พระมะหะหมัดกับภูเขา

พระมะหะหมัดกับภูเขา

ตีพิมพ์ใน มหิดล ๒๕๐๑

 

 

 

เรียน ท่านบรรณาธิการ มหิดล

เรื่อง พระมะหะหมัดกับภูเขา

ผมขอส่งบทความเรื่องนี้มาเสนอเพื่อพิจารณาสำหรับหนังสือ มหิดล ต้องขออภัยที่ไม่สามารถส่งมาได้ตามกำหนดที่รับปากไว้เดิม อีกประการหนึ่ง ขอเสนอบทความนี้ในรูปจดหมายเปิดซองถึงเพื่อนๆ นักเรียนที่ยังศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุผลซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไปข้างล่าง

ก่อนอื่น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดอันอาจจะเกิดได้จากหัวข้อเรื่องข้างต้น ผมขอเกริ่นเสียในขั้นนี้ว่า เรื่องที่ผมจะเขียนไม่ใช่ตำราหรือนิยายที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวผมเองและเกี่ยวกับเพื่อนๆ หลายคน ตลอดจนท่านผู้อ่านที่ยังเป็น “นักเรียนนอก” อยู่ในสหรัฐอเมริกา

ผมเองก็เป็น “นักเรียนนอก” คนหนึ่ง มีวาสนาได้ออกมาเล่าเรียนที่เมืองนอกเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ สักเล็กน้อย แล้วกลับไปรับราชการที่เมืองไทยหลังสงคราม วิชาที่ผมเรียนคือ เศรษฐศาสตร์ และผมสังกัดกระทรวงการคลัง เนื่องด้วยผมรับราชการมาแล้วเป็นเวลาสมควร พอจะมีข้อความบางประการมาเล่าให้ “นักเรียนนอก” รุ่นหลังๆ อ่านบ้าง เกี่ยวกับสิ่งที่ได้ประสบมาบ้าง สิ่งที่ได้เห็นประสบกับผู้อื่นบ้าง หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์

หัวข้อเรื่อง “พระมะหะหมัดกับภูเขา” นั้น เนื่องมาจากภาษิตที่ผมได้เห็นเป็นภาษาอังกฤษ ใจความว่า “ถ้าภูเขาไม่มาหาพระมะหะหมัด พระมะหะหมัดก็ต้องไปหาภูเขา” มีอรรถาธิบายว่า พระมะหะหมัดเป็นศาสดาจารย์ (prophet) ผู้ใหญ่ มีศิษยานุศิษย์หลายร้อยล้านคน แม้กระนั้นก็ยังฝืนธรรมชาติไม่ได้ จะรอให้ภูเขาเดินมาหาท่านไม่ได้ ถ้าท่านอยากจะเห็นภูเขา ท่านยังต้องไปหาภูเขา

ภาษิตนี้เมื่อผมแรกประสบ จำไม่ได้ว่าได้ซาบซึ้งตรึงใจมากกว่าภาษิตอื่นๆ แต่ในกาลต่อมา มีหลายโอกาสและหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ประหวัดคิดถึงภาษิตบทนี้เสมอๆ ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นภาษิตประจำใจก็เป็นภาษิตที่หวนกลับมาสู่ความคิดความอ่านบ่อยๆ ผมจะยกตัวอย่างในจดหมายนี้ให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดู ตัวอย่างเหล่านี้เป็นตัวอย่างความเป็นไปของ “นักเรียนนอก” ในวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่เข้าใจว่าพอจะเป็นอุทาหรณ์ได้สำหรับ “นักเรียนนอก” วิชาอื่นด้วย ถึงแม้สำหรับผู้ที่ไม่ใช่ “นักเรียนนอก” ก็คงจะใช้ได้

นักเศรษฐวิทยากับเศรษฐกร

เมื่อผมยังเป็นนักเรียนอยู่นั้น เกิดเลื่อมใสและรักวิชาที่เรียนมากถึงขนาดที่พอจะปักใจได้เมื่ออายุเพียงยี่สิบเศษๆ ว่าจะยึดถือเศรษฐ-
ศาสตร์นี้เป็นวิชาชีพต่อไปแน่ นอกจากนั้นสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยลอนดอนยังยุให้คิดอ่านใคร่จะค้นคว้าวิชาการในแขนงนี้ให้ลึกซึ้งกว้างขวางยิ่งขึ้น คิดว่าถ้ากลับไปเมืองไทยแล้วจะตั้งตนเป็นนักเศรษฐวิทยา (Scientist in Economics) ทำหน้าที่ทางการศึกษาและค้นคว้า (aca-
demic) และสอนวิชานี้ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย อีกนัยหนึ่ง ใคร่จะได้ดำเนินอาชีพเป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ (academic economist)

แต่เนื่องด้วยผมสังกัดราชการกระทรวงการคลังดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ก็ได้รับราชการในกระทรวงการคลังตลอดมา หน้าที่ราชการในกระทรวงการคลังนั้น ก็มีดอกที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ บางขณะก็มีมาก บางขณะก็มีน้อย แต่ไม่เหมือนกับอาชีพอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่ตั้งใจไว้เดิม ถ้าจะเทียบกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (natural sciences) แล้ว นักวิทยาศาสตร์มีอยู่ ๒ ประเภท คือ ที่เป็นอาจารย์วิทยาศาสตร์ (scientist) กับที่เป็นผู้ปฏิบัติงานด้านวิทยาศาสตร์ (technician) งานที่ผมทำในกระทรวงการคลังเป็นทำนองปฏิบัติงานเศรษฐศาสตร์ หรือ Economic technician ซึ่งผมแปลว่า เศรษฐกร ไม่ใช่นักเศรษฐวิทยา (Economic scientist)

หน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานในฐานเศรษฐกรนั้นไม่เหมือนกับงานของนักเศรษฐวิทยา เพราะต้องเกี่ยวข้องกับงานอื่นเป็นอันมาก ไม่สามารถอุทิศเวลาสำหรับค้นคว้าและศึกษาได้เต็มที่ แต่อย่างไรก็ดี ผมเคราะห์ดีที่ได้รับหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาการอยู่มากเหมือนกัน จึงสามารถปลอบใจตนเองได้ว่า เอาเถิดถึงไม่ได้ทำงานเป็นนักเศรษฐวิทยาก็ยังเป็นเศรษฐกร เปรียบเหมือนพระมะหะหมัดเรียกภูเขามาหา ภูเขาไม่มา ตนก็ประนีประนอมไปหาภูเขาเป็นการคล้อยตามความจำเป็นของฐานะแวดล้อม

กำลังใจของ “นักเรียนนอก” หนุ่มๆ

มีเรื่องที่น่าขันอยู่ตอนที่ผมเริ่มเข้าทำงานใหม่ๆ คือ ตามปกติคนหนุ่มๆ สาวๆ เมื่อเริ่มเข้าทำงานก็เปรียบเหมือนไม้กวาดใหม่ อยากจะกวาดให้สะอาด (new brooms sweep clean) คืออยากจะทำการทำงานให้เห็นผลให้มีประโยชน์จริงๆ เห็นทันตา ความจริงผมเคราะห์ดีที่ได้รับหน้าที่สำคัญตั้งแต่แรกเข้ารับราชการ แต่ผู้ใหญ่ชั้นรัฐมนตรีท่านยังไม่เคยเรียกใช้เลย วันหนึ่งเลขานุการท่านรัฐมนตรีผู้หนึ่งเข้ามาบอกผมว่า ท่านรัฐมนตรีเรียกให้ผมไปหาท่าน รู้สึกครึ้มใจคิดว่า “พระมะหะหมัด (ผม) จะต้องไปหาภูเขา (ท่านรัฐมนตรี) สักหน่อย” กระหยิ่มใจว่าท่านคงจะใช้งานเกี่ยวกับเศรษฐกิจการคลังชิ้นสำคัญละกระมัง จะได้ตั้งตัวเป็นโหราธิบดีกันละคราวนี้ ครั้นไปถึงท่านผู้ใหญ่ ปรากฏว่างานชิ้นแรกที่ท่านรัฐมนตรีใช้ให้ผมทำนั้น คือ ให้เขียนจดหมายภาษาอังกฤษไปเชิญคณะฟุตบอลต่างประเทศคณะหนึ่งมาแข่งขันกับคณะฟุตบอลไทย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า (๑) “นักเรียนนอก” หนุ่มๆ สาวๆ ใหม่ๆ ทั้งหลายอย่าคิดว่าหน้าที่การงานที่ตนจะได้รับนั้นจะเป็นงานเกี่ยวกับวิชาที่ตนเรียนมาเชี่ยวชาญเสมอไป ถ้าจะตั้งตนเป็นผู้มีความรู้เป็นศาสดา เป็นพระมะหะหมัด บางขณะก็ต้องเดินไปหา “ภูเขา” คือต้องรับงานที่ตนไม่ถนัดด้วย หรือจะใช้ถ้อยคำภาษิตอีกข้อหนึ่ง ก็คือ ต้องรับทั้งสิ่งที่หยาบผสมกับสิ่งที่ละเอียดอ่อนด้วย (take the rough with the smooth) แต่อย่างไรก็ดี สมมุติว่า เราเรียนทางฟิสิกส์มา แล้วท่านผู้ใหญ่ท่านใช้ให้ไปทำงานในด้านระบำทำเพลงอยู่ตลอดเวลา ก็แปลว่าสิ่งที่หยาบนั้นมันมากกว่าสิ่งละเอียดอ่อนจนเกินไป เป็นภาวะสุดแสนจะทนทานได้ ในกรณีเช่นนี้เห็นจะต้องตั้งตนเป็นภูเขา คือ ขอดื้อไว้ ไม่ยอมเขยื้อน ไม่ยอมเป็นพระมะหะหมัดละ

(๒) พวกเราที่สำเร็จการศึกษาไปรับราชการในประเทศไทย
แล้วนานๆ เช่น สัก ๑๐ ปีแล้วเป็นต้นไป มักจะลืมบ่อยๆ ว่าตนครั้งหนึ่งเคยเป็นไม้กวาดใหม่ เคยกระตือรือร้นอยากกวาดให้สะอาด เคยจู้จี้กวนใจผู้ใหญ่กระตุ้นท่านในเรื่องต่างๆ ครั้นพอเราเริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเอง ก็เริ่มรำคาญเด็กๆ รุ่นหลังที่เข้ามาใหม่ และประพฤติตนเช่นเดียวกันกับที่เราเองได้ทำมาแล้วเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง บ่นว่าเด็กนั่น เด็กนี่ยุ่งเหลือเกิน ถือตัวว่ามีความรู้สมองใส แต่ไม่เคยงาน เสนอความเห็นกวนใจจริง ถ้าใครลืมตัวเช่นนี้ก็น่าเสียดาย เพราะขาดชีวิตไปเสียแล้ว กลายเป็นภูเขาเลย เขยื้อนตัวไม่ได้ แท้จริงยิ่งเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็ยิ่งควรจะทำตัวเป็นพระมะหะหมัดจึงจะถูก ต้องอ่อนน้อมไปหาภูเขาบ้าง

การเขียนกับการพิมพ์

ผมสังเกตเห็นว่า คนที่สำเร็จการศึกษากลับไปเริ่มทำงานในเมืองไทยนั้น ส่วนมากคาดว่าเมื่อตนมีความรู้ดีแล้วคงจับงานที่สำคัญ เช่นเรียนเศรษฐศาสตร์ไป ก็คงจะกลายเป็นโหราจารย์ในด้านเศรษฐกิจ กล่าวหรือเขียนอะไรขึ้นมาก็มีคนเอาใจใฝ่ถือเป็นคัมภีร์ ออกความเห็นว่า วิธีพัฒนาเศรษฐกิจไทย คือ ทำให้คนไทยเจริญสูงยิ่งขึ้นนั้น จะต้องให้รัฐบาลลงทุนอย่างฉัน ประชาชนได้รับการอบรมอย่างนี้ ระบบนั้นไม่ดี ระบบนี้ดี พิสูจน์ได้ออกมาเป็นสูตรเป็นทฤษฎี คนเหล่านี้จะผิดหวังเป็นส่วนมาก ข้อแรกที่สุด สมมุติว่าเกิดมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นเช่นว่านั้น (ความจริงโอกาสนั้นไม่ใคร่จะมีด้วยซ้ำ) ผมสังเกตดูว่าส่วนมากไม่ใคร่เข้าใจว่าจะเขียนหรือพูดออกความเห็นมาให้ผู้อื่นเข้าใจแจ่มแจ้งได้อย่างไร มักจะลืมตัวว่าตนเรียนภาษาต่างประเทศ คนที่ฟังหรืออ่านความเห็นเรานั้นไม่ใคร่สันทัดภาษานั้นๆ เราเองจะแสดงความเห็นในหลักวิชาก็ไม่สู้จะสันทัดในภาษาไทย พูดไทยคำหนึ่ง ฝรั่งคำหนึ่ง พัวพันกันไปหมด รูปประโยคก็กลายเป็นฝรั่งไป เช่น คำว่า 5 percent แปลว่า ร้อยละ ๕ ก็ถูก แต่บ้าแปล percentage ว่า “ร้อยละ” เฉยๆ หรือ “อัตราร้อยละ” ผมก็ว่ามันขัดๆ ชอบกล (ผมว่าควรใช้ “อัตราส่วนร้อย”) ฉะนั้น ผมจึงมีความเห็นว่า ข้อแรก พวกเราต้องหัดพูดเขียนเป็นภาษาไทยให้ผู้อื่นเขาเข้าใจได้

เวลาเขียนบันทึกหรือข้อความอย่างใด “นักเรียนนอก” มักจะเอาใจใส่ในข้อความที่สำคัญ เขียนแต่เฉพาะที่ตนเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ หวัดบ้าง ย่อบ้าง เพื่อให้รวดเร็ว พอส่งไปพิมพ์เข้า คนพิมพ์ดีดมักจะมีความรู้น้อยกว่าแน่ละ แกก็พิมพ์เท่าที่จะพิมพ์ได้ และพิมพ์ให้เท่าที่เราเขียนไปให้แกพิมพ์ ถ้าเราไม่สนใจชี้แจง หรือเขียนให้แจ่มแจ้ง จะไปโทษว่าเป็นความผิด ความบกพร่องของคนพิมพ์ได้หรือ และยิ่งเป็นบันทึกหรือหนังสือภาษาฝรั่งด้วย พวกเรามักจะลืมไปว่าคนพิมพ์นั้นมหัศจรรย์แท้ แกไม่รู้ภาษาฝรั่งดอก แต่แกพิมพ์ภาษาฝรั่งให้เราได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้เขียนต้องเป็นพระมะหะหมัด ต้องไปหาภูเขา เสกคาถาให้ภูเขามาหาไม่ได้

นโยบายเศรษฐกิจกับสถิติ

อีกข้อหนึ่งที่นักเรียนนอกเริ่มทำงานใหม่ๆ มักจะตีโพย
ตีพาย และยกเป็นข้อแก้ตัวที่จะไม่เอาใจใส่ทำงาน ก็คือ อ้างว่าไม่มีสถิติหรือสถิติไม่ดี ก็แน่ละใครจะบอกความเห็นเรื่องเศรษฐกิจหรือนโยบายเศรษฐกิจ ถ้าสถิติขาดตกบกพร่องเชื่อถือไม่ได้ ย่อมทำได้ดียาก และก็เป็นความจริงเสียด้วยที่เมืองไทยบกพร่องเรื่องสถิติ เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญอื่นๆ แต่ส่วนมากการตีโพยตีพายนั้นก็เกินความจริงไป สถิติของไทยมีอยู่มากพอใช้ ถึงแม้จะบกพร่องไม่สมบูรณ์ และบางอย่างอาจจะเก็บมาอย่างไม่ตรงกับหลักวิชานักก็ตาม ถ้าผู้ที่ใคร่จะศึกษาค้นคว้าใช้ความพยายามและใช้ความพินิจพิเคราะห์พอสมควร ก็พอจะหามาทำยาได้บ้าง จะยกตัวอย่างให้เห็นดังนี้

สถิติเศรษฐกิจที่พอจะหาศึกษาได้ในประเทศไทย

เรื่องที่ต้องการศึกษา

ต้นสถิติเจ้าหน้าที่

การผลิต

ข้าว

ยางและเกษตรภัณฑ์อื่น

ไม้

 

กระทรวงเกษตร 

กระทรวงเกษตร 

กระทรวงเกษตร 

การผลิต

ดีบุกและแร่อื่นๆ

น้ำตาลและสินค้าอุตสาหกรรมอื่น

ยาสูบ

ผลผลิตทั่วประเทศ

 

กระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงการคลัง

สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ

การค้า

ค่าครองชีพ

ราคาขายส่งและราคาขายปลีก

จำนวนห้างร้านล้มละลาย

การค้ากับต่างประเทศ

 

กระทรวงเศรษฐการ

กระทรวงเศรษฐการ

กระทรวงเศรษฐการ

กระทรวงการคลัง

การเงินและธนาคาร

ธนบัตรออกใช้

เงินฝากธนาคาร

เงินตราต่างประเทศ

อัตราแลกเปลี่ยนเงิน

ศูนย์การชำระเงินต่างประเทศ

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารต่างๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย

การคลัง

งบประมาณประจำปี

รายจ่ายรัฐบาล

ภาษีอากรและรายได้รัฐบาล

หนี้ของรัฐบาล

 

สภาผู้แทนราษฎร

กระทรวงการคลัง

กระทรวงการคลัง

กระทรวงการคลัง

การคมนาคม

ถนน    

รถไฟ    

ขนส่งทางน้ำ

เรือสินค้าเข้าออก

 

กระทรวงคมนาคมและมหาดไทย

การรถไฟแห่งประเทศไทย

กระทรวงคมนาคม

การท่าเรือแห่งประเทศไทย

และกรมศุลกากร

ประชาชน

จำนวนประชากร

 

รายละเอียดสำมะโนครัว

 

กระทรวงมหาดไทย

และสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ

สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ

 

สถิติเหล่านี้สำนักงานสถิติกลางของสภาเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นผู้ประมวลเผยแพร่อยู่ สำหรับสถิติละเอียดในด้านการเงิน การธนาคารนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ประมวลเผยแพร่ ผู้สนใจไปขอค้นขอรับได้โดยไม่ลำบากนัก

รายการที่ผมยกมาแสดงในบัญชีข้างต้นคงจะไม่ครบ แต่ก็พอจะชี้ให้เห็นแล้วว่าเรามีตัวเลขพอสมควรที่จะเป็นหลักพิจารณาปัญหาเศรษฐกิจได้บ้าง เช่น จะพิจารณาเรื่องเงินเฟ้อ ก็พอจะใช้ตัวเลขแสดงธนบัตรและเงินฝากธนาคาร ค่าครองชีพ ราคาขายส่งขายปลีก ตลอดจนการคลังและการค้าต่างประเทศได้ หรือจะพิจารณาปัญหาเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ เราจะจับตั้งแต่ผลผลิตทั่วประเทศ ดูรายละเอียดการผลิต ดูว่าเรามีทุนเป็นเงินต่างประเทศเท่าใด จะทำอย่างไรให้การคมนาคมสะดวกขึ้น จะค้าขายกับต่างประเทศขยายตัวเท่าใดจึงจะดี และจะเพิ่มผลิตอะไรดี ก็พอจะมีตัวเลขแสดงได้ดังนั้น หรือตัวอย่างอีกข้อหนึ่ง เราสงสัยว่าทำไมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงเกิดวิปริตไป สงสัยว่าทุนเงินตราต่างประเทศของเราจะพร่องไปมากเพียงใด จะแก้ไขอย่างไร ก็พอจะอาศัยตัวเลขที่กรมศุลกากร ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงเศรษฐการ รวบรวมไว้ พิจารณาให้ถ่องแท้ได้

ข้อบกพร่องของสถิติเศรษฐกิจไทยเรานั้น เหมือนกับข้อบกพร่องของสถิติประเทศอื่น ผิดกันแค่ของเราบางอย่างออกจะบกพร่องหนักมือไปสักหน่อย ผมจะรวบรวมข้อบกพร่องมาสรุปไว้ คือ (๑) บางอย่างมีลักษณะเดา และยกเมฆมาสักหน่อย (๒) ผู้รวบรวมไม่เข้าใจความประสงค์ของผู้ใช้ รวบรวมมาและแยกประเภทไม่ตรงกับความประสงค์ (๓) ขาดหลักวิชาทำให้รวบรวมตัวเลขไม่ได้แสดงฐานะแท้จริง (๔) ใช้เวลานานจนเกินไปกว่าจะรวบรวมและเผยแพร่ออกมา ใช้พิจารณาปัญหาปัจจุบันทันด่วนไม่ได้ (๕) เกียจคร้านไม่ทำงานหรือบางทีก็ปกปิดตัวเลขอำพรางความจริงด้วยเหตุอื่นๆ

จะเห็นได้ว่าข้อบกพร่องเหล่านี้ไม่เหนือวิสัยมนุษย์ที่จะแก้ไขได้ ถ้าเราตั้งใจจริง พวกผมที่เป็นเศรษฐกรมักจะโทษนักสถิติเสมอว่าไม่ร่วมมือ ก็มีความจริงบ้างกระมัง แต่เรื่องมันไม่ควรจะหยุดเพียงเท่านั้น ถ้าสถิติไม่มาหาโหราจารย์ทางเศรษฐกิจ โหราจารย์ก็ต้องไปหาสถิติ ต้องไปช่วยเขาแก้ช่วยเขาแต่ง ช่วยเขาให้เข้าใจความต้องการและความสำคัญของความต้องการของเรา จึงจะชอบอีกนัยหนึ่ง พระมะหะหมัดต้องไปหาภูเขา

จะยกตัวอย่างของความสำเร็จเรื่องปรับปรุงสถิตินี้ให้เห็นสักเรื่องหนึ่ง ซึ่งหวังว่าคงจะไม่ใช่เรื่องสุดท้าย คือ ท่านจะเห็นแล้วว่าในการพิจารณาเศรษฐกิจของไทยนั้น สถิติการค้าต่างประเทศสำคัญมาก สำหรับทั้งปัญหาปัจจุบันทันด่วน และปัญหาระยะเวลานาน พอจะกล่าวได้ว่าก่อน พ.ศ.๒๔๙๖ สถิติการค้าต่างประเทศของไทยมีข้อบกพร่องดังได้พรรณนามาแล้วแทบทุกประการ และข้อบกพร่องเหล่านี้คงจะมีส่วนช่วยให้รัฐบาลวางนโยบายพลาดไปได้กระมัง อย่างไรก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการคลังครั้งนั้นอนุมัติให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ผู้ต้องใช้สถิติการค้าต่างประเทศทั้งนั้น) ไปร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรปรับปรุงให้สถิตินั้น (๑) แสดงความจริงถูกต้องยิ่งขึ้น (๒) มีรายละเอียดและการแยกประเภทตามความต้องการวิจัย (๓) เปิดเผยและใช้งานได้รวดเร็วทันใจ ผลก็คือ ในขณะนี้ไทยเรามีสถิติการค้าต่างประเทศสมบูรณ์และใช้ได้ดีทันใจ ไม่เชื่อถามผู้ใช้สถิตินี้ทั้งภายในและภายนอกประเทศดูก็ได้ นี่เป็นตัวอย่างอีกข้อหนึ่งที่พระมะหะหมัดน่าจะไปหาภูเขา

ทางไปสู่ภูเขา

ก่อนจบ ผมขอถือโอกาสนี้อำนวยพรแด่ท่านสมาชิกและผู้อ่านมหิดล ให้ท่านหาทางไปสู่ภูเขาได้โดยสวัสดิภาพ ไม่หลงวกเวียนไปนอกลู่นอกทาง สิ่งยั่วยวนที่จะพาพวกเราไปนอกลู่นอกทางนั้นมีมากนัก เช่น ถ้าเราพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของชาติให้ประชาชนชาวไทยเจริญสุขยิ่งขึ้น แต่เผอิญไปแสวงหาความร่ำรวยส่วนตัวแต่ผู้เดียวโดยทางมิชอบก็เท่ากับหลงไปลงปลักโคลน หรือเผอิญหวาดเกรงอำนาจ
ผู้ใดหลงไปประจบสอพลอผู้มีอำนาจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แทนที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งชาติกลับไปส่งเสริมกระเป๋าของอภิสิทธิ์ชน เป็นต้น ถ้าหลงมายาไปเสียเช่นนั้น จะตั้งตนเป็นโหรามะหะหมัดได้อย่างใด