ถ้าหนุ่มสาวมีความรู้ ถ้าผู้เฒ่ามีความสามารถ...

ถ้าหนุ่มสาวมีความรู้
ถ้าผู้เฒ่ามีความสามารถ...

 

 

 

๒๐ สิงหาคม ๒๕๐๙

 

เรียน สาราณียกร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

Si la jeunessesavait, si la viesillessepouvait...

ตามที่คุณได้ติดต่อมาขอเรื่องลงหนังสืออนุสรณ์ประจำปี เนื่องในโอกาสพิธีต้อนรับน้องใหม่และขอให้เป็นเรื่อง “เกี่ยวกับวิชาความรู้ทางด้านการค้าหรือพาณิชย์ รวมทั้งด้านการเศรษฐกิจ” นั้น ผมยินดีตอบสนองให้ แต่เนื่องด้วยไม่มีเวลาพอ จึงขอเขียนเรื่องเป็นทำนองคำขวัญ เกี่ยวกับความรอบรู้ (แทนที่จะเป็นวิชาความรู้เฉพาะด้านเศรษฐกิจ) และขอเขียนมาในจดหมายฉบับนี้เลย

สุภาษิตข้างต้นนั้น แปลตรงตัวว่า “ถ้าหนุ่มสาวมีความรู้ ถ้าผู้เฒ่ามีความสามารถ...” ส่วนที่เป็นจุดละไว้นั้นหมายความว่า โลกนี้จะมีความสุขความเจริญเหลือหลาย จนไม่สามารถจะหาคำมาพรรณนาได้

ในฐานที่ผมมีอายุขัยถึงกึ่งศตวรรษ เคยเป็นหนุ่มมาแล้ว และกำลังจะย่างเข้าสู่ชราภาพ (เคยถูกเรียกว่าผู้เฒ่าหรืออะไรทำนองนั้นก็เคย) เห็นว่าสุภาษิตนี้เป็นความจริง และมีความหมายลึกซึ้งทั้งในทำนองที่จะเตือนใจ และในทำนองเสียดายอาลัยโอกาส จึงขอยกมาเชิญให้นิสิตทั้งหลายลองคิดพิจารณาดู

เท่าที่เคยสังเกตมา ประกอบกับที่เคยได้อ่านได้ฟังผู้รู้ทั้งหลาย คนเราในสมัยนี้มักจะมีปัญญาเปรื่องปราดเฉียบแหลมมากที่สุดในวัยระหว่าง ๑๘ ถึง ๒๕ ขอให้สังเกตคำว่า “มักจะ” และ “ปัญญา” เพราะที่กล่าวนี้กล่าวโดยทั่วไปมีข้อยกเว้น และในตอนนี้ผมกล่าวถึงเฉพาะปัญญา หมายความว่าถ้าเป็นนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย จะใฝ่หาวิชา และใช้ความคิดฝึกฝนวิชาให้แตกฉานได้ดียิ่ง ระยะนี้แหละที่เป็นโอกาสเยี่ยม ถ้าโอกาสนี้ผ่านไปแล้ว ยากนักที่จะเล่าเรียนได้ผลดีหรือรวดเร็วว่องไวเท่าเทียมกับในวัยนี้

แต่การที่เรามีปัญญาดีนั้น ไม่ได้หมายความว่ามีความรู้ เพียงแต่มีความสามารถที่จะแสวงหาความรู้ได้เท่านั้น ถ้าไม่คิดแสวงหาไม่ลงมือกอบโกยเอาความรู้ก็มีแต่ความสามารถเปล่าๆ ไม่ได้ใช้ความสามารถนั้นให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวถึงสติควบกับปัญญา ผู้ใดมีความสามารถ และใช้ความสามารถทางปัญญานั้นเสาะแสวงความรู้เป็นของตน ย่อมทำให้เกิดสติขึ้น ทำให้มีทั้งสติและปัญญาเท่าที่สังเกตมาและเท่าที่ได้ยินได้อ่านจากผู้รู้ สติปัญญามักจะงอกงามได้ดีที่สุดในระยะระหว่างอายุ ๒๕ ไปถึง ๔๕ เป็นเกณฑ์ที่งอกงามเป็นเลิศ

หลังจาก ๔๕ ไปแล้ว อนิจจาสติยังคงอยู่ แต่ปัญญามักจะเสื่อมถอยลง กำลังวังชาก็ด้อยลง แม้จะค่อยๆ ด้อยลง ไม่ถึงกับหมดความสามารถเสียทีเดียว แต่พอย่างเข้าชราภาพ แม้ว่าจะรู้วิธี ก็มักไม่สามารถเสียแล้ว

ที่กล่าวมานี้ กล่าวถึงเรื่องการใช้สติปัญญา ขอเชิญให้นิสิตทั้งหลายลองคิดให้กว้างออกไป คิดถึงเรื่องกำลังกายหรือการใช้อวัยวะต่างๆ เช่น สายตา ประสาทหู การลิ้มรส เป็นต้น ก็คงจะเห็นว่าสุภาษิตนี้ตรงกับความเป็นจริงทุกด้าน

ฉะนั้นในโอกาสพิธีต้อนรับน้องใหม่ของนิสิตคณะพาณิชย-
ศาสตร์และการบัญชี ผมขอเสนอคำขวัญดั่งกล่าวข้างต้นไว้ให้เตือนใจทั้งน้องใหม่และพี่เก่า วัยของคุณทั้งหลายเป็นวัยที่ประเสริฐที่สุดในชีวิต เป็นวัยที่มีความสามารถเป็นพลังในตัว ชอบที่จะใช้ความสามารถนั้นเบิกทางให้เกิดความรู้ ให้เพียบพร้อมทั้งสติปัญญา เพียบพร้อมทั้งความรู้ความสามารถ และเนื่องจากนิสิตในมหาวิทยาลัยมีชีวิตอยู่ร่วมกันสนิทสนม จึงขออวยพรให้ทั้งนิสิตเก่าและนิสิตใหม่จงชักจูงซึ่งกันและกันให้ใช้ความสามารถไปสู่ทางดี ทางชอบ หลีกเลี่ยงอบายมุขนานาประการ สามารถเลือกผิดเลือกชอบ อะไรสำคัญกว่าอะไร และขอให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญด้วยความรู้และความสามารถยิ่งๆ ขึ้นไปจนเกินวัยชรา

 

ด้วยความเคารพและปรารถนาดี

ป๋วย อึ๊งภากรณ์