การพัฒนามหาวิทยาลัย

การพัฒนามหาวิทยาลัย

บรรยาย ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(ปัจจุบันคือหอประชุมศรีบูรพา)

วันพฤหัสบดีที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๑๒

 

 

 

ความหมายของการพัฒนามหาวิทยาลัยก็คือการทำให้มหา-
วิทยาลัยดีขึ้น โดยอาจจะมิใช่การเพิ่มจำนวนนักศึกษา คณะหรือวิชาที่สอน แต่การที่เราเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้นก็เป็นการพัฒนามหาวิทยาลัยได้ แต่ส่วนที่ว่าเมื่อเรามีคุณภาพดีแล้วก็คิดจะขยายงานออกไปก็เรียกว่าพัฒนาเช่นเดียวกัน เช่นการขยายแผนกวิชาหรือเพิ่มคณะขึ้นตามความจำเป็น ทั้งหมดนี้เป็นความหมายของคำว่า พัฒนามหาวิทยาลัย ในความหมายกว้างๆ ตามความคิดของผู้บรรยาย

ในที่นี้จะพยายามกล่าวแต่เฉพาะการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะการอภิปรายนี้ได้จัดขึ้นโดยนักศึกษาธรรมศาสตร์ และอีกอย่างหนึ่ง การพัฒนามหาวิทยาลัยต่างๆ นั้น ส่วนที่มีหลักการร่วมกันก็มี และส่วนที่แตกต่างกันไปตามมหาวิทยาลัยก็มี แต่มหา-
วิทยาลัยธรรมศาสตร์มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ อยู่ คือ

๑. เป็นมหาวิทยาลัยที่สอนและวิจัยในงานด้านสังคมศาสตร์โดยเฉพาะ มีศิลปศาสตร์อยู่บ้าง

๒. นักศึกษามากกว่ามหาวิทยาลัยใดๆ เมื่อเทียบอัตราส่วนกับพื้นที่และจำนวนอาจารย์ประจำ และที่เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็คือ ต้องอยู่ในกรอบของราชการ อาศัยข้าราชการมาเป็นอาจารย์ประจำ เพราะฉะนั้นจึงสมควรกล่าวถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้มาก และคงมีที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ อยู่บ้าง

ความมุ่งหมายของการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยตามความเห็นของผู้บรรยายก็คือ ต้องการที่จะสนับสนุนให้วิชาความรู้ก้าวหน้าขึ้นอยู่เสมอ คือสำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น มุ่งเพื่อให้วิชาการด้านสังคมศาสตร์เกือบทุกแขนงให้ก้าวหน้าเสมอโดย

(ก) สำหรับผู้ไม่เคยเรียนมาก่อนก็สอนให้มีความรู้ ซึ่งก็คือการสอบนักศึกษา

(ข) ผู้ที่ได้เรียนมาแล้ว เช่น ครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ในมหา-
วิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเป็นต้องมีโอกาสขยายวิชาความรู้ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ถ้าความรู้หยุดนิ่งไม่ก้าวหน้าก็ไปไม่รอด นี่เป็นสิ่งสำคัญ

การที่จะสอนนักศึกษาให้ได้ดี และการที่จะทำการวิจัยโดยอาจารย์และนักเรียนชั้นสูงกว่าปริญญาตรี คือ ปริญญาโทและปริญญาเอกให้มีวิชาก้าวหน้าอยู่เสมอนั้น มีปัจจัยอยู่ ๓–๔ ประการ

ปัจจัยที่ ๑ วิชาที่จะสอนกับหลักสูตรที่จะสอน

ปัจจัยที่ ๒ คนที่จะรับเอาวิชาความรู้นั้นๆ ไป

ปัจจัยที่ ๓ คนที่จะสอนและคนที่จะวิจัย

ปัจจัยที่ ๔ สถานที่ เครื่องมือ ห้องสมุด กับเครื่องมือในการเรียนและวิจัย

๑. หลักสูตรกับวิชาที่สอน

หลักสูตรในมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้นอยู่คงที่ไม่ได้ เนื่องจากวิชาความรู้เปลี่ยนไปเสมอ เมื่อหลักสูตรอยู่คงที่ไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนหลักสูตร
บ่อยๆ ก็เกิดความเสียหาย คือทำให้เกิดการระส่ำระสายในการที่จะจัดครูอาจารย์ผู้สอน แต่ความจริงแล้ววิชาความรู้จะไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วถึงขนาดที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตรตามอยู่เสมอ ที่สำคัญก็คือ หลักสูตรที่จะใช้สอนนักศึกษานั้นจะต้องมีส่วนหนึ่งที่แน่นอนและใช้ได้เป็นเวลานาน เป็นหัวใจของหลักสูตร โดยมีอีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่เสมอ ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามลักษณะ โดยยึดถือให้คงที่อยู่ได้เป็นเวลานาน แต่เปลี่ยนแปลงไปได้ตามสิ่งที่ควรจะเปลี่ยนแปลงตามความจำเป็น

ในสภาพปัจจุบันของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น การที่จะเปลี่ยนหลักสูตรแต่ละครั้งจำเป็นต้องขึ้นไป คือ

๑. จากคณะ โดยมีคณะกรรมการประจำคณะพิจารณาเสร็จแล้ว

๒. คณบดีเสนออธิการบดี

๓. อธิการบดีมอบให้ที่ประชุมคณบดีพิจารณา และ

๔. ปัจจุบันตามปกติจะมีกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการของอธิการบดีเป็นผู้พิจารณาหลักสูตรอีกขั้นหนึ่ง

๕. เข้าสภามหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะลงมติใดๆ เรียบร้อยแล้ว

๖. สภาการศึกษาแห่งชาติพิจารณาเสร็จแล้วส่งกลับมา ส่วนมากมักจะมีการแก้ไขเล็กๆ น้อยๆ มีเงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขหลักสูตรซึ่งทำยากลำบากมาก ใช้เวลาอย่างน้อยก็ ๘ เดือน แม้แต่การแก้ไขเพียงเล็กน้อย เพราะกฎหมายของเราระบุไว้ว่า หลักสูตรนั้นจะต้องให้สภาการศึกษาพิจารณาเสียก่อน เป็นข้อเสียในการที่จะปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยขึ้นได้

ฉะนั้นในเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัยในเรื่องหลักสูตรนี้ควร
จะได้มีการแก้ไขเสียใหม่ แก้ไขได้ง่ายโดยการเปิดโอกาสให้คณะเปลี่ยนแปลงได้ โดยการเห็นชอบของอธิการบดีเท่านั้นก็พอ นอกเสียจากว่าจะมีการแก้ไขอย่างมากมายก็สมควรจะเข้าสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งคงจะมีประโยชน์มากกว่า แต่สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเล็กๆ น้อยๆ เช่นการนำเอาวิชาปีที่ ๓ มาเรียนในปีที่ ๔ หรือปีที่ ๕ ไปเรียนในปีที่ ๒ แล้วก็จะทำตามกฎหมายนั้นลำบากมาก เช่นในคณะเศรษฐ-
ศาสตร์ วิชาหลักนั้นวางไว้ดีแล้ว แต่ในวิชาปีที่ ๔ วิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งนักศึกษามักจะตก เพราะยาก เพราะไม่ถนัดด้านกฎหมาย แม้กระทั่งคนที่เรียนดีก็ตก ทั้งๆ ที่อาจารย์สอนดีและตรวจอย่างยุติธรรมและรอบคอบแล้ว ผลก็คือเมื่อวิชานี้ไปอยู่ในปีที่ ๔ ทำให้เกิดความเสียหายหลายประการแก่นักศึกษา เพราะถ้าวิชานี้อยู่ปีที่ ๓ นักศึกษาก็มีโอกาสแก้ตัวได้อีกครั้งหนึ่ง ในปีที่ ๔ และมีหวังสำเร็จใน ๔ ปี และวิชานี้มิใช่วิชาต่อเนื่อง จึงอาจจัดอยู่ในปีที่ ๓ หรือปีที่ ๔ ก็ได้ แต่ถ้าอยู่ปีที่ ๔ ก็เสียหายดังกล่าว ซึ่งทางคณะได้พยายามขอเปลี่ยนให้วิชานี้มาอยู่ปีที่ ๓ แต่เสียเวลาและยุ่งยาก เพราะยังใช้วิธีการตามกฎหมายอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเพิ่มวิชาหรือเปลี่ยนวิชาอื่นๆ ในหลักสูตรแล้วถ้ายังคงใช้วิธีการตามกฎหมายแล้วก็ทำได้ยากมาก

๒. ผู้ที่จะรับความรู้ไป หรือนักศึกษาที่จะรับ
   ความรู้ในแขนงต่างๆ

ปัจจุบันคุณภาพของนักศึกษามีต่างๆ กัน บางคนดีมาก บางคนไม่ใคร่ดีนัก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษแตกต่างกันมาก เข้ามาเรียนปีที่ ๑ ภาษาอังกฤษก็ดี บางคนเรียนมา ๔ ปีแล้วภาษาอังกฤษยังใช้ไม่ได้ก็เรียนไม่ไหว เหตุที่ใช้ภาษาอังกฤษวัดมาตรฐานก็เพราะทุกคณะจะต้องสอบทั้งนั้น นอกจากนั้นแล้วความแตกต่างกันในแขนงวิชาอื่นๆ ก็ยังมีอีกมาก

เมื่อนักศึกษาแต่ละคนแตกต่างกันอย่างนี้ วิธีที่จะแก้ไขเพื่อให้คนที่เรียนดีอยู่แล้วเรียนดียิ่งๆ ขึ้นไป คนที่ไม่เก่งก็เอาใจใส่เป็นพิเศษ มีการ “ติว” บ้างก็พอจะให้ผลดี แต่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นทำไม่ได้ เพราะมีนักศึกษามากเกินไปเมื่อเทียบกับอาจารย์ประจำ เราจึงจำต้องรับสภาพเช่นนี้ ไม่สามารถจะพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการสอบตกจึงมีอยู่มาก เช่น คณะเศรษฐศาสตร์รับนักศึกษาปีละ ๒๕๐–๓๐๐ คน นักศึกษาที่สำเร็จภายใน ๔ ปีมีอยู่ประมาณ ๑/๔ คือประมาณ ๗๐–๑๐๐ คนเท่านั้น ที่สำเร็จภายใน ๕ ปี
ก็มีมาก พวกที่เรียนมา ๖ ปี ๗ ปี เกินระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยให้โอกาสเรียนแล้วยังไม่จบก็มีมาก ก็ไม่สามารถจะทำอย่างไรได้ สำหรับผู้บรรยายเองคิดว่าถ้าได้นำผลของการสอบแต่ละชั้นมาพิจารณา ถ้าผู้ใดสอบตกน้อยหรือสอบไม่ตกเลยก็ไม่ต้องเอาใจใส่นัก สำหรับนักศึกษาที่สอบตกหลายๆ วิชาต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ หาทางช่วยเหลือให้เรียนได้ดีขึ้น ถ้าทำได้เช่นนี้ก็พัฒนาได้ดีมากพอใช้ แต่ก็ไม่สามารถจะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะนิติศาสตร์และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีแล้วไม่มีโอกาสจะทำได้เลย เพราะจำนวนนักศึกษามากมายทีเดียวเมื่อเทียบอัตราส่วนกับอาจารย์ผู้สอน ส่วนคณะอื่นๆ เช่น คณะศิลปศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ เหล่านี้ก็พอจะสามารถกระทำได้บ้าง ก็มีอาจารย์เพิ่มขึ้นหรือจำนวนนักศึกษาลดลงจากปัจจุบันเล็กน้อย เคิร์ฟของคณะเศรษฐศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ที่สำเร็จภายใน ๔ ปี นั้นเท่ากัน คือเป็นจำนวนประมาณ ๑/๔ หรือ ๑/๓ และที่สำเร็จภายใน ๕ ปีมีมากที่สุด สำหรับผู้ที่สอบตก ๖–๗ ปี นั้นมีน้อยมาก แต่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีนั้น นักศึกษาที่เรียนสำเร็จภายใน ๔ ปีมีน้อย ๕ ปีมีมากขึ้น ๖–๗ ปี และไม่สำเร็จมีมากที่สุด

แต่คณะรัฐศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์ก็ดี ยังมีปัญหาในเรื่องนี้อยู่มาก เพราะมีนักศึกษามากเกินไปนั่นเอง ผู้ที่มีความสามารถเรียนสำเร็จได้ดี ฉลาดปราดเปรื่องทั้งที่บรรยากาศในมหาวิทยาลัยไม่อำนวยเลยก็มี แม้ว่าอาจารย์ไม่ได้สอนหรือสอนอย่างไม่มีคุณภาพ แต่เขาก็ยังเรียนสำเร็จไปได้ดี แต่นั่นเป็นกรณียกเว้น

เนื่องจากอาจารย์มีน้อย นักเรียนมีมาก เราก็มีวิธีแก้ได้โดยนำนักศึกษาที่เรียนอ่อนมาพิจารณาผลการสอบ แล้วแนะนำนักศึกษานั้นว่าเทอมนั้นควรจะเรียนวิชาอะไรบ้าง กี่วิชา ซึ่งในต่างประเทศกำลังนิยมกันมาก แต่เราก็ยังไม่สามารถจะทำได้เพราะแม้ว่าบางคณะ เช่น คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์นั้นมีโอกาสทำได้บ้าง แต่สำหรับคณะอื่นๆ เช่น คณะนิติศาสตร์และพาณิชยศาสตร์และการบัญชีไม่สามารถจะทำได้ เพราะการตรวจข้อสอบล่าช้ามาก เพราะอาจารย์เป็นอาจารย์พิเศษ มีภาระมากอยู่กับธุระภายนอกอยู่อีกทางหนึ่ง ประกอบกับจำนวนนักศึกษามีมากเกินไป อีกประการหนึ่ง ตัวอย่างเช่น คณะนิติศาสตร์นั้น มีนักศึกษามากจนกระทั่งเมื่อทำการสอบสนทนาภาษาอังกฤษนั้น ถ้าสอบทีละ ๑ คนแล้วต้องใช้เวลาถึง ๓ เดือน จึงจะสอบเสร็จ ซึ่งเสียเวลามาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะพัฒนาไปได้ก็ต่อเมื่อ (ก) ต้องมีนักศึกษาน้อยลงกว่าปัจจุบัน แต่ถ้าไม่สามารถจะลดจำนวนนักศึกษาลงไปได้เพราะเหตุผลทางการเมืองก็จำต้อง (ข) เพิ่มอาจารย์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ประจำ เพราะไม่มีทางอื่นใด ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๑๐ ปี จึงจะสมดุลกับจำนวนนักศึกษาเท่ากับปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น คณะเศรษฐศาสตร์สมัยที่ผู้บรรยายรับตำแหน่งคณบดีครั้งแรก มีอาจารย์ประจำ ๓ คน ต่อมาได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ รับอาจารย์และอาจารย์ผู้ช่วยเข้ามา และพยายามส่งเสริมให้อาจารย์เหล่านั้นไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ จนปัจจุบัน ๕ ปีมาแล้ว สำเร็จเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ต้องใช้อาจารย์พิเศษด้วย เพราะอาจารย์พิเศษนี้มีประสบการณ์ด้านนั้นๆ โดยตรง อาจารย์พิเศษควรจะมี ๑/๔ อาจารย์ประจำควรจะมี ๓/๔ นักศึกษาควรจะมีอัตรา ๒๐ คนต่ออาจารย์ ๑ คนก็เพียงพอแล้ว เราก็จะก้าวหน้าไปได้มาก แม้ว่าในสหรัฐอเมริกาจะใช้อัตรานักศึกษา ๑๐ คนต่ออาจารย์ ๑ คนก็ตาม

๓. อาจารย์และนักวิจัย

คุณภาพของอาจารย์ก็สำคัญมากเช่นกัน แต่จะหาอาจารย์ที่มีคุณภาพจริงๆ ตั้งใจเป็นอาจารย์อย่างจริงจังก็คงมีบ้างแต่น้อยนัก ตราบใดที่อาจารย์ยังเป็นข้าราชการอยู่ เพราะอาชีพอาจารย์นั้นไม่หรูหราสนุกสนานเช่นอาชีพอื่นๆ แต่อาจารย์ต้องรักเรียนจริงๆ และมีจิตใจที่จะเป็นอาจารย์จริงๆ เพราะส่วนมากมักเข้ามาเป็นอาจารย์เพื่อหวังไปศึกษาต่อ ครั้นพอศึกษาสำเร็จมาแล้วก็มักจะไปทำงานที่อื่นเสียหมด เพราะเป็นอาชีพที่สบายและเพราะรายได้ดีกว่ามาก ด้วยเหตุนี้การที่จะพึ่งแต่เพียงอาจารย์ที่ตั้งใจจริงนั้นคงจะมีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะแก้ไขระเบียบข้าราชการเสียใหม่ โดยมิให้อาจารย์ต้องรับเงินเดือนเช่นข้าราชการพลเรือนทั่วไป ควรให้อาจารย์มีขั้นเงินเดือนและความมั่นคงดีพอสมควร แต่เงินเดือนนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญสุดยอด เพราะอาจารย์ที่มีความตั้งใจจริงนั้น แม้จะได้เงินเดือนน้อยก็ยินดี แต่ขอเพียงให้ได้มีโอกาสวิจัยค้นคว้าให้ก้าวหน้าไปได้

ในยุโรปหรืออเมริกา เงินเดือนของอาจารย์ยังน้อยกว่างานข้างนอก คือประมาณ ๑ ต่อ ๒ หรือ ๑ ต่อ ๓ ประเทศไทยนั้นได้ประมาณ ๑ ต่อ ๖ ซึ่งน้อยมาก ทั้งนี้เพราะระบบข้าราชการของประเทศไทย
ล้าสมัยมาก และไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ เพราะเป็นองค์การที่ใหญ่มาก ทำให้ต้องพึ่งอาจารย์ที่มีใจรักจริงๆ ที่ไม่คำนึงถึงรายได้ อิทธิพล และความมีเกียรติ ซึ่งหายากมาก

นอกจากนั้น ระบบข้าราชการนั้นไม่ดีไม่ถูกต้องเพราะเมื่อเป็นข้าราชการแล้วอาจารย์ต้องระมัดระวังอยู่เสมอว่า งานวิจัยค้นคว้าของตนซึ่งย่อมต้องการจะเผยแพร่นั้นจะขัดกับนโยบายของรัฐบาลหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านสังคมศาสตร์ เพราะอาจารย์เป็นข้าราชการ เช่น สมมุติว่า วิจัยเรื่องภาษีอากรหรืองบประมาณพบว่า รัฐบาลทำไม่ดี เก็บภาษีแต่เฉพาะคนจน ส่วนคนรุ่มรวยไม่เก็บภาษี ซึ่งย่อมเป็นข้อโจมตีรัฐบาล รัฐบาลก็จะหันมาเล่นงานอาจารย์ได้ เพราะฉะนั้นอาจารย์จึงไม่มีความปลอดภัยต้องเสี่ยงอยู่เสมอ ซึ่งผู้บรรยายคิดว่าควรจะแยกเอามหาวิทยาลัยออกจากระบบข้าราชการโดยสิ้นเชิง แต่ให้ทางราชการควบคุมห่างๆ ให้อิสระพอควร

๔. ห้องสมุด ห้องเรียน และอุปกรณ์

สถานที่เรียน อุปกรณ์ ห้องสมุด สมมุติว่าเราสามารถเพิ่มอาจารย์ได้และรับนักศึกษาเท่าเดิมทุกปี จนได้อัตรานักศึกษา ๒๐ คนต่ออาจารย์ ๑ คน แต่สถานที่ไม่พอ เพราะนักศึกษามากเกินไปจนไม่มีห้องเรียน จึงจำเป็นต้องมีการขยายสถานที่ให้กว้างขวางกว่านี้

การศึกษาเพียงระดับปริญญาตรีนั้นไม่พอ จำเป็นต้องมีการศึกษาและวิจัยในระดับสูงกว่านี้ขึ้นไปอีก ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญมากที่สุด ซึ่งมหาวิทยาลัยของเราควรจะสนับสนุนให้มากขึ้น เพราะตำราต่างๆ นั้นได้จัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด ถ้าไม่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีพอแล้ว ย่อมจะไม่สามารถติดตามวิชาการต่างๆ ได้ทัน ไม่สามารถจะทำการวิจัยได้ดี แม้แต่ชาวอังกฤษที่ศึกษาในระดับสูงกว่าชั้นปริญญาตรีก็ยังสามารถเข้าใจภาษาอื่นๆ ได้ดีอีกด้วย เช่น ภาษาเยอรมัน รัสเซียน เป็นต้น

เราควรจะพัฒนาไปให้ถึงวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ด้วย แต่ไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะเรายังมีสิ่งบกพร่องอีกมาก เราควรจะพัฒนาสิ่งต่างๆ ที่บกพร่องอยู่ให้ดีมีคุณภาพเสียก่อน และจึงขยายออกไป

เราอาจจะขยายด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อาจจะทำได้ดีพอใช้ถ้าหากว่ามีเงิน มีอาจารย์และสถานที่ซึ่งหาไม่ยากเลย แต่กระทบกระเทือนต่อประโยชน์ส่วนรวมมาก เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขยายด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ออกไปแล้ว มหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องล้ม และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็อาจจะล้ม เพราะธรรมศาสตร์อยู่ในกรุงเทพฯ แม้จะลำบากอย่างไร อาจารย์ก็คงอยากอยู่ที่นี่ ผลสุดท้ายก็คือมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็คงจะไม่มีอาจารย์สอนเป็นแน่

เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ควรจะขยายด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในขณะนี้ แต่ควรพยายามทำคุณภาพของธรรมศาสตร์ให้ดีขึ้น ในการพัฒนามหาวิทยาลัย

บทบาทของนักศึกษาในการพัฒนามหาวิทยาลัย บทบาทของนักศึกษาก็คือ “เรียน” ให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องคำนึงถึงใดๆ ทั้งสิ้น ประการที่ ๒ ให้นักศึกษาเข้าร่วมในการพิจารณาบางอย่าง เช่นให้มีการเสนอในเรื่องห้องสมุด สโมสร คณะเศรษฐศาสตร์ใช้นักศึกษาเป็นกรรมการห้องสมุด ประการที่ ๓ ทางคณะต่างๆ ควรจะรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษาในเรื่องหลักสูตร วิธีสอน ข้อแนะ แต่ไม่ใช่ให้นักศึกษาออกเสียง นักศึกษาไม่มีอำนาจและหน้าที่ที่จะออกเสียง (Vote) เพียงแต่มีสิทธิ์พูด และอาจารย์ควรรับฟัง ถ้าสิ่งใดดีทางคณะก็ควรจะพยายามกระทำตาม และยังควรให้นักศึกษามีโอกาสเข้าร่วมในการพิจารณาต่างๆ เช่นการพิจารณาให้ทุน เพราะนักศึกษาย่อมจะรู้จักกันดี ถ้าอาจารย์พิจารณาฝ่ายเดียวนั้น ย่อมจะไม่ใคร่ทราบรายละเอียดที่ถูกต้อง แต่เป็นเพียงผู้ปรึกษาเท่านั้น สิทธิเด็ดขาดอยู่กับอาจารย์ บทบาทของนักศึกษามีหลายอย่าง บางอย่างควรจะมีมาก บางอย่างก็ควรจะมีน้อย การให้นักศึกษาโหวตเลือกคณบดีย่อมไม่ได้ การจะโหวตเพื่อเข้าหรือไม่เข้าห้องเรียน ผู้บรรยายไม่เห็นด้วย แต่นักศึกษามีสิทธิ์ประท้วง ถ้าเหตุการณ์ไม่ดี แต่ควรจะใช้เหตุผลอย่างรอบคอบ