ข้อคิดเรื่องอุดมศึกษา

ข้อคิดเรื่องอุดมศึกษา

บรรยาย ณ A.U.A. Language Center
วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๑๔

 

 

 

 

อุดมศึกษา หมายความว่าการเรียนชั้นสูงสุด การอำนวยงานอุดมศึกษาจึงเป็นการประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาชั้นยอดของประเทศ ศิลปวิทยามีความสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์และของสังคมฉันใด สถาบันอุดมศึกษาก็ย่อมมีความสำคัญฉันนั้น ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวพรรณนาให้ละเอียด ณ ที่นี้

สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ความรับผิดชอบ ซึ่งจะวิเคราะห์ได้เป็น ๓ ประการคือ

๑. สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมนั้น

๒. วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่งๆ ขึ้น

๓. อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม

หน้าที่ความรับผิดชอบทั้ง ๓ ประการของสถาบันอุดมศึกษา
ดังกล่าวมานี้ มีความสัมพันธ์คาบเกี่ยวกันกล่าวคือ การสอนจะดีได้ก็ต้อง
อาศัยว่ามีอะไรใหม่ มีอะไรดีมาสอนเขา การที่จะมีอะไรดีและใหม่มาสอนก็ต้องได้มาจากการวิจัย การวิจัยจะก้าวหน้าได้ก็ต้องสอนให้เกิดผู้ทรงคุณวุฒิพื้นฐานมาทำการวิจัยสืบเนื่องกันไป ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสังคมนั้นเป็นไปในลักษณะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หากสถาบันอุดมศึกษาทำประโยชน์ให้สังคมน้อย สังคมก็ย่อมหมดศรัทธาในสถาบันอุดมศึกษาทำให้ดำเนินการสอนและวิจัยไปมิได้สะดวก ถ้าสังคมไม่สนับสนุน สถาบันอุดมศึกษาให้เพียงพอ สังคมนั้นย่อมจะขาดประโยชน์จากการสอนและการวิจัยทางศิลปวิทยาอย่างมาก ทำให้สังคมนั้นมีแต่จะเสื่อมลงไป

๑. การสอน

การสอนเป็นหน้าที่แรกของสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยของไทยเราแม้ว่าจะขาดตกบกพร่องทางด้านวิจัยหรือด้านประโยชน์สังคมไปบ้าง ถ้าเพ่งเล็งการประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาให้แก่นักเรียนให้ได้ผลดี เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านคุณภาพแล้ว ก็ยังจะนับได้ว่าทำประโยชน์เบื้องต้นแล้ว

มหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่สอนได้ดี ย่อมอาศัยปัจจัยหลายประการ คือ อาจารย์ พื้นความรู้ของนักเรียน หลักสูตร วิธีสอน อุปกรณ์การสอนและระบบการบริหาร

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่จะสอนวิชาชั้นอุดมนั้น จำเป็นต้องมีคุณวุฒิสูงจึงจะสามารถถ่ายทอดศิลปวิทยาให้แก่ศิษย์ของตนได้ดี หากอาจารย์มีประสบการณ์ประกอบกับความรู้ทางวิชาการด้วยก็ยิ่งดี แต่อาจารย์จะมีเฉพาะแต่ความรู้ความชำนาญเท่านั้นไม่พอ จำเป็นจะต้องมีสติปัญญาหลักแหลมและกว้างขวาง มีความริเริ่มและใช้เหตุผลไม่ยอมรับฟังคติต่างๆ เฉยๆ โดยปราศจากเหตุผลสนับสนุนลักษณะของอาจารย์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เป็นผู้ที่มีใจรักวิชาการ รักสอน และรักศิษย์ หรือที่พระท่านเรียกว่ามีฉันทะ เพราะการสอนนักเรียนนั้นจะต้องอดทนต่อความโง่ ความดื้อของนักเรียนบางคนเป็นธรรมดา และจะต้องพูดซ้ำพูดซากเป็นที่ชวนเบื่อหน่ายแก่ตนเอง อนึ่ง อาจารย์จะต้องมีจำนวนมากเพียงพอสมส่วนกับจำนวนนักเรียน เพราะวิธีถ่ายทอดความรู้ที่ดีนั้น คือความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างอาจารย์กับศิษย์ หากความสัมพันธ์นี้มีไม่ได้ เพราะจำนวนนักเรียนมากเกินไป จำนวนครูน้อยเกินไป จะขาดความสำคัญยิ่งยวดไปในสถาบันอุดมศึกษานั้น

อีกด้านหนึ่ง จำนวนนักเรียนก็ควรจะมีมากพอ แต่ไม่มากเกินสมควรไปด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน พื้นความรู้เดิมของนักเรียนจากชั้นมัธยมจะต้องดีถึงขนาด เพราะมิฉะนั้นแล้วจะศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไปในชั้นสูงสุดมิได้ พื้นความรู้ของนักเรียนขึ้นอยู่กับเหตุ ๒ ประการคือ ได้เล่าเรียนมาดีในชั้นมัธยม และมีสติปัญญาล้ำเลิศพอที่จะเรียนต่อไปได้ในชั้นอุดม ด้วยเหตุนี้ ผมจึงใคร่จะยืนยันข้อเสนอ ๒ ประการคือ (๑) การเรียนชั้นอุดมศึกษานั้นมิใช่ว่าใครๆ ก็เรียนได้ ต้องมีสติปัญญาถึงขนาดทางด้านวิทยาการ และ (๒) ความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างการศึกษาประโยคมัธยมกับการศึกษาประโยคอุดม เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามัธยมศึกษาอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงหนึ่ง และอุดม-
ศึกษาอีกกระทรวงหนึ่ง หรืออาจารย์ทั้ง ๒ ประโยคกับหลักสูตรทั้ง ๒ ประโยคไม่มีการประสานกลมกลืนต่อเนื่องกัน ย่อมจะมีแต่ผลเสียหาย เป็นอุปสรรคในการจัดการศึกษาชั้นอุดม ตามความเห็นของผม กระทรวงศึกษาธิการน่าจะเป็นหน่วยราชการที่รับผิดชอบในการควบคุมกำกับการศึกษาทุกระดับทุกแขนง และอาจารย์ชั้นมัธยมปลายกับอาจารย์มหาวิทยาลัยจะต้องมีความสัมพันธ์กันทางวิชาการเป็นประจำ

หลักสูตรชั้นอุดมศึกษาย่อมแตกต่างกับหลักสูตรประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา คือต้องมีวิวัฒนาการอยู่เสมอ แท้จริงหลักสูตรประถมหรือมัธยมก็จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิวัฒน์ไปตามกาลสมัยอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนบ่อยนัก ส่วนหลักสูตรอุดมศึกษานั้น เนื่องด้วยเป็นชั้นวิทยาการยอด ทุกสาขาวิชาย่อมเกิดมีเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้นักเรียนและอาจารย์เดินตามวิทยาการทัน หลักสูตรชั้นอุดมจึงจำเป็นต้องคล่องตัว เปลี่ยนแปลงได้ไปตามกาลสมัยโดยไม่ต้องผูกพันเป็นข้อบังคับหรือกฎที่ตายตัว จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งก็ต้องถึงสภาสูงสุดของมหาวิทยาลัย และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาการศึกษาแห่งชาติอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

วิธีสอนหรือวิธีการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์ไปสู่ศิษย์ (และจากศิษย์มาสู่อาจารย์ด้วย) เป็นแก่นสำคัญของการดำเนินงานอุดม-
ศึกษา ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างอาจารย์กับศิษย์นั้นจำเป็นมาก แต่ควรจะกล่าวเพิ่มเติมในที่นี้ว่า เมื่ออาจารย์กับศิษย์สัมพันธ์กันใกล้ชิดแล้ว จะสัมพันธ์กันเพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์ที่พึงแสวงในชั้นนี้ไม่ใช่ประโยชน์ที่อาจารย์จะบอกวิชาแก่ศิษย์ ประโยชน์ที่สำคัญกว่านี้คือ การที่อาจารย์จะแนะและยุยงส่งเสริมให้ศิษย์ไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ยุและแนะให้ศิษย์ได้อ่านตำราเล่มนั้นเล่มนี้ บทความนั้นบทความนี้ ยุและแนะให้ศิษย์ไปฟัง
ผู้นั้นผู้นี้บรรยายทางวิชาการ ให้ไปเขียนเรื่องวิชาการเอง เพราะการเขียนนั้นต้องใช้ความคิดเป็นกุญแจอยู่มาก ยุและแนะให้ศิษย์กล้าถกเถียงเรื่องศิลปวิทยาระหว่างกันและระหว่างศิษย์กับอาจารย์ เป็นต้น

ผมสังเกตดูว่าทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยของไทยเราส่วนใหญ่ใช้วิธีสอนและทดสอบควบคู่กันไป การทดสอบมีมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่จะใช้ดุลพินิจกัน ข้อที่ควรคำนึงก็คือ ถ้ามีการทดสอบหรือสอบซ้อมสอบไล่กันมากขึ้น เวลาที่เหลือสำหรับการสอนก็ย่อมน้อยลงเป็นธรรมดา เหตุผลที่มักจะยกมาอ้างสนับสนุนให้มีการทดสอบบ่อยๆ นั้นก็คือว่า นักเรียนไทยเราส่วนมากมักจะไม่เรียนถ้าไม่มีการสอบ หรืออีกนัยหนึ่ง การทดสอบเป็นการเร่งเร้าให้นักเรียนได้ขวนขวายเรียนเพื่อสอบเก็บคะแนน ผมกลับเห็นเป็นการตรงกันข้ามคือการเร่งเร้าให้นักเรียนรีบๆ เรียนเพื่อเตรียมตัวสอบไล่หรือทดสอบนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่วิชาการ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ต้องพยายามท่องจำเพียงแต่จะให้สอบได้คะแนนดี ไม่ได้วางเป้าหมายให้แสวงหาวิชาอย่างแท้จริง ในกรณีส่วนมาก เป้าหมายในการรีบเรียนเพื่อทดสอบหรือสอบไล่กับเป้าหมายในการเสาะแสวงวิชานั้นขัดกันอย่างมาก เพราะเมื่อเรียนกันอย่างรีบๆ เพื่อให้ทันการทดสอบก็มักจะลืมได้ง่าย ลืมได้เร็ว ไม่ทันได้ยึดหลักวิชา ฉะนั้นผมจึงขอเสนอว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการสอนและการยุให้ศิษย์เรียนเป็นสำคัญ ส่วนการทดสอบสอบไล่นั้น มีความสำคัญรองลงไปอันดับต่ำ เป็นเพียงอุปกรณ์วัดผลของการเรียนและการสอนเท่านั้น

เท่าที่ได้กล่าวมา ผมได้เสนอว่ามหาวิทยาลัยจะสอนได้ดีก็ต้องมีอาจารย์ดี ศิษย์มีความรู้พอสมควร จำนวนพอเหมาะพอสม หลักสูตรคล่องตัวและสมสมัย และการสอนถูกต้องตามเป้าหมาย ท่านทั้งหลายจะเห็นได้แล้วว่า ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแต่ละตอน ระบบการบริหารมหาวิทยาลัยนั้นจะใช้ระบบราชการธรรมดาหาได้ไม่ เพราะจะพบอุปสรรคไปเสียทุกประเด็น เริ่มแต่การบรรจุแต่งตั้งและการพิจารณาบำเหน็จความชอบอาจารย์ การพิจารณาหลักสูตร การควบคุมบังคับบัญชาอาจารย์และศิษย์ จนถึงการปฏิบัติงานของอาจารย์ การที่มหาวิทยาลัยจะเป็นส่วนราชการ เช่นนี้ ในประเทศไทยหรือประเทศอื่น เช่น ฝรั่งเศส เป็นต้น ย่อมไม่เป็นผลดีแก่การศึกษาชั้นอุดมและก่อให้เกิดปัญหาขึ้นนานาประการ ถ้าจะพิจารณาล่วงหน้าเลยไปถึงหน้าที่อื่นๆ ของมหาวิทยาลัย คืองานวิจัยและงานอำนวยประโยชน์แก่สังคมแล้ว จะยิ่งเห็นได้ว่าระบบราชการเป็นระบบที่ไม่เหมาะสมแก่การบริหารงานมหาวิทยาลัย

ระบบที่เหมาะสมแก่การบริหารมหาวิทยาลัยนั้น คือระบบที่ให้อิสรภาพแก่อาจารย์และผู้บริหารงานมหาวิทยาลัย อำนวยให้มีความคล่องตัวในการเลือกอาจารย์ ในการแต่งตั้งและกำหนดเงินเดือนอาจารย์ การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ฯลฯ ทั้งนี้ ภายในความกำกับของรัฐบาล ฐานที่รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งด้านนโยบายส่วนรวม และด้านการสนับสนุนการเงินซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชน ภายในมหาวิทยาลัยนั้นเล่า เมื่ออาจารย์และศิษย์ก็เป็นผู้ที่ควรจะมีความรู้ความคิดสูงพอสมควรแล้ว น่าจะใช้หลักประชาธิปไตยปกครองและบริหารได้ โดยเปิดโอกาสให้อาจารย์และศิษย์ได้มีส่วนในการบริหารมหาวิทยาลัย และมีส่วนรู้เห็นในการบริหารและการพัฒนาด้วย ทางด้านวิชาการวิจัยและหลักสูตร สภาอาจารย์ควรจะได้รับหน้าที่รับผิดชอบเป็นผู้พิจารณาตามความถนัด ส่วนนิสิตนักศึกษาก็ย่อมมีสิทธิพอสมควรในการปรึกษาหารือเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคตของตนด้วย ที่ผมกล่าวมานี้ ขอได้พึงสังเกตว่าผมใช้หลักประชาธิปไตยตามความหมายอันจำกัด ข้อที่ต้องการเน้นคือการเปิดโอกาสให้อาจารย์และศิษย์มีส่วน (participation) ในการพิจารณาเรื่องต่างๆ มิใช่จะยอมรับหลักการที่จะใช้เสียงข้างมากเสมอ เพราะเรื่องบริหารและเรื่องวิชาการนั้น ไม่เหมาะต่อการใช้ออกเสียงลงคะแนน ซึ่งถ้าใช้การออกเสียงลงคะแนนจะหมายความว่านักเรียนซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในสังคมมหาวิทยาลัยจะกลายเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยไป การบริหารควรจะเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย ให้บริหารเป็นลำดับชั้นไปแต่ละคน การบริหารโดยคนหมู่มากไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือประเทศชาติ ไม่เป็นการบริหารที่มีประสิทธิภาพและรอบคอบ และเราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่านักเรียนเข้ามาในมหา-
วิทยาลัย มีจุดมุ่งหมายข้อแรกคือการเรียน ไม่ใช่เข้ามาเพื่อใช้เสียงลงคะแนนบริหารมหาวิทยาลัย มิฉะนั้นแล้วจะต้องตั้งหลักเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนกันใหม่ โดยนักเรียนแทบทั้งหมดจะไม่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา ข้อสำคัญคือ ทั้งอาจารย์และนักเรียนควรจะมีส่วนทราบและออกความเห็นเกี่ยวกับงานบริหารมหาวิทยาลัยด้วย

ก่อนที่จะจบตอนที่ว่าด้วยการสอนและการเรียนในมหาวิทยาลัย เราน่าจะมาพิจารณากันถึงปรัชญาของการเรียนในมหาวิทยาลัยว่า เราจะวางเข็มสอนนักเรียนของเราไปในทางใด เพื่อให้เป็นอะไร ผมใคร่จะขอเสนอว่าวัตถุประสงค์นี้ได้แก่ (๑) ส่งเสริมให้บัณฑิตของเราเป็นคนดี มีธรรมะ ใช้วิชาความรู้เป็นประโยชน์แก่สังคม (๒) ส่งเสริมให้บัณฑิตเป็นปัญญาชน มีศิลปวิทยาพื้นฐานกว้างขวางพอสมควร กล่าวคือ ไม่ใช่มองแคบแต่ในวิชาที่ตนเรียนเป็นวิชาเอกอยู่เท่านั้น แต่ให้มีความคิดอ่านกว้างขวาง ชอบด้วยเหตุผล (๓) ส่งเสริมให้บัณฑิตสามารถใช้วิชาชีพออกไปประกอบสัมมาอาชีวะได้ และเป็นประโยชน์ตามความต้องการของสังคม และเนื่องด้วยประเทศไทยเป็นประเทศที่ยากจน ต้องการใช้คนที่มีความรู้ส่วนมากขนาดปริญญาตรี วิชาชีพที่จะพึงให้ดังกล่าวจึงควรอยู่ในระดับปริญญาตรีเป็นเกณฑ์ ข้อนี้ย่อมแตกต่างไปจากประเทศที่มั่งมี เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งหลักสูตรปริญญาตรีเป็นหลักสูตรที่กว้างขวางแต่ไม่ลึกซึ้ง เขาไปสอนวิชาชีพกันส่วนมากในชั้นปริญญาโทหรือเอก

วัตถุประสงค์ทั้ง ๓ ประการที่กล่าวมานี้มีความสำคัญทัดเทียมกัน แต่การอบรมศีลธรรมตามวัตถุประสงค์ข้อ ๑ นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะมาพร่ำสอนพร่ำบรรยายกันในขั้นนี้ อย่างมากก็สอนกันได้ในวิชาปรัชญาหรือศาสนาเปรียบเทียบ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับทุกสาขาวิชา การอบรมศีลธรรมในชั้นอุดมศึกษานี้เป็นเรื่องที่อาจารย์และผู้บริหารชั้นสูงของมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้วางตนให้เป็นตัวอย่างแก่ศิษย์อย่างหนึ่ง และเป็นเรื่องที่เหมาะแก่การส่งเสริมให้นักเรียนตั้งชุมนุมนอกหลักสูตรขึ้น มีการปาฐกถาพิเศษ การอภิปรายตั้งกลุ่มเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ส่วนวัตถุประสงค์ข้อ ๒ และ ๓ นั้น เป็นเรื่องของหลักสูตร ซึ่งจะต้องลึกซึ้งพอควรในด้านวิชาเอก ซึ่งจะถือเป็นวิชาชีพ แต่จะต้องกว้างขวางพอควรในด้านวิชาพื้นฐานและวิชาประกอบ ผมมีความเห็นว่าสำหรับประเทศไทยระหว่าง ๑ ใน ๔ กับ ๑ ใน ๓ ของหลักสูตรปริญญาตรี เป็นสัดส่วนเหมาะสมสำหรับวิชาพื้นฐานและวิชาประกอบ และที่เหลือควรจะเป็นส่วนของวิชาเอกวิชาชีพ ทั้งนี้หมายความว่า นักเรียนวิทยาศาสตร์ควรจะมีความรู้ทางด้านอารยธรรมและสังคม-
ศาสตร์บ้าง นักเรียนสังคมศาสตร์ก็ควรจะได้เรียนทางมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์บ้าง เป็นต้น

ส่วนการอำนวยการศึกษาขั้นปริญญาโทและปริญญาเอกนั้น ต้องถือว่าสำหรับประเทศไทยเป็นการศึกษาพิเศษ สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีส่วนใหญ่ควรจะไปประกอบอาชีพได้แล้ว ผู้ที่มีความรู้พื้นฐานชั้นปริญญาตรีพอสมควร ถ้าใคร่จะศึกษาต่อ ก็อาจจะจัดหลักสูตรปริญญาโทหรือประกาศนียบัตรชั้นสูงให้ศึกษาได้ในเวลาค่ำหลังจากเลิกงาน

๒. การวิจัย

ได้กล่าวมาแล้วว่า งานวิจัยของอาจารย์และนักเรียนชั้นสูง มีประโยชน์สนับสนุนการสอนอย่างหนึ่ง กับส่งเสริมศิลปวิทยาให้ก้าวหน้าอีกอย่างหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะเปิดโอกาสและสนับสนุนการวิจัยให้มากเท่าที่จะกระทำได้

การวิจัยแบ่งได้เป็นการวิจัยทางทฤษฎีและการวิจัยทางประยุกต์

การวิจัยทางทฤษฎีนั้น มีผู้เข้าใจผิดอยู่บ้างว่าไม่มีประโยชน์ (กล่าวกันว่า ทฤษฎีเอามาใช้ไม่ได้) ถึงกับมีคำเยาะเย้ยว่า นักทฤษฎีอยู่ในหอสูงทำด้วยงาช้าง เท้าไม่ได้แตะดิน ผมขอแก้แทนนักวิจัยประเภทนี้ว่า เป็นนักวิจัยที่มีกรรมแต่ทำประโยชน์ได้มาก ถึงจะเป็นการปิดทองหลังพระก็ตาม เพราะทฤษฎีนั้นต้องก้าวหน้าก่อน ประยุกต์จึงจะตามมาได้และตั้งรากฐานอันมั่นคงอยู่บนทฤษฎี การก้าวหน้าทางแพทย์ ทางเกษตร ทางวิศวกรรม ต้องอาศัยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านทฤษฎีเป็นพื้นฐาน เป็นตัวอย่าง ข้อตำหนิอีกข้อหนึ่งก็คือ นักทฤษฎีนั้นไม่มีความรับผิดชอบในการงานหรือในการบริหาร ได้แต่คิด พูดและเขียน ทำไม่ได้ ข้อตำหนินี้เกิดจากความเข้าใจผิดในการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบระหว่างนักทฤษฎีกับนักบริหาร นักทฤษฎีมีหน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญคือฝึกฝนสติปัญญาให้เฉียบแหลมลึกซึ้ง เบิกขอบฟ้าของศิลปวิทยาให้กว้างขวางออกไป และสำคัญยิ่งคือรักษาจรรยาบรรณในทางวิทยา ตั้งตนเป็นกลางไม่ลำเอียง กำจัดเสียซึ่งอคติอันเป็นอุปสรรคขวางบังตาวิชาไว้ ทำให้เสื่อมสติ อย่างนี้ต้องนับว่าเป็นความรับผิดชอบอันสำคัญ

การวิจัยด้านประยุกต์นั้น ส่วนใหญ่ประชาชนและรัฐบาลมักจะเห็นคุณค่า และได้รับความนิยมพอสมควร แต่ผมใคร่จะเสนอข้อสังเกตไว้ ณ ที่นี้ ๒ ข้อ คือ (๑) การวิจัยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประยุกต์นั้นหาควรแยกตัวไปจากมหาวิทยาลัยไม่ ถ้าจะมีการตั้งสถาบันทางวิจัยประยุกต์ ก็ควรจะให้มีความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพราะจะได้อาศัยเกื้อกูลกัน และส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนั้นเป็นการประหยัดเงิน ประหยัดคน และได้ประสานงานกับทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ และ (๒) การวิจัยด้านประยุกต์ในมหาวิทยาลัยไทย ควรจะเน้นหนักไปทางด้านการศึกษาไทยคติ (Thai studies) ทั้งในด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ถ้าเราไม่ศึกษาวิจัยเรื่องของเราเอง ปล่อยให้ผู้อื่นเขาศึกษา นอกจากจะน่าละอายแล้ว เชื่อได้แน่ว่าที่ผู้อื่นเขาจะสามารถศึกษาเรื่องของเราได้ถูกต้องเท่าเรานั้น ย่อมทำไม่ได้ อีกประการหนึ่ง การศึกษาวิจัยเรื่องของไทยนั้นจะอำนวยให้มหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่ที่ ๓ คือ อำนวยประโยชน์แก่สังคมไทยได้ดีขึ้น

มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศเจริญแล้ว มักจะประสบกับปัญหาข้อหนึ่งคือ ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่วิจัยกับหน้าที่สอนนักเรียนมักจะบ่นว่าอาจารย์ที่ดีมีชื่อเสียง ไปทำการวิจัยเสียหมด หาเวลาให้นักศึกษาสำหรับจะสอนและแนะนำไม่ใคร่ได้ สำหรับประเทศไทยปัญหานี้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะการวิจัยยังมีน้อย แต่ทั้งๆ ที่ไม่ใคร่จะมีการวิจัย ก็ยังไม่ทราบว่าอาจารย์มักจะเอาเวลาไปที่ไหนกัน ไม่ใคร่จะใกล้ชิดกับนักเรียน อย่างไรก็ดี ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เราจะต้องคำนึงถึงและหาทางป้องกันต่อไป

๓. ประโยชน์สังคม

ศิลปวิทยาที่สะสมได้ในสถาบันอุดมศึกษา และกำลังคนที่มีความรู้นับแต่ศาสตราจารย์ อาจารย์ ลงมาถึงนักศึกษาปริญญาชั้นสูง และนักศึกษาปริญญาตรีปีสูงๆ ย่อมมีอยู่เป็นอันมาก เมื่อมหาวิทยาลัยได้พัฒนาเจริญขึ้นพอสมควร ศิลปวิทยาและกำลังคนเหล่านั้น ควรจะได้นำมาใช้เป็นประโยชน์แก่สังคม ทั้งหน่วยราชการและงานเอกชนเมื่อมีความต้องการ ในประเทศที่การอุดมศึกษาถึงขนาดเช่นในสหรัฐ-
อเมริกา จะเห็นได้ว่า ประธานาธิบดีหลายท่านได้เคยเชิญศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยไปช่วยงานรัฐบาลอยู่เนืองๆ เมื่อรัฐบาลในสหรัฐฯ สห-
ราชอาณาจักร ประเทศอื่นในยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ฯลฯ ต้องการตั้งกรรมาธิการพิเศษขึ้นศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็มักจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้าร่วมอยู่ในกรรมาธิการนั้น เมื่อมีข้อขัดแย้งระหว่างสหพันธ์กรรมกรกับนายจ้าง อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยแรงงานมักจะรับเชิญให้เป็นอนุญาโตตุลาการ ตัวอย่างเช่นนี้มีอยู่เป็นอันมาก จะยกมากล่าวคงจะไม่หมดสิ้น

บางประเทศเขาใช้มหาวิทยาลัยเป็นที่ฝึกอบรมของข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ อยู่เสมอ เช่น การฝึกพนักงานรถไฟ การฝึกพนักงานสถิติ และการอบรมหลักสูตรว่าด้วยสหพันธ์กรรมกร เป็นต้น

อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากจากสาขาวิชาต่างๆ สามารถทำประโยชน์แก่บริษัท ห้างร้านเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ โดยเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการแก่องค์การ บริษัทห้างร้านเหล่านั้น ทั้งนี้ย่อมเป็นประโยชน์แก่หน่วยงานต่างๆ นั้นเอง มิใช่แต่จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่อาจารย์เท่านั้น

ในประเทศที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ตามเมืองเล็กๆ มหาวิทยาลัยย่อมเป็นศูนย์แห่งวัฒนธรรมและงานสังคมของเมืองนั้น นาฏศิลป์ ดนตรี วรรณคดี ปาฐกถา งานรื่นเริง งานกีฬา และงานอดิเรกอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้ชาวบ้านชาวเมืองได้รับประโยชน์อย่างน้อยก็มีการสังสรรค์กับผู้มีความรู้และหนุ่มสาวนักศึกษาจำนวนมากของมหาวิทยาลัย สำหรับประเทศไทย เมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆ มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นจำนวนเพียงพอแล้ว มหาวิทยาลัยคงจะสนองและบำบัดความต้องการของชุมชนได้เช่นเดียวกับในประเทศอื่น

ในประเทศไทยขณะนี้ เมื่อเรากล่าวถึงประโยชน์ที่มหาวิทยาลัยจะอำนวยให้แก่ประชาชน เรามักจะเพ่งเล็งไปในข้อที่จะให้มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเข้ามากๆ แต่ละปี โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของการศึกษา จำนวนอาจารย์ และสถานที่ เครื่องมือการสอน และไม่คำนึงว่านักเรียนที่จะเข้าศึกษาชั้นอุดมนั้นมีจำนวนมากที่พื้นความรู้ต่ำ ไม่เหมาะแก่การศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย

ผมเองมีความเห็นว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยของไทยเรามีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคนอกกรุงเทพฯ แต่วิธีแก้ไขข้อบกพร่องนี้ หาใช่การเปิดมหาวิทยาลัยตลาดวิชาในกรุงเทพฯ ไม่ วิธีแก้ไขที่จะให้ได้ผลดีจริงๆ ควรจะเป็นดังนี้ (๑) พยายามสะสมอาจารย์ให้มากขึ้น เตรียมไว้ในสาขาวิชาต่างๆ (๒) พยายามปรับปรุงการศึกษาชั้นมัธยมให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อให้มีนักเรียนที่เหมาะสมมากขึ้นสำหรับเรียนในชั้นอุดม (๓) สำรวจดูในท้องถิ่นจังหวัดต่างๆ ที่มีวิทยาลัยวิชาชีพชั้นสูง เช่นวิทยาลัยครู แล้วปรับปรุงวิทยาลัยนั้นๆ ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย โดยใช้เวลาเตรียมงานพอควร (ในการนี้จำเป็นจะต้องให้กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบขั้นอุดมศึกษาด้วย จึงจะสำเร็จได้ผลง่าย) (๔) ให้มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ที่มีอาจารย์มากพอ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงวิทยาลัยดังกล่าวแล้ว ไปจนกว่าวิทยาลัยต่างๆ นั้นจะมีอาจารย์และอุปกรณ์การศึกษาเพียงพอ (๕) วางโครงการที่ว่านี้เป็นโครงการระยะยาว ๕–๗ ปี ตามความจำเป็น โดยสนับสนุนการเงินงบประมาณและเงินกู้ให้เพียงพอ

ส่วนการสนับสนุนให้มีวิทยาลัยเอกชน ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วนั้น ก็ควรดำเนินต่อไป โดยให้เอกชนนั้นวางแผนงานขยายวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยได้ ภายในกรอบแห่งความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ

การที่จะสนับสนุนมหาวิทยาลัยทั้งที่เป็นของรัฐและที่เป็นของเอกชน ให้เปิดสอนในสาขาวิชาใดบ้างนั้น ควรคำนึงถึงความต้องการกำลังคนของชาติ พยายามให้ผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาที่มีความต้องการสูง เช่น ครู นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักเกษตร พยาบาล เป็นต้น พยายามหลีกเลี่ยงป้องกันมิให้ผลิตบัณฑิตมาชนิดที่จะทำให้เกิดปัญหาการว่างงานภายหลัง เฉพาะอย่างยิ่งบัณฑิตในสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์บางสาขา

ในขณะนี้ผมเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ ในกรุงเทพฯ พอจะบำบัดความต้องการการศึกษาชั้นสูงของประชาชนได้บ้างหลายวิธี เช่น ในกรุงเทพฯ เอง ก็อาจจะเปิดหลักสูตรการอบรมวิชาชีพบางชนิดได้ในภาคค่ำ เพื่อใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยให้เป็นประโยชน์เต็มที่ วิชากฎหมาย วิชาบัญชี วิชาบริหารธุรกิจ วิชาช่างกล คณิตศาสตร์ การธนาคาร ฯลฯ เป็นวิชาที่มีผู้สนใจเรียนมิใช่น้อย แต่ในการศึกษาชนิดนี้ไม่ควรจะหลอกตัวเราเอง หรือผู้อื่นให้เข้าใจว่าเป็นการศึกษาระบบปริญญา เป็นการศึกษาเพื่อความรู้เฉพาะอย่าง และผู้ที่มีความรู้เรียนแล้วสอบไล่ได้ควรได้รับประกาศนียบัตรแต่ละวิชาหรือจะรวมหลายๆ วิชาที่สอบไล่ได้ที่คล้องจองกัน เป็นประกาศนียบัตรพิเศษสำหรับการธนาคาร สำหรับวิชารัฐศาสตร์ หรือสำหรับวิชาช่างกล ฯลฯ ก็ย่อมกระทำได้และเป็นประโยชน์ดี

ผมอยากได้เห็นอาจารย์และนักศึกษาชั้นสูงๆ ของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จัดการอีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่น คือรวบรวมกันเป็นคณะในเวลาปิดภาคปลาย กำหนดหลักสูตรให้ดี ให้เหมาะ จัดเป็นหน่วยเคลื่อนที่ไปตามหัวเมือง เพื่อบรรยายวิชาการต่างๆ ที่มีผู้สนใจ คราวละ ๒ หรือ ๓ เมือง เลือกเมืองที่ไม่มีมหาวิทยาลัย ถ้ากระทำเช่นนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมมิใช่น้อย

ข้อสังเกตท้ายเรื่อง

ก่อนจบบทความ ผมใคร่ขอเรียนชี้แจงว่าการที่ผมได้นำเอาเรื่องอุดมศึกษามาอภิปรายนี้ มิใช่ว่าเรื่องอุดมศึกษาจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาการศึกษา แท้จริง ถ้าพูดถึงจำนวนแล้ว ผู้ที่เป็นนักเรียนชั้นอุดมในประเทศเรานี้มีเป็นส่วนน้อย การศึกษาขั้นอื่นๆ มีนักเรียนผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงมากกว่านัก แต่โปรดคำนึงว่าอุดมศึกษาเป็นกุญแจสำหรับความก้าวหน้าของวิชาการในสังคมเราและการปรับปรุงอุดมศึกษาให้ดีขึ้นนั้น จะมีผลสะท้อนให้การศึกษาระดับอื่นๆ ได้รับประโยชน์จากความเจริญนั้นด้วย ทั้งทางตรงและทางอ้อม