มนุษย์อุบาทว์

มนุษย์อุบาทว์

เขียนเมื่อกันยายน ๒๕๑๗

พิมพ์ครั้งแรกใน อุโฆษสาร ๒๕๑๗–๒๕๑๘

 

 

 

เมื่อผมเรียนในชั้นมัธยมปีที่ ๘ ของโรงเรียนอัสสัมชัญ ๔๒ ปีมาแล้ว ครูผมสอนให้อ่านหนังสือปรัชญาเบื้องต้น ในหนังสือปรัชญานั้น ผมจับความได้ว่าสิ่งประเสริฐในโลกนี้ที่ควรจะใฝ่ใจอยู่เสมอ ได้แก่ ความดี ความจริง และความงาม หนังสือที่กล่าวถึงเป็นหนังสือปรัชญาคริสตัง ถือพระผู้เป็นเจ้าเป็นหลักแห่งความศรัทธา ตามนิกายคริสตังคาทอลิก

อุดมคติเรื่องความดีและความจริงปรากฏอยู่ในพุทธภาษิตต่อไปนี้

 

นาญฺญตฺร โพชฺฌาตปสา          นาญฺญตฺร อินฺทฺริยสํวรา

นาญฺญตฺร สพฺพนิสฺสคฺคา         โสตฺถึ ปสฺสามิ ปาณินํ

 

ซึ่งแปลได้ความว่า “เราตถาคต ไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญาเครื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำรวมอินทรีย์ และการเสียสละทั้งปวง”

ความงามมีความหมายกว้างขวาง คือ ความพึงพอใจอันเกิดจากศิลปะวรรณคดีทั้งที่เป็นร้อยแก้ว และจินตกวีนิพนธ์ ดนตรี นาฏศิลป์ ตลอดจนการกีฬา การเสียสละนับว่าเป็นความงามที่ประจักษ์อยู่อย่างหนึ่ง

ความดี ความจริง และความงามเป็นอุดมคติอันสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ไม่ขึ้นกับที่ผู้ประพฤติปฏิบัติจะได้รับความพึงพอใจ หรือ รางวัลทางใจ ทางวัตถุ หรือไม่

บางครั้ง ผู้ประพฤติปฏิบัติตามอุดมคติอาจจะประสบความผิดหวัง เพราะโลกนี้มีความอยุติธรรม มีอคติ มีอวิชชา มีความชั่ว เป็นธรรมดา

Anouilh นักเขียนฝรั่งเศส กล่าวไว้ว่า

“On a beau faire, on est toujours le salaud de quelqu’un.”

“ถึงจะพยายามทำให้ดีให้งามสักปานใด ก็ต้องมีใครสักคนด่าว่าเราเป็นมนุษย์อุบาทว์”

อัสสัมชนิกรุ่นบุตรรุ่นหลานของผมควรจะคำนึงว่า ใครจะสรรเสริญเราหรือจะด่าว่าเราเป็นมนุษย์อุบาทว์อย่างไรก็ช่างเถอะ ต้องยึดความดี ความจริง ความงาม เป็นอุดมคติตลอดไป