นักเรียนเศรษฐศาสตร์ ไปเรียนอะไรมา ใช้อะไรได้

วิชาเศรษฐศาสตร์

 

นักเรียนเศรษฐศาสตร์
ไปเรียนอะไรมา ใช้อะไรได้

พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ
นางเชย ประสาทเสรี และนางเซาะเช็ง อึ๊งภากรณ์

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓

และพิมพ์ใน รัฐสภาสาร ปีที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๙

 

 

 

 

๑. เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเศรษฐี

เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเก่าแก่วิชาหนึ่ง น่าจะได้เกิดมีขึ้นเป็นหลักเรียนและปฏิบัติมาแต่ก่อนพุทธกาล ในทางฝรั่งตำราต่างๆ เขามักอ้างไปถึงนักปราชญ์ชาติกรีกที่ชื่ออริสโตเติล ผู้มีชีวิตอยู่ภายหลังพุทธกาลประมาณ ๒๐๐ ปี และชื่อวิชาเศรษฐกิจในภาษาฝรั่งก็ยังถือเนื่องมาจากตำราที่นักปราชญ์ผู้นี้ได้เขียนไว้ แต่มาถึงสมัยนี้เศรษฐศาสตร์ได้ตกทอดเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

อริสโตเติลได้เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า “นักเศรษฐกิจพึงมีคุณสมบัติเกี่ยวกับทรัพย์สิน ๔ ประการ คือ พึงรู้จักแสวงหาประการหนึ่ง รู้จักรักษาไว้ประการหนึ่ง พึงรู้จักจัดแจงทรัพย์ประการหนึ่ง กับใช้ให้ถูกต้องประการหนึ่ง” ทั้งนี้ย่อมตรงกับความเข้าใจของสามัญชนแม้ในสมัยปัจจุบัน นักเศรษฐกิจต้องรู้จักวิธีที่จะเป็นเศรษฐี

แต่ถ้าท่านมองหาผู้ที่เราเรียกกันว่านักเศรษฐศาสตร์ ในปัจจุบันนี้ท่านจะนับได้น้อยคนนักที่เป็นเศรษฐีเพราะวิชาความรู้ของเขาแต่อย่างเดียว เมื่อเร็วๆ นี้มีนักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งชั้นเอกผู้หนึ่งเข้ามาในประเทศไทย เล่าเรื่องภายในครอบครัวให้ฟังว่า บุตรชายของแกไม่ยอมเรียนเศรษฐศาสตร์ เมื่อซักว่าทำไม ปรากฏว่าบุตรชายตอบว่าตนอยากจะรวย เช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่า นักเศรษฐกิจกับนักเรียนเศรษฐศาสตร์ในสมัยนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันเสียแล้ว นักเรียนเศรษฐ-
ศาสตร์ในประเทศไทยอาจจะร่ำเรียนมาจากยุโรปหรืออเมริกา หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่นักเศรษฐกิจชั้นเยี่ยมที่สุดของเมืองไทยยังคงมาจากดินแดนแถบซัวเถานั่นเอง

กล่าวมาถึงเพียงนี้ ท่านผู้ใดจะเลยกระโจนลงความเห็นว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ไม่มีประโยชน์ ก็ย่อมจะเป็นความเห็นที่ไม่ต้องด้วยเหตุผล เพราะแพทย์ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้แข็งแรงที่สุด หรือนักโลหกิจก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผู้ที่มีแร่มากมายฉันใด นักเศรษฐศาสตร์ก็ฉันนั้น ท่านนักปราชญ์กรีกที่กล่าวนามมาข้างต้นนี้เองก็ยังได้เขียนไว้ในภาค ๒ ของตำราเศรษฐศาสตร์ของท่าน จำแนกเศรษฐกิจไว้เป็น ๔ ประเภท คือ (๑) เศรษฐกิจแห่งพระราชา (๒) เศรษฐกิจแห่งผู้ครองแคว้น (๓) เศรษฐกิจแห่งนคร และ (๔) เศรษฐกิจแห่งเอกชน ๓ ประเภทแรกว่าด้วยการตีเงินตรา การค้าขายเข้าออก การจ่ายราชทรัพย์ การเก็บภาษีอากรจากสินค้า ทรัพย์สมบัติและบุคคล ส่วนประเภท
หลังนั้นท่านอริสโตเติลกล่าวไว้ว่า มีวิธีการและความมุ่งหมายแตกต่างกันมากมายหลายประการนัก อย่างไรก็ดี นักเรียนเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันนี้เรียนไปใน ๓ ประเภทแรก ซึ่งในการปกครองสมัยนี้ย่อมแยกจากกันไม่ออก เรียกได้ว่าเป็นวิชาว่าด้วยทรัพย์ของแผ่นดินและมหาชน มิได้ว่าด้วยทรัพย์ของเอกชนผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ

อาจารย์ผู้หนึ่งในสำนักลอนดอนได้กล่าวไว้ว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาว่าด้วยการบำบัดความต้องการของมหาชน และเนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ ในโลกนี้เท่าที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ในขณะใดขณะหนึ่งมีจำนวนจำกัด นักเรียนเศรษฐศาสตร์จึงต้องเรียนรู้ถึงวิธีจะนำเอาทรัพยากรในโลกมาใช้ให้ได้ประโยชน์ดีที่สุดที่จะดีได้

มีนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักพะวงหนักไปในทางการแบ่งทรัพย์ในหมู่ประชาชน กล่าวคือในขณะเดียวกันกับที่ก่อให้เกิดทรัพย์ ก็จำต้องแบ่งเฉลี่ยออกไปให้ทั่วถึงกันโดยให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์สำนักไหน เศรษฐศาสตร์ย่อมเป็นวิชาว่าด้วยความต้องการของมนุษย์ในทางทรัพย์ และว่าด้วยวิธีการใช้ทรัพยากรมาบำบัดความต้องการของมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น

๒. แขนงของเศรษฐศาสตร์

นักเรียนเศรษฐศาสตร์เขาเรียนอะไรกันบ้างเล่า? ข้อนี้ย่อมจะหาคำตอบได้จากหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่สอนวิชาที่กล่าวถึงนี้ จำแนกได้เป็นเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาที่เกี่ยวข้องเศรษฐศาสตร์แท้ๆ แยกออกเป็นทฤษฎีและประยุกต์ ทฤษฎีก็คือหลักวิชาว่าด้วยแก่นของความรู้ เปรียบได้กับโครงกระดูกและวิญญาณ ส่วนประยุกต์คือการนำเอาหลักวิชามาใช้ให้ได้สาระ เปรียบได้กับเนื้อหนัง สายเลือด เส้นเอ็น ต้องมีทั้งแก่นและสารผสมกันจึงจะเป็นตัวมนุษย์ สิงสาราสัตว์ หรือพืชผลออกมาได้ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ ผู้ใดเรียนทฤษฎีมากเกินไปจนหลงก็อาจมีสติวิปลาสเหมือนผู้ที่หลงทางวิปัสสนาจนเกินเหตุไป อาจจะฟุ้งซ่านโดยไร้สาระ ฝรั่งเขาเรียกว่า “ขึ้นวิมานงาช้าง” ผู้ใดเรียนแต่ทางประยุกต์ก็เหมือนเข้าป่า เห็นต้นไม้ทีละต้นสองต้น แต่ไม่มีแผนที่ เดินวกวนไปมา หลงเสียเปล่า

ถ้าจะให้แยกเศรษฐศาสตร์ออกให้ละเอียดยิ่งขึ้นก็เห็นจะต้องกลับไปหาท่านนักปราชญ์อริสโตเติลอีก เพียงแต่ดัดแปลงการจัดประเภทของท่านให้เหมาะสมกับกาลสมัยขึ้นเท่านั้น กล่าวคือ มีวิชาว่าด้วย
การก่อให้เกิดเครื่องอุปโภคบริโภคที่เรียกกันให้ขลังขึ้นว่า “การผลิต” อย่างหนึ่ง ว่าด้วยการตีเงินตรารวมทั้งการให้สินเชื่อในปัจจุบันนี้ก็คือ การธนาคารกลาง การธนาคารพาณิชย์ และสถานที่ให้สินเชื่ออื่นๆ อย่างหนึ่ง ว่าด้วยการเก็บภาษีอากรและจ่ายทรัพย์กองกลางของแผ่นดินที่เรียกกันว่า “การคลัง” อย่างหนึ่ง ว่าด้วยการนำเอาเครื่องอุปโภคบริโภคมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเงินตราและสินเชื่อ ซึ่งเป็นแขนงของเศรษฐ-
ศาสตร์เกี่ยวกับราคา ค่าครองชีพ และสินจ้างอย่างหนึ่ง ว่าด้วยการ “ค้าม้า ค้าช้าง” (พ่อขุนรามคำแหง) และค้าของอื่นๆ อันจัดได้ว่าเป็น
การค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างหนึ่ง และว่าด้วยการอุปโภคบริโภคของประชาชนหลังจากก่อให้เกิดทรัพย์ และเปลี่ยนมือกันโดยทางซื้อขายแลกเปลี่ยนให้และชักภาษีอากรเสร็จ แล้วเหลือเท่าใดนำมาใช้สอยจริงๆ เรียกเป็นศัพท์ว่า “บริโภคกรรม” อีกอย่างหนึ่ง

การแบ่งสรรเป็นแขนงๆ อย่างนี้ ตำราต่างๆ ไม่จำเป็นที่จะจัดให้สอดคล้องต้องกันทุกตำรา แต่ส่วนมากเป็นทำนองคล้ายๆ กัน และแต่ละแขนงก็ยังแยกออกไปเป็นสาขาอีกมากมาย เช่น วิชาว่าด้วยการก่อทรัพย์อาจจะแยกออกเป็นทำนา ทำสวน ขุดแร่ การประมง การดำเนินโรงงาน การทำเครื่องจักร เป็นอาทิ ในที่นี้ผู้เขียนมิได้มีเจตนาที่จะกล่าวแยกให้ละเอียดถี่ถ้วน เพียงแต่ประสงค์จะแสดงให้เห็นว่าวิชาที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์นี้ก็คล้ายวิชาอื่นๆ คือ มีกิ่งก้านสาขามากมายจะเล่าเรียนให้รู้จบนั้นย่อมเหลือวิสัยมนุษย์ นักเรียนแต่ละคนจึงจำต้องฝึกฝนให้รู้ทฤษฎีเป็นแก่นไว้เสียก่อน แล้วเรียนให้ชำนาญเพียงไม่กี่สาขาสำหรับสาขาอื่นๆ เมื่อมีหลักแม่นแล้วก็ย่อมจะฝึกฝนเพิ่มเติมเพียงเท่าที่จำเป็นมีโอกาสที่จะต้องใช้

อนึ่ง การแยกสาขาวิชาดังกล่าวนี้ก็เป็นเพียงการแยกให้เห็นตัววิชาเพื่อความชัดแจ้งขึ้น ไม่บังควรที่จะแยกออกถึงเด็ดขาดจนไม่เหลียวแลถึงแขนงอื่นนอกจากที่ตนเอาใจใส่อยู่ เป็นต้นว่า การค้า การก่อทรัพย์ และการขนส่ง ผู้ที่ไม่ใช้ความคิดอาจจะคิดว่า การค้าหรือการขนส่งนั้นไม่ใช่การกระทำที่ก่อให้เกิดทรัพย์ขึ้นนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักธรรม ทั้งนี้หาได้คำนึงถึงไม่ว่าถ้าเพียงชาวนาปลูกข้าวที่รังสิต แล้วไม่มีเรือล่องมากรุงเทพฯ หรือแม้ว่าข้าวมีอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วก็ตาม หากไม่มีร้านโรงขายปลีกขายย่อย ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ จะได้ประโยชน์น้อยนัก การก่อให้เกิดทรัพย์นี้หากจะวิเคราะห์ให้ละเอียดลงไปแล้วก็คือการแปรสถานที่และการเปลี่ยนที่ของทรัพย์ให้เข้ามาใกล้ปากใกล้มือของผู้ใช้นั่นเอง จะเห็นได้ง่ายจากตัวอย่างเรื่องแร่ เช่น เหล็ก เป็นต้น ผู้ที่ขุดแร่ก็เคลื่อนจากบ่อแร่ใต้ดินขึ้นมา ผู้ถลุงแร่ก็แปรรูปแร่ให้ใกล้กับความต้องการ รถไฟเรือไฟขนส่งแร่เข้าไปใกล้ผู้ใช้ ฯลฯ ผู้ที่มีส่วนจัดงานเหล่านี้ย่อมอนุโลมได้ว่าเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดทรัพย์สินทั้งสิ้น

อันตรายจากการแยกแขนงวิชาเศรษฐศาสตร์ออกเรียนต่างหากจากกันอีกข้อหนึ่งก็คือ ทำให้ผู้เรียนหรือใช้วิชานี้มองเหตุการณ์ต่างๆ แคบไป ในตำราฝรั่งบางตำราซึ่งเขียนในระยะร้อยปีที่แล้วมา ผู้เขียนมักจะแบ่งวิชาการเงิน การคลัง การผลิต ฯลฯ ออกเด็ดขาดจากกันเป็นอย่างละเล่มอย่างละภาค ไม่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ได้มองเห็นชัดแจ้งขึ้นแล้วว่า การเงินกับการคลังแยกกันไม่ออก เพราะรัฐบาลมักง่ายและจ่ายเติบมักจะตีเงินตราขึ้นใช้เองจนฟุ่มเฟือย

อนึ่ง การคลังของรัฐบาลกับการทำมาหากินของราษฎรก็ย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด คือ ถ้าราษฎรหาง่ายใช้คล่อง รัฐบาลก็เก็บภาษีได้มากขึ้น และในบางกรณีรัฐบาลยังมีหน้าที่ที่จะเก็บภาษีอากรให้มากขึ้นไปเสียด้วยเพื่อกันเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้น ในวิธีการทำงบประมาณของประเทศที่จะเจริญ เขามิได้มุ่งพิจารณารายจ่ายรายได้ของรัฐบาลแต่อย่างเดียว เขาเริ่มด้วยการประมาณการทำมาหากินของราษฎรทั่วประเทศเสียก่อนเท่ากับเป็นการคิดบัญชีของประเทศ แล้วจึงคิดงบประมาณของรัฐบาลให้เหมาะสมเข้ารูปกับบัญชีของประเทศ สรุปความว่าการเงินของรัฐบาลกับการเงินของราษฎรแยกกันไม่ออก (ทั้งนี้โปรดอย่าเข้าใจจนเลยธงไปว่า “ทรัพย์ของหลวงเป็นลาภของฉัน” ซึ่งเป็นคติที่นิยมใช้กันในบางประเทศ โดยไม่ได้มีหลักเศรษฐศาสตร์สนับสนุนเลย)

สรุปความได้ว่า การเรียนเศรษฐศาสตร์นั้นต้องมีทั้งทางทฤษฎีและประยุกต์ และจะต้องแบ่งแขนงออกเรียนโดยไม่แยกกันเสียอย่างไม่ลืมหูลืมตา

อีกประการหนึ่ง เมื่อนักเรียนแยกกันเรียนวิชาเป็นแขนงๆ ไปแล้วเช่นนี้ก็ย่อมต้องมีการอาศัยซึ่งกันและกัน เช่นผู้ที่ชำนาญทางการเงินก็ย่อมต้องอาศัยผู้ชำนาญทางการคลัง หรือกลับกัน เช่นนี้จึงจะได้ผลดีด้วยกันทั้งนั้น อนึ่ง องค์วิชานี้เป็นองค์ที่นักเรียนอาจารย์ได้สร้างสะสมกันมาแล้วนานหลายร้อยพันปี ผู้ใดประสงค์จะเข้าใจลึกซึ้งในปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นที่จะต้องหารือตำราเก่าๆ ด้วย จึงทำให้เกิดเป็นวิชาประวัติทฤษฎีหรือลัทธิเศรษฐกิจขึ้นในหลักสูตรของสำนักเรียนต่างๆ

๓. วิชาประกอบเศรษฐศาสตร์

วิชาอื่นๆ ที่ต้องเรียนประกอบเศรษฐศาสตร์นั้นมีอยู่มากพอใช้ นักเศรษฐศาสตร์จะรู้เพียงเศรษฐศาสตร์ก็เหมือนกับเด็กที่รับประทานแต่กับหรือของหวานผู้ใหญ่ห้าม ต้องมีข้าวและผักผสมด้วยพอประมาณจึงจะได้โตวันโตคืน วิชาที่เห็นได้ชัดก็คือวิชาบัญชี ผู้ใดจะเรียนการค้าหรือการธนาคาร ก็ย่อมต้องฝึกฝนวิชาบัญชีด้วยจึงจะมีประโยชน์ วิชาสถิติก็เช่นกัน มีประโยชน์สำหรับการคำนวณดูและประมาณความมากน้อยของทรัพย์และปัจจัยที่ก่อให้เกิดทรัพย์ และประมาณความเคลื่อนไหวแห่งเศรษฐกิจเป็นวิชาซึ่งจำเป็น วิชาคำนวณนั้นใช้ในการทำสถิติประการหนึ่ง กับยังมีประโยชน์ในการเศรษฐศาสตร์โดยแท้อีกสถานหนึ่ง กล่าวคือ การสร้างทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในระหว่าง ๘๐ ปีที่แล้วมานี้ ท่านผู้ที่ “เข้าวิมานงาช้าง” บางท่านมักจะใช้วิชาคำนวณเป็นอาจิณ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจนั้นเล่า ก็เป็นบันไดที่นำนักเรียนไปให้เข้าใจซาบซึ้งถึงเหตุการณ์ในอดีตและในประเทศอื่นๆ และเนื่องจากตำราเศรษฐศาสตร์มีมากมายหลายภาษา นักเรียนเศรษฐศาสตร์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ภาษาต่างประเทศด้วยอย่างน้อย ๑ หรือ ๒ ภาษา นอกจากนี้เครื่องมือสำคัญของนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ การรู้จักใช้เหตุผล เพราะวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่สืบสาวผลจากเหตุการณ์อันประจักษ์แจ้งและแน่ชัดเพียงไม่กี่ข้อ เช่น ใครๆ ก็รู้ดีว่าถ้าฝนแล้งข้าวจะแพง แต่ถ้าในเวลาใดฝนแล้งแล้วข้าวถูกลง นักเศรษฐศาสตร์ควรสาวหาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะคนเลิกรับประทานข้าว หรือข้าวพม่ามีมากจนเกินธรรมดาส่งเข้ามาขายได้ถูก หรือเหตุอื่นใดก็เป็นได้ และเมื่อเข้าใจเหตุแล้วเสียคราวหนึ่ง คราวต่อๆ ไปก็จะรู้ได้ว่าจะต้องนำเอาเหตุแวดล้อมอื่นใดมาประกอบพิจารณาบ้าง วิชานี้เรียกว่า “ตรรกวิทยา” เป็นความรู้ที่มนุษย์ปกติมีระดับปัญญาอยู่โดยธรรมชาติแล้ว บางสำนักเขานิยมให้เรียนฝึกฝนขึ้นอีกให้แตกฉาน

ความเกี่ยวพันระหว่างเศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์หรือเรียกนัยหนึ่งวิชาว่าด้วยการปกครองและการเมืองนั้น เป็นความเกี่ยวพันอัน สนิทสนมยิ่งนัก เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง บางตำรากล่าวว่าปัญหาการเมืองต่างๆ เป็นปัญหาเศรษฐกิจทั้งนั้น บางตำราก็ว่านักการเมืองเป็นช้างเท้าหน้า นักเศรษฐศาสตร์เป็นช้างเท้าหลัง หมายความว่าเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นวิชาที่เป็นกลางแล้วแต่นักการเมืองจะใช้เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของตน ความเห็น ๒ ประการนี้ก็มีความจริงอยู่ไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้นตามสำนักเรียนเศรษฐศาสตร์ต่างๆ จึงต้องมีวิชากฎหมายการปกครองและปรัชญาการเมือง ปรัชญาสังคม เรียนกล้ำอยู่แทบทุกแห่ง และกลับกัน นักรัฐศาสตร์จำเป็นต้องรู้เศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง เศรษฐศาสตร์จึงแยกในข้อนี้เป็น ๒ แขนงคือ เศรษฐศาสตร์แท้ๆ หรือหลักเศรษฐ-
ศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์การเมือง ในสำนักเรียนของฝรั่งเดิมเขาจัดเศรษฐศาสตร์ไว้กับวิชาการเมือง รวมเรียกว่า “ปรัชญาการเมือง” (Poli-
tical Philosophy) ส่วนในสำนักเรียนของไทย เศรษฐศาสตร์ก็เคยเป็นวิชาเรียนในหลักสูตรปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต

สรุปความที่กล่าวมาในตอนนี้ก็สมจริงดังคำของนักเศรษฐศาสตร์เรืองนามผู้หนึ่งของอังกฤษชื่อ เคนส์ (John Maynard Keynes) ได้กล่าวไว้ในบทประพันธ์ กล่าวถึงชีวิตของปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์อีกผู้หนึ่งคือ มาร์แชล (Alfred Marshall) แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เคนส์กล่าวไว้ดังนี้

“นักเศรษฐศาสตร์ชั้นเลิศจะต้องมีความสามารถหลายอย่างที่มักจะไม่ค่อยได้พบรวมกันในคนคนเดียวกัน คือ จะต้องเป็นนักคำนวณ นักประวัติศาสตร์ รัฐบุรุษ นักปรัชญา แต่ละอย่างจะต้องเป็นให้ได้ถึงขีดสมควร นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะต้องเข้าใจเครื่องหมายในวิชาคำนวณและพูดออกมาได้เป็นคำสามัญ จะต้องพิจารณาปัญหาเฉพาะเรื่องให้กลืนเกลียวกับหลักใหญ่ทั่วไป และในความคิดชั่วแล่นหนึ่งๆ จะต้องระลึกได้ทั้งรูปธรรม (สิ่งที่เห็นได้) และนามธรรม (สิ่งที่เห็นไม่ได้) นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะต้องเรียนรู้ถึงการปัจจุบันจากเหตุการณ์ในอดีตเพื่อประโยชน์แห่งอนาคต จะต้องไม่เฉยในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์ทำและก่อตั้งขึ้นแม้แต่อย่างเดียว นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะต้องรู้ตัวว่าตนต้องการอะไร และในอารมณ์เดียวกันนั้นเองจะต้องตั้งตนเป็นกลางคือ ไม่ยินดียินร้ายในประโยชน์ได้เสียของตน ทั้งๆ ที่ลอยเลื่อนอยู่เหนือความยั่วยวนแห่งลาภสักการะประดุจหนึ่งศิลปิน นักเศรษฐศาสตร์ในบางครั้งก็จักต้องลดมาสู่ความจริงของโลกในฐานนักการเมือง”

๔. ความง่ายและความยากของเศรษฐศาสตร์

ขอยกเอาข้อความของเคนส์อีกตอนหนึ่งมาบรรยายในที่นี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ง่ายและเป็นวิชาที่ยากทั้ง ๒ อย่างคือ เคนส์กล่าวไว้ในบทความเรื่องเดียวกันนั้นว่า “การเรียนเศรษฐศาสตร์ ดูๆ ก็ไม่น่าจะต้องใช้สติปัญญาชนิดพิเศษพิสดารอย่างใด...แต่ถึงกระนั้นก็ดี จะหานักเศรษฐศาสตร์ที่ดีหรือแม้แต่ที่พอจะใช้งานได้ก็เหมือนงมเข็มในท้องทะเล เป็นวิชาที่ง่าย แต่น้อยคนนักที่จะมีความรู้ซาบซึ้งดี”

ความง่ายของเศรษฐศาสตร์ แต่เพียงกล่าวถึงหลักใหญ่ก็เพียงเป็นที่เข้าใจได้ ตัวอย่างเช่น ใครๆ ก็ทราบแล้วว่า ของสิ่งใดเมื่อมีน้อยและมีคนต้องการมากก็ย่อมมีค่าแพง และเมื่อของมากกว่าความต้องการราคาของก็ย่อมจะตก ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องหาอาจารย์ทิศาปาโมกข์มานั่งอธิบายเลย และวิชาเศรษฐกิจส่วนมากก็ประกอบไปด้วยหลักใหญ่ที่สาธกมานี้ เป็นเรื่องที่ท่านผู้รู้เรียกในภาษาไทยว่า หลักอุปสงค์ (จะซื้อ) และอุปทาน (จะขาย)[1] และแก่นของเศรษฐศาสตร์ก็ไม่มีอะไรอื่น เช่น ในเรื่องเงินตรา จะท่องคาถาว่า “เงินนองของแพง เงินแล้งของถูก” ก็จะได้ทั้งแก่นของเรื่องและยังมีสัมผัสถูกใจคนไทย ท่องง่ายจำง่ายอีกโสดหนึ่งด้วย หวนไปพูดถึงแก่นการค้าระหว่างประเทศ เด็กอมมือก็ย่อมรู้อยู่ว่าถ้าประเทศใดซื้อของเขามากกว่าขาย ถ้าไม่เป็นลูกหนี้เขาไว้ก็ต้องใช้เงิน (ซึ่งอาจจะเป็นทอง) ให้เขา จะหนีไปอย่างอื่นไม่ได้ ทีนี้นำคาถาเรื่องเงินมาประกอบเข้า สมมุติว่าใช้เงินเขาไปแล้ว เงินในประเทศของเราก็แล้ง ของก็คงถูกลง ขั้นต่อไปก็คือ เมื่อของของเราถูกลงแล้ว เราก็อาจจะขายของของเรามากกว่าซื้อของของเขา เป็นการแก้กันอยู่ในตัว แต่ที่พูดมานี้ท่านผู้อ่านผู้ฟังอาจจะท้วงว่าพูดวนเวียนเป็นวัวพันหลัก ซึ่งก็จริงของท่าน แต่ถ้าท่านพลิกตำราเศรษฐศาสตร์แล้วจะเห็นจริงดังที่บรรยายยกอุทาหรณ์มานี้ เหมือนกับเมื่อเด็กๆ จำคำของผู้ใหญ่ท่านได้ว่า “น้ำขึ้นปลากินมด พอน้ำลดมดกินปลา” ถ้าใครรู้คาถานี้แล้วนำเอาไปเปรียบเทียบกับเศรษฐศาสตร์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้เศรษฐศาสตร์แล้วแลฯ นี่แหละเป็นข้อง่ายของเศรษฐศาสตร์ แต่แน่ละอาจารย์เศรษฐศาสตร์ทุกๆ ท่านคงจะไม่ยอมรับว่าวิชาของท่านง่าย บางท่านยังอุตส่าห์หาคำบาลีสันสกฤต (หรือถ้าเป็นฝรั่งก็หาคำละตินยาวสองสามหลา) มาทำให้ขลังขึ้น หรือบางท่านที่ชำนาญทางวาดเขียนหรือคำนวณอาจจะพลางเอาหลักง่ายๆ มาแปรรูปเสีย เขียนสิ่งที่เขาเรียกกันว่า “กราฟ” หรือเอาตัวเลขมาใส่เข้าเรียกว่า “สมการ” ทั้งๆ ที่บางครั้งไม่มีความจำเป็นเลย แต่มีผลในทางทำให้ศิษย์ใหม่ท้อใจไปตามๆ กัน

ทีนี้จะกล่าวถึงความยากของเศรษฐศาสตร์ ความยากนี้มีอยู่ ๒ สถาน สถานที่ ๑ ได้แก่ข้อที่เคนส์ได้กล่าวไว้ดังที่ได้นำมาแปลข้างต้นแล้ว คือจะต้องประกอบด้วยความสามารถหลายอย่างรวมกันจึงจะใช้งานได้ อีกสถานหนึ่งได้แก่ความยากในการที่จะเรียนรู้ให้ซาบซึ้งในวิชานี้จริงๆ สถานแรกได้กล่าวไว้พอเข้าใจได้แล้ว สถานหลังจำเป็นจะต้องอธิบายเพิ่มเติม

ขอเริ่มด้วยข้ออุปมาเสียก่อนคือ คาถา “น้ำขึ้นปลากินมด พอน้ำลดมดกินปลา” ฟังดูเผินๆ ก็รู้สึกเข้าใจง่าย แต่อาจจะซักต่อไปว่า น้ำขึ้นก่อนหรือน้ำลดก่อน? เพราะถ้าน้ำขึ้นก่อนปลาจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ถ้าน้ำลดก่อนมดก็ได้เปรียบ นอกจากนี้ยังมีข้อซักอีกหลายข้อซึ่งตอบได้ยาก เช่น น้ำขึ้นกี่ศอก ปลาจะกินมดได้กี่ตัว และน้ำจะต้องขึ้นนานเท่าใด ปลาจึงจะกินมดสูญไป เช่นนี้เป็นต้น

หวนกลับมาถึงหลักใหญ่ของเศรษฐศาสตร์จะเห็นว่า ในจำนวนนักเศรษฐศาสตร์ที่ท่องจำหลักใหญ่ๆ ได้แม่นยำนั้นมีไม่กี่คนที่จะตอบข้อซักที่ลึกซึ้งออกไปอีกได้แน่นอน เช่นซักว่า ถ้ามีของน้อยเท่านี้ คนอยากจะซื้อมากเท่านั้น ราคาจะถีบสูงขึ้นสักเท่าใดแน่ หรือในเรื่องการค้าระหว่างประเทศก็อาจซักว่า ถ้าซื้อเข้ามากกว่าขายออกแล้ว เงินออกไปๆ จะต้องเสียเงินไปสักเท่าไรจึงจะกลับมาทำให้ขายได้มากกว่าเดิมให้ได้ตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการที่ระบายเงินออกนอกประเทศโดยหวังผลจะให้ของของเราราคาถูกลงนั้น บางทีจะต้องระบายออกไปจนเกือบเกลี้ยงกระเป๋าทีเดียวจึงจะได้ผล และอาจจะซักต่อไปอีกว่า เมื่อของของเราถูกลงแล้วจะมีข้อเสียหายอย่างใดบ้าง เช่น พ่อค้าขาดทุน รัฐบาลก็เก็บภาษีได้น้อยลง ฯลฯ คนต้องออกจากงาน ไม่มีอาชีพไป เมื่อยิ่งซักก็ยิ่งมีปัญหามากและล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่ตอบไม่ได้ง่ายๆ ทั้งนั้น

สรุปความว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เรียนหลักกว้างๆ โดยง่ายพอดู แต่จะนำมาปฏิบัติกับข้อเท็จจริงให้ลึกซึ้งแม่นยำได้ยากนัก นักเรียนวิชานี้จึงจำเป็นต้องใส่ใจในความรู้รอบตัวเรื่องอื่น และใช้สติปัญญาพินิจพิเคราะห์ความเป็นจริงให้ถูกต้องพอสมควร

 

๕. ปัญหาบางประการของนักเรียนเศรษฐศาสตร์

ความยากของเศรษฐศาสตร์ที่ได้บรรยายมาโดยสังเขปในตอนก่อนนั้น เป็นความยากที่แท้จริงไม่มีใครแกล้งให้ยากก็คงยากอยู่แล้ว เป็นไปตามธรรมชาติของวิชาความรู้ซึ่งจะต้องมีส่วนยากอยู่บ้างทุกวิชา แต่นอกเหนือไปจากนี้ ก็ยังมีปัญหาที่นักเรียนเศรษฐศาสตร์ทั้งชั้นศิษย์และอาจารย์จะต้องขบอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นปัญหายุ่งยากพอที่จะช่วยกันขจัดได้บ้างไม่มากก็น้อย จึงน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้

ปัญหาข้อแรกของศิษย์ใหม่ก็คือเรื่องศัพท์ ซึ่งได้กล่าวไว้บ้างแล้วในตอนก่อนๆ ศัพท์เศรษฐศาสตร์แม้แต่ในตำราฝรั่งก็ยุ่งยากพอใช้ พอตกมาถึงตำราไทยก็ยังเพิ่มความยากยิ่งขึ้นไปอีก จนนักเรียนทั้งหลายพากันเอือมวิชาของตนไปตามๆ กัน สมุฏฐานของความยากมีอยู่ ๒ ประการ คือ

๑. อาจารย์ของไทยเราที่แต่งตำราเศรษฐศาสตร์ (หรือแม้แต่วิชาอื่นก็ตาม) เมื่อจนแก่ถ้อยคำก็มักจะหันเข้าหาคำแขกตะพึดตะพือ ไม่ค่อยจะคิดถึงคำไทยง่ายๆ พยางค์เดียว ซึ่งอาจนำมาใช้ได้ จริงอยู่ภาษาไทยเราเป็นภาษาที่กำลังจะเจริญเติบโตขึ้น จะต้องเพิ่มศัพท์เพิ่มคำกันอยู่เสมอ และพื้นเดิมของภาษาเราก็มักจะขาดคำที่เป็นนามธรรมเป็นของธรรมดาอยู่เองที่จะต้องอาศัยภาษาบาลีสันสกฤตเข้าช่วย และขณะนี้ท่านผู้ใดพยายามจะใช้คำพยางค์เดียวของไทยเดิมล้วนๆ ท่าน
ผู้นั้นก็จะต้องไม่เปิดปากสนทนากับผู้ใดเลย ในที่นี้มิได้ประสงค์จะห้ามใช้ภาษาบาลีสันสกฤตเสียเด็ดขาด แม้ในเรียงความเรื่องนี้เองก็มีคำยาวๆ ดาษดื่นไป เพียงแต่ควรจะใช้กันอย่าให้พร่ำเพรื่อนัก ตัวอย่างเช่น จะพูดถึง “การช่วยเหลือพลเมือง” หรือ “การรับใช้ราษฎร” ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดว่า “บริการสาธารณะ” หรือ ถ้าจะใช้ “การแบ่งทรัพย์” แทนคำว่า “วิภาคกรรม” ก็จะทำให้นักเรียนโล่งอกไปมาก และไม่ต้องทำให้เขาเสียเงินซื้อปทานุกรมมาพลิกดูเสียอีก (โดยบางครั้งก็หาไม่พบคำที่ต้องการ) หรือแม้แต่ “อุปสงค์อุปทาน” ก็อาจจะประหยัดเอาไว้ใช้แต่ในที่จำเป็นจริงๆ ถ้าตอนไหนเขียนว่า “จะซื้อจะขาย” ได้ ก็น่าจะเพียรใช้บ้างจะได้ทำให้วิชาของเราง่ายขึ้นพอดู

๒. ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำในวิชาเศรษฐศาสตร์อีกข้อหนึ่งเกิดจากการที่ผู้แต่งตำรา มักจะเป็นผู้ที่เรียนวิชานี้มาจากต่างประเทศเป็นภาษาต่างประเทศ จึงมักจะคิดเป็นทำนองภาษาต่างประเทศแล้วดัดแปลงมาเป็นไทยอีกครั้งหนึ่ง บางท่านก็แปลตำรามาจากภาษาอื่นโดยตรงทีเดียว อันวิชาแปลนี้ก็เป็นวิชาที่ยากอยู่ และนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่จำเป็นต้องแปลเก่งทุกคน และถึงจะแปลเก่งก็อาจจะแปลไม่ได้เหมือนกันทุกคน ขออ้างตัวอย่างคำจะซื้อจะขายอีก ถ้าท่านเปิดตำราเศรษฐศาสตร์ภาษาไทย ท่านจะเห็นว่าบางอาจารย์ใช้ “เสนอสนอง” บางท่านใช้ “ประสงค์อำนวย” บ้างใช้ “อุปสงค์อุปทาน” บ้างก็ใช้ “ดีมานด์ซัพพลาย” ดื้อๆ อย่างนี้ นักเรียนที่ขยันอ่านตำราหลายเล่มย่อมจะต้องกินยาแก้ปวดศีรษะหลายเม็ดทีเดียว หรือบางทีคำฝรั่งเขาเป็นคำแผลงหรือคำย่อไม่ได้ความหมายกระจ่างแล้ว ไทยเรานำเอาคำแผลงคำย่อนั้นมาแปลตรงตัว ก็ทำให้งงได้เหมือนกัน เช่น คำว่า Foreign Exchange ซึ่งหมายความว่า เงินตราต่างประเทศ (ซึ่งเราจะเอาเงินของเราแลกเปลี่ยนมาได้) บางทีฝรั่งใช้คำว่า Exchange สั้นๆ ถ้าไทยเราแปลว่า “ปริวรรต” นักเรียนใหม่ๆ เปิดปทานุกรมของกรมตำรา กระทรวงศึกษาธิการ ก็อาจจะเข้าใจว่าหมายถึงที่หมุนไปหรือแปรเปลี่ยนไป ซึ่งมีช่องทางที่จะสอบตกได้ง่าย หรือบางทีผู้แปลศัพท์เป็นแถวตรง เช่น เห็นเขาแปลคำว่า Service เป็น “บริการ” ก็เลยแปล Civil Service เป็น “บริการประชาชน” ไป แทนที่จะใช้คำว่า “ข้าราชการพลเรือน” หรือเห็นว่า Payment แปลว่า การชำระหนี้ Balance แปลว่าตาชั่งหรือดุล Balance of Payment ก็เลยแปลว่า “ดุลชำระหนี้” ห้วนๆ หาได้คำนึงว่า (ก) เรื่องหนี้เป็นการเงินระหว่างประเทศ และ (ข) การชำระนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น “การชำระหนี้” เสมอไป เพราะอาจจะเป็น Balance of Payment on Current Account ซึ่งยังไม่มีหนี้สินติดต่อกันมาก่อนเลย เป็นเรื่องการชำระเงินกันระหว่างประเทศในงบเดินสะพัด (เทียบศัพท์เงินฝากธนาคาร) ผิดกับการชำระหนี้หรือการให้กู้ยืมซึ่งเข้าประเภท International payment on capital account

เมื่อได้กล่าวถึงเรื่องถ้อยคำมาเพียงเท่านี้พอเห็นสังเขปแล้ว หวังใจว่าท่านผู้อ่านคงจะไม่ท้าให้ผู้เขียนแปลศัพท์ที่อ้างมาไว้ในที่นี้ เพราะถึงท้าก็คงไม่รับ ผู้เขียนแปลศัพท์ที่อ้างมาเพื่อประสงค์แต่จะชี้ให้เห็นว่า การใช้ถ้อยคำในวิชานี้เป็นสิ่งที่ยากยิ่งและสำคัญยิ่ง นอกจากเจ้าตำราทั้งหลายจะอุตส่าห์หลีกเลี่ยงคำยากๆ แล้ว เมื่อจำเป็นจริงก็น่าจะเชิญให้มาประชุมปรึกษากันถึงคำที่จะใช้เพื่อให้ได้ประโยชน์ในความกระจ่างแจ้งและความถูกต้องยิ่งขึ้น ประโยชน์ที่จะได้จากการปรึกษาเช่นนี้คงจะมีมิใช่น้อย

ข้อที่หนักใจนักเศรษฐศาสตร์ในประการต่อไปได้แก่เรื่องสถิติ เพราะนักเศรษฐศาสตร์ต้องอาศัยตัวเลขสถิติต่างๆ ในการที่จะตรวจดูฐานะเศรษฐกิจว่าดีร้ายเป็นอย่างไร จะใช้เป็นหลักในการประมาณและวิธีแก้ไขหรือส่งเสริมเศรษฐกิจ ถ้าตัวเลขสถิติไม่มีหรือมีชนิดใดที่เชื่อไม่ได้ ก็เหมือนหมอที่ไม่มีปรอทวัดความร้อนของคนไข้หรือปรอทนั้นเสียเชื่อไม่ได้ หรือคนไข้บอกอาการไข้ของตนเพี้ยนไปจากความจริง จะให้ยาได้ถูกต้องก็เห็นจะต้องอาศัยโชคอำนวย

ตัวเลขสถิติอาจจะบกพร่องได้หลายสถาน เช่น ไม่ได้ดำริรวบรวมไว้ หรือรวบรวมไว้แต่ไม่ได้ดี ถ้าไม่ได้รวบรวมไว้ มีข้อแก้ที่เห็นได้ง่ายก็คือต้องรวบรวมกันเสียที ไม่ควรคิดว่าเมื่อตั้งกรุงเทพฯ มาได้เกือบ ๒๐๐ ปีแล้วไม่มีสถิติยังอยู่กันมาได้ ฯลฯ และไม่ควรจะทอดอาลัยว่าตัวเลขนั้นใครจะแปลไปอย่างไรก็แปลได้ ไม่เห็นมีประโยชน์ จริงอยู่การแปลตัวเลขเข้าข้างตนเองนั้นมีผู้นิยมกระทำกันอยู่ แต่ก็กระทำกันไปไม่ได้นานนัก ความจะต้องแดงขึ้นสักวันหนึ่งถ้าไม่มีเหตุผลสนับสนุนพอเพียง

การรวบรวมสถิติไว้ได้ไม่ดีนั้นเป็นเรื่องที่แก้ได้ยาก ข้อบกพร่องในการรวบรวมมีหลายอย่าง เช่น วิธีไม่ดี หรือรวบรวมไว้สัก ๒-๓ เวลาแล้วหยุด หรือเริ่มทำใหม่ หรือรวบรวมไว้อย่างเสียไม่ได้ นายเขาใช้ก็ทำไปวันหนึ่งๆ หรือเจตนาให้ผิดจากความเป็นจริง หรือแม้ที่สุดมักง่ายทำอย่างคำตลาดเขาเรียกกันว่า “นั่งเทียนยกเมฆ” ทั้งนี้ไม่ว่าจะบกพร่องในสถานใดก็ย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงยิ่งนัก ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าในประเทศ ก. ข้าราชการได้รับเงินเดือนน้อยและจิตเสื่อม จึงนิยมรับค่าน้ำชากาแฟจากราษฎร ช่วยให้ราษฎรเสียภาษีแก่รัฐบาลน้อยลง และอีกส่วนหนึ่งถือเป็นภาษีส่วนตัวเก็บเข้าคลังของตนเองเสีย เช่นนี้ก็ย่อมจะทำให้พ่อค้าวาณิชมีช่องทางหลีกเลี่ยงภาษีสำหรับรัฐบาลได้ง่าย ส่วนรัฐบาลเมื่อเห็นสถิติเงินเข้าคลังน้อยลงก็จัดการขึ้นภาษี แล้วก็เกิดการหนีภาษีอีกต่อไป วนเวียนเป็นกงเกวียน ผลก็คือภาษีตกหนักอยู่กับผู้สุจริต และภาษีนั้นแทนที่จะเป็นศุลกากร ภาษีเงินได้ หรืออะไรเทือกนั้น แท้จริงกลายเป็นภาษีสุจริตไป อีกประการหนึ่ง เมื่อมีภาษีสูงขึ้นเกินขีดก็ย่อมเป็นอันตรายแก่การทำมาหากินของราษฎร เพราะเมื่อถูกเก็บภาษีมาก และเผอิญรักความซื่อ พ่อค้าวาณิชก็ย่อมจะเกิดความท้อถอยไม่เป็นอันประกอบสัมมาอาชีพ ส่วนรัฐบาลเล่าก็จะดำเนินนโยบายปกครองบ้านเมืองให้ราบรื่นหาได้ไม่ นักเศรษฐศาสตร์เองก็ย่อมจะวางสมุฏฐานแห่งโครงเศรษฐกิจได้ไม่ถูกต้อง เพราะตัวเลขลวง กลายเป็นผู้ที่เสื่อมจนถึงมีผู้ออกปากว่า “วิชาเศรษฐศาสตร์นั้นนำมาใช้ในประเทศ ก. ไม่ได้” หนักๆ เข้าก็อาจจะต้องหันเข้าหาวิชานั่งกสิณใช้ดินสอพองหัดยกเมฆอย่างผู้อื่นเขา

ปัญหาอีกข้อหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์ก็คือ จะต้องสำนึกไว้เสมอว่าเศรษฐศาสตร์กับการบ้านการเมืองเป็นของคู่กัน สมมุติว่าพ้นปัญหาเรื่องศัพท์เรื่องสถิติไป และวิชาเศรษฐกิจเจริญพอที่จะช่วยให้นักเศรษฐศาสตร์ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้ แต่พอจะแนะนำใครขึ้นที่ใดก็ไม่เป็นที่เชื่อถือ ผู้รับคำแนะนำมัวพะวงถึงเรื่องอื่นเสีย ขอยกเอาเรื่องครอบครัวเป็นผู้ทำรายได้รายจ่ายของครอบครัวไว้ล่วงหน้า รายได้นั้นพอจะคาดได้ว่าปีหนึ่งเดือนหนึ่งเป็นจำนวนเท่าใด จำนวนนี้อาจจะนำมาจ่ายได้ทั้งในทางที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์แก่ครอบครัว และในรายจ่ายที่มีประโยชน์ ประโยชน์นั้นก็อาจจะแยกได้ว่าเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน หรือประโยชน์ในอนาคต ดังนี้ไม่ต้องนำตำราเศรษฐศาสตร์ออกมากาง เราก็แทบจะกล่าวได้ว่ารายจ่ายชนิดที่ไม่มีประโยชน์แก่ส่วนรวม เช่น การพนัน หรือซื้อขนมของแสลงให้เด็กๆ หรือการซื้อมีดซื้อขวานให้เด็กเล็กๆ เล่น เหล่านี้น่าจะตัดออกเสียเด็ดขาด สำหรับรายจ่ายที่มีประโยชน์ก็ควรสรรจ่ายเพื่อประโยชน์ทันตากับประโยชน์อนาคตให้ได้ ส่วนเหมาะเจาะกับกาลเทศะจึงจะชอบ เพราะถ้าจ่ายเพื่อซื้อกินในวันนี้เสียจนล้นเหลือ ลูกหลานวันข้างหน้าก็จะอด หากจ่ายเพื่ออนาคตมากเกินไป ลูกหลานในวันนี้ก็จำเป็นต้องอิดโรยอ่อนเพลีย

ทีนี้สมมุติว่าหัวหน้าครอบครัวนั้นเป็นผู้จ่ายเติบและใจอ่อนเสียอ้อนวอนลูกหลานไม่ได้ ตนจะซื้อบุหรี่สูบเอง ลูกอายุ ๒ ขวบอยากสูบบ้างก็ให้สูบ ซื้อผ้าอ้อมมาให้ลูกแดงๆ แต่หลานอายุ ๑๖–๑๗ ปี อยากใช้สวมไปโรงเรียนก็ขัดไม่ได้ (น่ากลัวครูจะไล่ให้กลับบ้าน ขออภัยตัวอย่างที่ยกมานี้ไม่น่าเชื่อถือ แต่บางทีเปลี่ยนตัวละครในตัวอย่างเสีย อาจจะเป็นจริงขึ้นก็ได้) ทั้งนี้เพราะหัวหน้าครอบครัวนั้นๆ ประสงค์จะเอาใจลูกหลานให้ทั่วถึงกันทุกคน มิฉะนั้นจะเกิดพยศขึ้น เมื่อการเป็นไปดังนี้ มิไยที่นักเศรษฐศาสตร์จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อมีขนมก้อนเดียวจะเก็บไว้ทั้งก้อน แล้วกินไปทั้งก้อนขณะเดียวกันก็ย่อมทำไม่ได้ หัวหน้าครอบครัวเมื่ออยู่ในฐานะเช่นนี้แล้วก็เห็นจะลำบากอยู่สักหน่อย มีเงินเดือนเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ใช้เสีย ๑,๕๐๐ บาท อีก ๕๐๐ ก็จะต้องอาศัยผู้อื่น เช่น เอกชน ผู้ให้กู้ยืม หรือโรงรับจำนำ เป็นต้น

ฐานะหัวหน้าครอบครัวกับรัฐบาลผู้ปกครองประเทศผิดกันอยู่ที่หัวหน้าครอบครัวเมื่อใช้เกินได้ก็มีอยู่วิธีเดียวคือกู้เงินเขา ส่วนรัฐบาลนั้นมีอีกวิธีหนึ่งคือ พิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น หรือกู้จากธนาคารที่พิมพ์ธนบัตรได้ วิธีนี้ล่อแหลมอันตรายนักเพราะอาจจะทำให้เงินเฟ้อหรือเงินนอง ของย่อมแพงและค่าของเงินตราลดลงไปตามส่วน และถ้าไม่รู้จักยับยั้งขืนใช้วิธีนี้บ่อยๆ ย่อมจะทำให้ราษฎรหมดความเชื่อถือในเงินตรา เมื่อค่าของเงินตราเสื่อม รัฐบาลก็จำต้องพิมพ์เงินตราเพิ่มขึ้นอีก ฯลฯ วนอยู่เช่นนี้จนหาที่สิ้นสุดมิได้ ลงท้ายจะไปรับประทานอาหารกลางวันสักมื้อหนึ่งอาจจะต้องหิ้วตะกร้าใบใหญ่ๆ ใส่ธนบัตรไป แล้วต่อมาก็เกิดปัญหาอื่นเข้าแทรกแซง เพราะเมื่อเกิดเงินเฟ้อขึ้น ผู้ที่มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ มักจะเสียเปรียบ ทำให้รายได้จริงของเขาตกต่ำลง ก็อาจจะเกิดเรื่องที่กล่าวไว้ในตัวอย่างเรื่องสถิติแล้ว

ปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์จะต้องเผชิญนั้นมีอีกมากมาย ที่นำมากล่าวโดยสังเขปและโดยย่อนี้ก็ประสงค์จะแสดงตัวอย่างเท่านั้น ข้อยุ่งยากอื่นยังมีมากชนิดที่มักจะคาดหมายไม่ถึง แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็ย่อมจำเป็นที่จะศึกษาและสำนึกได้ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามกาลเทศะ สมมุติว่ามีนักเศรษฐศาสตร์จากโลกพระจันทร์ลงมาเยี่ยมโลกมนุษย์ แล้วคาดไม่ถึงว่าโลกเรานี้บางแห่งผู้ใดจะขอตั้งโทรศัพท์หรือใช้โทรศัพท์ หรือขออนุญาตขับขี่พาหนะ หรือขอเช่ารถตู้บรรทุกสินค้า หรือ ฯลฯ ก็อาจจะต้องชำระเงินเช่นไหว้พระภูมิเจ้าที่ต่างๆ โดยไม่มีใบเสร็จรับเงินเป็นทางการ หรือคาดไม่ถึงว่าพ่อค้าวาณิชมักจะนิยมทำบัญชีกันเป็น ๒ บัญชี แต่ส่วนกรมกองราชการบางแห่งทำบัญชีชนิดที่เรียกว่าบัญชีหาได้ไม่ หรือคาดไม่ถึงว่าความสัมพันธ์ทางญาติมิตรและความสามารถใช้วาจาอันอ่อนหวานเป็นสิ่งที่นิยมนับถือกันมากกว่าความสามารถในเชิงความรู้และคำพูดชนิดสัตย์จริง ฯลฯ เช่นนี้แล้ว นักเศรษฐศาสตร์แห่งโลกพระจันทร์ผู้นั้นก็ย่อมเป็นที่บกพร่องในวิชาของตนไม่สามารถนำวิชาไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

๖. คตินักเศรษฐศาสตร์

เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากเป็นจำนวนมากเช่นนี้จะควรทำฉันใด ในที่นี้จะขอเชิญชาวอเมริกัน ๒ ท่านมาตอบแทน คนแรกคือ ประธานาธิบดีวู้ดโร วิลสัน อีกคนหนึ่งคือนักปราชญ์ชื่อ
เอเมอร์สัน คำตอบของนายเอเมอร์สันยืดยาว[2] จึงขอนำไปแยกเรียบเรียงไว้ต่างหาก ส่วนนายวู้ดโร วิลสันได้กล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสเปิดธนาคารของสหรัฐอเมริกาไว้ดังนี้

“อันปัญหาเศรษฐกิจของเรานั้น เราจะจัดการแก้ไขในสภาพที่เป็นจริงอยู่และในสภาพที่อาจดัดแปลงได้ จะไม่มัวเพ้ออาลัยว่าถ้าเราได้ตั้งต้นกันใหม่ ไม่มีอะไรเปรอะเปื้อนแล้ว เราจะทำได้ดีถึงเพียงใด และเราจะค่อยพยายามปฏิบัติทีละขั้นสองขั้น เพื่อให้เศรษฐกิจของเราเป็นไปตามสภาพที่ควรเป็น”

 

 

 

[1]  ที่ไม่เรียกกันว่า “หลักจะซื้อจะขาย” อย่างสามัญชน ก็คงจะเป็นด้วยประสงค์จะใช้ภาษาคำแขกให้ขลังขึ้นบ้างกระมัง

 

[2]  ดู บทความแปลเรื่อง จรรยานักเรียน ในหนังสือเล่มนี้ – บรรณาธิการ