มหาวิทยาลัยกับสังคมไทย

มหาวิทยาลัยกับสังคมไทย

ปีที่เขียนไม่ปรากฏแน่ชัด
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ศูนย์ศึกษา มิถุนายน ๒๕๑๖

 

 

 

 

ประโยชน์ของมหาวิทยาลัย

โบราณท่านเปรียบวิชาว่าเป็นทรัพย์ ถ้าเราเชื่อกันจริงๆ ว่า สังคมที่จะอยู่ได้ด้วยความสุขความเจริญนั้นควรจะมีการกระจายเฉลี่ยทรัพย์ให้ทั่วถึงกัน อย่าให้ใครจนจนเกินไป และอย่าให้ใครมั่งมีจนเกินไปแล้ว สังคมนั้นก็ควรจะมุ่งอำนวยการศึกษาให้ประชาชนได้รับวิชาโดยทั่วถึงกัน หรืออีกนัยหนึ่ง การศึกษาประชาบาลขั้นประถมและการศึกษาขั้นมัธยม ย่อมมีความสำคัญมากกว่าการศึกษาชั้นอุดม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยซึ่งมีคนมีวาสนาได้เรียนขั้นอุดมจำนวนน้อยนัก ไม่ถึง ๑ ใน ๑,๐๐๐ ของคนที่เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ ๑ ข้อนี้ได้รับการยืนยันจากนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนเพื่อการศึกษาและผลที่ได้รับจากการศึกษาในระดับต่างๆ เช่น ศาสตราจารย์มาร์ก เบลา ก็ได้วิเคราะห์เรื่องการศึกษาของไทย สำหรับสภาการศึกษาแห่งชาติเมื่อ ๓–๔ ปีก่อน และได้แสดงผลของการวิเคราะห์ไว้โดยชัดเจนว่า ผลได้จากการศึกษาชั้นประถมเป็นสูงสุด และผลได้จากการศึกษาชั้นมหาวิทยาลัยต่ำสุด

ที่กล่าวมาข้างต้น มิได้หมายความเลยไปจนถึงจะแนะนำให้สังคมไทยเลิกสนับสนุนหรือลงทุนในการศึกษาขั้นอุดม เพราะแม้ว่าจะได้ผลน้อยกว่าการศึกษาขั้นอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากพอที่สังคมจะต้องลงทุนสนับสนุนต่อไป แต่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าความสำคัญของมหาวิทยาลัยนั้นมิใช่ความสำคัญที่สูงสุด ถ้ามหาวิทยาลัยต้องการให้สังคมลงทุนสนับสนุนต่อไป มหาวิทยาลัยจะต้องพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์กันว่าจะทำประโยชน์ให้สังคมได้จริงๆ และจะต้องดำเนินการทำประโยชน์ให้แก่สังคมอยู่เสมอ

ประโยชน์ของมหาวิทยาลัยต่อสังคม เป็นประโยชน์ชนิดที่สถาบันประเภทอื่นไม่สามารถทำได้ มีอยู่หลายประการคือ การสอนวิชาชั้นสูง การศึกษาวิจัยเพื่อให้วิชาก้าวหน้าและเป็นวิชาที่สังคมจะนำไปใช้ได้ การปฏิบัติงานและเป็นที่ปรึกษาทางราชการและทางวิสาหกิจเอกชน การเทิดทูนรักษาคุณธรรมในสังคม เป็นต้น ในบทความนี้จะได้ขยายความประโยชน์ต่างๆ นี้เป็นลำดับไป

หน้าที่สอน

หน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่เห็นได้ชัดคือ สอนนิสิตนักศึกษาให้มีวิชาชั้นสูง ให้มีความรู้ความสามารถสนองความต้องการของสังคม สังคมไทยเป็นสังคมที่ล้าหลังทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่าด้อยพัฒนา เราพยายามพัฒนาเศรษฐกิจและการสังคมด้วยวิธีวางแผนพัฒนาระยะเวลา ๓ ปี ๕ ปี ๖ ปี แล้วแต่กรณี ความต้องการผู้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการเพื่อรับราชการและประกอบธุรกิจเอกชนนั้นย่อมมีอยู่เป็นอันมากและมีอยู่ทุกแขนงวิชา ประเทศด้อยพัฒนาที่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่นมาก่อนย่อมขาดแคลนผู้มีวิชาชั้นสูง เห็นได้ชัดเพราะแต่ก่อนต้องอาศัยคนของชาติที่ครอบครองตนทำหน้าที่เหล่านี้ แม้แต่ประเทศไทยเอง แต่ก่อนก็ต้องอาศัยชาวต่างประเทศเป็นอันมากมาบริหารงานและเป็นที่ปรึกษา แม้ปัจจุบันนี้ก็ยังต้องการความช่วยเหลือด้านนี้จากต่างประเทศอยู่ ยิ่งมีแผนพัฒนาลงทุนในเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคม การพลังงาน ฯลฯ ตามวิชาการและเทคนิคสมัยใหม่ ก็ย่อมยิ่งจำเป็นต้องผลิตผู้มีวิชาชั้นสูงมาใช้งานมากขึ้น

บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสอนและผลิตบัณฑิตนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องขยายความอีกมาก จะขอยกไปอภิปรายให้ละเอียดยิ่งขึ้นในตอนหลัง

หน้าที่วิจัย

อาจารย์ (และนักศึกษาขั้นปริญญาสูง) ในมหาวิทยาลัย นอกจากจะทำหน้าที่สอนนักศึกษาแล้ว จำเป็นต้องฝึกฝนวิชาของตนให้ลึกซึ้งกว้างขวางก้าวหน้าให้ทันสมัยอีกด้วย เพราะวิชาในโลกนี้ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ต้องก้าวหน้าอยู่เสมอ ยิ่งสมัยนี้วิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์เจริญอย่างรวดเร็ว แตกต่างกับเมื่อ ๑๐–๒๐ ปีก่อนอย่างผิดตา จริงอยู่ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยมีเครื่องมือ ห้องสมุด ห้องปฏิบัติทดลองไม่ได้สมบูรณ์ เพราะประเทศและมหาวิทยาลัยของเราจนกว่าเขา และไทยสมัยใหม่เราก็เริ่มทีหลังเขา ที่จะหวังให้อาจารย์ไทยในเมืองไทยคิดค้นอะไรขึ้นใหม่ให้ได้ผลเลิศลอยนั้น คงจะหวังได้ยาก (แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกัน)

การที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยพยายามฝึกฝนขวนขวายอ่านและสดับตรับฟัง เพื่อทราบว่าวิชาในสาขาของตนนั้นในโลกภายนอกได้ก้าวหน้าไปในลักษณะใด และนำมาถ่ายทอดให้นักศึกษาของตนได้รับทันกาลสมัย ก็นับได้ว่าเป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์จริงๆ ได้สถานหนึ่ง แต่ขอบฟ้าของการวิจัยมิใช่จะแคบเพียงเท่านั้น วิชาความรู้ที่ผู้อื่นในประเทศอื่นเขาสามารถคิดค้นใหม่ๆ ได้นั้น ส่วนมากใช้ได้แต่ในประเทศอื่น จะนำมาใช้ในประเทศไทยได้ก็ต้องดัดแปลงเพิ่มเติมในรายละเอียดบ้าง ในสาระสำคัญบ้าง ฉะนั้นงานวิจัยของอาจารย์ไทยที่อาศัยผลงานของที่อื่นนำมาดัดแปลงให้ใช้ได้ประโยชน์ในภาวะของเมืองไทย ก็ย่อมเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อสังคมและโลกแห่งวิชาการเป็นอย่างดี ที่กล่าวนี้หมายถึงวิชาทุกด้าน วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปะและวรรณคดี ฯลฯ

งานวิจัยของอาจารย์อาจจะมีความมุ่งหมายได้หลายอย่างเท่าที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้กล่าวถึงงานที่มุ่งหมายผดุงความรู้เฉพาะสาขาวิชาที่อาจารย์สันทัด แต่อาจารย์อาจจะนำความรู้หลายๆ สาขาวิชามาผสมผสานกัน เป็นแบบพหุสาขาวิชา (multidiscipline) ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อจะทำประโยชน์ให้สังคมเพราะเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคมแท้จริงนั้นมักจะมีสาเหตุสืบเนื่องกันมาหลายทาง เศรษฐกิจ สังคม การปกครอง ปรัชญา และประวัติศาสตร์ เป็นอาทิ โครงการพัฒนาประเทศจะมุ่งพิจารณาแต่ในแง่เศรษฐศาสตร์ย่อมบกพร่องได้ง่าย เพราะบางทีความเจริญทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมและทางการเมืองได้ ด้วยเหตุฉะนี้ความรู้แบบพหุสาขาวิชาจึงสำคัญยิ่งนักสำหรับอาจารย์สังคมศาสตร์ ในด้านวิทยาศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน ความรอบรู้ซึ่งเกิดจากงานวิจัยจึงเป็นช่องทางสำคัญที่มหาวิทยาลัยจะบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมได้ ไม่ควรละเลย

ถ้าอาจารย์ทุกคนทำงานวิจัยแต่ในด้านประยุกต์ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์โดยตรงและทันทีสำหรับสังคม ผมก็คิดว่าไม่พอ เพราะไม่ว่าจะเป็นวิชาสาขาใด ก่อนที่จะนำความรู้ไปประยุกต์เป็นเรื่องจริงจังได้นั้น จำต้องมีความรู้จริงทางทฤษฎีเป็นพื้นฐาน จึงจะนำไปใช้เป็นคุณหนักแน่นได้ อีกประการหนึ่ง วิชาชั้นสูงในโลกนี้ปราศจากขอบเขต ยากที่จะกำหนดแน่นอนแต่ต้นได้ว่าทฤษฎีหรือความคิดเบื้องต้นอันใดจะนำไปใช้ผลจริงจังหรือไม่ ฉะนั้นงานวิจัยทางทฤษฎีย่อมมีประโยชน์เสมอ อาจารย์บางคนสนใจทางทฤษฎีมากกว่าวิชาประยุกต์ ก็ควรจะทำการวิจัยตามแนวที่ตนถนัด งานวิจัยทฤษฎีนี้ต้องอาศัยความสามารถขุดคุ้ยปัญหาต่างๆ นานา บางเรื่องก็มีลักษณะเป็นเส้นผมบังภูเขาและต้องอาศัยความคิดที่มีแนวแตกต่างไปจากสามัญสำนึก ความสามารถใช้วิจารณญาณท้วงติงข้อที่มหาชนรับรองกันอยู่เดิมอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้นเป็นข้อสำคัญในการวิจัยทฤษฎี งานวิจัยชนิดนี้และคุณวุฒินี้ย่อมทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้

งานวิจัยดังกล่าวมาข้างต้นนั้น นอกจากอาจารย์จะเป็นผู้กระทำแล้ว นักศึกษาในชั้นปริญญาโทและเอกก็มีหน้าที่และความสามารถกระทำด้วย การเปิดสอนชั้นปริญญาสูงๆ ในมหาวิทยาลัยไทยจึงมีเหตุผลสนับสนุนได้ด้วยเหตุนี้

หน้าที่ปฏิบัติและให้คำปรึกษา

อาจารย์มหาวิทยาลัยอาจทำประโยชน์โดยตรงแก่สังคม โดยเข้าไปปฏิบัติงานในราชการหรือในองค์การเอกชน ใช้ความรู้สติปัญญาที่ได้ฝึกฝนแล้วเป็นประโยชน์ได้ ในบางประเทศ เขาใช้วิธีแลกเปลี่ยนคนทำงานกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานของรัฐบาลเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น เอาอาจารย์ไปทำงานในกระทรวง ทบวง กรม และเอา
เจ้าหน้าที่ในกระทรวง ทบวง กรม ไปทำงานเป็นอาจารย์ชั่วคราว จะเป็น ๑ ปีหรือนานกว่านั้นก็ได้ ๑ ปีอาจจะสั้นไป ที่เหมาะตามสภาพของเมืองไทยควรจะเป็น ๒ หรือ ๓ ปี ในประเทศอเมริกา ประธานาธิบดีแทบทุกสมัยในระยะ ๔๐ ปีที่แล้วมามักจะเรียกใช้อาจารย์มหาวิทยาลัยไปช่วยบริหารกิจการ หรือเป็นที่ปรึกษารัฐบาลอยู่เนืองๆ ในองค์การระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ องค์การอาหารและเกษตร หรือคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออกไกล เขาเชิญอาจารย์ไปปฏิบัติงาน หรือประชุมสัมมนา หรือเป็นที่ปรึกษาทั่วไป หรือพิจารณาปัญหาเฉพาะเรื่องหรือให้ร่วมคณะสำรวจเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ

ในบางประเทศ เมื่อจะมีข้อดำริวางนโยบายใหม่ในเรื่องต่างๆ เขามีธรรมเนียมที่ดี คือตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษขึ้นศึกษาเรื่องแล้วเสนอแนะ คณะกรรมาธิการดังกล่าวในสหราชอาณาจักรเรียกว่า Regal Commission ในกรณีเช่นนี้ แทบทุกกรรมาธิการจะมีอาจารย์เข้าไปแทรกเป็นยาดำเสมอ ในประเทศที่มีเรื่องพิพาทเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงาน
บ่อยๆ เขามักตั้งคณะตุลาการพิเศษขึ้นพิจารณาวินิจฉัยฐานคนกลาง อาจารย์มหาวิทยาลัยก็มักจะได้รับเชิญให้เป็นตุลาการเพราะเหมาะที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย

ทางด้านธุรกิจเอกชน บริษัทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมต่างๆ รวมทั้งสมาคมพ่อค้าและสมาคมนักอุตสาหกรรมในยุโรปและอเมริกาได้ใช้อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ทดลองค้นคว้าในห้องปฏิบัติ เป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมการ หรืออนุกรรมการในสมาคมดังกล่าว น่าสังเกตว่าในประเทศเหล่านี้ ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เมืองใดมีการผลิตสินค้าประเภทใด มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมืองนั้นมักจะมีความเชี่ยวชาญสันทัดในวิชาที่เกี่ยวกับสินค้านั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมไฟฟ้า อุตสาหกรรมสร้างเครื่องบิน ทั้งนี้ก็เพราะนักศึกษาเรียนวิชาเหล่านั้นแล้วก็เข้าทำงานในท้องถิ่นได้เลย และอาจารย์ก็ได้ช่วยงานในท้องถิ่นได้สะดวก วิชาก็แตกฉานได้ง่ายเพราะอยู่ใกล้ของจริงและวิสาหกิจต่างๆ ก็สนใจสนับสนุนมหาวิทยาลัยที่ทำประโยชน์ให้แก่ตน เป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ได้ผลดีด้วยกันทุกฝ่าย

ในความสัมพันธ์เกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างชุมชนกับมหาวิท-
ยาลัยนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยอาจจะได้รับประโยชน์ทางการเงินเป็นรายได้เพิ่มเติมจากเงินเดือนประจำ ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญพอใช้สำหรับมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนมากเงินเดือนอาจารย์มักจะต่ำกว่าราชการหรือวิสาหกิจเอกชน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ วิชาและประสบการณ์ที่อาจารย์จะนำมาสอนศิษย์นั้นเป็นวิชาทันสมัย และเกี่ยวข้องกับชุมชน นำไปใช้ได้ทันทีตามความต้องการของชุมชน มิใช่เป็นการสอนโดยเพียงแต่เปิดตำรา (บางทีไม่เปิดด้วยซ้ำ) แล้วสอนไปตามบุญตามกรรม ทางราชการและชุมชนเล่า ก็ได้ประโยชน์จากอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยงานประจำหรือเพียงเป็นครั้งคราว เพราะมีโอกาสได้ฟังได้รับความคิดเห็นอันเป็นอิสระ นอกเหนือไปจากความคิดของผู้ที่ทำงานจำเจ เสมือนหนึ่งห้องที่ปิดประตูหน้าต่างไว้จนอากาศอับเฉา ได้เปิดช่องลมให้กระแสสดชื่นระบายอากาศ และบรรยากาศเหมาะแก่ความเจริญของงานไม่ว่าชนิดใด

หน้าที่ในฐานะปัญญาชน

ทุกวันนี้เรามักจะบ่นเรื่องความเสื่อมของศีลธรรมจรรยาและคุณค่าทางวัฒนธรรม บ่นว่าคนเราตั้งแต่ผู้น้อยไปถึงผู้ใหญ่ในราชการมักไม่ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม การบ่นเช่นนี้บ่นกันทุกคน ชาวบ้านร้านตลาดจนถึงผู้ใหญ่ก็บ่น อาจารย์มหาวิทยาลัยก็บ่น นิสิตนักศึกษาก็บ่น บางทีการบ่นนั้นก็ไม่นำไปสู่การคิดอ่านแก้ไขปัญหาเลย

ในสมัยก่อนๆ เรื่องศีลธรรมเสื่อม ฯลฯ ก็มีอยู่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเมื่อรุ่นผมเด็กๆ ก็ยังสามารถมองเห็นว่ามีผู้พยายามดำรงชีวิตให้เป็นตัวอย่างที่ดีได้ เริ่มตั้งแต่ผู้ใหญ่ภายในครอบครัว ครู และอาจารย์ ตั้งแต่ชั้นประถมขึ้นไป พระภิกษุสงฆ์ ตั้งแต่ชั้นพระราชาคณะลงมา บำเพ็ญพรหมจรรย์ถือศีล มีสมถะให้ชาวบ้านเห็น และถือเป็นบรรทัดฐาน ผู้ใหญ่ในราชการก็มีเรื่องมิดีมิร้ายให้ชาวบ้านลือ นินทา กันบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก จะเห็นได้ว่าเรื่องศีลธรรม วัฒนธรรม คุณธรรมแห่งชีวิตและอุดมคติแห่งชุมชนนั้นหาใช่เป็นเรื่องที่จะบ่น หรืออภิปราย หรือสัมมนากันอย่างเดียวไม่ เป็นเรื่องที่จะเทิดทูนได้ด้วยความประพฤติและการกระทำเป็นเยี่ยงอย่างกันมากกว่า เฉพาะอย่างยิ่ง หน้าที่นี้ควรจะตกหนักอยู่ที่ผู้มีอำนาจ และผู้มีปัญญา อาจารย์มหาวิทยาลัยจัดว่าเป็นผู้ทรงปัญญาจึงมีหน้าที่เป็นสำคัญด้วย

ในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง สิ่งที่เหนี่ยวรั้งใจและการประพฤติของคนย่อมได้แก่ จารีตประเพณี คำสอนและการปฏิบัติของผู้นำในด้านต่างๆ ผู้นำดังกล่าวอาจจะเป็นผู้อาวุโสทางวัยหรือวุฒิอย่างอื่น เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเป็นภิกษุหรือสมภาร ประเภทหลังนี้ควรจะรวมครูและอาจารย์เข้าด้วยตามลักษณะของชุมชนสมัยปัจจุบัน ในสมัยโบราณ นอกจากภิกษุสงฆ์จะมีหน้าที่ทางศาสนา หน้าที่เทศนาสั่งสอนชาวบ้านแล้ว วัดยังเป็นโรงเรียนของเด็ก ซึ่งได้ความรู้ทางโลกและทางธรรมจากพระภิกษุซึ่งทำหน้าที่เป็นครูเยาวชนและอาจารย์ ส่วนชาวบ้านก็เคารพนับถือภิกษุสงฆ์ว่าเป็นผู้รู้ คงแก่เรียนและทรงศีล

ทุกวันนี้เราเรียกคนที่มีความรู้และคงแก่เรียนว่าปัญญาชน แต่คนที่ชอบให้คนอื่นเรียกตนว่าปัญญาชน มักจะไม่รับหน้าที่เป็นผู้ทรงศีล สมัยนี้หน้าที่สอน “หนังสือ” ของภิกษุสงฆ์ได้โอนไปให้ครูและอาจารย์เป็นส่วนใหญ่ หน้าที่ในเรื่องจริยวัตรของผู้รู้ ผู้คงแก่เรียน จึงควรจะติดมาเป็นของครูและอาจารย์ฆราวาสทั้งหลายด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาจารย์มหาวิทยาลัยจะเพิกเฉยต่อหน้าที่ทำเยี่ยงอย่างทางจริยวัตรแก่ชุมชนนั้น หาควรไม่

แน่ละ อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นฆราวาส ไม่จำเป็นต้องยึดถือพรหมจรรย์อย่างภิกษุ และอาจารย์มีความรับผิดชอบเรื่องครอบครัวของตน มีความกังวลทางโลกมากกว่าภิกษุ แต่ความแตกต่างในหน้าที่รับผิดชอบระหว่างอาจารย์ฆราวาสกับอาจารย์พระนั้นเป็นความแตกต่างในเรื่องละเอียดปลีกย่อย ในหลักการไม่ควรจะแตกต่างกัน เช่น เรื่องความโลภและความสันโดษ มีพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรน่าเกลียดกว่าภิกษุที่ขาดสันโดษ เป็นหลักการสัจจะฉันใด ภาษิตสำหรับอาจารย์ก็เป็นสัจจะฉันนั้น คือไม่มีอะไรน่าเกลียดกว่าอาจารย์ที่ขาดสันโดษ

บุคคลสามัญในชุมชนย่อมหวังพึ่งผู้คงแก่เรียนหรือปัญญาชนอย่างอาจารย์ ให้เป็นผู้แนะนำในด้านศีลธรรม ความประพฤติ ความมั่นคงซื่อสัตย์ ความสุจริตในหน้าที่ ความวิริยะอุตสาหะ ความเมตตาเอาใจใส่ต่อศิษย์และต่อคนทั่วไป สันโดษและถ่อมตน เป็นต้น นอกจากนี้ แต่ก่อนเราได้พึ่งวัดและภิกษุสงฆ์มากในเรื่องความงามแห่งชีวิต คือ วิจิตรศิลป์ ศิลปะประเภทอื่นๆ และวรรณคดี สมัยนี้หน้าที่ชักนำศิษย์และชุมชนให้ใฝ่และแสวงความรื่นรมย์อันชอบธรรมในศิลปะและวรรณคดี ควรจะตกเป็นของอาจารย์ผู้เป็นปัญญาชน และเนื่องจากอาจารย์เป็นฆราวาส วัฒนธรรมประเภทอื่นๆ เช่น ดนตรี นาฏศิลป์ และกีฬารวมทั้งกรีฑา ก็เหมาะสำหรับอาจารย์จะเป็นผู้ชักนำ ที่กล่าวนี้มิได้หมายความว่าอาจารย์แต่ละคนจะพึงกระทำหน้าที่วัฒนธรรมทุกอย่าง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่อาจารย์ทุกคนควรจะถือเป็นหน้าที่ที่จะอยู่ในศีลธรรม ครองชีพอยู่ในจริยธรรม ส่วนด้านวัฒนธรรม คือศิลปะต่างๆ และการกีฬาต่างๆ นั้น ก็ต้องแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่เป็นหน้าที่ส่วนรวมของแต่ละมหาวิทยาลัย

หน้าที่ของชุมชนต่อมหาวิทยาลัย

ในการเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยและอาจารย์ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้กล่าวมาข้างต้น ชุมชนก็ย่อมมีหน้าที่อำนวยให้มหาวิทยาลัยมีลักษณะและวิธีการดำเนินงาน ในแบบที่จะส่งเสริมให้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสะดวก ลักษณะและวิธีดำเนินงานมหาวิทยาลัยนี้ จะนำมากล่าวในตอนนี้เท่าที่เห็นเป็นสำคัญ

รูปงานของมหาวิทยาลัยไม่ควรจะเหมือนกับรูปงานหน่วยราชการ เพราะมหาวิทยาลัยจะต้องเน้นหนักไปทางศึกษาอบรมถ่ายทอดวิชา มีความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ ศิษย์กับศิษย์ และอาจารย์กับอาจารย์ มีการศึกษาวิจัย และมีการสร้างจริยวัตรของปัญญาชน บรรดาบุคคลที่ประกอบขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ควรจะแยกเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชา แต่ควรแยกเป็นผู้ต้องการแสวงวิชากับผู้ที่ช่วยให้ผู้อื่นได้วิชา อาจารย์มีหน้าที่ ๒ หน้าที่คือ ช่วยให้ศิษย์ได้วิชาและแสวงวิชาของตนเองด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับอาจารย์ควรจะเป็นแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกันให้ได้วิชาเพิ่มขึ้นแต่ละคน ทั้งในวิชาลักษณะเดียวกัน และวิชาที่มีลักษณะคาบเกี่ยวกัน อาจารย์ทั้งหลายไม่ว่าอาวุโสหรือไม่ย่อมต้องอยู่ในระเบียบวินัย แต่เป็นระเบียบวินัยต่างกับข้าราชการ การสอน การศึกษาและวิจัยจะจำกัดเข้าออกตามเวลากำหนดไม่ได้ ต้องยืดหยุ่นให้ตามแต่ละคนและตามความจำเป็นของเรื่อง งานอำนวยการนั้นต้องมีแน่ แต่ก็ไม่ควรเป็นเรื่องบังคับบัญชาลำดับชั้นแบบราชการ ควรจะเกิดจากหลักการอยู่ร่วมกัน เรียนและวิจัยร่วมกัน อยู่ในบังคับของมติร่วมกัน แต่ละคนอยู่ในระเบียบวินัยของมติส่วนรวม เพื่อประโยชน์ทางวิชาการของแต่ละคนและของส่วนรวม ในหมู่คณะอย่างอาจารย์ก็จำต้องมีผู้นำเป็นธรรมดา แต่ใครจะเป็นผู้นำควรจะเป็นไปตามมติของส่วนรวม และผู้นำที่ดีจะต้องสามารถชักจูงคนอื่นๆ ให้ดำเนินไปในแนวที่ตนเห็นเป็นประโยชน์ถาวรแก่หมู่คณะ และจะต้องได้รับความไว้วางใจเชื่อถือจากส่วนรวม เช่นนี้จึงจะเหมาะกับลักษณะของคณะปัญญาชน เปิดโอกาสให้ปัญญาและวิทยาเจริญงอกงามได้อยู่เสมอ ทั้งในบรรดาอาจารย์และศิษยานุศิษย์

มหาวิทยาลัยจะดำเนินงานและเจริญก้าวหน้าได้ ต้องอาศัยความสนับสนุนทางการเงินและปัจจัยอื่นๆ จากชุมชน ซึ่งหมายความไม่เฉพาะแต่รัฐบาล รวมถึงศิษย์เก่า และสาธารณชนโดยทั่วไป อาจารย์ควรจะได้รับรายได้และจตุปัจจัยพอควรแก่อัตภาพ จะได้ไม่ต้องพะวงไปหากินวิธีอื่น แต่ก็ไม่จำเป็นจนถึงกับเท่าเทียมกับคนอื่นที่ได้รายได้สูงจากบริษัทเอกชนชั้นนำ ผู้ที่มีใจรักเป็นอาจารย์นั้นก็ต้องมีหน้าที่เลี้ยงตนและครอบครัว แต่มักจะไม่ได้ถือเรื่องเงินเป็นสำคัญจนเกินไป ที่สมัครเป็นอาจารย์ก็เพราะรักวิชา รักการเพิ่มพูนวิชา และรักการเผยแพร่วิชาเป็นเบื้องต้น ข้อสำคัญสำหรับอาจารย์คือโอกาสศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ห้องสมุด ห้องทดลองปฏิบัติ เครื่องมือทดลองและบรรยากาศทางวิชาการ เป็นอุปกรณ์สำคัญยิ่ง อาจารย์ควรจะได้มีโอกาสพักจากหน้าที่สอนเป็นครั้งเป็นคราว เพื่อศึกษาวิจัยเพิ่มเติมความรู้ของตนให้ทันสมัยอยู่เสมอ ฝรั่งเรียกกันว่า “sabbatical leave” ผมจะขอยืมคำพระท่านมาใช้เรียกว่า “ไปธุดงค์ศึกษา”

การเงินประเภทหนึ่งซึ่งจำเป็นมาก คือเงินทุนเล่าเรียนสำหรับนักศึกษาที่มาจากแดนกันดาร และนักศึกษาที่บิดามารดาไม่สามารถอุปการะให้เรียนได้ ชุมชนควรจะอุทิศสนับสนุนการเงินประเภทนี้ ได้กล่าวมาแล้วว่ามหาวิทยาลัยควรจะเป็นจุดรวมของผู้แสวงวิชา แก่นสารของจุดรวมนั้นคือการอยู่ร่วมกันและถ่ายเทวิชาและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สังคมไทยเป็นสังคมที่บุคคลต่างๆ มีชั้น ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก ถ้ามหาวิทยาลัยมีศิษย์และอาจารย์จำเพาะแต่ที่มาจากพื้นเพแบบเดียวกันหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ เช่นมาจากกรุงเทพฯ หรือมาจากครอบครัวข้าราชการมหาวิทยาลัยนั้นจะเจริญทางความคิดอย่างสมบูรณ์มิได้ มหาวิทยาลัยควรจะเป็นที่รวมของคนจากระดับต่างๆ ในประเทศ ผู้ที่อยู่ในชนบทกันดาร ผู้มีรายได้น้อย แต่มีวุฒิปัญญาพอเรียนได้จึงควรได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ เป็นการเสาะแสวงหาช้างเผือกในป่า ทั้งนี้ยังมิได้กล่าวถึงความยุติธรรมแห่งสังคม และยังมิได้คำนึงถึงหลักการของประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซ ที่ว่า “ใครเกิดมามีน้อย กฎหมายบ้านเมืองควรช่วยให้มีมาก”

บรรยากาศวิชาการภายในมหาวิทยาลัยนั้นขึ้นอยู่กับเสรีภาพ วิชาในโลกนี้ไม่มีขอบเขตจำกัด ทฤษฎีที่เราเห็นเมื่อวานนี้ว่าผิด พรุ่งนี้อาจจะกลายเป็นทฤษฎีที่ใครๆ ยึดถือทั่วไปก็เป็นได้ อาจารย์และศิษย์แต่ละคนควรจะได้โอกาสคิด พูด เขียน และอ่านเรื่องต่างๆ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นเรื่องแผลงๆ ที่ใครๆ ดูหมิ่นและไม่ต้องคำนึงว่าจะทำให้ใครขัดใจหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นภายในมหาวิทยาลัยหรือภายนอกในชุมชน ยกเว้นแต่เมื่อเห็นประจักษ์ว่าการกระทำนั้นๆ เป็นการประทุษร้ายผู้อื่นหรือต่อส่วนรวม (ผมใช้คำว่า “เห็นประจักษ์” เพราะไม่ได้หมายความว่าพอมีใครคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน จะเป็นอธิการบดี
ก็ดี คณบดีก็ดี อาจารย์ด้วยกันก็ดี หรือบุคคลในรัฐบาลก็ดี อ้างว่าเกิดการประทุษร้ายแล้วก็เป็นอันต้องห้าม) การจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ เมื่อจะมีขึ้นก็ควรจะมีด้วยมติของคณาจารย์ คืออาจารย์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนดโดยส่วนรวม เสรีภาพทางวิชาการดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญของมหาวิทยาลัย จะเกิดขึ้นไม่ได้ตราบใดที่มหาวิทยาลัยยังอยู่ในระบบราชการ

ความหมายของหน้าที่สอนและอบรม

ในตอนต้นได้กล่าวถึงหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการอบรมและสอนให้นักศึกษามีวิชาติดตัวไปประกอบอาชีพ และสนองความต้องการของชุมชน ในที่นี้จะขอขยายความเพิ่มเติม

ได้กล่าวมาแล้วว่าในกรอบของการศึกษา การศึกษาขั้นอุดมแต่ในลำพังของตนเองนั้น มีความสำคัญน้อยกว่าการศึกษาขั้นประถมและมัธยม เพราะประโยชน์ตกแก่คนส่วนน้อย แต่การศึกษาขั้นประถมและมัธยมนั้นต้องอาศัยมหาวิทยาลัยอยู่หลายทาง เช่น ผลิตครูสำหรับสอนตามโรงเรียนต่างๆ การวิจัยการวางแผนและจัดการการศึกษา การวิจัยหลักสูตร การหาวิธีขยายการศึกษาด้วยวิธีใหม่ๆ อันเหมาะแก่กาลเทศะของไทย เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ชั้นอุดมกับอาจารย์ชั้นมัธยมในประเทศไทยน่าจะใกล้ชิด มีการร่วมมือกันมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพื่อประโยชน์ของนักเรียน การแยกความรับผิดชอบเรื่องนโยบายการศึกษาออกไปเป็นหน้าที่ของ ๓ กระทรวงดังปัจจุบันของไทย เป็นอุปสรรคสำคัญในการส่งเสริมและการวางแผนการศึกษา

ทุกวันนี้เราหลงคิดมุ่งไปแต่ว่า มหาวิทยาลัยจะสอนเฉพาะนักศึกษาที่เรียนตามหลักสูตรชั้นปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นสูงอย่างอื่นไม่ต้องเกี่ยวข้อง การกระทำเช่นนี้เท่ากับปิดประตู ไม่ยอมเผยแพร่วิชาให้กว้างขวาง และตัดโอกาสโดยใช่เหตุสำหรับคนส่วนมากที่ต้องการวิชาชั้นสูงโดยไม่พะวงถึงปริญญา มหาวิทยาลัยควรจะเปิดประตูให้กว้างกว่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เปิดแบบมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองแต่ก่อน และมหาวิทยาลัยรามคำแหงสมัยนี้ เพราะล้าสมัยและมีปัญหามาก ถ้าจะทำแบบมหาวิทยาลัยที่ไม่จำกัดจำนวนนักเรียนกันจริงๆ ก็ควรเอาอย่าง Open University ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเขาทำโดยคิดหลักการและวิธีปฏิบัติอย่างรอบคอบ ใช้เวลาเตรียมงาน ๕ ปี จึงเปิดสอน แต่ที่ตั้งใจจะเสนอในที่นี้ก็คือ คำนึงถึงผู้ที่ใฝ่วิชาจริงๆ แต่ไม่ใช่วิชาครบชุดตามหลักสูตรปริญญา สนใจเพียงบางวิชา อยากจะเรียน แต่มาเรียนตามปกติไม่ได้ เพราะอายุมากเสียแล้วบ้าง เพราะต้องประกอบอาชีพในเวลาเรียนปกติบ้างหรือเพราะเหตุอื่น มหาวิทยาลัยควรจะจัดหลักสูตรพิเศษภาคค่ำให้ได้เข้ามาเรียนเป็นเอกเทศ ใครจะเรียนกี่วิชาก็แล้วแต่กำลังและความสนใจของตน ถ้าทำแบบนี้จะเข้าหลักการศึกษาตลอดชีพ (Life long education) ซึ่งเป็นที่นิยมกันทั่วโลก เช่น สตรีที่มีบุตรเล็กๆ ต้องดูแล อาจจะรอให้ลูกโตสักหน่อย แล้วจึงเข้ามาเรียนวรรณคดีไทย หรือภาษาต่างประเทศ หรือการบัญชี เป็นต้น หรือนักธุรกิจที่อยากเรียนรู้กฎหมายนิติกรรมหรือกฎหมายภาษีอากร หรือคนซ่อมรถยนต์ต้องการเรียนทฤษฎีวิศวกรรม หรือใครก็ตามอยากเรียนคณิตศาสตร์ชั้นสูง เป็นต้น ถ้าทำเช่นนี้มหาวิทยาลัยก็จะได้ทำหน้าที่สอน และหน้าที่สนองความต้องการของชุมชนไปด้วยพร้อมกัน

ก่อนจบ ใคร่ขอเสนอประเด็นที่มหาวิทยาลัยมีหน้าที่อบรมและสอนนักศึกษาว่ามีความหมายที่แท้จริงอย่างไร ตามความเห็นของผม การอบรมการสอนนั้นมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่คือ อำนวยให้นักศึกษาเป็นบัณฑิตได้ ความเป็นบัณฑิตหมายความว่า (๑) เป็นมนุษย์ที่ดี (๒) เป็นพลเมืองที่ดี และ (๓) เป็นผู้สามารถประกอบอาชีพ ต้องพร้อมสมบูรณ์ทั้ง ๓ ประการ และความสำคัญก็เป็นไปตามลำดับ ๑–๒ และ ๓ ข้างต้น บุคคลจะมีประโยชน์ไม่ได้ถ้ามีแต่ความรู้สำหรับอาชีพอย่างเดียว ต้องเป็นคนดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์ รักศิลปะและความงาม รักหมู่คณะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ฯลฯ ที่สำคัญที่สุดคือไม่ยอมเป็นหุ่นกระบอกให้มือที่สามชักใย หรือกรอกคำพูดใส่ปาก หรืออีกนัยหนึ่งเราต้องสอนและอบรมและส่งเสริมให้ศิษย์รู้จักใช้ความคิดโดยอิสระในต่างประเทศทั่วโลก ในอิหร่าน อินโดนีเซีย ไนจีเรีย เอธิโอเปีย แทนซาเนีย เนปาล เขาสนใจที่จะอบรมนักศึกษาให้บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่ชุมชน โดยจัดหลักสูตรไว้เผื่อสำหรับผู้ที่จะอาสาสมัครไปปฏิบัติงานบูรณะชนบท เป็นการอบรมให้เป็นพลเมืองดี ให้มีใจเผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์

ผู้ที่กล่าวว่า “นักเรียนมีหน้าที่เฉพาะแต่การเรียน” นั้น กล่าวถูกและกล่าวผิด แล้วแต่จะตีความหมายคำว่า “เรียน” กว้างหรือแคบเพียงใด ถ้าตีความหมาย “เรียน” อย่างแคบก็เป็นมิจฉาทิฐิแน่นอน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กล่าว ถ้าหมายความว่านักศึกษาจะต้องเรียนโดยเอาใจใส่ต่อเหตุการณ์ของชุมชน เรียนโดยสนใจช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง เรียนโดยแสดงความคิดเห็นอิสระ และใช้วิธีสันติแม้ว่าจะร่วมกันเป็นหมู่มากก็เป็นความหมายที่ถูกและครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยควรจะมีความภาคภูมิใจว่าตนได้ทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว และได้ช่วยเหลือชุมชน โดยอบรมสั่งสอนศิษย์มาสำเร็จครบถ้วน