จุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจ

จุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจ

ปาฐกถาแสดงที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๙๗

 

 

 

 

คำเกริ่น

 

ข้าพเจ้าได้สัญญากับ เมธี ไว้ว่าจะส่งบทความมากำนัล และได้เริ่มคิดจะเขียนเรื่องนี้ให้ ประจวบกับประธานกรรมการนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้ไปขอร้องให้แสดงปาฐกถาพิเศษในฤดูร้อน ขัดมิได้ จึงตกลงว่าจะนำเรื่องไปแสดงปาฐกถาก่อน แล้วจึงจะนำมาลงตีพิมพ์ใน เมธี เพื่อให้แพร่หลายสำหรับชวนให้นักเรียนและนักคิดทั่วไปได้ออกความเห็นในเรื่องนี้

ในวันแสดงปาฐกถานั้น มีเพื่อนฝูงเอื้อเฟื้อนำเครื่องอัดเสียงไปช่วยอัดให้เป็นเครื่องทุ่นแรงและทุ่นเวลาในการเขียนและการเตรียมที่จะพูด แล้วต่อมาก็ยังมีเพื่อนฝูงช่วยพิมพ์และเรียบเรียงบทความจากเครื่องอัดเสียงนั้น ขอขอบคุณผู้ช่วยเหลือไว้ทั่วกัน บังเอิญในวันแสดงปาฐกถา ได้มีผู้แทนหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งนำเครื่องอัดเสียงจะไปอัดเหมือนกัน แต่ไม่ได้แจ้งให้ข้าพเจ้าหรือเจ้าหน้าที่ของธรรมศาสตร์ทราบ และมิได้ขออนุญาต ข้าพเจ้าจึงขออย่าให้อัด เพราะถ้าอัดแล้วนำไปตีพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวัน ก็จะทำให้สัญญาที่ข้าพเจ้าให้ไว้กับ เมธี เสียไป ต่อมาปรากฏข่าวและการวิจารณ์ปาฐกถาของข้าพเจ้าในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นถึง ๒ วันติดกัน แต่น่าเสียดายที่ข่าวนั้นคลาดเคลื่อนไปจากปาฐกถาในสาระสำคัญ และบทวิจารณ์ก็ได้เคลื่อนคลาดตามไปด้วย อย่างไรก็ดี หนังสือรายวันอีกหนึ่งฉบับ (สยามนิกร) นำข่าวไปลงโดยย่อ ได้ความดีและถูกต้อง

บทความที่นำมาเสนอต่อไปนี้ ตรงกับปาฐกถาเกือบทุกคำ ข้าพเจ้าได้แก้ไขเฉพาะสำนวนโวหารเล็กๆ น้อยๆ และได้เพิ่มหมายเหตุไว้เป็นฟุตโน้ต

 

ท่านสุภาพสตรี และท่านสุภาพบุรุษ

ชื่อของเรื่องที่ข้าพเจ้าจะพูดในวันนี้คือ จุดหมายทางเศรษฐกิจ การที่ข้าพเจ้านำเรื่องนี้มาพูดก็เพราะเหตุว่าพวกเราในมหาวิทยาลัยนี้ และมหาวิทยาลัยอื่น ได้ศึกษาในทางเศรษฐกิจกันอยู่บ้าง การศึกษานี้ได้ศึกษาไปในรายละเอียด ส่วนมาก เช่น ศึกษาว่าผลิต การบริโภค การค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ การเงินและการธนาคาร มีวิธีการอย่างไร ที่เรียกกันว่าหลักวิชาเศรษฐกิจ แต่เราอาจจะทอดทิ้งหัวใจสำคัญของเศรษฐศาสตร์ คือเรื่องจุดหมาย เราอาจจะไปหลงอยู่ในเรื่องที่ว่าอะไรที่เป็นวิชา แต่ไม่ได้คิดว่าเราเรียนวิชานี้ไปเพื่อทำอะไร เสมือนหนึ่งทหารหัดแต่วิธียิงวิธีกลยุทธ์ แต่หาทราบไม่ว่าเป้าที่จะยิงอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นจึงอยากจะนำมาเสนอในวันนี้เป็นข้อคิดบางประการ เผื่อว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้ฟังไปแล้วและนำไปคิด อาจจะมีความเห็นขัดแย้งกับที่ข้าพเจ้าเสนอ ก็อยากจะได้ฟังความเห็นของท่านทั้งหลาย เพื่อประดับสติปัญญาทุกฝ่ายต่อไป

ขอออกตัวก่อนว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “dull” ภาษาไทยจะแปลว่า “ด้าน” ก็เห็นจะได้ (รูปที่ “ dull” คือรูปที่ “ด้าน”) กล่าวคือไม่มีความสนุก ไม่เหมือนกับไปเที่ยวเชียงใหม่[1] เพราะฉะนั้นยิ่งนำเอาเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นปาฐกถาพิเศษในฤดูร้อนก็ยิ่งทำให้ “ด้าน” ยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงหนักใจอยู่ว่าอาจจะสนองความต้องการของท่านไม่ได้เต็มที่ ไม่เหมือนกับที่เราได้ยินทางวิทยุในบางครั้ง เมื่อร้านเสริมสวยร้านนั้นร้านนี้จัดดนตรีมาแสดง แล้วประกาศว่าขอให้ท่านผู้ฟังได้ชื่นอารมณ์พร้อมกับลมโชยในฤดูร้อน ปาฐกถาพิเศษเรื่องเศรษฐกิจนี้เห็นจะกลั้วกล้ำกับลมโชยในฤดูร้อนยากเต็มที เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงหาทางออกอยู่ทางหนึ่ง คือว่าจะพยายามกล่าวถึงเศรษฐกิจให้น้อยที่สุดที่จะน้อยได้ เหมือนกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเข้าไปนั่งเขียนคำตอบข้อสอบ ผู้สอบไล่ออกให้เรียงความเรื่อง การออกธนบัตร นักศึกษาผู้นั้นก็คงจะเหมือนนักศึกษาธรรมศาสตร์หลายคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือไปนั่งสอบแล้วแต่บุญแต่กรรม หรืออ่านหนังสือแต่เพียงบางข้อ แกเขียนคำตอบไว้ว่าดังนี้

“ปัญหาคือการออกธนบัตร ธนบัตรนั้นเอาไปชำระหนี้ หนี้ที่สำคัญที่สุดคือค่าจ้างแรงงาน ค่าจ้างแรงงานนั้นคาร์ล มาร์กซ์เขียนไว้ว่านายทุนมักจะให้น้อย เพราะฉะนั้นคำตอบในต่อไปนี้จะเขียนเรื่อง ลัทธิเศรษฐกิจของคาร์ล มาร์กซ์...”

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่านักศึกษาผู้นั้นได้คะแนนเท่าใด แต่ข้าพเจ้าจะขออนุญาตทำเช่นนั้นบ้าง เพราะจุดมุ่งหมายสำคัญของเศรษฐกิจนั้น ก็เปรียบเสมือนหนึ่งรากฐานหรือรากมูลของเศรษฐกิจ หรือจะเรียกกันว่า มูลบทของเศรษฐกิจก็ได้ และมูลบทเศรษฐกิจนี้คล้ายๆ กับคำว่า มูลบทบรรพกิจ ซึ่งเมื่อเด็กๆ เคยได้ยินอยู่ เพราะฉะนั้นจะขอเอา
มูลบทบรรพกิจ มาอ่านให้ท่านฟัง

 

มูลบทบรรพกิจ นี้ท่านที่เป็นนักศึกษาเด็กๆ คงจะไม่ค่อยรู้จัก เพราะเขียนเมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วมา หลวงสารประเสริฐ ชื่อน้อย ภายหลังเป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร เป็นผู้ได้เรียบเรียง และในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงอนุญาตให้ใช้ได้สำหรับกุลบุตรกุลธิดา ถึงแม้ว่าพวกเราบางคนอาจจะไม่ได้เรียน ไม่ได้รู้เรื่อง มูลบทบรรพกิจ แต่คงจะเคยทราบว่า ใน มูลบทบรรพกิจ นั้นมีตอนหนึ่งว่า

      “ก. ข. ก กาว่าเวียน            หนูน้อยค่อยเพียร

อ่านเขียนผสมกมเกย

      ระวังตัวกลัวครูหนูเอ๋ย           ไม้เรียวเจียวเหวย

กูเคยเข็ดหลาบขวาบเขวียว

      หันหวดปวดแสบแปลบเสียว    หยิกซ้ำช้ำเขียว

อย่าเที่ยวเล่นหลงจงจำ”

ในสมัยการศึกษาสมัยหน้าเวลาข้าพเจ้าจะเข้าห้องเรียน จะอ่านบทนี้เห็นจะดี แล้วขอให้จำไว้ว่าเมื่อสมัยก่อนนอกจากนักเรียนจะโดนไม้เรียวแล้วยังโดนหยิกอีกด้วย

ใน มูลบทบรรพกิจ ที่ว่านี้ มีเรื่องที่พอจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจบ้าง เพราะฉะนั้นจะขออนุญาตอ่านที่อาจารย์เก่าๆ[2] เขียนไว้ จะขอชี้ให้นักศึกษาเห็นว่าที่ท่านแต่งไว้นั้นแต่งด้วยความสามารถมาก ขอให้สังเกตดูจะเห็นได้ว่าแม้แต่ในแม่ ก กา ซึ่งเขียนสำหรับนักเรียนแรกหัดอ่าน ท่านก็ยังร้อยกรองเป็นคำกลอนอย่างไพเราะและได้ความดี คำกลอนตอนนี้ขึ้นต้นว่า

“สะธุสะจะขอไหว้ พระศรีไตรสะระณา พ่อแม่และครูบา เทวดาในราศี ข้าพเจ้าเอา ก ข  เข้ามาต่อ ก กา มี แก้ไขในเท่านี้ ดีไม่ดีอย่าตรี ชา

จะร่ำคำต่อไป พอล่อใจกุมารา ธรณีมีราชา เจ้าพาราสาวะถี ชื่อพระไชยสุริยา มีสุดามะเหษี ชื่อว่าสุมาลี อยู่บูรีไม่มีไภย ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มีกิริยาอะฌาไสย พ่อค้ามาแต่ไกล ได้อาไศยในพารา ไพร่ฟ้าประชาชี เชาบุรีก็ปรีดา ทำไร่เขาไถนา ได้เข้าปลาแลสาลี (นี่เศรษฐกิจเจริญ) อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวะนารี ที่หน้าตาดีๆ ทำมโหรีที่เคหา ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา หาได้ให้ภิริยา โลโภพาให้บ้าใจ ไม่จำคำพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไสย (ธรรมศาสตร์ดีกว่าไสยศาสตร์) ถือดีมีข้าไทย ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา คะดีที่มีคู่ คือไก่หมูเจ้าสุภา ใครเอาเข้าปลามา ให้สุภาก็ว่าดี ที่แพ้แก้ชะนะ ไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดี ไล่ด่าตีมีอาญา ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา ผู้เฒ่าเหล่าเมธา ว่าไบ้บ้าสาระยำ ภิกษุสะมะณะ เล่าก็ละพระสะธำม์ คาถาว่าลำนำ ไปเรร่ำทำเฉโก ไม่จำคำผู้ใหญ่ ศีร์ษะไม้ใจโยโส ที่ดีมีอะโข ข้าขอโมทะนาไป พาราสาวะถี ใครไม่มีปราณีใคร ดุดื้อถือแต่ใจ ที่ใคร่ได้ใส่เอาพอ ผู้ที่มีฝีมือ ทำดุดื้อไม่ซื้อขอ ไล่คว้าผ้าที่คอ อะไรล่อก็เอาไป ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มิได้ว่าหมู่ข้าไทย ถือน้ำรำเข้าไป แต่น้ำใจไม่นำพา หาได้ใครหาเอา ไพร่ฟ้าเศร้าเปล่าอุรา ผู้ที่มีอาญา ไล่ตีไม่ปราณี ผีป่ามากระทำ มะระณะกำม์เชาบุรี น้ำป่าเข้าธานี ก็ไม่มีที่อาไศย ข้าเฝ้าเหล่าเสนา หนีไปหาพาราไกล ชียาล่าลี้ไป ไม่มีใครในธานี”

จะอ่านมากก็กลัวจะหมดเวลา ขอเล่าต่อไปว่าพระไชยสุริยา เมื่อบ้านเมืองเกิดเรื่องก็ทำให้ดินฟ้าอากาศวิปริต น้ำป่าเข้าเมือง ไม่มีที่อาศัย จึงต้องพาพระมเหสีไปในสำเภา แล้วเกิดมีลมสลาตัน เรือแตกต้องไปอยู่เกาะ แล้วเลยไปเริ่มจำศีลกัน ณ ที่นั้น เรื่องยังมีอีกมาก ท่านทั้งหลายไปอ่านเอาเองก็แล้วกัน มีเรื่องที่เด็กๆ อ่านแล้วไม่เข้าใจ ผู้ใหญ่อ่านเข้าใจก็มี จนกระทั่งสุดท้ายพระไชยสุริยาได้รับพระธรรมจากพระพุทธเจ้าจึงได้สำเร็จอรหันต์ ตอนที่จับธรรมนั้นคำกลอนดังนี้

“ขึ้นกมสมเด็จจอมอารย์ เอ็นดูภูบาล ผู้ผ่านพาราสาวะถี ซื่อตรงหลงเล่ห์เสนี กลอกกลับอัปรีย์ บุรีล่มจมไป ประโยชน์จะโปรดภูวนัย นิ่งนั่งตั้งใจ เลื่อมใสสำเร็จเมตตา เปล่งเสียงเพียงพิณอินทิรา บอกข้อมรณา จงมาวันหนึ่งถึงตน เบียดเบียฬเสียดส่อฉ้อฉน บาปกรรมนำตน ไปทนทุกข์นับกัปกัลป์ (ถ้าทำไม่ดีก็ตกนรก) เมตตากรุณาสามัญ จะได้ไปสวรรค์ เป็นสุขทุกวัยหรรษา สมบัติสัตว์มนุษย์ครุฑา กลอกกลับอัปรา เทวาสมบัติชัชวาล”

ผลสุดท้ายพระไชยสุริยาเมื่อทรงธรรมแล้วก็ได้รับความสุข เรื่องที่อาจารย์เก่าๆ เขียนไว้ให้เด็กอ่านมีเพียงเท่านี้

 

ทีนี้มันเข้าอะไรกับเรื่องเศรษฐกิจของเรา ข้าพเจ้าได้เสนอไว้แต่แรกว่า ถ้า “มีกิริยาอะฌาไสย พ่อค้ามาแต่ไกล ได้อาไศยในพารา ไพร่ฟ้าประชาชี เชาบุรีก็ปรีดา ทำไร่เขาไถนา ได้เข้าปลาแลสาลี” ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง บ้านเมืองสงบเรียบร้อยไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน นี่ก็พอจะจับได้อีกข้อหนึ่งว่าจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจที่เราจะว่านี้

๑. เป็นจุดหมายที่ใช้ไม่ใช่สำหรับเศรษฐกิจเอกชน เป็นจุดหมายในทางเศรษฐกิจของมหาชน กล่าวคือ ของประชาชนทั้งบ้านทั้งเมือง

๒. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจุดมุ่งหมายของชีวิต แม้เศรษฐกิจจะดีเท่าใดก็ตาม ถ้าไม่มีศีลธรรม ถ้าไม่มีความสงบเรียบร้อย บ้านเมืองจะเจริญไม่ได้

จุดหมายทางเศรษฐกิจจะเป็นจุดหมายที่สำคัญสำหรับชีวิตเพียงใดนั้น ก็แล้วแต่จะพิจารณากัน แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว จุดมุ่งหมายอย่างอื่นก็คงเหลวไปด้วย เพราะเหตุว่าเราเป็นมนุษย์ปุถุชน ตราบใดที่ยังจะต้องรับประทานอาหาร ต้องได้รับความสำราญในทางอื่น ต้องการยาสำหรับป้องกันรักษาโรค เศรษฐกิจเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญ จุดมุ่งหมายในทางเศรษฐกิจนั้นข้าพเจ้าพอจะจับได้จาก มูล-
บทบรรพกิจ มีอยู่ ๓ ประการ

 

ประการที่ ๑ จะต้องให้บ้านเมืองเจริญในทางวัตถุและเครื่องอุปโภคบริโภคที่ประชาชนต้องการ หรือพูดอย่างในภาษาสมัยใหม่คือ จะต้องยกมาตรฐานการครองชีพของประชาชนส่วนรวมให้สูงขึ้น มาตรฐานการครองชีพของประชาชนนี้ ก็เกี่ยวกับความพึงพอใจของมนุษย์ ใช่ว่าเราจะทำนาได้ข้าวมาแล้วมากเท่าใด แต่ถ้าประชาชนเราไม่ต้องการ ก็ไม่ได้รับความพึงพอใจ เมื่อไม่ได้รับความพึงพอใจ มาตรฐานการครองชีพก็สูงขึ้นไม่ได้ ขอขยายความข้อนี้ออกไปอีกหน่อย มนุษย์ที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศ ไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ปีสองปี เพราะฉะนั้นการยกมาตรฐานการครองชีพที่กล่าวนี้จะต้องดูให้ยืดออกไปด้วย กล่าวคือ ไม่ใช่แต่จะให้ประชาชนมีเครื่องอุปโภคบริโภคที่ตนพึงพอใจสำหรับ
ในกาลปัจจุบัน จำเป็นจะต้องดูเลยออกไปถึงในกาลอนาคต ถ้าเราพยายามจะได้รับมาตรฐานการครองชีพสูงในวันนี้โดยจะเสื่อมเสียในวันข้างหน้า เราก็ย่อมจะไม่ทำ ตรงกันข้ามถ้าเราจะต้องเสียสละมาตรฐานการครองชีพในวันนี้บ้าง เพื่อจะได้มาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นเจริญขึ้นเรื่อยๆ ไปในวันข้างหน้า เราก็คงจะยอมเสียสละกัน นี่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่ ๑ คือหมายความว่าจุดมุ่งหมายมีอยู่ว่า จะต้องให้มีความพึงพอใจให้มากที่สุดที่จะมากได้ โดยคิดถึงอนาคต

ความพึงใจนี้ไม่ใช่แต่จะใช้แต่กับเครื่องอุปโภคบริโภคเท่านั้น สิ่งที่จะทำความพึงพอใจให้มาตรฐานการครองชีพของมนุษย์สูงขึ้นนั้น ไม่ใช่เป็นแต่สิ่งที่เป็นวัตถุ สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ – เพราะเพิ่งจะมารู้สึกกันเวลานี้ แต่ไม่รู้สึกกันโดยทั่วไป เฉพาะอย่างยิ่งในประเทศตะวันตก – ก็คือการพักผ่อนหย่อนอารมณ์ การที่ไม่ต้องไปทำงาน การที่จะสามารถนอนอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วไม่ต้องไปนึกถึงงานอะไรต่างๆ เวลาว่างงานเช่นนั้นไม่ใช่เวลาว่างงานชนิดที่อยากทำงานแล้วไม่ได้ไปทำงาน เวลาว่างงานเช่นนั้นถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในมาตรฐานการครองชีพ ที่ข้าพเจ้านำเรื่องที่อาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องตื้นๆ มาพูดก็เพราะเหตุว่าได้เคยได้ยินคนเป็นทุกข์เป็นร้อนว่า ชาวนาของเราทำนาแต่เพียงปีละหนึ่งฤดู เสร็จแล้วไม่ทำอะไรกันมีเวลาว่างงานอยู่ได้นานๆ จึงทำให้ชาวนาเหล่านั้นต้องอยู่เรือนไม้กระบอกฝาขัดแตะตลอดมา สำหรับข้าพเจ้าเองรู้สึกว่าตราบใดที่ชาวนาของเราเลือกที่จะไม่ทำงานคือทำงานปีหนึ่งได้เท่านั้นเท่านี้ฤดูแล้วได้เท่านั้นเท่านี้เดือนแล้วก็พอ แล้วไปหยุดไม่ได้ทำอะไร เพราะเขาต้องการที่จะไปทำบุญตักบาตรบ้างอยากจะนอนพักเฉยๆ บ้าง นั่นก็เป็นเรื่องที่เขาจะเลือกเอา จะไปเคี่ยวเข็ญเขาทำไมว่าให้เขาไปปลูกสิ่งนั้นสิ่งนี้ ในเมื่อเขาต้องการความสบายโดยไม่ต้องการจะขี่รถยนต์[3] แต่แน่ละข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยในการที่ชาวนาเมื่อมีเวลาว่างแล้วนำเอาเวลานั้นไปเล่นการพนัน อย่างนั้นไม่ได้พักผ่อน ได้เพลิดเพลินบ้างแต่ไม่ได้พักผ่อน รู้สึกว่าจะขัดกับการครองชีพที่ดี

สรุปก็คือ จุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจประการที่ ๑ นี้ได้แก่ ความสามารถดำรงชีพโดยหาเวลาพักผ่อนอย่างพึงพอใจได้ โดยคิดถึงอนาคตด้วย

 

ประการที่ ๒ ในการที่จะยกมาตรฐานการครองชีพให้สูงนั้นจะยกให้ทั่วกันทุกคนย่อมทำได้ยาก บางคนก็ยกได้มาก บางคนก็ยกได้น้อย และถ้าเปิดอนุญาตให้หากินกันได้ตามเสรีแล้ว ย่อมจะมีการเบียดเบียนซึ่งกันและกันบ้างเป็นธรรมดา ผู้ที่สามารถเอากำไรมากก็อาจจะตักเอาจ้วงเอา ทั้งนี้อาจจะทำให้คนสามารถที่จะมีกำไรมากขาดทุนมาก และมิหนำซ้ำอาจจะทำให้มาตรฐานการครองชีพของบางคนลดต่ำลงมาก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเพ่งเล็งถึงประชาชนทั่วๆ ไปแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าจุดที่ ๒ ควรจะเป็นดังนี้คือ จะต้องมีการเฉลี่ยโภคทรัพย์ที่ได้มานั้นให้แก่หมู่ชนโดยทั่วๆ ไป คือพยายามให้มีการเหลื่อมล้ำกันน้อยที่สุดที่จะทำได้ ข้าพเจ้าพูดประโยคนี้ยืดยาว เพราะไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าจุดมุ่งหมายอันนี้มีสีแดง ขอซ้ำอีกทีว่า พยายามเฉลี่ยโภคทรัพย์ที่ได้มาให้แก่หมู่ชนโดยพยายามให้มีการเหลื่อมล้ำกันน้อยที่สุดที่จะทำได้ ไม่ใช่ให้เท่าๆ กันหมด บางคนทำงานได้มากก็อยากได้รางวัลมาก บางคนทำงานได้น้อยก็จะได้รางวัลน้อย การเหลื่อมล้ำต่ำสูงย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา แต่อย่าให้เหลื่อมล้ำกันมากนัก เพราะถ้าเหลื่อมล้ำมากแล้วจะทำให้เกิดความยุ่งยากไม่เฉพาะแต่ในทางเศรษฐกิจเท่านั้น จะทำให้เกิดความยุ่งยากในทางการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าจุดมุ่งหมายข้อ ๒ นี้เป็นจุดหมายที่สำคัญ

 

ประการที่ ๓ ต่อไปก็คือ การที่บ้านเมืองเราและบ้านเมืองอื่นๆ ในปัจจุบันนี้เจริญเติบโตขึ้นมาด้วยการขยายงานการลงทุน ฯลฯ ย่อมทำให้เกิดโรคเศรษฐกิจขึ้นอย่างหนึ่ง คือ ในบางเวลาเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองมาก แต่พอรุ่งเรืองจนสุดขีดแล้วเศรษฐกิจกลับตกต่ำลงไป เมื่อเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองนั้นพ่อค้าได้กำไรมาก มีการลงทุนมาก ค่าจ้าง ค่าแรงแพง คนทำงานกันเต็ม คนว่างงานน้อย ดอกเบี้ยแพง ราคาของแพง แต่คนส่วนมากรู้สึกสบาย ในเวลาที่เศรษฐกิจเจริญสุดขีดแล้วเกิดตกต่ำลงมา การลงทุนต้องขาดทุน พ่อค้าวาณิชขาดทุนไปตามๆ กัน ต้องเอากรรมกรออก ค่าจ้างแรงงานต่ำ คนว่างงานมาก ดอกเบี้ยต่ำ ราคาสินค้าต่ำ ในเวลานั้นความเดือดร้อนมีมาก ถ้าจะถามท่านทั้งหลายว่าสำหรับตัวท่านเองนั้นวันหนึ่งจะมีเงิน ๑ ล้าน แล้วรุ่งขึ้น ๑ ล้านนั้นหายไปหมด ต้องไปหางานทำแล้ว ไปหางานมาได้เป็นเช่นนั้นสลับกัน หรือมี ๑ ล้าน ๓ เดือน แล้วหางานทำไม่ได้ ต้องอดอยาก ๓ เดือน ท่านจะรู้สึกเป็นอย่างไร สำหรับข้าพเจ้าไม่รู้สึกอยากได้ อยากจะได้เงินเพียงพอประมาณเดือนละไม่กี่พันบาท แต่ขอให้มีตลอดไป จะชอบมากกว่า ไม่อยากได้ ๑ ล้าน แล้วไม่อยากได้ตอนที่ไม่มีเงินเลย แน่ละถ้าได้ ๑ ล้านมาตลอดเวลาก็ดี แต่เหตุการณ์ในทางเศรษฐกิจเช่นว่านั้นเกิดมีอยู่เสมอ ที่ท่านก็คงจะทราบดีแล้ว เช่นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา  เศรษฐกิจสลับกันเช่นนี้ เป็นอย่างที่เราจะเรียกกันได้ว่าวัฏจักร คือเป็นวงไป ๙ ปี วงละ ๙ ปี หมายความว่ามีเศรษฐกิจรุ่งเรืองอยู่ประมาณ ๓ ปี แล้วก็พอปานกลาง ๓ ปี ตกต่ำ ๓ ปี แล้วก็ไปรุ่งเรืองใหม่ เป็นเช่นนี้อยู่เสมอ  เช่น ตกต่ำเมื่อเลิกสงครามใหม่ๆ คือ ค.ศ.๑๙๒๑–๒๒ แล้วไปเจริญจนถึงขีดสุดเมื่อ ๑๙๒๙ แล้วไปตกต่ำนับตั้งแต่ ๑๙๒๙–๓๐–๓๑–๓๒ แล้วก็มาเจริญ ๑๙๓๓–๓๔ แล้วเจริญขึ้นมาจนสุดขีดเมื่อ ๑๙๓๗ หลังจาก ๑๙๓๗ กำลังทำท่าจะตกต่ำแต่ฮิตเลอร์ช่วยไว้ เกิดสงครามขึ้นจึงทำให้ไม่เกิดตกต่ำ พอเลิกสงครามแล้วทำท่าจะตกต่ำไปอีก อเมริกาได้คิดการที่จะช่วยเหลือประเทศต่างๆ จึงทำให้บรรเทาไว้ได้บ้าง พอต่อมาเกิดสงครามเกาหลีเศรษฐกิจรุ่งเรืองอีก แต่รุ่งเรืองอย่างนั้นเราก็คงไม่ชอบกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยการค้ายาง ดีบุกและข้าวได้ผลดี จนกระทั่งมาตกต่ำเมื่อปีกลาย จนถึงปีนี้ก็ยังต่ำอยู่ ฉะนั้นจุดมุ่งหมายในข้อ ๓ นี้ก็คือ พยายามกำจัดความตกต่ำและความขึ้นสูงเหล่านี้ให้หมดสิ้นไป (แต่ในข้อนี้ แม้นักเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในโลกก็ยังไม่กล้ารับรอง) อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่สามารถกำจัดให้หมดสิ้นไปได้ ก็ควรพยายามบรรเทาให้น้อยลง สรุปก็คือ ต้องการให้ความเจริญก้าวหน้าในมาตรฐานการครองชีพเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขึ้นให้ลงรุนแรงนัก

 

สรุปแล้ว ในความเห็นของข้าพเจ้า จุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจ ๓ ข้อนี้คือ

๑. ยกมาตรฐานการครองชีพของประชาชนส่วนรวมให้สูงขึ้น โดยคำนึงถึงอนาคตและคำนึงถึงความต้องการที่จะได้รับความเพลิดเพลินในเวลาว่าง

๒. เฉลี่ยโภคทรัพย์ที่ได้มาให้แก่หมู่ชน โดยพยายามให้มีการเหลื่อมล้ำกันน้อยที่สุดที่จะทำได้

๓. ให้เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าไปโดยไม่ขึ้นสูงและไม่ตกต่ำเกินไปนัก

พูดมาเพียงเท่านี้ข้าพเจ้าคงจะถอนตัวลงจากที่นี่ได้ว่าทำหน้าที่ให้ท่านเสร็จแล้ว หัวข้อเรื่องว่า จุดมุ่งหมายก็ให้จุดมุ่งหมายไปแล้ว ๓ ข้อ แต่ท่านนักศึกษาผู้มีความอุตสาหะก็คงจะไม่หายข้องใจว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อไปหาจุดนั้น หรืออีกนัยหนึ่งเมื่อเล็งเห็นผลที่อยากจะได้แล้ว มรรคนั้นอยู่ที่ไหน

ขอเสนอย่อๆ ดังนี้ว่า ที่จะทำให้เกิดความมุ่งหมายตามข้อ ๑ นั้น ต้องอาศัยเอกชนในประเทศนั้นเองกระทำให้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แต่ตอนต้นแล้วว่าธรรมศาสตร์ดีกว่าไสยศาสตร์ อย่าไปหลงเชื่อในทางไสยศาสตร์ว่านักเศรษฐกิจคนนั้นคนนี้จะสามารถทำให้บ้านเมืองเจริญขึ้นได้โดยที่คนอื่นไม่ต้องทำอะไรเลย นักเศรษฐกิจเช่นว่านั้นจอมปลอม รับว่าได้แต่ทำไม่ได้ ถ้าประชาชนไม่ทำกันเอง เสมือนหนึ่งคนไข้ไม่รักษาตัวของตัวเอง จะไปนึกว่าหมอพยายามจะมารักษาตนอยู่เสมอนั้นทำไม่ได้

นอกไปจากนั้น ขอเสนอความเห็นอีกข้อหนึ่งว่า ถ้าประชาชนไม่พยายามที่จะยกมาตรฐานการครองชีพของตนโดยการทำงานโดยสมควรแล้ว แม้รัฐบาลจะพยายามกระทำเพียงใดย่อมช่วยได้ยาก จึงขออ้างตัวอย่างคำพูดของประธานาธิบดีไอเซนฮาว ในการเสนอรายงานเศรษฐกิจประจำปีปีนี้เองต่อประชาชนในอเมริกาว่า หน้าที่ของรัฐบาลในทางเศรษฐกิจมีอยู่ว่าจะต้องทำให้เกิดความแวดล้อม (Environment หรือ ที่ภาษาสมัยใหม่ว่า บรรยากาศ) ในประเทศให้ประชาชนสามารถที่ประกอบสัมมาชีวะให้เจริญขึ้นได้[4] พูดกันอย่างง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลจะช่วยราษฎรในเรื่องนี้ก็โดยพยายามทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย พยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีความเชื่อใจว่าไม่มีใครมารังแกราษฎรในเวลาทำงาน พยายามไม่ให้เหมือนกับเรื่อง มูลบทบรรพกิจ ที่ได้กล่าวเมื่อกี้นี้ว่า “ขี้ฉ้อก็ได้ดี” หรือที่ว่า “ถือดีมีข้าไทย ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา” หรืออีกตอนหนึ่งของ มูลบทบรรพกิจ ว่า กาลกิณี ๔ ประการมีดังนี้ “ประกอบชอบเป็นผิด กลับจริตผิดโบราณ สามัญอันธพาล ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์ ลูกศิษย์คิดล้างครู ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน ส่อเสียดเบียดเบียนกัน ลอบฆ่าฟันคือตัณหา” ถ้าทำเช่นนี้ย่อมขัดขวางในทางที่จะยกมาตรฐานการครองชีพของประชาชน

รัฐบาลมีหน้าที่อีกประการหนึ่งคือ จะต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้และความสามารถที่จะทำให้การลงทุนของประชาชนเองนั้นได้ผลเจริญดี เพราะฉะนั้นตราบใดที่ประชาชนได้รับการส่งเสริมในด้านการศึกษาและในด้านการที่จะใช้วิชาความรู้ในการประกอบอาชีพ ตราบนั้นราษฎรจะยกมาตรฐานการครองชีพของตนได้ และตราบใดที่ราษฎรแน่ใจว่ารัฐบาลหรือบุคคลในรัฐบาลมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความพยายามที่จะไม่ให้เกิดการ “ส่อเสียดเบียดเบียนกัน” เกิดขึ้น ราษฎรจะได้ประกอบอาชีพได้โดยสะดวก

มีผู้เป็นห่วงว่าถ้ารัฐบาลจะทำเพียงเท่านั้นจะพอหรือ ประเทศเราเป็นประเทศที่ไม่ก้าวหน้า ถ้ารัฐบาลไม่ลงมือทำแล้ว เศรษฐกิจที่อยู่ในมือของชาวต่างประเทศจะคงอยู่ในมือของชาวต่างประเทศต่อไป ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้สมมุติอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้ารัฐบาลทำอะไรแล้วจะต้องทำได้ดีกว่าคนอื่น ถ้าสมมุติอันนี้เป็นจริง ข้าพเจ้าก็เห็นด้วย ๑๐๐% ว่ารัฐบาลควรจะทำสิ่งต่างๆ แต่ถ้ามาเพ่งเล็งดูถึงการกระทำในทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วๆ โลกแล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่แต่เฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่ง การกระทำของรัฐบาลในทางเศรษฐกิจนั้นมีทางพลาดได้มาก เพราะเหตุว่ารัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ มีอภิสิทธิ์เต็มที่ที่จะกระทำการสิ่งนั้นสิ่งนี้โดยไม่มีผู้แข่งขันได้ และระบบงานของรัฐบาลนั้นเป็นระบบในทางที่จะปกครองคนมากกว่าที่จะเป็นระบบในทางที่จะทำการค้าหรือรัฐพาณิชย์ ในประเทศอังกฤษเมื่อการรัฐพาณิชย์เจริญมากขึ้น เศรษฐกิจก็ย่อมจะต้องเสื่อมลงบ้าง เพราะเหตุว่าความชักช้า การดำเนินงานชนิดที่ขาดสมรรถภาพไปบ้างย่อมมีผลร้ายต่อมาตรฐานการครองชีพบ้าง ในประเทศรัสเซียสมัยบอลเซวิกนี้ ครั้งหนึ่งรัฐบาลพยายามที่จะทำนาทั่วประเทศ ประเทศรัสเซียประสบผลร้ายจนกระทั่งต้องเลิกล้มความคิดอันนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม รัฐบาลลองทำการค้าต่างๆ และการอุตสาหกรรมต่างๆ อยู่และทำได้เป็นผลสำเร็จบ้างโดยต้องใช้วิธีบีบบังคับ ใช้อำนาจข่มขี่ราษฎร แต่ที่จำเป็นจะต้องข่มขี่ราษฎรนั้น ก็เพราะเหตุว่ารัสเซียต้องการลงทุนมาก เพราะฉะนั้นเมื่อจะเอาทรัพย์สินไปลงทุนแล้วประชาชนในปัจจุบันก็ย่อมได้รับผลร้าย คือมาตรฐานการครองชีพต้องตกต่ำลง เมื่อตกต่ำลงประชาชนก็ย่อมจะไม่พึงพอใจ เมื่อไม่พึงพอใจก็จะแก้ได้วิธีเดียว คือรัฐบาลใช้อำนาจมากในทางการเมือง เป็นการเผด็จการ ข้าพเจ้ายกตัวอย่างเพียง ๒ แห่งก็คงจะพอแล้ว

สำหรับในจุดหมายทางเศรษฐกิจข้อ ๒ และ ๓ กล่าวคือเฉลี่ยทรัพย์ไม่ให้เหลื่อมล้ำกันมากนัก และทำให้ความเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอนั้น จะให้ราษฎรทำแต่ฝ่ายเดียวนั้นย่อมจะเกิดผลร้าย  รัฐบาลมีหน้าที่ มีอำนาจ และมีเครื่องมือที่จะสามารถปัดเป่าไม่ให้ทรัพย์ที่ได้มาในประเทศนั้นแบ่งกันอย่างเหลื่อมล้ำต่ำสูงมาก และมีความสามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจกิจก้าวหน้าไปโดยไม่สม่ำเสมอ วิธีเฉลี่ยโภคทรัพย์ดังกล่าวในจุดมุ่งหมายข้อที่ ๒ คือการเฉลี่ยโดยนโยบายภาษีอากรรัฐบาล เก็บเงินจากคนที่ร่ำรวยมากนำมาแบ่งให้แก่คนที่ร่ำรวยน้อย นำมาแบ่งให้คนที่ไม่มีอันจะกินนั้นมีมาตรฐานชนิดที่พอใช้ได้ ความเดือดร้อนก็จะได้น้อยลง ความพึงพอใจของประเทศทั้งประเทศจะได้สูงขึ้น นี่เป็นวิธีที่จะนำไปสู่จุดหมายข้อที่ ๒ คือการเฉลี่ยโภคทรัพย์[5]

ในการนำไปสู่จุดหมายข้อที่ ๓ นั้น กล่าวโดยสรุปได้ว่ารัฐบาลสามารถที่จะดำเนินนโยบายทางการเงินและการงบประมาณให้แก่เศรษฐกิจลุ่มๆ ดอนๆ ได้ กล่าวโดยย่อ ในเวลาที่เศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงรัฐบาลควรที่จะตั้งงบประมาณให้รายได้สูงและรายจ่ายต่ำ มีผลดีคือ ราษฎรไม่เดือดร้อนนัก เพราะราษฎรมีรายได้มากและในเวลานั้นรัฐบาลควรจ่ายออกไปต่ำ เพื่อจะให้มีรายได้เกินกว่ารายจ่าย เงินในท้องตลาดหรือในประเทศที่หมุนเวียนกันอยู่นั้นจะได้น้อย เศรษฐกิจก็จะไม่เพิ่มสูงขึ้นมากมายนัก และเงินที่รัฐบาลเก็บมานั้น รัฐบาลย่อมสามารถจะนำมาชดใช้อุดหนุนราษฎรในเวลาที่เศรษฐกิจถึงตอนที่ลุ่มหมายความว่าตอนที่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจะได้สามารถจ่ายออกไปเกินกว่าที่จะดึงดูดจากราษฎรมาก ถ้ารัฐบาลจ่ายเงินออกไปให้แก่ราษฎรมากกว่าที่รับมาราษฎรก็จะได้มีเงินมากขึ้น และเมื่อราษฎรมีเงินมากขึ้นก็จะได้จับจ่ายใช้สอยกันได้มาก ย่อมจะทำให้ประเทศมีอำนาจซื้อมากขึ้น ทำให้การค้าฟื้นฟูขึ้นได้

ข้าพเจ้าเสียใจที่ไม่มีเวลาพูดให้มากกว่านี้ แต่พอจะสรุปได้ว่า สำหรับในการที่จะนำประเทศไปสู่จุดหมายที่ ๑ นั้น รัฐบาลไม่พึงที่จะทำอะไรมากมายนัก ควรจะปล่อยให้ราษฎรทำ ควรส่งเสริมให้ราษฎรทำมากกว่าที่รัฐบาลจะทำเอง ข้อส่งเสริมก็คือทำให้ราษฎรออมทรัพย์เอาไปลงทุนสำหรับความเจริญในทางเศรษฐกิจในภายภาคหน้า วิธีการที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายข้อ ๒ และ ๓ นั้น รัฐบาลทำได้มาก และมีหน้าที่จะทำได้มาก สำหรับที่จะเฉลี่ยโภคทรัพย์ในหมู่ประชาชนให้เหลื่อมล้ำต่ำสูงกันน้อยลงนั้น ควรจะใช้วิธีภาษีอากร สำหรับที่จะทำให้ก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปโดยทางสม่ำเสมอ จะทำได้โดยใช้นโยบายการเงินการธนาคารและการงบประมาณ สำหรับรายละเอียดที่จะทำอย่างไรนั้นได้กล่าวมาในขั้นต้นแล้วว่านักศึกษาเศรษฐกิจได้เรียนรายละเอียดอยู่ เพราะฉะนั้นจึงของดไม่กล่าวในที่นี้

 

อนึ่ง อยากจะเสนอให้ท่านฟังก่อนจบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำให้ไปสู่จุดมุ่งหมายในทางเศรษฐกิจนี้ เราจำเป็นที่จะต้องใช้หลักใหญ่ๆ อย่างน้อย ๓ ประการ

ประการที่ ๑ จะต้องมีหลักวิชาที่ดี ที่ว่าหลักวิชาที่ดีอยากจะย้ำสักหน่อย ประชาชนในประเทศไทยซึ่งมีประมาณ ๒๐ ล้าน แทบจะพูดได้ว่าทุกคนรู้เศรษฐกิจในเรื่องส่วนตัวของตัวเอง และเมื่อเป็นวิชาที่ทุกคนรู้กันหมด รู้อย่างพอไปได้ ก็เลยทำให้เกิดหมอเศรษฐกิจมากขึ้น คนนั้นก็จะทำอย่างนั้น คนนี้ก็จะทำอย่างนี้ เปรียบเหมือนกับท่านทั้งหลายเล่นหมากรุกเป็นทุกคน แต่ดูได้ตาเดียว คือตาที่จะเดิน การที่จะดูหมากรุกล่วงหน้าไปได้หลายๆ ตา เพื่อจะเอาชนะเขาได้นั้น ต้องใช้เวลาฝึกฝน เพราะฉะนั้นประชาชนทั้ง ๒๐ ล้านในประเทศเราเป็นนักเศรษฐกิจจริงๆ ทุกคนไม่ได้ ต้องเชื่อนักวิชาการเขา เพราะนักวิชาการเขาร่ำเรียนมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ทำงานมาได้มีความชำนาญแล้ว และดูได้ลึกซึ้งหลายตา และดูได้ทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นถ้าท่านนักศึกษาก็ดี หรือท่านสภาพบุรุษสุภาพสตรีที่มาฟังนี้เป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจ อย่านึกว่าท่านเป็นนักเศรษฐกิจที่สามารถพอที่จะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไปได้ด้วยตนเองโดยขัดขืนกับตำราเศรษฐกิจที่เขาเรียนกันมานานๆ

หลักข้อ ๒ ที่จะว่าก็คือ เศรษฐกิจก็แบบเดียวกับการแพทย์ ต้องใช้วิทยาศาสตร์ จะใช้ไสยศาสตร์ไม่ได้ ไสยศาสตร์ทางเศรษฐกิจเหมือนกับไสยศาสตร์ในทางศาสนา เช่น ถ้าเราเชื่อพระภูมิเจ้าที่ เพราะกลัวผีปีศาจจะโกรธ เราพยายามไม่ให้โกรธ พยายามชักจูงมาให้ช่วยเรา การที่ทำเช่นนี้เป็นการหันไปหาบุคคลทั้งนั้น (เพราะภูตผีปีศาจก็เรียกว่าบุคคลได้) แต่ในทางธรรมศาสตร์ ในทางศาสนาพุทธ เราไม่ได้เซ่นไหว้บุคคล เราถือพระธรรมเป็นใหญ่ ในทางเศรษฐกิจก็เหมือนกัน ถ้าเราจะมาพิจารณาแต่ในตัวบุคคลอย่างเดียว หมายความว่าจะทำให้เศรษฐกิจของคนนั้นคนนี้เจริญ เพราะเหตุว่าเขาจะเป็นคนใหญ่คนโตหรือเป็นคนมีอำนาจ และได้พยายามที่จะทำตามใจเขา เพราะกลัวเขาโกรธ ถ้าเช่นนี้ท่านไม่ใช่นักเศรษฐกิจ ท่านเป็นนักไสยศาสตร์หรืออีกนัยหนึ่ง ไสยศาสตร์นั้นใช้อำนาจแก้ปัญหา และใช้สินบนเป็นการล่ออำนาจ พระภูมิเจ้าที่โกรธขึ้นมาเดี๋ยวจะหักคอ เราต้องเอาขาหมู หัวหมูไปเป็นสินบนเพื่อไม่ให้หักคอ แต่เศรษฐศาสตร์ที่ดี ต้องไม่มีไสยศาสตร์เจือปนไม่กลัวพระภูมิเจ้าที่หักคอ และไม่ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง

ในข้อสุดท้ายเรื่องหลักทั่วไป ขอเตือนใจไว้โดยสรุปว่า เศรษฐกิจก็เหมือนกับอย่างอื่นในสังคม ถ้าไม่อาศัยศีลธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวไว้แล้ว จะเจริญด้วยดีย่อมทำไม่ได้ ย่อมจะเกิดเรื่องอย่างของพระไชย-
สุริยาใน มูลบทบรรพกิจ ต้องอาศัยศีลธรรมสำหรับที่จะค้ำจุน ถ้าขาดศีลธรรมแล้วจะเกิดโกลาหลแน่ ในเรื่องศีลธรรมนี้ ข้าพเจ้าอาจจะพูดยืดยาว แต่เพื่อจะไม่ให้กลับบ้านค่ำนักจึงของดไว้แต่เพียงเท่านี้

 

 

[1]  หมายเหตุ ปาฐกถาพิเศษครั้งนี้ได้จัดให้มีขึ้นหลังจากที่นักศึกษากลับจากเที่ยวชมเมืองเชียงใหม่เมื่อต้นเดือนเมษายน

 

[2]  คุณโสพรรณ โกมารกุล แนะนำว่า คำกลอนที่แทรกอยู่ใน มูลบท-
บรรพกิจ ตั้งแต่แม่ ก กา เรื่อง “พระยาไชยสุริยา มีสุดามะเหษี ชื่อว่าสุมาลี ฯลฯ” ไปจนจบแม่เกยนั้น สันนิษฐานว่า เป็นคำร้อยกรองของสุนทรภู่ โดยสังเกตจากทำนองแต่ง และจากคำกลอนสำหรับอ่านเทียบในแม่เกย ตอนที่ว่า “ภุมราการุญสุนทร ไว้หวังสั่งสอน เด็กอ่อนอันเยาว์เล่าเรียน ฯลฯ” เข้าใจว่าคงแต่งไว้สำหรับให้นักเรียนในสมัยนั้นท่องจำ เพื่อเรียนรู้วิธีอ่านคำต่างๆ ตั้งแต่แม่ ก กา จนถึงแม่ เกย

 

[3]  คุณนุกูล ประจวบเหมาะ ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าชาวนาขาดการศึกษาอาจจะไม่รู้จักเลือก หรืออาจจะอยากได้ลาภในทางวัตถุ แต่ไม่รู้วิธีสละเวลาว่างเพื่อแสวงหาลาภที่ต้องการนั้น ฉะนั้นอาจจะต้องชักจูงบ้าง

 

[4]  “It is Government’s responsibility in a free society to create an environment in which individual enterprise can work constructively to serve the ends of economic progress; to encourage thrift; and to extend and strengthen economic ties with the rest of the world.” (จาก Economic Report of the President)

 

[5]  คุณนุกูล ประจวบเหมาะ มีความเห็นแซมว่า “เมื่อรัฐบาลเก็บภาษีอากรเพื่อเฉลี่ยโภคทรัพย์จากคนมีไปให้คนจน ย่อมทำให้คนมีย่อท้อในการประกอบอาชีพบ้าง เป็นการขัดกับจุดมุ่งหมายข้อ ๑” ความเห็นข้อนี้ก็จริง จุดข้อ ๑ และจุดข้อ ๒ ขัดกันอยู่บ้าง และก็เป็นหน้าที่ของประชาชนในระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่จะเลือกว่าจุดข้อใดสำคัญกว่ากัน และปฏิบัติไปตามนั้น แต่ตามความเห็นของปาฐกเราต้องคำนึงถึงและชั่งใจระหว่างจุดหมายทั้ง ๒ นี้อยู่เสมอ