จรรยานักเรียน

ทัศนะจากประสบการณ์

จรรยานักเรียน

ตัดตอนและแปลเรียบเรียงจาก “Literary Ethics”
สุนทรพจน์ของราล์ฟ วัลโด เอเมอร์สัน นักปราชญ์ชาวอเมริกัน
ที่แสดง ณ สมาคมวรรณคดีแห่งสำนักเรียนดาร์ทมัธ เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๑
อาจารย์ป๋วยเลือกแปลโดย “ถือเอาความเป็นใหญ่ ไม่ห่วงถ้อยคำ
คือแปลอย่างเสรี ชื่อเรื่องในภาษาอังกฤษ แปลตรงตัวได้ว่า
‘จรรยาของนักหนังสือ’ หรือ ‘จรรยาของนักอักษรศาสตร์’
ในที่นี้ใช้คำว่า ‘นักเรียน’ แทน เพราะเห็นว่าบทความนี้ใช้ได้สำหรับนักเรียนทุกวิชา อนึ่ง ‘นักเรียน’ ในที่นี้ หมายถึงทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ตรงกับคำว่า ‘Scholar’ หรือตรงกับคำว่า ‘นักศึกษา’
ซึ่งมีใจความเดียวกัน”

 

พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ
นางเชย ประสาทเสรี และนางเซาะเช็ง อึ๊งภากรณ์
เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ และใน อนุสรณ์เศรษฐศาสตร์ ๒๕๐๗

 

ความบกพร่องแห่งสมัยปัจจุบันนี้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจในเรื่องจรรยาของนักเรียน หัวข้อที่ข้าพเจ้าจะพูดในเรื่องนี้แบ่งเป็น ๓ ประการ คือ ขุมปัญญา ลักษณะวิชา และวินัยของนักเรียน

๑. ขุมปัญญาของนักเรียน

ในการที่จะหยั่งให้รู้ถึงขุมปัญญาของนักเรียนนี้ เราจะต้องไม่พิจารณาแต่เฉพาะความสามารถเบ็ดเตล็ดบางประการ เช่น ความสามารถทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ด้วยวาจาเท่านั้น เราจะต้องมุ่งหมายใฝ่เอาความสามารถอันสูงสุด และถ้าจะทำได้ ก็เพียรพยายามด้วยฉันทะและอุตสาหะ นำตนไปสู่สัจจะอันล้ำเลิศ อันปัญญาของมนุษย์เรานั้นเติบใหญ่ขึ้นโดยทำนองเดียวกันทุกคน กล่าวคือ อาจจะเจริญไพบูลย์ขึ้นด้วยการรองรับเอาวิชามามากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว บุคคลที่สามารถมักจะมีอารมณ์อันดีและเคารพต่อธรรมะ เพราะเหตุว่าบุคคลที่สามารถก็มิใช่อื่นไกลเลย เปรียบเสมือนมวลเส้นเลือดลมอันดีปลอดโปร่ง เป็นช่องทางให้วิชาแห่งสากลโลกไหลผ่านได้โดยสะดวก ฉะนั้นท่านเหล่านี้จึงมีธรรมะเป็นทุนอยู่ มีเพียงแต่จะเป็นจำนวนมากแต่หากเป็นทุนชนิดหนึ่งซึ่งไม่รู้จักหมดสิ้น

มนุษย์ทั่วไปย่อมมีใจดี มีธรรมะ แต่ในเฉพาะบุคคลหนึ่งๆ นั้นอาจมีกิเลสเข้าแทรกแซง โดยที่หมกมุ่นอยู่แต่ในวิชาซึ่งมีปริมาณจำกัดและมีขอบเขตแคบ แทนที่จะใส่ใจในสัจจะอันล้ำเลิศ สันดานของปุถุชนเรามักจะเอออวยอยู่แต่ในหลักแคบๆ ของเราเอง และเชื่อฟังอยู่แต่ความคิดชั่วแล่น เพิกเฉยต่อหลักวิชาอันแท้จริงแห่งสากลโลก ท่านวีรชนจะเป็นผู้ประเสริฐได้ ก็โดยอาศัยเหตุที่ท่านมีธรรมะอันไพศาลเป็นหลักอยู่ ท่านเปิดปากขึ้นเมื่อใด ธรรมะนั้นก็กล่าวถ้อยคำแทน หากท่านจำเป็นจะต้องการทำสิ่งใด ธรรมะนั้นก็เป็นผู้กระทำแทน

อนึ่ง ถ้อยคำและการกระทำของท่านวีรชนนี้ สามัญชนทั้งมวลก็ย่อมสังเกตเห็นได้ด้วยใจของตน เพราะดวงใจของวีรชนและสามัญชนก็เป็นดวงใจดวงเดียวกัน แต่สามัญชนก็มีกิเลสกั้นอยู่ทำให้ด้อยปัญญา ความประเสริฐเป็นสิ่งที่ง่ายและชัดแจ้งอย่างที่สุด และแท้จริงความง่ายและชัดแจ้งนี้แหละคือความประเสริฐ ปัญญาอันล้ำเลิศนั้น เราจะบรรลุถึงได้ก็ต่อเมื่อได้ทอดทิ้งวิธีการใช้ความคิดทบทวนไปมาเปล่าๆ อย่างไม่เข้าเรื่อง แล้วหันมาเปิดโอกาสให้ปฏิภาณมีโอกาสเจริญตัวได้เต็มที่

และเมื่อปฏิภาณได้มีช่องทางเป็นอิสระ สติปัญญาก็ย่อมเจริญขึ้นตามกันไป สามัญชนย่อมใช้ความคิดวนเวียนอยู่เหมือนใช้โคผูกลูกโม่เดินหมุนบดอยู่ หยอดอะไรเข้าไปก็มีแต่ธาตุชนิดเดียวกันกลับออกมา แต่พอมนุษย์ละทิ้งจารีตการใช้ความคิดแบบเก่าเสียได้เมื่อใด หันมาใช้ความคิดที่เกิดขึ้นจากปฏิภาณ เมื่อนั้นก็จักสามารถนำเอาถ้อยคำไพเราะ คารมคมคาย ความหวัง ความดีงาม ความรู้ ตลอดจนเกร็ดนิยายต่างๆ มาใช้เป็นเครื่องมือได้

๒. ลักษณะวิชาของนักเรียน

ตอนนี้ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงงานที่นักเรียนจะต้องทำ อันขุมปัญญาของนักเรียนซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวมาในตอนต้นนั้น ย่อมเป็นขุมปัญญาอันกว้างใหญ่ไพศาลฉันใด ลักษณะวิชาของนักเรียนก็ย่อมมีขอบข่ายกว้างขวางฉันนั้น ส่วนมากเรามักจะไม่สำนึกว่า ขุมวิชานั้นมีอยู่อเนกอนันต์ และมักจะไม่นำพาต่อการสืบเสาะหาวิชาเพิ่มเติมเลยคนในประเทศอื่นเขาเรียนกันได้อย่างไร ถ้าเราเรียนเสมอเขาได้หรือเพียงแต่สามารถเขียนหนังสือให้คนอ่านได้ ก็มักจะเป็นที่พอใจกันแล้วเรามักจะถือเสียว่าในโลกนี้ไม่มีวิชาอะไรใหม่ ปักใจเสียว่าองค์วิชาเท่าที่เรียนกันได้นั้น คนเก่าได้รวบรวมลงในเล่มหนังสือครบถ้วนนานมาแล้ว และถ้าเราจะพูดหรือแต่งอะไรเพิ่มเติม ก็มีแต่จะเป็นส่วนประกอบปลีกย่อยออกไปเท่านั้น ความเข้าใจเช่นนี้เป็นความคิดซึ่งตื้นมาก ขอให้กลับถือเสียใหม่เถิดว่า บทประพันธ์ต่างๆ ยังมีแต่งขึ้นน้อยนัก และจินตกวีของโลกนั้นเพิ่งจะเริ่มขับบทเพลงกล่อมโลกมาได้ไม่นานเลย ธรรมชาติในตัวเราจะต้องเตือนเราอยู่เป็นนิตย์ว่า “โลกเรานี้ยังใหม่อยู่ ยังไม่มีใครทดลองทำอะไร อย่าได้เชื่อในอดีตนัก ถือเสียว่าโลกของเราในวันนี้ยังคงบริสุทธิ์เปรียบสาวพรหมจารี”

ในคำกล่าวข้างต้นนี้ ข้าพเจ้ามิได้มุ่งหมายที่จะกล่าวร้ายติเตียนบทประพันธ์เก่าๆ ทั้งหลายให้เสื่อมค่าลงไป หามิได้ ข้าพเจ้าขอกล่าวแต่เพียงว่า ไม่มีศิลปะวรรณคดีชิ้นใดเลยที่กีดกันมิให้เราคิดค้นทดลองประดิษฐ์เรื่องเดียวกันนั้นขึ้นใหม่ เพราะเมื่อดวงวิญญาณของมนุษย-
ชาติฉายเข้าจับศิลปวรรณคดี ไม่ว่าจะเป็นชั้นเลิศสักเพียงใด ก็ย่อมจะปรากฏเป็นมลทินเสื่อมสลายไป อันบทประพันธ์ต่างๆ นั้นเราจะลำดับชั้นได้ว่าประเสริฐเพียงใด ก็โดยที่ได้นำมาเปรียบเทียบกันเท่านั้น แต่เมื่อนำเอาบทประพันธ์ของมนุษย์ทั้งมวลมาเปรียบกับมหาวิชาอนันต์แล้ว ก็ไม่มีบทใดนับได้ว่าประเสริฐเลย แม้แต่บทของท่านโฮเมอร์ หรือมิลตันผู้ยิ่งใหญ่

ฉะนี้แหละ ทุกกาลสมัย บุคคลทุกคนย่อมได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน สติย่อมสอนมิให้มนุษย์เกลียดชัง กลัว หรือเลียนแบบจากบุพชนของตน และย่อมสอนมิให้มนุษย์ทอดอาลัยเสีย ประหนึ่งว่าโลกของเรานี้ชราลงเสียเต็มที ประหนึ่งว่าวิชาความรู้ต่างๆ นั้นได้มีผู้รู้เสียจนสิ้นสุดแล้ว หรือประหนึ่งว่าตนเกิดมาในท่ามกลางความบำรุงบำเรอจนสุดขีด ไม่ต้องคิดอ่านทำอะไรอีกแล้ว หามิได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกย่อมบันดาลให้มีดวงปรีชาญาณเกิดขึ้นใหม่เสมอไม่มีวันสิ้นสุด และเมื่อดวงปรีชาญาณนั้นฉายส่องไปจับสิ่งใดเข้า แม้จะเป็นฝุ่นเป็นทราย สิ่งนั้นก็ย่อมปรากฏเป็นสิ่งใหม่เอี่ยมซึ่งมีคุณความดีเสมอกับสิ่งอื่นๆ จำนวนสุดคณนา

๓. วินัยของนักเรียน

กฎแห่งความหวังและชีวิตแห่งนักเรียนนั้น ก็อยู่ในหลักข้อเดียวกันกับที่ได้บรรยายมาแล้วเกี่ยวกับขุมปัญญาและลักษณะวิชานั่นเอง นักเรียนพึงรู้เถิดว่าโลกนี้เป็นสิทธิของตน แต่เราจะเข้าครอบครองโลกได้ก็ต่อเมื่อบำเพ็ญตนให้สอดคล้องเหมาะสมกับสิ่งประกอบต่างๆ ของโลก นักเรียนจะต้องบำเพ็ญตนเป็นผู้รักความสงบ รักงาน มีสันโดษ และเมตตากรุณา

นักเรียนทั้งหลายพึงถือความเงียบสงบเป็นเจ้าสาวคู่ชีวิตของตนเถิด แม้จะเกิดความยินดียินร้ายขึ้นก็เก็บความรู้สึกไว้กับตนเอง พึงพอใจประมาณความดีของตนด้วยตนเอง และพึงพอใจรับความสรรเสริญของตนเองเป็นรางวัล ก็เหตุใดเล่า ที่นักเรียนจะต้องอยู่ในความเงียบสงบ เหตุนั้นก็คือ เพื่อจะได้รู้จักคุ้นเคยกับความคิดของตนผู้ใดอยู่ในที่สงัดแต่ในใจดิ้นรนกระวนกระวายใคร่จะมาคลุกคลีอยู่กับฝูงชน ก็เท่ากับว่าไม่อยู่ในที่สงบ ใจของเขาแท้จริงอยู่ในตลาดจอแจไม่สามารถจะเห็น ฟัง หรือคิดอะไรได้ แต่เมื่อใดท่านได้ตั้งสมาธิรักษาดวงจิตของท่าน ห่างเพื่อนห่างฝูง บำเพ็ญชีวิตสงบแล้ว เมื่อนั้นแหละจิตตานุภาพของท่านก็จะเจริญงดงามบริบูรณ์อยู่ภายใน เสมือนหนึ่งต้นไม้ในป่าหลวงและดอกไม้ในทุ่ง ท่านจะได้บรรลุถึงผลแห่งวิชา และเมื่อท่านกลับออกมาพบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ท่านก็อาจจะถ่ายทอดวิชาให้เขาได้ และเขาก็ยินดีรับเอาไป

แต่อย่าได้นำตนสู่ที่สงบแต่เพียงเพื่อจะได้หวนกลับเข้าสู่สมาคมในบัดเดี๋ยวใจ ความสงบเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นความสงบ เป็นการสงบชนิดวุ่นวายและไม่สดชื่น อันมหาชนนั้นก็มีความรู้ความชำนาญในเชิงสมาคมของเขาอยู่แล้ว เขาต้องการอยู่ แต่ขอให้นักเรียนนำเอาความรู้ความชำนาญอันเกิดขึ้นเป็นส่วนตัว คือความรู้อันเป็นสัตย์จริงและประเสริฐมาเปิดเผย เพราะความรู้ความชำนาญประการหลังนี้มหาชนที่ตั้งเคหสถานอยู่ในท้องถนนไม่สามารถก่อให้เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เขาต้องการอยากได้จากท่านก็คือ สิ่งประเสริฐอันมาจากความคิดชนิดสูง ชนิดเที่ยงตรงและคู่ควรแก่มนุษยชาติ และความประเสริฐนี้จะหาได้จากความสงบ มิใช่จากความมั่วสุม เรื่องนี้มิได้สำคัญอยู่ที่การพาเอาร่างกายออกไปสู่ที่โดดเดี่ยว หากสำคัญอยู่ที่อิสรภาพแห่งจิต ที่สวน กระท่อม ป่า และเขา มีประโยชน์ก็แต่เฉพาะในฐานเป็นสิ่งอุปกรณ์ ก่อให้เกิดความสงบ แม้แต่จินตกวีที่มีชีวิตอยู่ในมหานครก็ยังบำเพ็ญตนเป็นโยคีได้ เมื่อมีสมาธิแล้วแม้จะอยู่ที่ใดก็สำรวมความสงบขึ้นจนสำเร็จ

แต่แน่ละ ข้าพเจ้ามิใช่ว่าจะหลงเชื่อในความสงบอย่างงมงายหนุ่มสาวทั้งหลายพึงฝึกฝนตนให้รู้จักใช้ความสงบและสมาคมเถิด แต่อย่าให้ตกเป็นทาสแก่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ทั้ง ๒ ประการนี้ ดวงจิตที่ฉลาดละจากฝูงชนไปก็โดยประสงค์จะได้พบสมาคมอันแท้จริง เท่ากับละจากของเทียมไปใฝ่ของแท้ ท่านจะเรียนทุกสิ่งที่สมาคมสอนท่านได้เพียงในชั่วเวลาเล็กน้อย ไม่ต้องไปงานเต้นรำ งานมหรสพ งานกรีฑา หรือชมละครกันซ้ำซากจนเป็นงานประจำอย่างโฉดเขลา และสิ่งประเสริฐอันใดเล่าจะปฏิสนธิออกมาได้จากชีวิตที่ดำเนินอยู่แบบตื้นๆ และในท่ามกลางความลุ่มหลงฉะนี้

นักเรียนที่ดีย่อมไม่หลบหลีกจากภาระของตนในวัยต้นๆ เขาจะต้องพยายามเรียนรู้ถึงข้อเร้นลับแห่งความอุตสาหะและอดทน จะต้องทำให้มือทั้งสองของเขาคุ้นกับแม่พระธรณีที่ป้อนอาหารเลี้ยงเขาและคุ้นกับเหงื่อไคลซึ่งจะต้องผ่านมาก่อนความสบายและความสำรวยนักเรียนทั้งหลายจงใช้หนี้ตอบแทนแผ่นดินของตนเถิด และจงทำประโยชน์ตอบแทนเพื่อนร่วมโลกเยี่ยงผู้ที่มีสัตย์และมีเกียรติ โดยมิได้เพิกเฉยต่อการบูชาเทพเจ้า ผู้ดลใจเหล่าจินตกวีให้ได้นำเอาบทเพลงอันไพเราะมาขับกล่อมโลกอยู่อย่างมิรู้สิ้นสุดกาล เมื่อใดนักเรียนประกอบด้วยคุณ ๒ ประการ คือความอุตสาหะและปรีชาญาณ เมื่อนั้นก็จะนับได้ว่าเป็นผู้สมบูรณ์เพียบพร้อม ด้วยกำลังคุณ ๒ ประการนี้แหละที่ปรากฏอยู่ในนิพนธ์แห่งจอมปราชญ์ทั้งหลาย

นักเรียนทั้งหลายจงดำเนินตามแนวแห่งความสันโดษเถิด ความยั่วยวนมารยามีอยู่มากมายเหลือจะนับได้ แต่นักเรียนควรจะยึดมั่นในจิตของตน ชื่อเสียงความสำเร็จของเรานั้นเองเป็นเครื่องนำเอาอันตรายติดมาด้วย สิ่งที่ระคายเคืองและเป็นพิษมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีกิตติศัพท์เลื่องลือ ด้วยเหตุว่า เมื่อมหาชนได้ลิ้มมธุรสของเขาแล้วย่อมจะพยายามเสาะแสวงหาเขาก่อนที่จะคำนึงถึงความยากลำบากอันเป็นต้นเหตุแห่งคารมและความคิดนั้นๆ ต่างก็พยายามแสวงหาผู้ที่มีชื่อเสียงเพื่อจะขอให้ฉายดวงประทีปส่องปริศนาต่างๆ ให้กระจ่างไป โดยคาดคะเนว่าปริศนานั้นๆ ได้มีคำไขจารึกอยู่บนแนวกำแพงแห่งชีวิตแล้ว แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับปรากฏว่านักเรียนผู้รู้นั่นแหละมีความโง่เขลาไม่ผิดกับสามัญชนเลย ไร้เสียซึ่งดวงประทีปอันสามารถส่องแสงออกมาสม่ำเสมออยู่ได้ไม่จำกัดเวลา กลายเป็นแสงความคิดริบหรี่ซึ่งพวยพุ่งออกมาได้เพียงบัดใจ แล้วก็กลับมืดมนไป และมิหนำซ้ำแสงน้อยๆ นี้ยังไม่สามารถขจัดปัญหาต่างๆ ให้ปลาสนาการไปได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมเกิดความโทมนัสเศร้าใจ นักเรียนผู้นั้นอาจหวาดไปว่า ตนจะเป็นที่ผิดหวังของมหาชนผู้นิยมตนอยู่ จึงมักตั้งตนเป็นผู้ขลัง ประกอบด้วยความรู้สึกลึกลับมหัศจรรย์ มักจะเงี่ยหูฟังปัญหา แล้วนำเอามาเก็บดองถ่วงเวลาไว้ ครั้นแล้วเมื่อไม่สามารถให้คำตอบอันถูกต้องแม่นยำ ก็กล่าวถ้อยคำออกมาเป็นโวหาร ถือเป็นคำตอบพิสดารไป

เพราะฉะนั้นนักเรียนจึงควรเป็นผู้รู้จักยั้งคิดและรักความสัตย์จริงและสามารถอดทนนิ่งเงียบอยู่ได้ในบางโอกาส โดยระลึกว่าความจริงนั้นเองอาจจะทำให้ความเงียบเกิดความไพเราะจับใจได้ ขอให้ยึดมั่นแต่ในความสัตย์เถิด จงเปิดเผยข้อความจริงแก่ผู้ที่ซักถามตนแต่โดยซื่อ เมื่อมีผู้มาหารือก็พึงแสดงให้เขาทราบอย่างสุจริตถึงข้อที่ท่านเคยเรียนรู้มา ตลอดจนวิธีการและเครื่องมือของท่าน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้วิธีและเครื่องมือเหล่านี้อย่างเสรี และเมื่อท่านได้บำเพ็ญตนเป็นผู้สุจริตและเมตตาถึงขนาดเลิศนี้แล้ว ท่านก็จะสามารถซาบซึ้งถึงข้อเร้นลับแห่งธรรมชาติของท่านเองด้วย

เมื่อนักเรียนยอมอ่อนน้อมถ่อมตนลงมาด้วยความมั่นใจประการนี้แล้ว เขาก็จะได้รับรางวัลอันเป็นที่พึงพอใจภายในดวงจิตของเขาเอง แม้ว่าจะได้ฝ่าพ้นอุปสรรคและประสบความไม่สำเร็จมาเป็นเวลานาน หากว่าบังเอิญมีผู้ร่วมงานอันไม่ชอบด้วยน้ำใจก็ขออย่าได้โทมนัสน้อยใจจนเกินควร ลองคำนึงดูเถิดว่า ถ้าไม่มีอุปสรรคมาขัดขวางหรือไม่มีผู้ยุยั่วให้เกิดมานะขึ้นแล้ว ถ้อยคำหรือผลงานอันดีนั้นๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ความสรุป

ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้บังอาจนำเอาคติเหล่านี้มาเสนอท่านก็เพราะเหตุว่า เมื่อท่านได้ออกไปสู่โลกเพื่อประกอบอาชีพทั้งในทางราชการและส่วนตัวแล้ว ท่านอาจจะไม่รู้สึกเสียใจว่าท่านได้เคยฟังคำเตือนในเรื่องหน้าที่เบื้องต้นแห่งผู้ที่ใฝ่เรียน และคำเตือนชนิดนี้น้อย
หนักหนาที่ท่านจะได้ยินจากสหายใหม่ๆ ของท่านในอนาคต ตรงกันข้าม ทุกคืนทุกวันท่านคงจะได้ยินแต่คติชนิดต่ำ เช่น เขาอาจจะแนะนำท่านว่า หน้าที่ข้อแรกของท่านก็คือ จะต้องมุ่งหาที่ดิน บ้านเรือน ทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์ และชื่อเสียง เขาจะเยาะเย้ยถามท่านว่า “ไอ้วิชาที่ท่านแสวงอยู่นี้มันดีสักแค่ไหน และความงามความไพเราะแห่งบทนิพนธ์นั้นเอาไปใช้อะไรได้” แต่ถึงกระนั้นก็ดี หากว่าท่านยังรู้สึกตนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกได้เรียกร้องให้ท่านเพ่งเล็งหาความจริง ความงาม และความไพเราะแล้วไซร้ ก็จงยึดมั่นในความกล้าความสัตย์นั้นเถิด ขณะใดที่ท่านกล่าวว่า “ใครเขาประพฤติอย่างไร เราก็จะประพฤติอย่างนั้น ข้อที่ใฝ่ฝันอยู่แต่ก่อนนั้นขอเลิกกันที เราจะต้องแสวงหาทรัพย์สินเงินทองเสียก่อน วิชาความรู้และความคาดหวังอย่างเพ้อๆ เมื่อก่อนนี้พักไว้เสียทีก่อน จนกว่าจะสบโอกาสเหมาะ” เมื่อใดท่านพูดหรือคิดเช่นนี้ เมื่อนั้นแหละเป็นเครื่องประดับแห่งจิตของท่านและช่ออ่อนแห่งศิลปะ วรรณคดี หรือวิทยาก็จะร่วงโรยอับเฉาไปอีกช่อหนึ่ง ทำนองเดียวกันกับที่ได้เคยร่วงโรยอับเฉาไปแล้วนับแสน ขณะใดที่ท่านจะต้องตัดสินใจเลือกเดินทางอย่างนี้ ขณะนั้นเป็นกาลสำคัญแห่งชีวิตของท่าน และจงยึดมั่นเลือกเอาข้างวิชาความรู้เถิด

อันความยั่วยวนมารยาแห่งโลกนี้แหละ ที่ทำให้เราเกิดความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้เคร่งในการเรียน เป็นสมณะแห่งวิทยา และผู้รักเรียนนั้นเองก็มีหน้าที่และสิทธิที่จะบังคับโลกเดินตามตน มิใช่ตนเดินตามโลก จงน้อมรับเอารสธรรมอันกระจายตลบอยู่แล้วในของทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นธรรมชาติ จงช่วยเป็นลิ้นให้ธรรมชาติได้กล่าวมธุรสกล่อมในมนุษย์ และจงแสดงให้โลกอันโง่เขลาเล็งเห็นเสียทีว่าวิชาความรู้นี้ประเสริฐเพียงใด

เมื่อเราได้เห็นอยู่ตำตาแล้วว่า กาลสมัยของเรานี้มีบาปอยู่หนาแน่น และบ้านเมืองของเรานี้มีความเท็จความชั่วดาษดื่นอยู่ ก็ขอให้เราทั้งหลายจงเข้าสู่ร่มเย็นแห่งวิชาและแสวงหาความรู้ซึ่งใครๆ เขาได้ละเลยเสียแล้ว ถึงแสงแห่งวิชานั้นจะริบหรี่ก็จงพอใจเถิด เพราะถึงจะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ยังเป็นของของเราจริงๆ จงมุ่งหน้าค้นแล้วค้นอีกต่อไป อย่าได้ท้อถอย อย่าได้ทะนงจนถึงกับวางมือจากการค้นคว้าหาความรู้ อย่าเชื่อถือในความคิดของท่านจนงมงาย และก็อย่าหลงลมผู้อื่นโดยไม่พิจารณาถึงเหตุผล ท่านมีสิทธิที่จะเดินทางข้ามทะเลทรายไปสู่วิชา ถึงจะเป็นทะเลทรายก็มีดวงดาราส่องแสงอยู่แพรวพราว และเหตุไฉนเล่า ท่านจึงจะสละสิทธิ์นี้ของท่านเสีย ไปชิงสุกก่อนห่าม โดยเห็นแก่ความสำราญในที่ดินสัก ๑ ไร่ บ้านสัก ๑ หลัง และยุ้งสัก ๑ ยุ้ง วิชาเองก็มีหลังคา มีเตียง และมีอาหารไว้ต้อนรับท่าน

จงบำเพ็ญตนให้เป็นผู้จำเป็นแก่โลก มนุษยชาติก็จะนำอาหารมาสู่ท่านเอง และถึงแม้ว่าจะให้ไม่ถึงยุ้งถึงฉาง แต่ก็เป็นบำเหน็จชนิดที่ไม่ลบล้างบุญคุณของท่านที่ทำไว้ต่อมนุษยชาติ ไม่ลบล้างความรักใคร่นิยมของคนทั้งหลาย และไม่ลบล้างสิทธิ์ของท่านที่มีอยู่ต่อศิลปะ ต่อธรรมชาติ และต่อความหวังของมนุษย์

ขอท่านอย่าได้กริ่งเกรงในข้อที่ข้าพเจ้าแนะให้ท่านถือเคร่งเป็นโยคีจนเกินไปเลย โปรดอย่าตั้งปัญหาถามว่า “นักเรียนที่หลบหลีก
ถอนตัวจากสมาคมนั้นจะทำประโยชน์ได้อย่างไร ?” อย่าถามว่า
“ใครเล่าจะได้ประโยชน์จากนักธรรมผู้ซ่อนวิชาของตน และปกปิดความคิดอ่านของตนจากโลกซึ่งกำลังเร่งเร้ารออยู่ ?”

จะปกปิดความคิดความรู้น่ะหรือ ปกปิดแสงเดือนแสงตะวันเสียจะง่ายกว่า วิชาความรู้นั่นแหละเป็นแสงอันเลิศกระจ่างจ้าไปทั่วจักรวาลแม้ว่าท่านจะเกิดเป็นใบ้ไปเสีย วิชาก็ย่อมเปล่งวาจาออกมาได้โดยวิธีอัศจรรย์ของมันเอง วิชาย่อมไหลหลั่งออกมาเองจากการกระทำของท่าน จากลักษณะวิสัยของท่าน และจากดวงหน้าของท่าน วิชาจะนำมิตรภาพมาสู่ท่าน จะเหนี่ยวรั้งท่านไว้มั่นกับธรรมะด้วยความรักและความคาดหวัง มนุษย์ผู้มีใจเป็นธรรมและอาศัยกฎแห่งธรรมะอันเลิศซึ่งแบ่งแยกออกมิได้นี้ วิชาจะประสิทธิผลอันงามพร้อมสมบูรณ์ทุกประการ ภายในดวงจิตแห่งนักเรียนซึ่งเป็นที่รักที่นิยมแห่งฟ้าดิน