มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัย

อารัมภบทของอาจารย์ป๋วย
ในรายงานผลการสัมมนามหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๑

วันที่ ๑๖–๑๘ กรกฎาคม ๒๕๐๙
ณ สวางคนิวาส จังหวัดสมุทรปราการ

 

 

 

ท่านอธิการบดี ท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สหายอาจารย์ทั้งหลาย

อารัมภบทที่กระผมจะขอเสนอในเช้าวันนี้ก่อนการประชุมตามรายการนั้นได้แก่เรื่องความเห็นทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการบริหารงานของมหาวิทยาลัย แต่ก่อนที่กระผมจะเสนอถึงเรื่องการบริหารงานของมหาวิทยาลัย กระผมคิดว่าควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาระดับอุดมศึกษาก่อน เพราะฉะนั้นกระผมจะขอเริ่มด้วยวัตถุประสงค์และจะต่อด้วยข้อคิดบางประการที่เกี่ยวกับลักษณะของมหาวิทยาลัย ที่กระผมคิดว่าควรจะเป็นเพื่อจะนำไปสู่วัตถุประสงค์นั้น หลังจากนั้นก็ใคร่จะวิเคราะห์ถึงหลักการที่จะทำให้ลักษณะอันดีของมหาวิทยาลัยในข้อ ๒ เกิดขึ้นได้ ในตอนที่ ๔ กระผมจะขอเปรียบเทียบลักษณะเหล่านั้นกับลักษณะของหน่วยราชการโดยปกติ เพื่อจะให้พิจารณาได้ต่อไปว่าการบริหารงานมหาวิทยาลัยนั้นควรจะดำเนินเป็นประการใด สำหรับรายละเอียดในการพิจารณาเรื่องการบริหารงานมหาวิทยาลัยนั้น เจ้าหน้าที่ได้จัดการเตรียมการสัมมนาในวันนี้ก็ได้เตรียมไว้เป็น ๔ หัวข้อ และ ๔ กลุ่มด้วยกัน เพราะฉะนั้นกระผมจะขอให้ท่านทั้งหลายได้โปรดถือว่าการที่กระผมพูดในตอนนี้เท่ากับออกแขกเท่านั้น ส่วนจริงๆ นั้น จะเกิดขึ้นในวาระต่อไป และในวาระพรุ่งนี้

๑. วัตถุประสงค์ของการศึกษาระดับอุดม

กระผมใคร่จะเสนอเป็นข้อแรกในเรื่องวัตถุประสงค์ของการศึกษาระดับอุดมว่า มีความมุ่งหมายอยู่ที่จะเสริมสร้างสติปัญญาของนิสิตและนักศึกษา ให้สามารถเป็นผู้ที่จะทำประโยชน์แก่ตนเองแก่ครอบครัว และแก่ประเทศชาติได้ ทำประโยชน์ด้วยวิธีพิเศษกว่าบุคคลธรรมดา ที่กล่าวนี้มิได้หมายความว่านักศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย ขั้นอุดมศึกษา จะต้องเป็นเทวดาดีเลิศมากกว่าคนอื่นหามิได้ แต่หมายความว่าเมื่อต่างคนมีความรู้ความสันทัดแตกต่างกันไป ต่างคนต่างก็จะทำหน้าที่แตกต่างกันไป และเนื่องด้วยบัณฑิตขั้นอุดมศึกษามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษระดับสูงกว่าคนอื่น จึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษไปกว่าผู้อื่น กระผมจะขอเรียนเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

๑. เราควรจะเสริมสร้างสติปัญญาของนิสิตนักศึกษา ให้สามารถเรียนรู้ในวิชาการโดยทั่วไปให้กว้างขวางเหมาะแก่สภาวะแห่งโลกและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้นิสิตนักศึกษานั้น เมื่อสำเร็จการศึกษาขึ้นไปแล้วเป็นกำลังสำคัญในด้านที่จะเป็นองค์ปัญญาแห่งสังคม หรืออีกนัยหนึ่งบัณฑิตจะต้องเป็นปัญญาชน

๒. เราจะต้องเสริมสร้างให้สติปัญญาของนิสิตนักศึกษาได้สามารถเรียนรู้วิชาเฉพาะของตน เพื่อที่จะทำประโยชน์แก่ตนเองและแก่ประเทศชาติในการประกอบสัมมาอาชีวะ หรืออีกนัยหนึ่งเพื่อให้เป็นผู้สันทัดกรณีแต่ละแขนง

๓. นิสิตนักศึกษานั้น ควรจะได้รับการสนับสนุนให้รู้จักวิเคราะห์และมีวิจารณญาณเป็นอิสระ ไม่ใช่เชื่อคำงมงายซึ่งเป็นข่าวลือ หรือเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดๆ กันสืบมา ทั้งนี้ก็มิใช่อื่นไกล คือเป็นการศึกษาดำเนินรอยแบบเดียวกับที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้ คือสามารถล่วงพ้นไปจากอวิชชา ทำให้ปัญญาเติบโตขึ้นด้วยการวิเคราะห์และพิจารณา มิใช่ด้วยการเชื่อถืออันงมงาย

๔. สถาบันการศึกษาขั้นอุดมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย ยังมีความสำคัญอยู่อีกประการหนึ่ง คือ มีหน้าที่ที่จะต้องส่งเสริมให้องค์วิชาได้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ที่เรียกว่าองค์วิชานั้น ก็หมายความว่าส่วนรวมของวิชาแต่ละแขนงซึ่งใครๆ ได้เล่าเรียนประกอบกันขึ้นมาจนกระทั่งถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบอันจะก้าวหน้าอยู่เสมอ องค์ประกอบของวิชานี้ประกอบด้วย ๒ ประการ คือ ด้านทฤษฎีและด้านประยุกต์ ทฤษฎีนั้นกระผมเปรียบเสมือนหนึ่งแก่นสาร ส่วนองค์วิชาทางด้านประยุกต์นั้นเปรียบเลือดเนื้อซึ่งเห็นได้ แก่นสารนั้นเป็นนามธรรมซึ่งเห็นไม่ได้ แต่ทั้ง ๒ ด้านนั้นเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกันและเป็นประโยชน์ทั้ง ๒ ประการ ท่านทั้งหลายคงจะไม่จำเป็นที่จะต้องให้กระผมอธิบายจนละเอียดนัก แต่ใคร่จะเสนอเป็นการสรุปว่าในด้านทฤษฎีนั้นให้ประโยชน์แก่ปัญญา และนิสิตนักศึกษาและอาจารย์สามารถใช้เป็นประทีปส่องไปในที่มืดมนให้สว่างไสว ขจัดปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ส่วนวิชาการซึ่งจะนำมาใช้ประยุกต์นั้นเปรียบได้เหมือนเลือดเนื้อยังประโยชน์ให้แก่การปฏิบัติงานของแต่ละคน และอำนวยให้สังคมได้รับกำลังงานตามความจำเป็นแต่ละด้าน กระผมใคร่จะขอย้ำอยู่ข้อเดียวในชั้นนี้ว่า เราจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งหามิได้ จำเป็นที่จะต้องมีทฤษฎีและจำเป็นที่จะต้องมีประยุกต์

 

๒. ลักษณะของมหาวิทยาลัย
   ซึ่งจะนำไปสู่วัตถุประสงค์

กระผมใคร่จะขอเชิญท่านทั้งหลายมาร่วมพิจารณาว่า ถ้าหากว่าวัตถุประสงค์ดังที่กระผมได้เสนอไว้แล้วนั้น ถึงแม้ว่าจะได้พูดขาดไปบ้าง บกพร่องบ้าง ผิดพลาดบ้าง ก็ยังนับว่าพอใช้ได้ ตามความเข้าใจส่วนรวม ถ้าวัตถุประสงค์เป็นอยู่เช่นนั้นแล้วมหาวิทยาลัยซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เรานำไปสู่วัตถุประสงค์นั้น ควรจะมีลักษณะอย่างไรบ้าง

ในชั้นนี้กระผมใคร่จะขอข้ามไปถึงข้อโต้เถียงว่าอย่างไรเป็นมหาวิทยาลัย และอย่างไรไม่เป็นมหาวิทยาลัย การศึกษาขั้นอุดมมีสถาบันต่างๆ กัน จะเป็นมหาวิทยาลัยด้วยลักษณะใดก็แล้วแต่ กระผมขอไม่พิจารณาในเรื่องนี้ ถือว่าไม่จำเป็น ไม่จำเป็นเพราะเหตุว่าเราจะตีความว่ามหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยชนิดที่มีการศึกษาทุกแขนงสมบูรณ์ก็ดี หรือจะตีความไปในแง่ที่ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องสมบูรณ์ เป็นเพียงสถาบันเทคนิคขั้นอุดมซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นแขนงๆ ไปก็ไม่แปลก และลักษณะทั้งหลายที่กระผมใคร่จะขอเสนอในตอนนี้คงจะยังใช้ได้อยู่ จะมียิ่งหย่อนกว่ากันก็เพียงแต่ในข้อปลีกย่อย เพื่อจะให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์นี้ ที่ได้เสนอเมื่อกี้นี้

สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นที่จะต้องมีลักษณะในส่วนต่างๆ
ดังต่อไปนี้ คือ

๑. มีอาจารย์พอสมควร

๒. มีนิสิตนักศึกษาที่มีคุณภาพพอสมควร

๓. มีวิธีการศึกษาชนิดที่เป็นอิสระ

๔. มีเครื่องมือพอ

๕. มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอยู่เป็นอันดี

กระผมใคร่จะขอขยายความเนื่องด้วยเวลาน้อยแต่เพียงย่อๆ

๑. อาจารย์ที่จะเหมาะแก่การที่จะนำเราไปสู่วัตถุประสงค์ข้างต้นนั้น จำเป็นที่จะต้องมีความรักในอาชีพ กล่าวคือมีฉันทะ ไม่ได้ถือมหาวิทยาลัยแต่เฉพาะเป็นเรือจ้างสำหรับที่จะข้ามไปสู่ฟากข้างโน้นเพื่อที่จะได้มีการยกย่องนับถือแต่อย่างเดียว จำเป็นที่จะต้องมีความใฝ่ในวิชาจริงๆ ในการสอนจริงๆ และอาจารย์ที่จะมีความนิยมในการอาชีพของตนนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีอะไรมาสอนเขาได้ คือมีวิชาที่ทันสมัยอยู่เสมอ การที่จะมีวิชาที่ทันสมัยชนิดที่จะมาเผยแพร่แก่นักศึกษาและนิสิตได้ ก็จำเป็นที่จะต้องมุ่งวิจัยให้ได้ประโยชน์ต่อองค์วิชาของตน และในการวิจัยนั้นถ้าหากว่าเรามีข้อจำกัดกีดขวาง มีข้อที่จะทำอะไรไม่ได้ดังใจก็ย่อมจะวิจัยให้วิชาแตกฉานไปมิได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อสำคัญสำหรับในส่วนอาจารย์ว่า อาจารย์จำเป็นที่จะต้องมีอิสรภาพในการคิด ในการสอน ในการวิจัย และในการเผยแพร่วิชาของตน

๒. สำหรับนิสิตนักศึกษา ประการที่ ๒ นั้น จำเป็นที่จะต้องมีความรู้เบื้องต้นพอที่จะดำเนินในการศึกษาในขั้นมหาวิทยาลัยเป็นธรรมดา จำเป็นที่จะต้องมีความรักในวิชาที่ตนจะเป็นผู้ที่ศึกษาเพื่อให้สันทัด ไม่ใช่ว่าพยายามที่จะศึกษาเข้าเป็นแพทย์ ตกแพทย์ขอเรียนวิศวกรรม ตกวิศวกรรมขอเรียนเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่อยากรับเข้ามาเป็นนักศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย อนึ่ง นักศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักใช้ความคิด เพราะเหตุว่าความคิดเป็นเครื่องมือไปสู่วิชา จะต้องสอนให้ใช้ความคิดได้ นักศึกษาที่สำเร็จชั้นมัธยมมาเป็นอย่างดีก็อาจจะเป็นผู้ที่สามารถที่จะเรียนรู้ได้ แต่อาจยังไม่ได้ใช้ความคิดเป็นอิสระ เมื่อมาเรียนขั้นอุดมศึกษาก็จำเป็นที่จะต้องสอนให้ใช้ความคิดเป็นอิสระ และเมื่อมีอิสระในความคิดแล้ว การที่จะให้วิชาแตกฉานต่อไปก็จำเป็นที่จะมีอิสรภาพในการเขียน การพูด การอภิปราย โต้ตอบกับอาจารย์ และโต้ตอบกับนักศึกษาด้วยกัน

๓. วิธีการสอนการศึกษา ในขั้นอุดมศึกษานั้นมีลักษณะแตกต่างไปกว่าวิธีในการสอนและเรียนชั้นมัธยม วิธีการศึกษาโดยอิสระนั้น เป็นการสอนชนิดที่ตรงกันข้ามกับการสอนแบบนกแก้ว คือแทนที่จะให้นักศึกษาพูดซ้ำ คิดซ้ำ เขียนซ้ำ ในสิ่งที่อาจารย์แต่ละท่านพูด การสอนนั้นควรจะใช้วิธีเบิกทางมากกว่าที่จะขยายความ เบิกทางและแนะแนวเพื่อให้นักศึกษาของเราสามารถได้ดำเนินการต่อไป มีการส่งเสริมให้นักศึกษาคิด ให้ค้น ให้วิจัยด้วยตนเอง และเพื่อที่จะให้สามารถที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ของคนนั้นต่อกัน ทั้งนี้จำเป็นที่จะต้องมีการส่งเสริมให้มีการอภิปรายโต้ตอบกันได้ทั้งวาจาและอักษร อนึ่ง นักศึกษาไม่ควรที่จะเพ่งเล็งแต่วิชาเฉพาะของตน จำเป็นที่จะต้องสนใจในวิชาการด้านอื่น เพราะเหตุว่าวิชาการต่างๆ มีส่วนประกอบกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จำเป็นที่จะต้องให้สมบูรณ์ในตัวนักศึกษาแต่ละคนพอสมควร

๔. เครื่องมือในการศึกษา ขั้นอุดมศึกษานั้นจำเป็นที่จะต้องมีพิเศษไปจากเครื่องมือในการใช้ปฏิบัติราชการปกติ และผิดไปจากเครื่องมือที่จะต้องใช้สำหรับในการศึกษาขั้นมัธยม นักศึกษาจำเป็นที่จะต้องมีห้องพักผ่อน และไม่ใช่ห้องพักผ่อนแต่เฉพาะในคณะหรือในแขนงวิชาของตน ถ้าหากว่าสามารถทำที่พักผ่อนให้นักศึกษาแต่ละคณะได้มารวมกันพักผ่อน ได้มีโอกาสที่จะได้ถ่ายทอดวิชาซึ่งกันและกัน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และแท้จริงรวมถึงอาจารย์ด้วย โอกาสที่อาจารย์และศิษย์จะได้วิสาสะกันก็ควรจะถือเป็นของสำคัญ อาจารย์กับอาจารย์จากแผนกวิชาต่างๆ วิสาสะกัน นิสิตและนักศึกษา อาจารย์ ผู้วิจัย จำเป็นที่จะต้องคละและผสมกันอยู่เสมอ ทำนองเดียวกันกับวัดในพุทธศาสนา หรือวัดโบราณในคริสต์ศาสนา การอยู่ร่วมกัน เรียนด้วยกัน อภิปรายด้วยกัน เป็นของสำคัญที่จะพาให้ทั้งศิษย์และอาจารย์ไปสู่ความรู้อันเป็นประโยชน์สูงๆ ขึ้นไป

๕. ในประการที่ ๕ มหาวิทยาลัยต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพราะองค์วิชานั้นจะสมบูรณ์ได้ก็โดยนำสิ่งต่างๆ มาประกอบกัน มหาวิทยาลัยใดขาดตกบกพร่องในเรื่องใด จะได้สามารถใช้ประโยชน์จากปัจจัยที่มหาวิทยาลัยอื่นมีดีกว่ามาสนับสนุน และความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้มิได้หมายแต่เฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ ภายในประเทศ แต่กินความถึงความสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ระหว่างประเทศด้วย

๓. หลักการของมหาวิทยาลัย

เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยมีลักษณะอันควร ในตอนที่ ๒ มหาวิทยาลัยควรจะมีหลักการบริหารดังต่อไปนี้

๑. จะต้องมีอิสรภาพในการบริหารดำเนินงาน ในการเผยแพร่และส่งเสริมวิชาการ

๒. อิสรภาพในการบริหารดำเนินงาน เสรีภาพในการเผยแพร่และส่งเสริมวิชาการดังกล่าว จะต้องอยู่ในขอบเขตแห่งวินัยและระเบียบซึ่งมหาวิทยาลัยเองพึงเป็นผู้กำหนด

๓. มหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่จำเป็นจะต้องกำหนดระเบียบและวินัยของตนให้อยู่ในกรอบเดียวกัน เพราะเหตุว่าแต่ละมหาวิทยาลัยก็มีความต้องการอยู่ในลักษณะต่างๆ กันไป แต่อย่างไรก็ตาม ควรจะมีความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยเพื่ออำนวยให้สิ่งที่จะทำร่วมกันได้นั้น สามารถประสานกันได้และเพื่อหลีกเลี่ยงการทำซ้ำกัน หรือการกระทำที่อาจจะก่อความเสียหายซึ่งกันและกัน

๔. หลักการที่สำคัญที่สุดที่กระผมใคร่จะเสนอต่อที่ประชุมนี้คือมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ควรจะเป็นหน่วยราชการ เพราะเหตุใดมหา-
วิทยาลัยจึงไม่ควรจะเป็นหน่วยราชการ ขอเสนอตอบว่าการบรรจุแต่งตั้ง ถอดถอน ปูนบำเหน็จรางวัล ตามแบบราชการทั่วไปนั้นใช้กับอาจารย์ไม่ได้ อาจารย์ที่ดีกับข้าราชการที่ดีไม่เหมือนกัน การที่มหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งมีความประสงค์ที่จะบรรจุผู้มีอาวุโส และมีคุณวุฒิสูงจากภายนอก เข้ามาเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง ท่านจะเห็นได้ว่าจะทำไม่ได้ เพราะเหตุว่าบุคคลคนนี้ไม่เคยสอน เพราะฉะนั้นเป็นศาสตราจารย์ไม่ได้ บุคคลนี้ไม่เคยเป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นเข้ามาในมหาวิทยาลัยไม่ได้ ถ้าจะเข้ามาจะต้องเข้ามาเป็นชั้นตรี หรือถ้าจะเข้ามาเป็นชั้นพิเศษจะต้องเป็นวิสามัญ เป็นศาสตราจารย์ธรรมดาไม่ได้ อีกกรณีหนึ่งเป็นกรณีการปูนบำเหน็จ สมมุติว่าเราเกิดมาเปรียบเทียบอาจารย์มหาวิทยาลัย ๒ คน คนหนึ่งยังหนุ่มอยู่ซึ่งสำเร็จมาใหม่ๆ และสามารถที่จะคิดค้นอะไรมาเป็นพิเศษชนิดที่เรียกกันว่าจีเนียสทีเดียว ที่จะเป็นประโยชน์แก่สังคมมาก กับอาจารย์อีกคนหนึ่ง อาจารย์ ข. ซึ่งปีแล้วปีเล่าสั่งสอนนักเรียนด้วยวิชาที่ตัวได้มาเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ๒ คนนี้เราจะเห็นได้ว่าตามระบบราชการปัจจุบัน อาจารย์ ข. จะต้องเป็นศาสตราจารย์ ส่วนอาจารย์ ก. ถ้าหากว่ามาจากเมืองนอกใหม่ๆ ถึงแม้ว่าจะคิดค้นอะไรได้ อย่างมากก็เป็นอาจารย์โท เราไม่สามารถที่จะทำให้การปูนบำเหน็จรางวัลนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามลักษณะของมหาวิทยาลัยได้ วิธีการทำงานของมหาวิทยาลัยกับวิธีปฏิบัติราชการปกติก็มีผิดเวลากัน เวลาทำงานเวลาหยุดต่างกัน ที่สำคัญที่สุดก็คือหน่วยราชการทั่วไปนั้นต้องรับใช้รัฐบาลในขณะใดขณะหนึ่ง แต่ส่วนของมหาวิทยาลัยนั้นต้องรับใช้รัฐบาลเหมือนกัน แต่เป็นรองลงไป มหาวิทยาลัยต้องบริการให้ชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต และเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคต ข้อแตกต่างอีกข้อหนึ่งก็คือ ข้าราชการต่างๆ ต้องปฏิบัติราชการตามวินัยของข้าราชการ จะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไม่ได้ จะเขียนลงหนังสือพิมพ์ไม่ได้ ถ้าหากว่าผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาต ส่วนอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นตรงกันข้าม มีหน้าที่ที่จะเผยแพร่วิชาความรู้ของตนให้สาธารณชนทั่วไปทราบ ถึงแม้ว่าจะขัดกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันแห่งใดแห่งหนึ่ง มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอวิชาความรู้ มีสิ่งที่จะแสดงออกไป ถ้าหากว่าอาจารย์ใดมัวแต่เก็บเงียบในสิ่งที่ตนเห็นว่าควรจะเผยแพร่ สิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นวิชาการแล้ว ผู้นั้นจะถือว่าเป็นอาจารย์หามิได้

๕. อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องใฝ่ในวิชาการเป็นเบื้องต้น การปฏิบัติ
งานนั้นเป็นรอง เพราะเหตุว่าต้องทำงานเกี่ยวกับวิชาการ ข้าราชการปกติในหน่วยงานราชการทั่วๆ ไป ต้องใฝ่ในด้านปฏิบัติเป็นเอก วิชาการต้องถือเป็นโท ถ้าหากว่าการปฏิบัติราชการบกพร่อง แม้ว่าจะมีหน่วยวิจัยในหน่วยราชการนั้นดีสักเพียงใด งานราชการแผ่นดินก็จะเดินไปด้วยดีไม่ได้

๔. การบริหารมหาวิทยาลัย

ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยกับกระผมทุกข้อหรือไม่ในสาระสำคัญของอารัมภบทนี้ ท่านคงจะเห็นต้องกันว่า เรื่องที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดให้เรามาสัมมนากันคราวนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และหัวข้อที่ให้แยกอภิปราย ๔ ข้อนั้น ก็เป็นหัวข้อประเด็นที่จำต้องคิดอ่านหาวิธีปรับปรุงให้การบริการมหาวิทยาลัยและการศึกษาขั้นอุดมดำเนินไปในทางที่ดีที่ชอบ เพราะมหาวิทยาลัยจะต้องกระทำการต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑. มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าในระยะยาวพอสมควร เพื่อบริการนักศึกษาและองค์วิชา ข้อนี้คงจะเป็นหัวข้อที่ท่านทั้งหลายจะได้ถกกันในเมื่อเราจะพิจารณาถึงข้อเสนอของกลุ่มที่ ๑

๒. มหาวิทยาลัยจำเป็นที่จะต้องบริหารงานไปในทำนองที่จะจูงใจผู้ที่เหมาะสมให้มาเป็นอาจารย์ และจำเป็นที่จะต้องทำนุบำรุงรักษาผู้ที่เหมาะสมเป็นอาจารย์นั้น ให้คงอยู่เป็นอาจารย์ต่อไป ข้อนี้
เป็นข้อพิจารณาของกลุ่มที่ ๒

๓. มหาวิทยาลัยควรจะบริหารงานในด้านการส่งเสริม ในด้านการศึกษา และวิจัยให้สูงส่งยิ่งขึ้น ซึ่งท่านจะได้ฟังและได้อภิปรายกันจากรายงานของกลุ่มที่ ๓

๔. มหาวิทยาลัยควรจะมีความสัมพันธ์กับหน่วยบริการและ
มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ลักษณะของความสัมพันธ์นี้เป็นประเด็นของรายงานกลุ่มที่ ๔