เรียนเพื่อสอบ หรือสอบเพื่อเรียน หรือเรียนเพื่อเรียน

เรียนเพื่อสอบ หรือสอบเพื่อเรียน หรือเรียนเพื่อเรียน

เขียนเมื่อ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๑๐

พิมพ์ครั้งแรกใน เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ๒๕๑๐ และ สรุปผลการสัมมนาวิชาเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย ๑๐ ธันวาคม ๒๕๑๐
(ณ วิทยาลัยบางแสน ชลบุรี
จัดโดยกลุ่ม AIESEC มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

 

 

 

ผมได้รับจดหมายจากนักเรียนเก่าของคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายคน ที่ไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา บางคนมักจะบ่นในทำนองที่ว่าการเรียนที่มหาวิทยาลัยอเมริกันนี้ พวกเขาดูหนังสือกันไม่ใคร่ทัน แม้พวกอเมริกันเองที่อ่านเร็วเข้าใจเร็ว ก็มักจะดูหนังสือไม่ใคร่ทัน เพราะตามมหาวิทยาลัยเขาสอบไล่ (examination) และทดสอบ (test) กันบ่อยๆ ในภาคการเรียนหนึ่งจะต้องมีการทดสอบหลายครั้ง แล้วมีการสอบไล่อย่างน้อย ๑ ครั้ง ฉะนั้นถ้าใครอยากจะสอบไล่ได้ ก็ต้องรีบๆ เตรียมตัว
สอบอยู่เสมอ การอ่านหนังสือตำราเพื่อเตรียมสอบนั้น ก็ต้องอ่านแบบกินข้าวที่เรียกกันว่ายัด เป็นคำไม่สุภาพ คือรีบๆ อ่านไม่ทันได้ย่อย ไม่ทันได้คิด ฉะนั้นเมื่อสอบเสร็จ แม้ว่าสอบไล่ได้คะแนนผ่านไป ดีบ้างไม่ดีบ้าง วิชาความรู้ที่ได้จากการอ่านเตรียมสอบนั้น มักจะบินกลับไปคืนสู่อาจารย์ คืนสู่ตำรา มักจะไม่ติดตัวผู้อ่านลืมหมด ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ผมก็ต้องปลงสังเวชว่า นี่เขาเรียนกันเพื่อสอบ ไม่ใช่เรียนเพื่อแสวงหาวิชา

ในหน้าที่คณบดีเศรษฐศาสตร์ มีอาจารย์บางท่านมาปรารภกับผมว่า วิชาที่อาจารย์สอนอยู่นั้น ใคร่จะมีการทดสอบเก็บคะแนนไว้บ้างสำหรับนักศึกษาในระหว่างที่สอนอยู่ เอาไปบวกกับคะแนนสอบไล่ปลายภาคการศึกษา ผมก็เรียนถามอาจารย์นั้นว่าเพราะเหตุใด มักจะได้คำตอบว่า ถ้ามีการทดสอบละก็นักศึกษามักจะขะมักเขม้น ขยัน อ่านตำรา และฟังคำบรรยาย ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ถ้าเป็นเช่นนี้จริงผมก็ต้องปลงสังเวชว่า นี่เขาสอบเพื่อให้เรียน แล้วก็เรียนเพื่อสอบ ไม่ใช่เรียนเพื่อแสวงหาวิชา

ผมปลงสังเวชดังๆ ให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ท่านก็ตอบว่า นักเรียนของเราไม่เหมือนนักเรียนที่อื่น ถ้าไม่ทดสอบเก็บคะแนนเอาไปรวมกับการสอบไล่ละก็ นักเรียนจะไม่เอาใจใส่ ขาดเรียนบ้าง ไม่เข้าห้องสมุดบ้าง เพราะไปตีกลองกับเดินขบวนเชียร์ ถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเรียน ดูแต่ที่คณบดีสั่งให้นักศึกษาไปฟังคำบรรยายพิเศษซึ่งเชิญศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงของโลกมาบรรยายซิ พอประกาศสั่งไปนักศึกษาก็มาถามว่าคำบรรยายพิเศษนี้เกี่ยวกับการสอบไล่ไหม ถ้าไม่เกี่ยวกับการสอบไล่ก็จะไม่ไปฟัง ผมก็ต้องปลงสังเวชว่า อ้อนี่เขาเรียนเพื่อสอบ ถ้าไม่สอบก็ไม่เรียน

เมื่อผมเรียนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยลอนดอนนั้น เขามีภาคการศึกษาปีละ ๓ ภาค เรียน ๓ ปี ๙ ภาค ถ้าสอบไล่ได้ก็เป็นเศรษฐศาสตรบัณฑิต ในปีแรกเรียนไปฟังคำบรรยาย ไปเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือตำราไป ภาคแรกก็ยังไม่มีสอบหรือทดสอบ ภาค ๒ ก็แล้วไม่มีทดสอบหรือสอบไล่ มาสอบกันจริงๆ เมื่อปลายภาค ๓ ถ้าสอบได้เขาชมเชย เรียกว่าผ่านการสอบไล่ชั้นกลาง (intermediate) ไปได้แล้ว พอขึ้นปีที่ ๒ มหาวิทยาลัยบอกว่าปีนี้เธออ่านหนังสือตำราได้ตามชอบใจ ไม่มีสอบเลยทั้งปี ไปสอบเอาปีที่ ๓ และสอบในตอนปลายปีเสียด้วย ผมก็เลยย่ามใจ ชอบตำราอะไร ก็อ่านไปตามพอใจ หลักเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคารริคาโดว่าอย่างนี้ มาร์แชลว่าอย่างนั้น เคนส์มาแปรเป็นอีกอย่าง ฯลฯ อะไรมันถูกอะไรมันผิด เอามาใช้ที่เมืองไทยได้ไหม ยางกับดีบุกพิเศษอย่างไร รถไฟในประวัติเศรษฐกิจมีความสำคัญอย่างไร ทำไมอเมริกาจึงก้าวหน้าไปกว่าอังกฤษและยุโรป ทำไมนโยบายเศรษฐกิจจึงขัดกับนโยบายสังคม มุสโสลินีปฏิรูปอิตาลีอย่างไรบ้าง และเกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่างไร อารยธรรมตะวันตกต่างกับอารยธรรมตะวันออกอย่างไร พุทธศาสนาต่างกับศาสนาอื่นอย่างไร ทำไมรัฐบาลอังกฤษจึงมั่นคงเปรียบกับรัฐบาลฝรั่งเศส ฯลฯ ผมฟังแล้วอ่าน อ่านแล้วคิด คิดแล้วฟัง ฟังแล้วอ่าน อ่านแล้วถกเถียงกับเพื่อน ถกแพ้เพื่อนไปอ่านใหม่ ยังแพ้เพื่อนอยู่อีกก็ถามครู ครูติเตียนกลับไปอ่านใหม่ กลับมาเอาชนะครูให้ได้ กลับมาเถียงกับเพื่อนอีก ยิ่งอ่านยิ่งย่ามใจ ยิ่งเถียงยิ่งรู้ตัวว่าจน ยิ่งจนยิ่งขวนขวาย ฯลฯ พอปลายปีที่ ๓ ปากก็จัดวิชาก็แน่น ครูออกข้อสอบมาก็เอาที่เถียงกับเพื่อนกับครูมาบรรยายในคำตอบเป็นฉากๆ ครูบอกว่าวิชาแน่นพอใช้ได้ รับปริญญาเกียรตินิยมได้ ผมมีความพอใจ ผู้ดูแลนักเรียนพอใจ ให้เงินรางวัล ๒๕ ปอนด์ไปเที่ยวได้ รัฐมนตรีคลังที่เมืองไทยเจ้าสังกัดมีความพอใจ เพื่อนๆ ปลงสังเวชว่า เจ้าขรัวนี้ เรียนเพื่อเรียน แล้วยังเรียนเพื่อไว้สอบด้วย

คุณทั้งหลายที่เป็นนิสิตแผนกวิชาเศรษฐศาสตร์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณคงไม่แตกต่างกับลูกศิษย์ของผมที่ธรรมศาสตร์มากนัก เพราะคุณก็รุ่นๆ เดียวกัน ความคิดความอ่านก็คงคล้ายคลึงกัน ผมขอถือวิสาสะถามเหมือนกับที่ถามศิษย์ของผมหน่อยเถอะ เราจะเรียนเพื่อสอบ หรือสอบเพื่อเรียน หรือจะเรียนเพื่อเรียนแล้วถึงเวลาสอบก็เหมือนปะเสือ เราก็ชาย (หรือหญิง) ชาติเชื้อ วิชาเกื้อก็จะสู้ดูสักหน จะมุ่งอย่างไรแน่

คุณจะเลือกอย่างไหนก็เป็นเรื่องของคุณ แต่ถ้าเป็นผม ใครมาสบประมาทว่าถ้าไม่สอบแล้วไม่ควรเรียน ผมจะยอมไม่ได้ เพราะเรามามหาวิทยาลัย พ่อแม่หรือผู้อุปการะให้ทุน (ในกรณีของผมประชาชนทั้งประเทศ) หวังว่าจะให้มาเรียน คติที่พึงยึดถือ คือถ้าไม่เรียนก็อย่าสอบ ไม่ใช่ถ้าไม่สอบก็อย่าเรียน