ปัญหาและบทบาทมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

มหาวิทยาลัย

ปัญหาและบทบาทมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

กษิดิศ อนันทนาธร เรียบเรียงจากส่วนซึ่งเป็นการแสดงความเห็นของ
อาจารย์ป๋วย ที่ปรากฏในที่ต่างๆ ของหนังสือ รายงานสัมมนา
เรื่อง ปัญหาและบทบาทมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
(พระนคร: สังคมศาสตร์ปริทัศน์, ๒๕๐๗)

 

 

 

 

คำนำ

คนเราเมื่อมีความคิดและอยากใช้ความคิดนั้นให้เป็นประโยชน์ เวลาทำอะไรอยู่ก็อยากจะคิดทำให้งานนั้นดีขึ้น ถ้าทำร่วมกับผู้อื่น ก็อยากจะคิดอ่านปรับปรุงให้งานที่ทำร่วมกันนั้นดีขึ้น ฉะนั้นการที่อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ร่วมกันพิจารณาศึกษางานของตน จนเกิดเป็นรายงานฉบับนี้ขึ้นมา จึงเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนและอนุโมทนา ไม่ว่าจะมองในทัศนะของผู้ที่จะเป็นผู้ว่าจ้างใช้ความรู้ของนิสิตนักศึกษา หรือในทัศนะของนักศึกษาเอง หรือแม้แต่ในทัศนะของผู้ใหญ่ในวงราชการ เพราะแสดงให้เห็นประจักษ์ว่า อาจารย์ทั้งหลายที่ได้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ เป็นผู้ที่มีความคิด และอยากใช้ความคิดนั้นๆ ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมของชาติไทย

การสัมมนาและการชุมนุมกันอภิปรายชนิดนี้ อาจจะทำความเสียหายได้บ้าง ถ้าการสัมมนาและอภิปรายนั้น กระทำไปโดยปราศจากความรับผิดชอบ หรือหนักไปในทางติทำลายไม่มุ่งจะก่อ รายงานนี้คงจะเป็นประจักษ์พยานยืนยันได้ว่า การสัมมนาและการอภิปรายได้เป็นไปโดยชอบและด้วยวิธีที่ชอบ จึงไม่เป็นเรื่องที่จะก่อความเสียหายได้ ถ้าจะเสียหายส่วนบุคคลบ้าง ก็เห็นจะเป็นผู้ใหญ่บางท่านซึ่งท่านสบายใจอยู่แล้ว กลับถูกชักชวนด้วยรายงานฉบับนี้ให้ออกจากห้วงภวังค์ ต้องมาคิดทำ มาปรับปรุงนั่น ปรับปรุงนี่ แต่ถ้าท่านจะคิดเสียว่าท่านก็เป็นผู้ใหญ่ และการปรับปรุงต่างๆ นี้จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมได้ยืนยาวนาน ก็หวังว่าท่านจะให้อภัยและพยายามช่วยเราคิดเพิ่มเติม ช่วยเราปรับปรุงให้สำเร็จได้ผลดีงาม ช่วยสนับสนุนเราให้คิดมากขึ้นอีก ให้สัมมนาอภิปรายกันอีกต่อๆ ไป จะได้ทำประโยชน์เพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้นไปแก่ส่วนรวมของชาติไทย อานิสงส์ก็จะบังเกิดแก่ทุกฝ่ายเป็นมั่นคง

การสัมมนาและการจัดทำรายงานฉบับนี้ มีผู้ลงแรง ลงเวลา
ลงกำลังใจและวาจา เป็นอันมาก มูลนิธิเอเชียได้ลงทุนทรัพย์สนับสนุนด้วยจนสำเร็จ สมควรจะได้รับบันทึกขอบคุณไว้ ณ ที่นี้

 

๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๗

 

ในเรื่องความมุ่งหมายของการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย นายป๋วย
อึ๊งภากรณ์ ได้ให้ความเห็นว่า ควรจะเป็นการส่งเสริมวิชา (body of knowledge) ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ เป็นประการแรก การส่งเสริมวิชาให้ก้าวหน้านี้อาจทำได้ ๒ ทาง คือ ส่งเสริมให้ก้าวหน้าไปโดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงในโลกรอบตัว หรือส่งเสริมให้ก้าวหน้าไปกับโลก คือนำวิชานั้นมาประยุกต์ได้

ประการที่ ๒ การศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยควรมุ่งที่จะปั้นและเสริมสร้างบุคลิกภาพของนักศึกษา ในอันที่จะสามารถรับช่วงหลักวิชาที่ได้รับไปส่งเสริมให้ก้าวหน้าต่อไปอีก ในข้อนี้อาจจะกระทำโดยให้นักศึกษาเป็นทาสวิชา คือทำให้นักศึกษาพยายามทำให้วิชาก้าวหน้าไป แม้แต่ตนเองอาจจะอดตายก็ตาม แต่ก็น่าจะกระทำโดยพิจารณาด้วยว่า นักศึกษาจำเป็นจะต้องใช้วิชาการเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพด้วย

โดยสรุปแล้ว นายป๋วยมีความคิดว่า ความมุ่งหมายของการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยนั้นมีทั้งทางด้านวิชาการ (academic) และด้านปฏิบัติการ (practical) ร่วมกันไป คือทั้งอาจารย์และนักศึกษาทำหน้าที่ส่งเสริมวิชาความรู้ให้ก้าวหน้าไปเพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคม ซึ่งรวมถึงประโยชน์อันเกิดขึ้นโดยทันทีและอันอาจเกิดในอนาคตด้วย

ในเรื่องหลักการของการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย นายป๋วย
สนับสนุนความเห็นของนายอดุล วิเชียรเจริญ[1] ว่าควรจะได้แก่
อิสรเสรีภาพของมหาวิทยาลัย เสรีภาพทางวิชาการทั้งในด้านการศึกษาและการวิจัย และความสามารถที่นักศึกษาจะควบคุมดูแลตนเองได้ แต่ขอเพิ่มหลักการอีกข้อหนึ่ง คือความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างแขนงวิชาต่างๆ ทั้งนี้เพราะในปัจจุบันวิชาการได้แตกแขนงออกไปมากมาย จึงไม่สามารถจะมีผู้ใดรู้รอบไปเสียทุกอย่างได้

 

นายป๋วยชี้แจงตอบข้อห่วงใยในรายงานของนายกมล สมวิเชียร[2] ว่า ความจริง การพัฒนาที่พูดๆ กัน หาได้มุ่งเฉพาะในด้านเศรษฐกิจแต่อย่างเดียวเท่านั้นไม่ หากยังคลุมถึงด้านอื่นๆ ของสังคมประกอบกันไปด้วย เช่น การศึกษาและสาธารณสุข

การจำกัดความคำว่า เศรษฐกิจ และ เศรษฐศาสตร์ ย่อมจำกัดให้แคบหรือกว้างได้ แต่หน้าที่ของวิชาเศรษฐศาสตร์มีอยู่ในเรื่องบำบัดทุกข์บำรุงสุข ทั้งกายและจิตใจ เป็นแต่ว่าสุขที่มองเห็นกันได้ส่วนมากเป็นเรื่องของทางกายมากกว่าทางใจเท่านั้น

อันที่จริง สภาพัฒนาเศรษฐกิจก็ดี หรือนักเศรษฐศาสตร์ก็ดี มิใช่เพ่งเล็งไปในทางที่จะเกี่ยวกับวัตถุอย่างเดียว นักเศรษฐศาสตร์ที่เพ่งเล็งในเรื่องวัตถุอย่างเดียวนั้น หาใช่นักเศรษฐศาสตร์ที่ใช้การได้ไม่

 

สำหรับปัญหาที่ว่า ควรจะมีการวางแผนการพัฒนาหรือไม่ และการวางแผนจะขัดกับเสรีภาพของเอกชนเพียงใดนั้น นายป๋วยอภิปรายว่า ควรจะมีแผนพัฒนาแน่ การมีแผนหมายความว่า เพื่อจะได้ดูล่วงหน้า เพราะถ้าไม่ดูล่วงหน้าก็ไม่ใช่ผู้รอบคอบ การที่จะใช้เงินเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งๆ ไปแล้ว ปีต่อไปเกิดไม่จ่าย อย่างนี้เป็นการขัดกับหลักการที่จะดำเนินงานต่างๆ การทำงานใหญ่ๆ อย่างเช่นการก่อสร้างมหาวิทยาลัย จำเป็นอยู่เองที่จะต้องพิจารณาล่วงหน้ากันมากๆ

ส่วนในข้อที่ว่าการวางแผนพัฒนาจะขัดกับเสรีภาพของเอกชนหรือไม่นั้น นายป๋วยให้แง่คิดว่า เป็นปัญหาขึ้นอยู่กับว่า การวางแผนดีหรือไม่ดีมากกว่า ถ้าการวางแผนไม่ดี ก็อาจจะขัดกับเสรีภาพของเอกชนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความหมายของเสรีภาพและประชาธิปไตยยังไม่สู้เป็นที่เข้าใจกันดีนักในเมืองไทยขณะนี้

 

ประเด็นที่ว่า มหาวิทยาลัยจะช่วยพัฒนาประเทศอย่างไร นายป๋วยให้ทัศนะว่า จริงอยู่ มหาวิทยาลัยเป็นประทีปอันสูงส่งของหลักวิชาการ แต่โดยที่มหาวิทยาลัยมิใช่ตั้งอยู่ในโลกอวกาศ หากตั้งอยู่ในโลกมนุษย์ ประกอบด้วยปุถุชน ซึ่งมีกิเลสความต้องการในด้านต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามหาวิทยาลัยคำนึงไปแต่อย่างเดียวในทำนองที่ให้คนเป็นทาสของวิทยาการ ก็ย่อมทำหน้าที่ไม่ได้สมบูรณ์ จึงน่าจะถือเป็นหลักได้ว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีนโยบาย มีความมุ่งประสงค์ในด้านสังคมอยู่ด้วย

แผนพัฒนาจะเป็นแผนพัฒนาสังคมหรือเศรษฐกิจ จำเป็นที่จะต้องใช้คน จำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อประเทศเรายังขาดคนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนา มหาวิทยาลัยก็จำเป็นที่จะต้องมี
นโยบายสนองความต้องการในด้านกำลังคนให้แก่สังคม แต่ที่ว่าให้แก่สังคมนี้ ไม่ใช่หมายความว่าจะละทิ้งเอกชนไปเสีย เพราะเหตุว่า
ผู้ปกครองก็ดี นิสิตนักศึกษาที่เข้าไปในมหาวิทยาลัยก็ดี เขาต้องการที่จะได้รับความรู้ และเมื่อได้รับความรู้แล้ว จะนำไปใช้ประกอบอาชีพหารายได้มากน้อยอย่างไร

อย่างในสหรัฐอเมริกาเขาไม่มีแผนในเรื่องกำลังคน ใครเรียนวิชาไม่ถูกต้องตรงกับความต้องการของตลาด ก็หากินไม่ได้ ถ้าเรียนวิชาที่ถูกต้องกับความต้องการของตลาด ก็หากินได้ รายได้ดี มีทางก้าวหน้าต่อไป

แต่สำหรับประเทศไทย ถ้าจะจูงกันไปในทำนองที่ว่า เรียนวิชาไหนก็เรียนพรืดไปหมด สุดท้าย ผลเสียหายจะตกแก่ผู้ที่มาเรียน ไม่ใช่ตกอยู่กับมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะช่วยแผนพัฒนาได้ โดยเลือกเฟ้นวิชาและเลือกเฟ้นบุคคลเข้ามาอบรมให้ทำงานได้ ซึ่งมีวิธีทำ เช่น แบบระยะสั้นดังที่เสนอในรายงานของนายเสนาะ ตันบุญ-
ยืน[3] ว่ามหาวิทยาลัยเป็นแหล่งอำนวยวิทยาการขั้นสูง กระทรวงทบวงกรมควรจะมาขอร้องให้ช่วยเหลือเป็นครั้งคราว อย่างที่ทำกันในต่างประเทศ เขาไม่ต้องมาตั้งหน่วยอบรมขึ้นใหม่ แล้วก็นำเที่ยวไต้หวันให้เปลืองเงินเปลืองทอง แต่เขาให้มหาวิทยาลัยทำ มหาวิทยาลัยทำแล้วก็เป็นประโยชน์แก่เขา อย่างนี้ก็เป็นทางที่จะช่วยให้มหาวิทยาลัยทำประโยชน์แก่หน่วยราชการและแก่เอกชน

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องวางแผนการศึกษาของชาติและแผนมหาวิทยาลัยของชาติว่า เราต้องการนักสังคมกี่คน นักเศรษฐศาสตร์ ช่าง แพทย์ กี่คน เวลานี้ผลิตได้เท่าไร ไปเมืองนอกเท่าไร เหลือสุทธิเท่าไร แต่ข้อสำคัญ อย่าไปยึดถือเอาชื่อของปริญญา ชื่อของกระทรวงทบวงกรมมาเป็นเกณฑ์กำหนดชี้ว่า เราต้องการเท่านั้นเท่านี้

ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยคุณภาพไม้ในกรมป่าไม้ เห็นใช้กันแต่พวกนักเกษตร นักการป่าไม้ ซึ่งถ้าพิจารณาดูให้ลึกซึ้งแล้ว การวิจัยเนื้อไม้จะต้องใช้นักฟิสิกส์ ไม่ใช่คนเชี่ยวชาญทางไม้ หากต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ แต่ที่ปฏิบัติกัน บรรจุกัน เฉพาะนักป่าไม้ อย่างนี้ไม่ถูกเรื่อง หรืออย่างสภาพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ไม่ใช่จะมีแต่นักเศรษฐศาสตร์ ถ้าพิจารณาเรื่องการศึกษาก็จำเป็นต้องเอานักการศึกษาเข้าไปด้วย หรือถ้าพิจารณาเรื่องช่างก็ต้องมีพวกช่าง อย่างนี้เป็นต้น

 

ในประเด็นการศึกษาจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อการผลิตหรือไม่ นายป๋วยเสนอว่า จำเป็นต้องขยายการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยขึ้น แต่การขยายมหาวิทยาลัยนี้ ก็จำต้องคำนึงถึงทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ และเมื่อพูดถึงคุณภาพก็ต้องมีการวางแผนขยายการศึกษาระดับมัธยมศึกษาให้กลมกลืนกัน สำหรับปัญหาจะขยายในวิชาแขนงใดนั้น ก็ต้องเป็นไปตามความต้องการในด้านพัฒนาประเทศว่า ยังขาดคน ต้องการคน ในแขนงใดบ้าง จากนั้นยังต้องมาพิจารณาถึงเรื่องการขยายอาจารย์ ปรับปรุงหลักสูตรวิชาการสอนกันต่อไป

การขยายอาจารย์เป็นปัญหาใหญ่ จะต้องแก้ระบบกัน จึงจะเป็นผล วิธีแก้ที่ใช้กันสมัยนี้ ก็คือ ถ้าอาจารย์ไม่พอ อาจารย์จะไม่อยู่ ก็เอาไปขึ้นกับสำนักนายกฯ เสีย จะได้มีกฎหมายพิเศษขึ้นมา แต่จะเห็นได้ว่า เอาอำนาจนายกฯ มาขู่ ไม่ได้เรื่องแน่ และการที่มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยราชการนี้ เป็นการขัดขวางการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยิ่ง ขัดขวางทั้งในทางโลกและขัดขวางทั้งในทางธรรม ขัดขวางทางโลก ในด้านที่ว่าคนไหนไม่ดี ให้ออกไม่ได้ อาจารย์คนไหนดีจะส่งเสริมขึ้นไปกว่าที่ระบบของ ก.พ. หรือ ก.ม. กำหนดไว้ไม่ได้ จะให้จ่ายเงินเดือนมากกว่าข้าราชการธรรมดาก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต่างคนต่างแต่ขวนขวายเสนอหน้าผู้บังคับบัญชา จะได้เป็นชั้นเอกชั้นพิเศษเร็วๆ อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ขัดขวางทางธรรม เพราะเหตุว่า ไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ อยู่ใกล้นายกฯ นายกฯ ว่าอะไรเป็นดีเสมอ จนกว่าจะตายไปแล้ว เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอะไรที่ขัดขวางต่อการพัฒนาประเทศก็ต้องแก้กัน

คุณสมบัติของบัณฑิต ในข้อนี้ นายป๋วยได้อภิปรายแจ้งว่าการที่จะให้บัณฑิตมีคุณสมบัติทางด้านศีลธรรมกับการศึกษาวิชาศีลธรรมนั้น น่าจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะเรียนได้ อาจจะปฏิบัติไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดคือปฏิบัติ คืออาจารย์ปฏิบัติเอง พ่อแม่ปฏิบัติ รัฐบุรุษปฏิบัติ ให้มันถูกต้องจึงจะใช้ได้ ส่วนศีลธรรมที่สอนในโรงเรียนมัธยม ประถมนั้น สอนกันผิดทั้งนั้น เช่น เห็นมีศีลธรรมน้อย ควรจะมีให้มากขึ้น ก็ไปจัดหลักสูตรในโรงเรียน ไปเข้าแถวเคารพธงชาติ หรือสอนขนบ
ธรรมเนียมในการเข้าเจ้านาย ซึ่งเป็นคนละเรื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม นายป๋วยเห็นด้วยกับการที่ให้บัณฑิตมีศีลธรรม และไม่ใช่เฉพาะแต่บัณฑิตเท่านั้น คนที่ไม่ใช่บัณฑิตก็ควรจะต้องมี
ศีลธรรมด้วย

 

ในเรื่องตำรา นายป๋วยได้ให้ความเห็นไว้ว่า ประเทศไทยยังจำเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยตำราภาษาอังกฤษต่อไปอีกหลายร้อยปี แม้แต่ญี่ปุ่นก็ต้องพึ่งตำราอเมริกันและรัสเซีย อย่างไรก็ตาม นายป๋วยได้ให้ข้อคิดว่า อันที่จริงตำราไทยก็ยังพอมี เช่น นักศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์อ้างว่าตำราไม่มีอ่าน แต่ความจริงแล้วมีตำราภาษาไทยในวิชานี้เป็นจำนวนมาก

อนึ่ง อาจารย์ผู้สอนบางท่านก็มักจะชอบผูกขาดในการสอนและตำราเรียน ถ้านิสิตนักศึกษาอ่านตำราของคนอื่นก็อาจจะสอบตก ไม่สนับสนุนให้อ่านตำราของคนภายนอก และเวลาบรรยายก็มักจะใช้วิธีบอกคำบอกให้จด ซึ่งใช้ไม่ได้ในขั้นมหาวิทยาลัย

นายป๋วยได้กล่าวเลยไปถึงการวิจัยด้วยว่า จะหมายความกันอย่างไร ไม่ใช่ลอกตำราเล่มหนึ่งเป็นการก๊อบปี้ ลอกสองเล่มเป็นการค้นคว้า ลอกสามเล่มเป็นการวิจัย ควรจะเป็นการหัดให้ใช้ความคิดว่าตำราถูกหรือผิดจะดีกว่า

 

สำหรับหัวข้อการคัดเลือกนักศึกษา นายป๋วยได้เริ่มอภิปรายโดยให้ความเห็นว่า รัฐควรจะซื่อสัตย์ต่อประชาชน คือต้องบอกกับประชาชนให้รู้ว่า เด็กบางคนอาจจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่บางคนอาจจะเข้าไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่ของแปลกอะไร ควบคู่ไปนั้นจะต้องส่งเสริมการศึกษาขั้นอาชีวะ ซึ่งมีความสำคัญที่สุดในการศึกษาของประเทศ

จากนั้นนายป๋วยชี้ให้เห็นว่า การคัดเลือกยังบกพร่องอยู่ เพราะนักเรียนหัวดีที่สอบเข้ามาเรียนเพียงชั่วคราวแล้วไปต่างประเทศ เช่นนี้เป็นการแย่งที่นั่งและโอกาสของคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรพิจารณา

 

๑๐

เรื่องลักษณะพิเศษทางการสอนในมหาวิทยาลัยนั้น นายป๋วยเสนอว่า

๑. ผู้สอนจะต้องมีความหนักแน่น อุทิศตนให้เป็นประโยชน์แก่วิชาและนักเรียนที่ตนสั่งสอน

๒. การสอนนั้น เพียง สุ จิ ปุ ลิ เท่านั้นไม่พอ ต้องฝึกหัดนิสัยการอ่าน ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง ควรฝึกให้มีตั้งแต่ชั้น ม.ศ. จนถึงขั้นมหาวิทยาลัย และ

๓. นักศึกษาควรมีเวลาอยู่ตัวต่อตัวกับอาจารย์ผู้ควบคุม (Tutors) จึงจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาที่เข้ามหาวิทยาลัยปีแรก

 

๑๑

นายป๋วยเสนอว่า คุณวุฒิของอาจารย์นั้น (ก) ควรจะเป็นผู้มีความรู้ (ข) สามารถถ่ายทอดความรู้นั้นได้ และ (ค) เป็นผู้สามารถให้นักเรียนคิด เรียน และฝึกฝน ๓ ข้อนี้จะขาดเสียมิได้

เรื่องการจัดระบบอาจารย์เพื่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างการสอนและการวิจัย นายป๋วยเสนอว่า จำเป็นต้องสนับสนุนเรื่องการให้หยุดสอนชั่วคราว เพื่อทำการค้นคว้าวิจัย ซึ่งถ้ามหาวิทยาลัยอยู่ในราชการ ก็ต้องให้ ก.พ. หรือ ก.ม. อนุญาตเป็นพิเศษ ถ้าไม่อยู่ในระบบราชการก็ยิ่งทำให้สะดวกยิ่งขึ้น และเพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ ชาวนาและกระบืออาจจะมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์มหาวิทยาลัยกับหน่วยราชการ หมายความว่า ถ้าทางราชการต้องการนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย ก็ให้ยืมไปสัก ๒ ปี แล้วกลับมาสอนใหม่ แต่การขอยืมตัวอย่าให้ขาดไปเลย ถ้าขาดแล้วจะเกิดผลเสีย

นายป๋วยกล่าวว่า เรื่องมหาวิทยาลัยเป็นราชการนั้น เห็นด้วยว่าปัจจุบันมีถึง ๘ นาย จริงอยู่ แม้ไม่เป็นราชการก็คงมีหลายนาย
เหมือนกัน แต่การเป็นราชการดีไม่เท่ากับการไม่เป็นราชการ

นายป๋วยกล่าวว่า การส่งเสริมมาตรฐานของอาจารย์นั้น ไม่ได้อยู่ที่การค้นคว้าเผยแพร่อย่างเดียว งานวิจัยกับงานสอนควรไปเท่าๆ กัน แต่มิได้หมายความว่าจะให้งานวิจัยมารวมอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งเดียว มิฉะนั้นแล้วสถาบันทางอื่นซึ่งมีหน้าที่ค้นคว้า อย่างสถาบันวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่ได้ทำหน้าที่ซึ่งเขากระทำตลอดมาด้วยดี ถ้าหากว่ากระทรวงทบวงกรมจะวิจัย ก็ให้วิจัยไปด้วย แต่มหาวิทยาลัยจะอุทิศเงินอุทิศตนเพื่อการวิจัยเพื่อการเผยแพร่ให้มาก

นายป๋วยกล่าวเกี่ยวกับการเผยแพร่วิชาการว่า เข้าใจว่าตามปกติ อาจารย์ควรมีเวลาว่างพอสมควรระหว่างปิดเทอม น่าจะร่วมกันทำงาน extension โดยรัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยสนับสนุนให้เดินทางไปบรรยายตามชนบทที่ไม่มีมหาวิทยาลัย วิธีนี้อาจจะให้ประโยชน์แก่ผู้ฟังมาก

 

๑๒

เรื่องการเก็บค่าเล่าเรียน นายป๋วยสนับสนุนในข้อที่ว่าไม่ควรขึ้นค่าเล่าเรียน เพราะอย่างไรมหาวิทยาลัยก็จะพ้นแอกแห่งการเงินของรัฐไปไม่ได้ ข้อสำคัญ มหาวิทยาลัยควรเสนองบประมาณการเงิน ว่าต้องการปีหนึ่งเท่าไหร่ และจะใช้จ่ายอย่างไร

เรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย นายป๋วยตั้งข้อสงสัยว่า จุฬา-
ลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นมีรายได้มากมาย นอกเหนือจากที่ได้จากรัฐ จุฬาฯ ได้เคยเสนองบประมาณต่อสภามหาวิทยาลัยหรือเปล่าว่าปีหนึ่งๆ ตนมีรายได้เท่าไร ได้แล้วจะเอาไปทำอะไรบ้าง ที่มหาวิทยาลัยธรรม-
ศาสตร์นั้น เวลาประชุมกรรมการสภามหาวิทยาลัย มีการเสนองบประมาณแยกออกเป็น ๒ แผนก แผนกหนึ่งคืองบประมาณแผ่นดิน อีกแผนกหนึ่งคืองบประมาณอันหามาได้เอง กรรมการสภามหาวิทยาลัยย่อมมีสิทธิที่จะพิจารณาดูได้ว่า ที่เสนอนั้นชอบหรือมิชอบประการใด ถ้าไม่เสนองบประมาณขึ้นมา กรรมการก็แสดงฤทธิ์อะไรไม่ได้ ก็เลยมีแต่เรื่องอันน่าเบื่อ เพราะคณบดีและกรรมการก็หน้าเก่าๆ เลือกขึ้นใหม่ก็คนเดิมเสียเป็นส่วนมาก มิเช่นนั้น ก็ทำหน้าที่พิจารณาไล่เด็ก ซึ่งนานๆ จะมีสักครั้ง

ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่พิจารณาหลักสูตรและการเงิน โดยเฉพาะการเงิน ควรใช้นักธุรกิจมาดูแล อย่างเช่น ลอร์ดเคนส์เอาเงินของคิงส์คอลเลจ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ไปเล่นแชร์ จนคอลเลจนั้นร่ำรวยหนักหนา ถึงเราจะไม่ต้องเสี่ยงขนาดเคนส์ แต่จะมาเก็บเงินดังยายแก่เก็บทรัพย์ หรือดังวัดกับที่ธรณีสงฆ์นั้น ไม่สมควร เพราะรายได้ไม่งอก ใครๆ ก็รู้ สำนักงบประมาณก็รู้ ว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นร่ำรวย มีที่ดินมากมาย แต่ก็ไม่มีใครทราบว่า ทำเงินให้เป็นประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยเพียงใด

๑๓

นายป๋วยเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรวางแผนเสนอสภาพัฒนาเศรษฐกิจ นายป๋วยว่า คนส่วนมากมักไม่รู้หน้าที่ของสภาพัฒนา น่าที่จะลองติดต่อดู และการที่วางแผนจะต่างคนต่างทำไม่ควร พวกครู
อาจารย์หนุ่มๆ ควรร่วมแรงร่วมกำลังกัน มิใช่เพื่อตั้งเป็นสหพันธ์กรรมกร ทำอย่างนี้ไม่ได้ผล ขืนทำขึ้นจริงๆ นายกรัฐมนตรีจะมาเป็นประธานสหพันธ์ดังกล่าวเสียเอง จะให้ได้ผลนั้น ต้องร่วมหัวกัน อย่างน้อยก็ประชุมระบายทุกข์ยากสู่กันฟังได้ เบาใจไปเปลาะหนึ่ง และทำการร่วมกัน ช่วยกัน เป็นกลุ่มเป็นก้อน มักได้ผลดีกว่าทำคนเดียว ทั้งยังจะรู้จุดแข็งจุดอ่อน เป็นประโยชน์แก่กันและกันด้วย ปะเหมาะเคราะห์ดีอาจสำเร็จได้ง่ายๆ

แม้กับสำนักงบประมาณก็อย่าได้ไปกลัวเกรง อย่าละหลักการและอุดมการณ์ อย่าหาทางออกง่ายๆ ด้วยวิธีวิ่งไปประจบข้าราชการผู้น้อยในสำนักงบประมาณ เพราะบุคคลดังกล่าวตัดสินชี้ขาดไม่ได้ อย่าไปกลัวว่าเขาจะอาฆาต ต้องสู้ขึ้นเรื่อยๆ จนระดับอธิการบดีกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง จนถึงเจ้ากระทรวง และคณะรัฐมนตรีในที่สุด ถ้าไม่ได้ก็แล้วไป ปีหน้าเอาใหม่ ทั้งนี้แหละทั้งนั้น นายป๋วยก็สงสัยว่า บางทีภายในมหาวิทยาลัยเองจะมีอุปสรรคทางผู้ใหญ่ ไม่ให้อาจารย์หนุ่มๆ สาวๆ ทำการอย่างเต็มที่ก็ได้ดอกกระมัง

อนึ่ง นายป๋วยเตือนที่ประชุมว่า อธิบดีกรมบัญชีกลาง ตั้งแต่สมัยนายบุญมา วงศ์สวรรค์ ได้เคยส่งจดหมายเวียนถึงสถาบันต่างๆ ว่าถ้าทำตามระเบียบของกระทรวงการคลังไม่ได้ ขอให้ส่งผู้แทนไปเจรจา แต่ก็ไม่มีใครส่งไปเลย เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรมีโอกาสได้พบกับเจ้าหน้าที่การเงินเสียบ้าง เพื่อหาทางเข้าใจซึ่งกันและกัน

๑๔

เรื่องการหางานให้เด็กทำนี้ นายป๋วยกล่าวว่า กรมประชา-
สงเคราะห์ และนายพร้อม พานิชภักดิ์ กำลังร่างโครงการแก้ไขอยู่ เชื่อว่าจะหาทางขจัดปัญหาบัณฑิตว่างงานได้ แต่ในระยะนี้ควรขอร้องให้อธิการบดีหางานให้บัณฑิตทำ เพราะอย่างน้อยก็จะเป็นผลได้ส่วนสำคัญอันผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะช่วยมหาวิทยาลัยได้จริงๆ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยควรวางนโยบายระยะยาว ในอันที่จะขจัดปัญหาบัณฑิตไม่มีงานทำ โดยการเชิญพ่อค้านายธนาคารและประชาชนเข้ามาเป็นกรรมการในมหาวิทยาลัยเสียบ้าง อย่าใช้แต่ข้าราชการอย่างเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อที่ผู้มีอาชีพอื่นๆ จะได้แนะนำให้มหาวิทยาลัยดำเนินการ วางหลักการผลิตนิสิตให้เหมาะแก่ความต้องการของโลกภายนอกด้วย

๑๕

เท่าที่สัมมนากันมาตลอดเวลานี้ นายป๋วยเห็นว่า ผู้แสดงทัศนะต่างๆ กันนั้นล้วนประสบอุปสรรคทุกข์ร้อนอยู่ทั้งสิ้น จึงมาระบายสู่
กันฟัง นักการเมืองบางคนอาจเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นวิธีการบ่อนทำลายแบบคอมมิวนิสต์ก็ได้ จึงใคร่ขอกล่าวแก้ว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ แท้ที่จริง การกล่าวความจริงสู่กันฟังเช่นนี้ นานๆ จะมีขึ้นในเมืองไทยสักครั้ง

จริงอยู่ ความจริงอาจมองได้หลายแง่ คนหนึ่งเห็นไปแง่หนึ่ง ก็พูดมาจากใจจริงแต่ในแง่นั้น อีกคนอาจเห็นอีกแง่พูดอีกแง่ก็ได้ ฉะนั้น ขออย่าได้กลัวความจริง ควรหาทางรวบรวมข้อคิดความเห็น ตลอดจนคำพูดเหล่านี้ ตีพิมพ์เป็นเล่ม อย่าไปแก้ไขตัดตอนข้อความที่เป็นความจริง เพราะความจริงเช่นนี้มีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เมื่อตีพิมพ์แล้ว ควรแจกไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่างๆ อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ฯลฯ ให้ส่งถึงท่านเหล่านั้นแต่ละคน เป็นส่วนบุคคล ขืนส่งเสนอขึ้นตามแบบราชการอาจไม่ถึงท่านดังที่บางคนเกรงกลัวกันว่า มัวแต่แทงหนังสือปะหน้า แล้วก็ไม่มีใครอ่าน ในที่สุดรายงานนั้นก็มาถึงผู้เสนอคนเดิมนั่นเอง ถึงจะส่งตรงที่แต่ละท่านเป็นรายบุคคล ท่านอาจจะไม่อ่านก็ได้ แต่เราก็ได้ชื่อว่าทำหน้าที่ของเราแล้ว ปะเหมาะเคราะห์ดี ท่านอ่านขึ้นมา และข้อความบางตอนไปก่อให้ท่านเกิดมติอะไรใหม่ๆ ขึ้น ก็อาจจะเกิดผลในทางดีขึ้นก็ได้ ข้อสำคัญต้องระวังอย่าให้ข้อเท็จจริงผิดพลาดได้ แม้จะเป็นข้อความเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องตรวจดูให้ดี ถ้าพูดขัดกันเองในเรื่องข้อเท็จจริงแล้ว จะทำให้น้ำหนักลดลงไปมาก

สำหรับนายป๋วยเองนั้นเห็นว่า อนาคตของประเทศชาติขึ้นอยู่กับคนหนุ่ม การ “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา” นั้นเป็นของดี เมื่อรู้แล้วต้องเอามาขยายสู่กัน เพื่อหาทางทำให้สังคมและประเทศชาติเจริญขึ้น ข้อน่าวิตกก็คือ คนหลายคนที่ว่ารู้วิชานั้น เมื่อยังหนุ่มก็ยังทำการเข้มแข็งเพื่อสังคม เพราะตัวเองก็ยังต้องต่อสู้เพื่อตัวเองด้วย ครั้นเติบใหญ่ขึ้น มีตำแหน่งหน้าที่การงานและการเงินมั่นคงแล้ว ก็เลยละสุภาษิตวรรคแรกของสุนทรภู่เสีย หันมายึดวรรคหลังว่า “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” มิไยที่สังคมจะยังต้องการความช่วยเหลือจากตัวอยู่เพียงไรก็ตาม

 

 

 

[1]  ดูบทความ “คำอภิปรายเกี่ยวกับหลักการและความมุ่งหมายของมหา-
วิทยาลัย” ของอดุล วิเชียรเจริญ ในหนังสือเล่มดังกล่าว หน้า ๓๐ ก.-๓๐ ญ. – บรรณาธิการ

 

[2]  ดูบทความ “มหาวิทยาลัยกับการพัฒนาประเทศ” ของกมล สมวิเชียร ในหนังสือเล่มดังกล่าว หน้า ๔๖-๔๙ – บรรณาธิการ

 

[3]  ดู “วิจารณ์หลักการและความมุ่งหมายของการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย” ของเสนาะ ตันบุญยืน ในหนังสือเล่มดังกล่าว หน้า ๒๗-๓๐ –บรรณาธิการ