาสุกสันติ ปราศจากศัตรูภายในและภายนอก ปราศจากความทุกข์เข็ญยากไร้ มีแต่ความรุ่งเรืองพัฒนาจำเริญก้าวหน้าไป ไพร่ฟ้าประชาชนมีแต่ความสุขสบายเป็นนิรันดร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าปล่อยให้แกะเศรษฐศาสตร์เข้ามาในหมู่เสือบัญชี เรื่องที่อาจจะได้ก็คงจะมีเพียงประการฉะนี้