การใช้และความสามารถที่จะใช้เศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย

การใช้และความสามารถที่จะใช้เศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย

ปาฐกถาที่จัดโดยสำนักค้นคว้า มหาวิทยาลัยคอร์แนล
ที่หอประชุมกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.๒๔๙๘

 

 

 

 

ความเป็นมาแห่งเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย

บทความบทก่อนได้แสดงให้ท่านทราบแล้วว่า วิชาที่เราเรียกว่าเศรษฐศาสตร์นั้นอาจารย์ต่างๆ ได้จำกัดความไว้ต่างๆ กันอย่างไรบ้างแต่พอจะสรุปความได้ว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาว่าด้วยความต้องการของมนุษย์โดยทางทรัพย์ และว่าด้วยวิธีการใช้ทรัพยากรมาบำบัดความต้องการต่างๆ ของมนุษย์

จากความหมายของเศรษฐศาสตร์นี้ ท่านจะได้เห็นว่า ไม่ว่าในเวลาใดหรือภูมิประเทศแห่งใด เมื่อมนุษย์ร่วมกันอยู่เป็นชุมชน แม้แต่จะเป็นชุมชนเล็กๆ ก็ย่อมต้องเอาใจใส่กับหลักการที่จะบำบัดความต้องการทางด้านทรัพย์ของชุมชนนั้น ตามนัยนี้จะเห็นได้ว่าเศรษฐ-
ศาสตร์มิได้เป็นวิชาใหม่สำหรับประเทศไทย และความจริงในประวัติตั้งแต่ดั้งเดิมมาประเทศไทยก็ได้ใช้หลักวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นประโยชน์อยู่ เช่น จากหลักฐานในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ปรากฏว่า แม้ในสมัยเกือบ ๖๐๐ ปีมาแล้ว ผู้ครองนครก็ได้มีแนวความคิดเด็ดเดี่ยวในทางเศรษฐกิจอยู่ ในศิลาจารึกนั้นมีตอนหนึ่งกล่าวว่า

 

“เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใคร่จักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่า เหย้าเรือนพ่อเขื่อเสื้อค้ามันช้างขอลูกเมียเยียข้าว ไพร่ฟ้าข้าไทย ป่าหมากป่าพลู พ่อเชื่อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิและผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้จึงแล่งความแก่ข้าด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่อใคร่ผิน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ ช่วยเหนือเฟื้อกูมัน บ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงินบ่มีทองให้แก่มันช่วยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง ได้ข้าเสือกข้าเสือหัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี”

 

กล่าวตามศัพท์ปัจจุบัน ข้อจารึกในศิลานั้นแสดงว่า พ่อขุนรามคำแหงถือหลักการค้าโดยเสรี หลักการถือกรรมสิทธิ์เอกชน การรับมรดก การสนับสนุนรายได้ของผู้ยากจนและส่งเสริมการประกอบสัมมาอาชีวะของประชาราษฎร์ เรื่องเหล่านี้ ทุกวันนี้ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในทางเศรษฐศาสตร์ทั้งสิ้น

นอกจากตัวอย่างที่ได้อ้างมาข้างต้นแล้ว เมื่อเราพิจารณาตามประวัติในสมัยกรุงสุโขทัยก็ดี กรุงศรีอยุธยาก็ดี ตลอดจนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีหลักฐานแสดงว่าเรื่องเศรษฐกิจต่างๆ เช่นการติดต่อกับพ่อค้าสำเภาต่างประเทศ การเกณฑ์ไพร่พลเข้ารับราชการ การถือศักดินาเรือกสวน การให้สัมปทาน การเก็บภาษีอากรจังกอบและส่วยเป็นต้น เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้หลักวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ตลอดเวลาในประเทศไทย

ถึงแม้หลักการใหญ่ในเศรษฐศาสตร์ยังคงเป็นหลักการที่ตกทอดมาแต่โบราณ เมื่อเรากล่าวถึงเศรษฐศาสตร์ เราก็มักจะนึกถึงวิชา ซึ่งมีผู้เรียนมาจากยุโรป อเมริกา หรือประเทศอื่นๆ ทั้งๆ ที่เรารู้อยู่ดีว่า นักธุรกิจผู้เจนจัดในเศรษฐกิจส่วนมากในประเทศไทยนั้น คือ จีน ซึ่งมิได้ศึกษาหลักทฤษฎีมาจากไหน เพียงแต่ใช้ฝึกหัดอบรมในทางปฏิบัติตั้งแต่น้อยมา เหตุที่ทฤษฎีและหลักปฏิบัติทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ยังคงแตกต่างและยังแตกแยกกันอยู่นั้นมีเหตุผลดังนี้ คือ

๑. ไทยเรามิได้รวบรวมหลักวิชาต่างๆ ไว้เป็นระเบียบแบบแผนสำหรับศึกษากัน การศึกษาจึงมีอยู่แต่ในเพียงรูปการอบรมฝึกหัดด้วยการปฏิบัติ

๒. สภาพ ระบบ และวิธีการเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากโดยนำเอาแบบแผนของต่างประเทศมาใช้ เฉพาะอย่างยิ่งแบบแผนในประเทศตะวันตก เช่น การเงินตรา การธนาคาร การค้าและการคลัง มีวิธีการเปลี่ยนแปลงไปทั้งๆ ที่หลักการใหญ่ยังคงเป็นอยู่เช่นเดิม นักศึกษาก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงวิธีการนั้นๆ จึงชวนให้เห็นว่าเป็นวิชาใหม่

๓. การศึกษาระบบเศรษฐกิจก็ดี ลัทธิเศรษฐกิจก็ดี จำต้องศึกษาจากต่างประเทศในทวีปฝั่งตะวันตก เพราะในประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มมีการศึกษาเศรษฐศาสตร์เป็นหลักสูตรสมบูรณ์ เท่าที่ผู้บรรยาย
จำได้ก็เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ เมื่อเริ่มตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ต่อมาภายหลัง การศึกษาวิชานี้จึงได้แพร่หลายไปตาม
มหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น เนื่องจากเป็นหลักสูตรใหม่ จึงชวนให้เข้าใจไปว่า คงจะเป็นวิชาใหม่

เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่จำเป็นต้องใช้ในประเทศไทยทั้งทางด้านเอกชนและราชการ ในด้านราชการนั้นนอกจากจะมีประโยชน์ในฐานเป็นครูสอนแล้ว นักเศรษฐศาสตร์จะรับราชการได้ในสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตร กระทรวงคมนาคม กระทรวงสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น การวางนโยบายและการบริหารราชการ เกี่ยวกับการกำหนดงบประมาณประจำปีก็ดี การธนาคารและการเงินตราก็ดี การส่งเสริมการผลิตทั้งด้านกสิกรรมและอุตสาหกรรมก็ดี จำต้องใช้เศรษฐศาสตร์ทั้งสิ้น และกล่าวโดยทั่วไป แม้แต่การประกอบอาชีพของพ่อค้าประชาชนซึ่งเป็น
กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจแห่งประเทศ ก็ต้องอาศัยหลักเศรษฐศาสตร์เป็นพื้น ไม่ว่าเอกชนแต่ละคนจะได้ศึกษาหลักเศรษฐศาสตร์มาหรือไม่ก็ตาม

เงื่อนไขในการใช้เศรษฐศาสตร์
ให้เป็นผลดีในประเทศไทย

เนื่องจากเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนถึงประชาชนทุกผู้ทุกนามไม่มีการยกเว้น รัฐบุรุษ ข้าราชการ หรือพ่อค้าประชาชนย่อมมีความสนใจอยู่ทุกคนเป็นธรรมดา และเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจนั้นต่างคนต่างก็มีความรู้ความชำนาญอยู่บ้าง บางคนก็มาก บางคนก็น้อย บางคนรู้มากและรู้จริง บางคนรู้มาก แต่รู้ไม่จริง บางคนรู้น้อย และเนื่องจากเป็นผู้รู้น้อยจึงเข้าใจว่าตนเป็นผู้รู้มาก ทำนองเดียวกับวิชาที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของมนุษย์ หรือวิชาแพทย์ ทุกคนก็มีร่างกายอยู่และเคยปวดศีรษะ หรือเป็นไข้แล้วเคยหาย ทุกคนก็มีความรู้ในการรักษาและป้องกันโรคอยู่บ้าง แต่ผู้ที่เป็นแพทย์จริงๆ ก็มีอยู่ และผู้ที่เข้าใจว่าตนสามารถจะรักษาเขาได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ก็มีอยู่ อันตรายที่สำคัญที่สุดก็คือการจับสมุฏฐานของโรคผิดและวางยาผิด ผู้ที่ไม่รู้จริงแล้วเข้าใจว่าตนรู้นั้น อาจจะรับเอาผลเป็นเหตุ และจับเหตุเป็นผล ถ้าเคราะห์ดีก็ทำการแก้ไขป้องกันได้บ้าง แต่ถ้าไปเผอิญประสบเรื่องที่ตนไม่มีความชำนาญอยู่ผลร้ายย่อมจะเกิดขึ้นได้อย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น ในประเทศใดประเทศหนึ่งขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศขึ้นสูง และราคาสินค้าและค่าครองชีพสูง ผู้สมัครที่เข้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจข้อนี้ หากจับเอาประเด็นทั้ง ๒ ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงปัญหาอื่นๆ และพยายามกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อดึงเอาอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าให้ลดต่ำลงด้วยการควบคุมแต่เพียงฉาบฉวย มิได้พิจารณาปัญหาให้ลึกซึ้งลงไป การแก้ไขเช่นนี้ย่อมไม่ประสบผลสำเร็จได้ยั่งยืน ตรงกันข้ามในไม่ช้าอาจจะเกิดผลร้ายขึ้นได้ เปรียบเหมือนกับแพทย์รักษาโรค แก้ไขแต่เฉพาะอาการไข้ภายนอกมิได้ตรวจลึกซึ้งลงไปถึงโรคร้ายภายใน ย่อมจะตัดโรคร้ายนั้นให้หายขาดมิได้ ในตัวอย่างเรื่องการแก้ไขอัตราค่าครองชีพและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้น วิธีแก้ปัญหาอันที่จริงก็ต้องจับเอาเรื่องการค้าระหว่างประเทศ การใช้จ่ายเงินทองของเอกชนและของรัฐบาลมาวิเคราะห์วิจารณ์ว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาต่างๆ สูงขึ้น ต้องมองลึกไปจนถึงปริมาณเงินปริมาณสินค้าและบริการ จึงจะได้แก่นสาระสำคัญของปัญหาจริงๆ เนื่องด้วยเหตุนี้ เพื่อจะใช้เศรษฐ-
ศาสตร์ให้เป็นประโยชน์จริงๆ จึงสมควรที่จะระมัดระวัง จำเป็นต้องใช้นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้เรียนรู้และเจนจัดในวิชาการมาเป็นผู้วิเคราะห์ปัญหาและวางวิธีแก้ไข ไม่ใจเร็วด่วนได้ ใช้แต่สามัญสำนึกโดยเข้าใจไปว่าใครๆ ก็จบปัญหาเศรษฐกิจได้

ข้อที่ควรระมัดระวังอีกประการหนึ่งก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐประศาสโนบายกับเศรษฐศาสตร์ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐประศาสโนบายย่อมต้องเป็นเรื่องที่นำหน้าเศรษฐศาสตร์เป็นธรรมดา แต่อันตรายอาจจะมีได้ในเมื่อนโยบายในการบริหารใดได้พยายามฝืนหลักธรรมชาติของเศรษฐศาสตร์ ฉะนั้นนักการเมืองและรัฐบุรุษย่อมพึงสำเหนียกว่าการใช้เศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือนั้น จำเป็นต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดี อย่าให้การใช้เศรษฐศาสตร์นั้นกลายเป็นการก่อกวนทางเศรษฐกิจไปตามอารมณ์ของนักการเมือง

วินัยของนักเศรษฐศาสตร์นั้นมีอยู่มากหลาย เพื่อจะกระทำตนให้เป็นประโยชน์และนำเอาวิชาของตนนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติจริงๆ ในประการแรกนักเศรษฐศาสตร์ นอกจากจะต้องมีความรู้ในวิชาการในด้านทฤษฎีแล้ว จำต้องรู้จักนำทฤษฎีมาใช้ปฏิบัติให้เหมาะสมกับสภาวะและระบบเศรษฐกิจในประเทศของตน เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ในเมื่อนักศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ส่วนมากได้รับการศึกษามาจากต่างประเทศ เคยเล่าเรียนฝึกหัดมาแต่ในการพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศจำเป็นที่จะต้องศึกษาสภาพการเศรษฐกิจในประเทศไทยให้รู้แน่ชัดเสียก่อน และหาทางที่จะใช้หลักวิชาของตนนั้นให้เหมาะสมกับปัญหาของประเทศไทยจึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้ผลจริงจัง การนำทฤษฎีและการปฏิบัติมาประกอบประสานกันขึ้นได้นั้น เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยยาก แต่ถ้าหากว่ากระทำไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ทฤษฎีคงอยู่ทางหนึ่ง และการปฏิบัติไปอยู่อีกทางหนึ่ง คำกล่าวที่ว่า เศรษฐศาสตร์ใช้สำหรับประเทศไทยไม่ได้นั้นก็ยังคงมีความจริงอยู่ตราบนั้น

ตามปกติ นักเศรษฐศาสตร์จะต้องอาศัยตัวเลขสถิติเป็นเครื่องประกอบการพิจารณาปัญหาเศรษฐกิจ จะขาดเสียมิได้ ในประเทศไทยตัวเลขสถิติย่อมไม่สมบูรณ์และไม่มีคุณภาพดีพอ ในชั้นนี้นักเศรษฐ-
ศาสตร์จะมาปัดความรับผิดโยนบาปให้นักสถิติหรือเจ้าหน้าที่สถิติอยู่เสมอนั้น ย่อมไม่ควรกระทำ นักเศรษฐศาสตร์จะพยายามกระทำประโยชน์ให้แก่วิชาของตนได้ โดยพยายามชักจูงให้มีการรวบรวมสถิติเศรษฐกิจขึ้นให้ได้เท่าที่ตนต้องการ การกระทำเช่นนี้ย่อมต้องอาศัยเวลานาน และต้องอาศัยขันติธรรมอย่างสูง แต่ในขณะนี้ทั้งๆ ที่มีสถิติน้อยและไม่แน่นอน นักเศรษฐศาสตร์ก็ยังมีช่องทางที่จะใช้สถิตินั้นได้บ้าง โดยเลือกเฟ้นและวิเคราะห์สถิติที่ใช้นั้นด้วยความระมัดระวัง

ในประการสุดท้าย นักเศรษฐศาสตร์มีหน้าที่ในประเทศไทยที่จะต้องพยายามเผยแพร่วิชาของตนให้แพร่หลายออกไปและพึงรักษาความบริสุทธิ์แห่งวิชาการของตนให้ถ่ายทอดออกไปยังนักศึกษารุ่นหลังได้เป็นประโยชน์จริงๆ ในขณะนี้ความต้องการของนักศึกษาที่จะเรียนเศรษฐศาสตร์นั้นยังมีอยู่เหลือหลาย แต่การสนองความต้องการนั้นยังบกพร่องอยู่มาก นักเศรษฐศาสตร์มีโอกาสที่จะกระทำการแก้ไขข้อบกพร่องได้เป็นอันมาก เช่น การจัดหลักสูตรการศึกษาให้นักเรียนได้เรียนรู้หลักวิชาเศรษฐศาสตร์จริงๆ โดยเข้มงวด วางระดับมาตรฐานของการศึกษาให้สูงขึ้น ฝึกให้นักศึกษามีโอกาสค้นคว้าโต้เถียงแสดงความคิดความเห็นของตนโดยให้เกิดความดำริริเริ่มได้เอง ในการนี้จำเป็นที่จะต้องฝึกนักศึกษาให้อ่านตำราเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศได้ด้วยตนเอง และในขณะเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์แต่ละคนพึงถือเป็นหน้าที่ที่จะผลิตตำราภาษาไทยในวิชานี้ให้มากขึ้น สรุปความว่านักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย นอกจากจะมีหน้าที่ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเฉพาะหน้าของตนแล้ว ยังควรที่จะยุให้นักศึกษารุ่นต่อๆ ไปสำนึกว่า การเรียนเศรษฐศาสตร์เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริงๆ นั้นเป็นเรื่องที่นักศึกษาแต่ละคนจะต้องลงทุนลงแรงลงเวลาจริงๆ จึงจะได้ผลมิใช่ว่าเพียงแต่ฟังคำบรรยายแล้วสอบไล่ผ่านได้เกียรติได้ปริญญาเพียงชื่อ ไม่คำนึงถึงสาระสำคัญของเศรษฐศาสตร์อันแท้จริง

เท่าที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมานี้ พอสรุปความสั้นๆ ได้ว่า เศรษฐ-
ศาสตร์นั้นเป็นวิชาที่จำเป็นใช้อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณมา แต่การศึกษาในวิธีการใหม่ๆ ของเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยนั้น จำเป็นจะต้องนำเอาหลักที่ต่างประเทศได้รวบรวมไว้มาประกอบ และการที่จะใช้เศรษฐศาสตร์ให้เป็นประโยชน์จริงๆ ในประเทศไทย ต้องอาศัยความรอบรู้ของผู้บริหารประเทศที่จะใช้วิชาการนั้นด้วยความระมัดระวังประการหนึ่ง กับจะต้องอาศัยนักเศรษฐศาสตร์เองอยู่ในวินัยที่จะนำเอาวิชามาใช้ด้วยความสุขุมคัมภีรภาพและเผยแพร่วิชาการของตนให้เป็นประโยชน์แก่มหาชนต่อไป