ง. ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ง. ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน

รายการ “พบประชาชน” ดำเนินรายการโดย
ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๗

ซึ่งในเวลานั้นอาจารย์ป๋วยเป็นประธานคณะที่ปรึกษา
ของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ

 

ทำเนียบรัฐบาล

 

๒๒ เมษายน ๒๕๑๗

 

เรียน ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ตามที่ท่านได้ไปแสดงปาฐกถาเรื่อง “ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและอนาคต” ที่ห้องประชุมคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ เมษายน ศกนี้นั้น

ผมเห็นว่าคำบรรยายในเรื่องดังกล่าวของท่าน มีประโยชน์อย่างมาก สมควรที่จะให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสทราบด้วย จึงใคร่ขอความกรุณาเชิญท่านร่วมกับผม ออกรายการ “พบประชาชน” ทางสถานีโทรทัศน์ เพื่อชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน โดยขอให้พูดกันด้วยภาษาง่ายๆ

จึงขอเรียนเชิญมาเพื่อได้โปรดไปพบกับผม ณ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก หลังสถานีขนส่งสายเหนือ ถนนพหลโยธิน ในวันพุธที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๗ เวลา ๐๙.๓๐ น. เพื่อทำการบันทึกเทปโทรทัศน์รายการดังกล่าว ไว้เผยแพร่ในตอนกลางคืนต่อไป หากสงสัยประการใด ก็ขอได้โปรดซักถามรายละเอียดได้จากคุณนิสสัย เวชชาชีวะ รองโฆษกประจำสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี

โดยความเคารพอย่างสูง

นายสัญญา ธรรมศักดิ์

 

ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ (นายกรัฐมนตรี): พี่น้องประชาชนที่รักทั้งหลาย ผมขออภัยที่มิได้มาในรายการพบประชาชนเสียเป็นเวลานาน ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรมารายงานต่อประชาชนก็หามิได้ หากแต่ว่าได้มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาปรึกษาหารือปรับปรุงแก้ไขโดยรีบด่วนประดังเข้ามามากมาย ประกอบทั้งในขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็กำลังทำงานกันอย่างหนัก ทั้งในด้านพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติต่างๆ ซึ่งรัฐบาลก็มีหน้าที่จะต้องประสานงานกับสภานิติบัญญัติฯ และติดตามผลงานอยู่เป็นระยะๆ ไม่ขาดสาย ฉะนั้นผมจึงมีเวลาน้อยลงไป ทำให้ขาดการพบประชาชนเสียเป็นเวลานาน ซึ่งขอประทานอภัยทุกท่านด้วย

ผมเข้าใจว่าเพื่อนพี่น้องประชาชนทั้งหลายคงจะได้สัมผัสเหมือนกับผมว่า ในปัจจุบันนี้เหตุการณ์เฉพาะหน้าของเราก็คือเรื่องเศรษฐกิจ หรือพูดอย่างง่ายๆ ก็คือเรื่องการเงินการทอง เรื่องของแพง เรื่องค่าใช้จ่ายประจำวันสูง อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งได้ประสบกับตัวผมเองมาตลอดเวลา อย่างเช่นเมื่อคืนนี้เองแม่ครัวเขาทำกับข้าวมีไข่เค็มมาให้รับประทาน ผมก็ถามว่าซื้อไข่เค็มมาใบละเท่าไร เขาก็บอกว่าเวลานี้ไข่เค็มใบละ ๖ สลึง แต่ก่อนราคาไม่ถึงขนาดนี้ นี่เป็นต้น เพราะฉะนั้นค่ากับข้าวที่บ้านของผมจึงเพิ่มสูงขึ้นไปวันละไม่ใช่น้อย ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้เชิญมาคุยกันวันนี้ก็คือ ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแนะนำอะไรมากนัก ประเดี๋ยวพี่น้องประชาชนทั้งหลายก็จะได้ฟังท่าน แล้วก็จะรู้เองว่าท่านเป็นใคร เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในด้านเศรษฐกิจขนาดไหน

ผมเพิ่งเชิญท่านอาจารย์ป๋วยมาเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งตำแหน่งอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าเป็นของแปลกใหม่อะไรเลย ได้เคยมีมาแล้วเหมือนกันในรัฐบาลชุดก่อนๆ คณะที่ปรึกษาของนายกฯ ในคณะรัฐบาลปัจจุบันนี้ก็มีอยู่หลายคณะ เช่น คณะที่ปรึกษากฎหมาย คณะที่ปรึกษาระเบียบบริหาร เพราะฉะนั้นคณะที่ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจนี้ จึงเกิดขึ้นโดยความจำเป็นที่จะต้องเชิญท่านผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์อย่างมากในทางเศรษฐกิจเข้ามาช่วยเหลือรัฐบาล

หน้าที่ของคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ผมขอทำความเข้าใจกับพี่น้องทั้งหลายทั่วกันว่า ท่านที่ได้เข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษานั้น ก็มีชื่อถูกต้องตรงตามความหมายของคำว่า “ที่ปรึกษา” แล้ว กล่าวคือ ผมได้เชิญท่านเข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษา ก็เพื่อที่จะให้ท่านช่วยคิดและหยิบยกปัญหาที่บ้านเมืองของเรากำลังประสบอยู่ขณะนี้ ขึ้นมาศึกษาวิจัย แล้วก็คิดหาทางแก้ไขเสนอมายังรัฐบาล รัฐบาลในที่นี้ก็หมายถึงนายกฯ และรัฐมนตรีอื่นๆ ซึ่งรวมเป็นคณะรัฐมนตรี ส่วนความตกลงใจกับความรับผิดชอบต่อประชาชนนั้นอยู่ที่รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นคณะที่ปรึกษาชุดนี้และคณะที่ปรึกษาของนายกฯ ชุดอื่นๆ ก็มีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาโดยเสนอแนวความคิดและเหตุผลในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ เพื่อให้การบริหารราชการของรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นประโยชน์และผลดีแก่พี่น้องประชาชนและประเทศชาติโดยส่วนรวม มิได้เป็นบุคคลในคณะรัฐมนตรีหรือทำงานซ้ำซ้อนกับเจ้ากระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีแต่ประการใด หากแต่เป็นเพื่อนฝูงผู้หวังดีต่อประเทศชาติที่จะเข้าช่วยกันคิด ช่วยกันปรึกษาหารือ

นอกจากนี้ คณะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจนี้ก็ได้ติดต่อประสานงานกับกระทรวงโดยใกล้ชิดทุกระยะ และตั้งแต่วันแรกที่คณะที่ปรึกษาฯ คณะนี้ได้รับการแต่งตั้ง เจ้ากระทรวงซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจทั้งหลาย ต่างก็ได้เข้ามาร่วมพิจารณาถึงขอบเขตของการทำงาน เพื่อที่จะได้ปรึกษาหารือกันได้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นมา กระทรวงที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจของเราเวลานี้มีอยู่ทั้งหมด ๕ กระทรวงด้วยกัน คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงทั้ง ๕ นี้ได้เข้ามาประสานงานกับคณะที่ปรึกษาของอาจารย์
ป๋วย อย่างใกล้ชิดจริงๆ ซึ่งในเรื่องนี้ผมรับรองได้

ต่อไปนี้ ผมก็จะได้เชิญท่านอาจารย์ป๋วยพูด โดยผมจะขอเรียกท่านว่า “อาจารย์ป๋วย” เพราะเคยเรียกกันมาอย่างนั้นช้านานแล้วตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยมาด้วยกัน

การที่ผมได้ตัดสินใจเชิญอาจารย์ป๋วยมาพูดคุยในรายการพบประชาชนในวันที่ ๒๔ คือวันนี้นั้น ก็เพราะเหตุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ไปฟังปาฐกถาของท่านอาจารย์ป๋วยที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมชอบใจมาก เพราะเหตุว่าท่านอาจารย์ป๋วยพูดง่ายๆ และพูดถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเศรษฐกิจในบ้านเมืองเรา ซึ่งเป็นการพูดที่ทำให้ผมรู้สึกแจ่มใสและเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องทุกคน จึงได้เชิญท่านอาจารย์ป๋วยมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังในคืนนี้ และผมก็จะขออนุญาตซักถามขัดจังหวะบ้าง ในตอนที่ผมไม่ค่อยเข้าใจแบบที่ผมเป็นธรรมดาๆ ไม่ใช่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งไม่ค่อยรู้ภาษาเทคนิคอะไร ก็ต้องขออนุญาตซัก ซึ่งหวังว่าท่านอาจารย์ป๋วยคงจะยินดี

ขอเชิญท่านอาจารย์ป๋วย ณ บัดนี้

ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ): ขอบพระคุณครับ กระผมใคร่จะขอประทานอนุญาตกล่าวถึงเรื่องซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงคณะที่ปรึกษาฯว่าไม่ได้ทำงานซ้ำซ้อนกับเจ้ากระทรวงนั้น กระผมขอกล่าวยืนยันได้เลยทีเดียวว่าเป็นความจริง คณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจนี้ได้พยายามทำการศึกษาและวิจัยปัญหาต่างๆ เสร็จแล้วก็ได้นำเรื่องเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี ส่วนการสั่งงานและการบริหารทั้งหลายเป็นของเจ้ากระทรวง ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ท่านนายกฯ ได้เรียกไปร่วมประชุมในตอนต้น

กระผมใคร่ขอถือโอกาสกราบเรียนรายงานเสียเลยทีเดียวว่า คณะที่ปรึกษาฯ ได้ประชุมกันมาแล้วรวม ๖ ครั้ง ตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งคือวันที่ ๓ เมษายน เป็นต้นมา และจะประชุมกันเป็นครั้งที่ ๗ ในต้นสัปดาห์หน้า ได้นำเรื่องเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ๓ ฉบับ เวลาที่เราพิจารณาเรื่องข้าว ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เข้าร่วมพิจารณาด้วย ตามที่มีหนังสือพิมพ์บางฉบับลงข่าวว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อยากจะพบกับกระผมนั้น ก็ขอ
กราบเรียนให้ทราบเสียเลยว่า เมื่อวานนี้ก็ได้พบกันแล้วโดยได้พบกันในงานมงคลสมรส กล่าวคือ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นลุงของเจ้าสาว ส่วนผมเองเป็นบิดาของเจ้าบ่าว เมื่อได้พบพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องงานแล้ว ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่มีอะไรข้องใจ หรือเมื่อเวลาที่คณะที่ปรึกษาฯ จะมีการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการค้ากับต่างประเทศ ก็ได้เชิญเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงพาณิชย์มาร่วมประชุมพิจารณากันด้วย
ทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาที่ได้นำเรื่องเสนอความคิดเห็นต่อท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงต่างๆ ก็ได้ฝากความเห็นนั้นๆ ด้วยเสมอ และในบางครั้งยังได้ช่วยแก้ไขเพิ่มเติมข้อเสนอให้ด้วย ดังนั้นกระผมจึงใคร่ขอกราบเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ว่า ท่านนายกฯ วางใจได้ว่าเราทำงานด้วยความระมัดระวังและด้วยความรอบคอบตลอดมา

เรื่องต่างๆ ที่ได้เสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย พวกเราก็ดีใจ และหวังว่าท่านนายกฯ คงจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหลายปฏิบัติตามที่ท่านพิจารณาเห็นชอบ และถ้าเรื่องทั้งหลายถ้าปฏิบัติได้รวดเร็ว พวกเราก็ดีใจ แต่ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่ยังปฏิบัติล่าช้า ไม่รวดเร็วทันใจ กระผมก็ใคร่ขออนุญาตกราบเรียนเตือนเป็นครั้งคราว เพื่อให้การปฏิบัติงานได้เป็นไปโดยราบรื่น

นายกรัฐมนตรี: เตือนนายกฯ หรือเตือนเจ้าหน้าที่

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: เตือนท่านนายกฯ ครับ เพราะเหตุว่าไม่ควรจะไปก้าวก่ายกัน ถ้าหากว่าเรื่องใดท่านนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเรา เราก็เสียใจเป็นธรรมดา แต่ก็ต้องถือว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานหลายด้านด้วยกัน ไม่ใช่เฉพาะทางด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ท่านนายกฯ ย่อมจะต้องพิจารณาถึงเรื่องทางด้านการเมือง การสั่ง และการต่างประเทศด้วย แต่เพื่อประโยชน์ของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ผมก็ใคร่ขอกราบเรียนว่า ถ้าหากท่านนายกฯ ไม่เห็นด้วย ก็ขอได้กรุณาบอกเหตุผลด้วยว่าไม่เห็นด้วยเพราะอะไร

สำหรับเรื่องที่กระผมจะกราบเรียนในวันนี้ต่อประชาชนทั้งหลายนั้น ก็เป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้พวกกระผมได้ช่วยพิจารณาอยู่ คือ ปัญหาเรื่องการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องรีบด่วน ส่วนปัญหาอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวพันกับความทุกข์สุขของราษฎร เช่นเรื่องระบบการบริหารทางเศรษฐกิจนั้น กระผมก็คิดว่าแม้เป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ก็เป็นปัญหาที่ยังไม่เร่งด่วน

นายกรัฐมนตรี: อาจารย์ครับ ปัญหาเรื่องเงินเฟ้ออีกเรื่องหนึ่ง

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: เรื่องเงินเฟ้อรวมอยู่ในเรื่องค่าครองชีพแล้ว

นายกรัฐมนตรี: รวมกันเป็นเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ ส่วนปัญหาต่างๆ ที่พวกกระผมกำลังพิจารณาอยู่นั้น ก็พิจารณาในระยะเวลาอันสั้น ถ้าหากว่าเป็นระยะเวลายาวเราก็จะต้องคำนึงถึงด้วย แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องพิจารณาทั้ง ๒ ด้าน ไม่ใช่ว่าถ้าเราแก้ปัญหาในวันนี้แล้วทิ้งให้เกิดเป็นปัญหามากขึ้นในวันข้างหน้า ก็จะเป็นการไม่ได้ทำหน้าที่ตามสมควร

กระผมใคร่ขอกราบเรียนย้อนไปถึงภาวการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทยและสภาวะของการพัฒนาประเทศนั้น เท่าที่เป็นมาในระยะ ๑๐ กว่าปีนับว่าได้ผลดีพอใช้ กล่าวคือ อัตราของความเจริญในส่วนรวมหรือเรื่องรายได้ของประชาชนนั้นสูงขึ้นประมาณโดยเฉลี่ย ๘% หรือ ๑๐% ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่น่าพอใจ ที่พวกเรานักเศรษฐกิจทั้งหลายและนักสังคมวิทยาทั้งหลายมีความข้องใจกันอยู่ก็คือฐานะของชาวนาและชาวชนบท รวมทั้งชาวเมืองด้วย ในบางประเภทนั้นยังไม่ค่อยจะมั่นคงนัก ความเจริญอาจจะไม่ทั่วถึงกับเขา ในกรณีเช่นนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง เฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เกิดวิกฤตการณ์ข้าวแพงขึ้นเป็นพิเศษ หรือน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้ ซึ่งทำให้ค่าครองชีพสูง และทำความเดือดร้อนให้แก่บุคคลที่อ่อนแอในทางเศรษฐกิจเหล่านี้มากขึ้น

นายกรัฐมนตรี: คนที่อ่อนแอหมายถึงอย่างไร

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: หมายความว่าคนที่ยากจนเป็นพิเศษมีรายได้น้อย ในกรณีเช่นนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ ก็น่าที่จะกระทำต่อไป เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น แต่เมื่อไม่เพียงพอก็จำเป็นที่จะต้องมีแผนพัฒนา มีโครงการพัฒนาด้านอื่นๆ ทางด้านเอกชนหรือมูลนิธิ หรือมหาวิทยาลัย อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบอยู่แล้วในเรื่องที่ ๓ มหาวิทยาลัยได้ร่วมกันทำเรื่องพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นทางที่จะช่วยประสานให้งานของรัฐบาลสำเร็จไปได้ อันนี้กระผมพูดในส่วนรวม

อันดับต่อไป กระผมก็ใคร่จะกราบเรียนถึงเรื่องปัญหาที่ท่าน
นายกฯ ได้สนใจเป็นพิเศษ และประชาชนก็สนใจเป็นพิเศษเพราะเหตุว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าครองชีพ คือ เรื่องเงินเฟ้อกับค่าครองชีพสูง เรื่องราคาของอาหาร และเรื่องข้าว โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อราคาสินค้าอื่นๆ ตลอดจนเรื่องดุลการขำระเงิน ซึ่งกระผมจะไปกราบเรียนเป็นเรื่องๆ ไป

นายกรัฐมนตรี: ขอให้ท่านอาจารย์ฯ ช่วยอธิบายเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ หน่อยว่า ดุลการค้ากับดุลการชำระเงินนั้นต่างกันอย่างไร

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: กระผมจะขออธิบายเสียในตอนนี้เลย กล่าวคือ สมมุติว่าถ้าดุลการค้า ก็ขอให้ดูในเรื่องการค้าเฉยๆ รวมทั้งสินค้าขาออกและสินค้าเข้า ซึ่งจะรวมทั้งการบริหารด้วย ตัวอย่างเช่น มีการท่องเที่ยวหรือมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย อันนี้ต้องนับว่าเป็นสินค้าขาออกของเรา เรียกว่าบริการ แต่ว่าอะไรที่เป็นการส่งเงินมาโดยไม่มีสินค้าไปตอบแทนหรืออะไรทำนองนั้น มันรวมกันเข้าไปกับเรื่องสินค้าก็เรียกว่าดุลการชำระเงิน ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเราซื้อสินค้าและบริการของเขามา ๑๐๐ แล้วขายออกไปเพียง ๘๐ อย่างนี้ เรียกว่าดุลการค้าของเราขาดไป ๒๐ แต่ถ้าสมมุติเอาว่าเราเป็นเจ้าหนี้ของต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้เขาส่งเงินมาให้เรา ๓๐ เพื่อชำระหนี้ให้แก่เรา ในกรณีเช่นนี้ ถึงแม้ว่าดุลการค้าของเราจะขาดอยู่ ๒๐ แต่เขาส่งเงินมาให้เรา ๓๐ เพิ่มเติมจากที่เราขาดดุล ก็เรียกว่าเราเกินดุลชำระเงินไป ๑๐ เพราะเราได้เกินมากกว่าที่เราขาดไป อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้สมมุติว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของต่างประเทศ แต่เราสามารถที่จะรับเงินช่วยเหลือมาจากต่างประเทศบ้าง โดยสมมุติว่าเราได้ช่วยเหลือมา ๑๕ แล้วเรากู้เงินเขามาอีก ๑๕ ในกรณีนี้ เมื่อรวมกันเข้าก็จะเป็น ๓๐

นายกรัฐมนตรี: อันนี้เรียกว่าดุลชำระเงินใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ ดุลชำระเงิน

อย่างนี้เอาไปรวมกับดุลการค้าก็เป็นดุลชำระเงิน แต่กระผมคิดว่าในเรื่องนี้ถ้าจะให้กระจ่างแจ้งแล้ว ในเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพนั้น น่าจะเอาไว้พูดกันในอันดับต่อไป ในชั้นนี้กระผมใคร่ขอกราบเรียนถึงเรื่องข้าวเสียก่อน แล้วค่อยต่อไปถึงเรื่องน้ำมัน สำหรับเรื่องดุลการค้าเอาไว้พูดกันทีหลัง แล้วจึงจะไปพูดกันถึงเรื่องเงินเฟ้อ เพราะเหตุว่าเรื่องเงินเฟ้อนั้นเป็นเรื่องที่ครอบคลุมทุกอย่างหมด

สำหรับเรื่องข้าวนั้น กระผมได้รับความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์อย่างมาก ในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ และเห็นว่าทางด้านกระทรวงพาณิชย์นั้นรับผิดชอบในเรื่องราคาข้าวสารและราคาข้าวเปลือก ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นรับผิดชอบและสนับสนุนในเรื่องการผลิต เพราะฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาร่วมกันระหว่างกระทรวง
พาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งกระทรวงการคลังด้วย เพราะเหตุว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน และเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องการลักลอบนำข้าวออกตามด้านชายแดน ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องไปถึงทางด้านกระทรวงมหาดไทยอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันดีว่า การที่ราคาข้าวสารสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีหรือปลายปีที่แล้วนั้น เหตุเกิดมาจากเหตุการณ์ ๒ ประการ ประการที่ ๑ ก็คือว่า ในปี ๒๕๑๕ รัฐบาลส่งข้าวออกหลวมตัวเกินไป ออกไปเกินกว่า ๒ ล้านตัน เพราะตามปกติเราส่งออกอย่างมากเพียง ๑.๒ ล้านตัน หรืออย่างมากที่สุดเป็นจำนวน ๑.๕ ล้านตัน แต่จะเป็นด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบ รัฐบาลชุดที่แล้วในปี ๒๕๑๕ นั้น ได้อนุญาตให้มีการส่งข้าวออกเกินกว่า ๒ ล้านตัน จึงทำให้สต๊อกข้าวที่มีอยู่ในประเทศลดต่ำลง ประจวบกับเหตุการณ์ของโลกอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ การทำนาข้าวสาลีและการทำนาข้าวเจ้าของเรา เกิดมีอากาศวิปริต ทำให้ไม่สามารถที่จะเลี้ยงประชากรของโลกได้เพียงพอ ตัวอย่างเช่น ประเทศรัสเซียต้องซื้อข้าวสาลีจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในปี ๒๕๑๕ เป็นจำนวนถึง ๓๐ ล้านตัน ถ้าหากพูดถึงเรือที่จะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกแล้วก็จะเป็นขบวนแห่ใหญ่ทีเดียวสำหรับการขนข้าวจำนวน ๓๐ ล้านตัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระเทือนขึ้นทั่วโลก สำหรับไทยเราก็เกิดการหลวมตัว มีการส่งข้าวออกไปจำนวนมาก ในขณะเดียวกันตลาดโลกก็มีทางที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าจะพูดไปแล้วก็คล้ายกับว่าสต๊อกเป็นจำนวนเพียงพอในประเทศ เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๑๖ จึงเป็นเหตุให้ราคาข้าวสารแพงขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าวเป็นข้อใหญ่ ในเรื่องนี้ผมต้องขอประทานอภัยที่จะพูดอย่างสามัญชนทั่วๆ ไปก็ว่ารัฐบาลถนอมทำปัญหาทิ้งไว้ให้รัฐบาลสัญญา ซึ่งเป็นปัญหาลำบากมาก กระผมไม่มีเจตนาที่จะกล่าวโทษจอมพลถนอมท่านลับหลัง เพราะถึงแม้ว่าจอมพลถนอมท่านนั่งอยู่ที่นี่ กระผมก็จะขอพูดอย่างเดียวกันนี้ เพราะเหตุว่าเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้พยายามแก้ไขด้วยวิธีการต่างๆ แต่กระผมรู้สึกว่าที่ได้ผลจริงๆ ก็คือ มาตรการของกระทรวงพาณิชย์สุดท้ายนี้ กล่าวคือ

(๑) เมื่อข้าวสารแพงมากเกินไป รัฐบาลก็ขึ้นค่าพรีเมียม

(๒) ตัดโควตาลง ห้ามมีการส่งออกหรือส่งออกให้น้อยลง

(๓) บังคับให้เจ้าของโรงสีและฉางข้าวต่างๆ แจ้งปริมาณ สำหรับข้อนี้นับว่าเป็นข้อที่สำคัญมาก ซึ่งกระผมคิดว่าทำให้ได้ประโยชน์ เพราะทำให้ราคาข้าวสารลดลงพอสมควร

เมื่อข้าวสารมีราคาลดลง กระผมก็ใคร่ขอกราบเรียนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะต้องคำนึงถึงชาวนา เพราะเหตุว่าถ้าหากข้าวสารราคาลดลงเรื่อยๆ แล้วข้าวใหม่ก็กำลังจะออกมา ชาวนาก็จะเดือดร้อน เพราะเหตุว่าราคาข้าวเปลือกจะถูก เมื่อข้าวเปลือกมีราคาถูกชาวนาก็จะเดือดร้อนเป็น ๒ เท่า เพราะเหตุว่าปุ๋ยที่ชาวนาใช้มีราคาแพงขึ้นถึง ๓ เท่า น้ำมันซึ่งนับเป็นต้นทุนอันหนึ่งของชาวนาก็ราคาแพงขึ้นมาก

นายกรัฐมนตรี: ทำไมปุ๋ยถึงมีราคาแพงขึ้นมาก

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: การที่ปุ๋ยมีราคาแพงขึ้นนั้นก็กระทบกระเทือนกันทั่วโลก และกระทบกระเทือนกับเรื่องน้ำมันด้วย เพราะจะต้องใช้น้ำมันมาผลิต เนื่องจากน้ำมันเป็นวัตถุดิบอย่างหนึ่งของปุ๋ยด้วย จึงทำให้กระทบกระเทือนกันไปหมด

นายกรัฐมนตรี: ปุ๋ยแบบเก่าของบ้านเมืองเราที่ใช้ๆ กันมา เป็นต้นว่าปุ๋ยคอก ปุ๋ยพวกนี้ไม่ได้ช่วยด้วยหรือ

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ก็ควรจะช่วยได้บ้าง เวลานี้เท่าที่กระผมได้คุยกันกับพวกนักเกษตร เขาก็บอกว่าควรจะร่วมมือกันในด้านนี้ เพราะเหตุว่าประเทศที่ด้อยพัฒนาหลายประเทศที่เขาใช้ปุ๋ยโบราณของเราได้ผลดีมาก แต่ถึงอย่างไร กระผมก็เชื่อว่าไม่พอ จำเป็นที่จะต้องมีปุ๋ยเคมีเข้ามาร่วมใช้อยู่ด้วย สำหรับสภาพการณ์เกี่ยวกับเรื่องปุ๋ยนี้กระผมก็คิดว่าคงจะไม่นานนักที่จะคลี่คลายลงไป แต่ขณะนี้ใคร่จะกราบเรียนว่าชาวนาจะได้รับความเดือดร้อนมาก ถ้าหากว่าเราเร่งรัดให้เขาผลิตผลมากขึ้น เขาก็ต้องใช้ปุ๋ยมากขึ้น การที่เราจะมีข้าวมหัศจรรย์มาทำให้เกิดปฏิวัติเขียว คือ หมายความว่าทำให้บ้านเมืองผลิตข้าวของได้มากขึ้นเช่นนั้น เราจะทำได้ก็จะต้องอาศัยปุ๋ยมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี: ขอประทานโทษ นาปรังของเราหรือการทำนาครั้งที่ ๒ นั้น เขาว่าต้องอาศัยปุ๋ยทั้งนั้นใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ เพราะจำเป็นอย่างมากและก็มากกว่านาธรรมดาด้วย ถึงแม้ว่านาปีก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ปุ๋ย กระผมเองก็มิใช่นักเกษตรนะครับ แต่เท่าที่ได้ซักถามมาจากหลายกระแส ต่างก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าหากเราต้องการที่จะให้ได้ผลผลิตในทางด้านการเกษตรสูง เราก็จำเป็นที่จะต้องใช้พืชชนิดใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯ คิดค้นได้ ที่เรียกว่า ก.ข. แล้วก็มีข้าว ก.ข. ใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ละประเภทก็จำเป็นที่จะต้องใช้ปุ๋ยมากในการลงทุน ถ้าหากว่าจะต้องใช้ปุ๋ยและมีราคาดีพออย่างเก่าก็คุ้มทุนหรือเกินคุ้มด้วยซ้ำไป แต่ทีนี้ถ้าหากราคาเพิ่มสูงขึ้นมากๆ เข้า การใช้ปุ๋ยก็ต้องลดน้อยลง ก็จะเป็นผลเสียหายแก่ชาวนา ซึ่งจะหมายถึงการเสียหายของประเทศชาติด้วย เฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ข้าวราคาแพง เราน่าจะผลิตให้ได้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ขายออกไปให้ได้มากขึ้น นี่แหละครับเป็นสิ่งที่กระผมหนักใจอยู่

ทางด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาให้กระผมไปเป็นประธานกรรมการนั้น เมื่อกระผมได้รับหน้าที่นี้ก็มีความยินดีที่ท่านผู้จัดการธนาคารและคณะกรรมการเดิมซึ่งยังปฏิบัติงานอยู่นั้นกำลังขยายงานไปในทาง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็จะช่วยเรื่องปุ๋ยของชาวนา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติที่จะช่วยให้มาก ทีนี้ก็มีปัญหาในเรื่องอุปสรรคที่จะหาปุ๋ยให้ได้ แต่อย่างไรก็ดี กระผมก็ใคร่จะกราบเรียนว่า ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมิได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ และจะพยายามทำในเรื่องปุ๋ยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ สิ่งที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นของใหม่อยู่ในเวลานี้ที่กระผมจะกราบเรียนและเป็นเรื่องที่จะปรากฏในรายงานประจำปีของธนาคารด้วยก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ นั้น แต่ก่อนนี้มิค่อยจะได้ให้ชาวนากู้ยืมเงินไปลงทุนระยะยาว มุ่งช่วยเหลือแต่เฉพาะในระยะสั้น คือปีต่อปี ซึ่งทางธนาคารจะเริ่มขยายงานในด้านนี้ เช่น ให้กู้ยืมเงินไปลงทุนสำหรับซื้ออุปกรณ์มาเป็นระยะเวลายาวหรือสำหรับการสร้างยุ้งฉาง ฯลฯ อะไรเหล่านี้เป็นต้น

นายกรัฐมนตรี: ขอประทานโทษ ชาวนาเคยมาปรารภกับผม บอกว่าธนาคารเพื่อการเกษตรฯ นี้ต้องการที่จะเอาที่ดินเป็นประกัน แต่เขาไม่มีดินจะนำมาเป็นหลักค้ำประกันได้ ในปัญหาข้อนี้ท่านจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ในเรื่องนี้ คุณจำเนียร ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรฯ ได้อธิบายให้คณะกรรมการทราบว่าเมื่อระยะเวลาแรกๆ ตอนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้เริ่มตั้งขึ้นใหม่ๆ การที่จะทำให้กิจการของธนาคารเป็นปึกแผ่นก็จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในระยะแรกๆ เพราะกลัวหนี้จะสูญ ซึ่งความจริงธนาคารฯ แห่งนี้ก็ได้ทุนมาจากรัฐบาลทั้งสิ้น การที่จะนำเอาเงินภาษีอากรไปให้เป็นหนี้สูญขึ้นมาก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าหากว่าเราระมัดระวังจนเกินไปนัก เราก็จะไม่ได้ทำประโยชน์จริงๆ เพราะเหตุว่าคนที่ยากจนจริงๆ นั้นจะไม่มีที่ดินมาใช้เป็นหลักประกันได้ ทางผู้จัดการธนาคารก็คิดว่าจะพยายามหาคนที่ไม่มีที่ดินจริงๆ แต่เป็นคนดี เป็นคนที่ชาวบ้านรู้ว่าเป็นผู้ที่ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

นายกรัฐมนตรี: จะรู้ได้อย่างไรว่าชาวนาคนใดเป็นคนดีและมีความซื่อสัตย์สุจริต

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: รู้ได้จากดูการกระทำของเขานั่นแหละ และต้องเป็นสมาชิกกลุ่มชาวนาด้วย โดยกระผมจะได้กล่าวถึงบุคคลแต่ละคนๆ ไปก่อน ถ้าหากเราเห็นว่าแน่ใจได้ว่าจะไม่สูญ หรือหากจะต้องมีการเสี่ยงกันบ้างก็จำเป็นต้องเสี่ยงเล็กน้อย สำหรับทางด้านสมาชิกกลุ่มชาวนานั้น ถ้าหากว่าสมาชิกสหกรณ์เขาร่วมรับผิดชอบกัน หรือกลุ่มต่างๆ รวมเป็นระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ร่วมกันแล้ว มีความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งจะทำให้การเสี่ยงภัยต่อการที่ทำให้เงินของรัฐบาลสูญเสียไปน้อยลง ในกรณีเช่นนี้เราก็จะช่วยเหลือครับ

นายกรัฐมนตรี: ดี ขอให้ช่วยชาวนาอย่างสุดความสามารถเท่าที่จะกระทำได้ต่อไปเถิดครับ

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ครับ และในขณะเดียวกันนั้นชาวนาทั้งหลายก็ควรที่จะต้องคำนึงว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรนี้ เป็นธนาคารที่ใช้เงินของรัฐซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากภาษีอากร หากจะต้องนำไปเสี่ยงหรือต้องสูญเสียมากๆ ก็จะเป็นการไม่สมควร

นายกรัฐมนตรี: หมายความว่าแจ้งหรือประชาสัมพันธ์ให้ชาวนาทราบทั่วกันว่าอย่าโกงใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ ส่วนราคาข้าวอย่างที่กระผมกราบเรียนมาแล้วนี้ ก็รู้สึกว่าน่าที่คณะรัฐบาลจะพิจารณาว่าจะสมควรให้เป็นไปได้หรือไม่เพียงไร ซึ่งกระผมได้คิดว่าในปลายฤดูทำนาปีนี้เนื่องจากปุ๋ยแพง ฉะนั้นในปี ๒๕๑๗ นี้ กระผมคิดว่าท่านนายกฯ ไม่น่าจะปล่อยให้ราคาข้าวเปลือกลดลงมาอีก เพราะในเวลานี้มีแนวทางที่ว่าข้าวเปลือกจะมีราคาคล้อยต่ำลงมา ควรที่รัฐบาลจะพยายามให้ราคาข้าวเปลือกขึ้นไปอีกหน่อย และก็เบนเรื่องที่รัฐบาลจะกระทำอย่างนี้ได้เพราะเหตุว่ากระทรวงพาณิชย์มีมาตรการไว้พร้อมเสมอ

นายกรัฐมนตรี: อาจารย์หมายถึงว่ารัฐบาลต้องลงทุนพยุงราคาข้าว ใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ไม่ต้องครับ, เป็นสิ่งที่กระผมคิดว่าไม่ควรจะกระทำ เพราะเหตุว่าการพยุงราคาข้าวเช่นนั้นจะต้องใช้เงินมหาศาลเหลือเกิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลก็ต้องเข้มแข็งจริงๆ วางใจได้จริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้ นอกจากนี้ ปัญหานี้ก็ไม่ใช่ว่าจะถึงขนาดนั้น เพราะเหตุว่าเวลานี้ราคาข้าวเปลือกเพิ่งจะมีแนวโน้มคล้อยต่ำลงเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่าถ้าหากเห็นว่าราคาจะคล้อยต่ำลงมากเข้า กระทรวงพาณิชย์ก็ใช้มาตรการส่งออกก็เป็นการเพียงพอครับ

นายกรัฐมนตรี: ราคาข้าวในต่างประเทศสูงกว่าของเรามากไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: สูงกว่าของเรามากมายทีเดียว ทั้งๆ ที่เราเรียกเก็บค่าพรีเมียมอย่างสูงแล้วเขาก็ยังได้กำไร เพราะฉะนั้นเหตุนี้แหละครับจึงมีปัญหาเรื่องการลักลอบนำข้าวออกนอก ที่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งเนื่องจากราคาข้าวในมาเลเซียสูงกว่าราคาข้าวในประเทศนับเป็นจำนวนพันๆ บาท

นายกรัฐมนตรี: เรื่องการลักลอบนำข้าวออกนอกนี้ ผมขอเรียนว่ากระทรวงมหาดไทยกับกรมศุลกากรได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะป้องกันและปราบปรามการลักลอบอย่างสุดความสามารถที่เขาจะกระทำได้อยู่แล้ว

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ถ้าเช่นนั้นกระผมก็รู้สึกคลายใจ เพราะที่ระแวงอยู่เรื่อยๆ เช่นนั้นก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวอยู่เสมอๆ ซึ่งไม่ทราบว่ามีข้อเท็จจริงเพียงใด รวมทั้งข่าวที่ว่าเจ้าหน้าที่ทุจริตด้วย ในกรณีเช่นนี้กระผมคิดว่าน่าที่จะแก้ข่าวเสียถ้าหากว่าไม่เป็นความจริง

นายกรัฐมนตรี: ถ้าหากว่าจริงก็ต้องลงโทษกันอย่างหนัก

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: นี่แหละครับกระผมจึงเห็นว่า สำหรับเรื่องอาหารและเรื่องข้าว ถ้าหากเราจะวางนโยบายให้เป็นระยะยาวออกไปแล้ว กระผมก็ใคร่ขอเสนอว่ารัฐบาลน่าที่จะได้คำนึงถึงแง่ที่ว่าจะสนับสนุนการเกษตร และในขณะเดียวกันก็จะทิ้งงานอุตสาหกรรมไม่ได้ นโยบายการพัฒนาประเทศจำเป็นที่จะต้องกระทำทั้ง ๒ ด้าน ทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม

นายกรัฐมนตรี: เราจะมีกำลังพอที่จะทำควบคู่กันไปทั้ง ๒ ด้านเช่นนั้นได้หรือ แล้วก็ควรจะเน้นหนักไปในทางไหน

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: กระผมคิดว่าควรจะเน้นไปในทางด้านเกษตร และในขณะเดียวกันกำลังที่เราคิดว่าจะมีพอนั้น กระผมคิดว่าขอกู้เงินมาลงทุน ซึ่งย่อมจะเป็นเรื่องที่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยและก็ไม่เป็นที่น่าจะหวาดวิตกว่าจะเป็นภาระตกแก่คนรุ่นหลัง เพราะเหตุว่าจะได้ประโยชน์แก่คนรุ่นแรก และก็จะสามารถชำระเงินคืนได้ในภายหลังอย่างแน่นอน

ในเรื่องทางด้านเกษตรนี้ กระผมก็ใคร่ขอกราบเรียนว่า ถ้าหากว่าเรารวมเรื่องการเกษตรกับอุตสาหกรรมไว้ได้แล้วก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องที่เราเรียกว่า Agro–business หรือธุรกิจทางเกษตร

นายกรัฐมนตรี: ขอให้อาจารย์ยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจโดยง่ายด้วย

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเราจะมีการปลูกพืชไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการเกษตร แล้วเอาพืชที่ได้มานั้นไปทำกรรมวิธีในโรงงาน ซึ่งก็นับว่าเป็นอุตสาหกรรม เสร็จแล้วเราก็เอาไปเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นเรื่องการเกษตร เมื่อเลี้ยงสัตว์เสร็จแล้ว เราก็เอาสัตว์นั้นมาเข้าโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งก็นับว่าเป็นอุตสาหกรรม และถ้าหากว่าจะสามารถส่งออกนอกได้ด้วยวิธีแช่เย็นหรือกรรมวิธีอะไรก็ตาม นี่ก็เป็นอุตสาหกรรม ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าจะเป็นทางส่งเสริมทางด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม

นายกรัฐมนตรี: บ้านเมืองเราจะมีโอกาสทำอย่างนี้ได้ไหมครับ

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: มีมากทีเดียวครับ กระผมได้เคยพูดกับผู้แทนธนาคารโลกเมื่อ ๒–๓ วันมานี้ ได้ข่าวว่าเวลานี้ทางธนาคารโลกเขามีความสนใจทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเรา เกี่ยวกับเรื่องการเลี้ยงสัตว์มาก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี และหวังว่าจะเป็นช่องทางที่ดีจริงๆ และมีประโยชน์จริงๆ เพราะเหตุว่าเรื่องการเลี้ยงสัตว์นี้เราได้มีการพูดกันมานานแล้ว เท่าที่กระผมจำได้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ในภาคอีสานนี้ได้พูดกันตั้งแต่สมัยกระผมเริ่มเข้ารับราชการใหม่ๆ เมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีแล้ว จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังพูดกันถึงเรื่องนี้อยู่อีก จึงหวังว่าคงจะเป็นความจริงขึ้นมาอย่างจริงจังกันได้ในคราวนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่กระผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องอาหารและเรื่องข้าว ก็คือว่า การที่รัฐบาลจะวางนโยบายให้ถูกต้องจริงๆ นั้น ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง เวลานี้องค์การอาหารและเกษตรได้พยายามที่จะตั้งสถานีทั่วโลกขึ้น เพื่อพิจารณาในแง่ดินฟ้าอากาศว่าข้าวปีนี้จะดีหรือไม่ดี มีแมลงหรือศัตรูพืชอย่างไรบ้าง ตลอดจนราคาจะเป็นอย่างไร ซึ่งกระผมเข้าใจว่ารัฐบาลไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอยู่แล้ว

นายกรัฐมนตรี: ข้อมูลที่อาจารย์ว่าเมื่อสักครู่นี้ หมายถึงข้อมูลจากทั่วโลกใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ทั่วโลกครับ ไม่ใช่เฉพาะบ้านเรา ถ้าเราได้ร่วมภาคีแล้วเราก็จะมีประโยชน์ในแง่ที่ว่าจะได้รู้ข้อมูลต่างๆ เหล่านั้น และการคาดการณ์นั้นก็ย่อมจะต้องมีคลาดเคลื่อนบ้าง เพราะการที่จะคาดการณ์ให้ถูกต้อง ๑๐๐% นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ยังมีความรู้ดีขึ้น แล้วรัฐบาลก็จะวางนโยบายให้ถูกต้องในการที่จะทำให้ราคาข้าวมีเท่าไร การจะส่งออก จะส่งออกได้มากน้อยเพียงใด ในเวลาที่ข้าวมีมากในทั่วโลกหากว่าเราชิงส่งออกได้และมีราคาดี ตลอดจนไม่เป็นที่เดือดร้อนแก่ประเทศไทยเราด้วย กระผมก็มีเรื่องกราบเรียนเกี่ยวกับราคาข้าวเพียงเท่านี้

กระผมใคร่จะขอกราบเรียนเลยไปอีกสักนิดหนึ่งเกี่ยวกับนโยบายในเรื่องข้าว ซึ่งก็เกี่ยวกับเรื่องสังคมสงเคราะห์

นายกรัฐมนตรี: เกี่ยวกันอย่างไร

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: คือถ้าหากว่าเราจะช่วยชาวนาให้ข้าวเปลือกมีราคาดีขึ้นเรื่อยๆ นั้นกระผมเข้าใจว่าคงจะพออดทนได้ในเมื่อราคาข้าวสารจะขึ้นไปบ้างเพียงเล็กน้อยในแต่ละปี

นายกรัฐมนตรี: แต่คนจนจนจริงๆ ของเราซื้อข้าวสารทีละกระป๋องนะครับอาจารย์

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: เพราะอย่างนั้นกระผมจึงได้เป็นห่วง คือว่า ถ้าคนจนนั้นยังจะต้องมีความเดือดร้อนอยู่ กระผมจึงอยากจะกราบเรียนว่า ถ้าหากว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะให้สำรวจดูว่า คนจนดังที่ท่านนายกฯ เป็นห่วงอยู่นั้น มีลักษณะอย่างไร ประเภทใด แล้วเราจะช่วยเหลือเขาในเรื่องอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างไรบ้าง พวกกระผมซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจนี้จะขอรับมาพิจารณา

นายกรัฐมนตรี: ในเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะเหตุว่าเราเป็นห่วงและสงสารเขาเหลือเกิน เนื่องจากพวกที่ยากจนเหล่านั้น จะซื้อข้าวสารเป็นถังเขาก็ไม่มีเงินซื้อ ต้องซื้อเช้ากินเย็น สำหรับพวกเหล่านี้ผมอยากจะขอให้ท่านอาจารย์ ได้ช่วยคิดหาทางช่วยเหลือด้วย

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: พวกเหล่านี้ในกรุงเทพฯ มีอยู่มาก แม้ในต่างจังหวัดก็มีเหมือนกัน เท่าที่กระผมทราบมา สำหรับทางด้านต่างจังหวัดนั้นก็เนื่องมาจากเราไม่มีมาตรการและข้อมูลที่ชัดเจน นอกจากนั้นในเรื่องความเดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่องข้าวนี้กระผมได้รับหนังสือร้องเรียนมาจากต่างจังหวัดในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาของท่านนายกฯ เป็นจำนวนมาก จึงทำให้คิดว่าเราน่าจะพิจารณาหาทางช่วยเหลือเขาบ้าง แต่ว่าในการที่จะช่วยเหลือเขานั้นก็เกรงอยู่ว่า ถ้าหากไม่ได้มีการวางมาตรการให้ถูกต้องแล้ว การช่วยเหลือก็อาจจะไม่ตกไปถึงมือคนที่อดอยากจริงๆ

นายกรัฐมนตรี: ในเรื่องนี้ผมสนใจมากครับ เพราะเป็นเรื่องช่วยความทุกข์ยากของคนจน

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: คณะที่ปรึกษาฯ จะได้พิจารณาในเรื่องนี้ แต่อาจจะต้องเสียเวลานานสักหน่อย เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องทำให้รอบคอบและทั่วราชอาณาจักรด้วย จึงต้องขอประทานอภัยที่จะต้องขอเวลาบ้าง

เรื่องต่อไปคือเรื่องน้ำมัน ในเรื่องนี้คณะที่ปรึกษาฯ ยังไม่สามารถที่จะนำเรื่องเสนอท่านนายกรัฐมนตรีได้ เพราะกำลังพิจารณากันอยู่ และในวันจันทร์ที่จะถึงข้างหน้านี้ คณะที่ปรึกษาฯ ก็จะได้พิจารณาถึงเรื่องนี้ และคาดว่าคงจะสามารถนำเรื่องเสนอท่านนายกรัฐมนตรีได้ภายในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ดี สำหรับเรื่องน้ำมันนี้เท่าที่กระผมและบรรดาคณะที่ปรึกษาฯ ได้ศึกษากันมานั้น ปรากฏว่าเราจำเป็นที่จะต้องรับสภาพความเป็นจริงอยู่ ๒ ประการ

ประการที่ ๑ ก็คือว่า การที่น้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลนนั้น เป็นประสบการณ์ที่ประสบกันอยู่ทั่วโลก เนื่องมาจากการกระทำของผู้ผลิต เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่สามารถที่จะบันดาลให้สิ่งที่ไม่มี ให้มีขึ้นมาได้ เว้นแต่จะรอให้เกิดผลของการสำรวจในอ่าวไทย ซึ่งอาจจะใช้เวลานาน

ประการที่ ๒ ก็คือ น้ำมันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการอุปโภคบริโภคและการลงทุนทำมาหากินของเราทุกสาขา เช่น ไฟฟ้า การขนส่ง การประมง แม้แต่การเกษตรทำไร่นาก็ต้องใช้น้ำมันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องพยายามไม่ให้ผลของการที่น้ำมันแพงและขาดแคลนนั้นลุกลามไปสู่ค่าครองชีพประเภทอื่นๆ รวมทั้งการลงทุนทั้งหลายด้วย ซึ่งกระผมเข้าใจว่าเจ้ากระทรวงผู้มีหน้าที่ในเรื่องนี้ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้คงจะกำลังพิจารณาอยู่

สำหรับความสนใจในคณะที่ปรึกษาฯ มีอยู่ในแง่ที่ว่า เมื่อน้ำมันแพงขึ้นแล้ว เราจะพยายามไม่ให้แพงขึ้นอีกได้อย่างไรบ้าง เราพยายามพิจารณาดูทั้งในแง่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายเอกชน สำหรับทางฝ่ายรัฐบาลนั้นเราจะพิจารณาดูว่า ถ้าหากว่าการขึ้นราคาน้ำมันจะทำให้เกิดเหตุร้ายทั่วไปหมด บางทีรัฐบาลอาจจะต้องเสียสละในทางใดทางหนึ่งที่จะทำให้น้ำมันไม่ขึ้นราคาสูงเกินไป ส่วนทางด้านเอกชนนั้นกระผมเข้าใจว่า ถ้าหากว่าเราพิจารณาดูแล้วปรากฏว่า บริษัทน้ำมันจะเป็นผู้ค้าน้ำมันก็ดี หรือบริษัทผู้กลั่นน้ำมันก็ดี ได้รับกำไรมากเกินควร ก็คงจะมีช่องทางที่จะทำให้เขามีกำไรน้อยลง แล้วนำเอาผลของสิ่งนั้นมาเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติทั่วไป ซึ่งกระผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สับสนปนกันอยู่ และข้อเท็จจริงบางอย่างก็ยังไม่ทราบแน่ชัด จึงต้องช้าสักหน่อย อย่างไรก็ดี กระผมคิดว่าในสัปดาห์หน้าอย่างน้อยก็จะมีรายงานขั้นต้นนำเสนอท่านนายกฯ ให้ได้

สำหรับเรื่องน้ำมันนั้นก็ทำให้เลยกระทบกระเทือนไปถึงเรื่องดุลการค้าและดุลการชำระเงินซึ่งกระผมได้กราบเรียนไว้แล้วในตอนต้น เฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าน้ำมันแพงอยู่ในระดับนี้ และเรายังซื้ออยู่ในระดับเท่าที่เคยซื้อมาใช้ในประเทศ บิลค่าน้ำมันในปี พ.ศ.๒๕๑๗ จนกระทั่งถึงสิ้นปี จะเพิ่มขึ้นอีก ๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อดุลการค้าและดุลการชำระเงิน และดุลการค้ากับดุลชำระเงินนั้นก็ดีอยู่แล้ว และดีกว่าในระยะก่อนๆ อันเป็นข้อเท็จจริง ที่ว่าดีขึ้นนั้นก็เพราะเหตุว่าข้าวส่งออกนอกได้มาก ดังที่ท่านนายกฯ คงจะได้รับรายงานถึงเรื่องการส่งข้าวออกนอกได้มากแล้ว เมื่อส่งข้าวออกนอกได้มากและมีราคาสูงเช่นนั้นก็จะทำให้ดุลการชำระเงินดีขึ้น แต่ถ้าหากว่าโดนปัญหาเรื่องน้ำมันมากเข้าจนทำให้มีราคาแพงกว่าเมื่อก่อนนี้แล้วก็ทำให้กระผมรู้สึกหวาดวิตกอยู่ว่าดุลการชำระเงินจะไม่งดงามเท่ากับปีก่อนๆ ในปี ๒๕๑๖ ดุลการชำระเงินยังเกินดุลอยู่ หมายความว่าเงินสำรองต่างประเทศเราเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังเพิ่มขึ้นไม่มากเท่ากับเมื่อปี ๒๕๑๕ ในปี ๒๕๑๗ นี้ถ้าหากว่าไม่มีมาตรการอื่นแล้ว กระผมเกรงว่าถ้าเงินทุนสำรองจะขึ้นก็คงขึ้นน้อยเต็มที และอาจจะมีหวังว่าจะไม่ได้ขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

นายกรัฐมนตรี: เรื่องนี้รู้สึกว่าจะเป็นเทคนิคเสียแล้วครับอาจารย์ เงินทุนสำรองนั้นคืออะไร

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ทุนสำรอง
เงินตราต่างประเทศ คือทองคำและเงินตราต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งเงินเหรียญสหรัฐ เงินเยนของญี่ปุ่น และเงินดอยช์มาร์กของเยอรมนี

นายกรัฐมนตรี: ซึ่งสนับสนุนมูลค่าของธนบัตรใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ครับ ตาม
พระราชบัญญัติเงินตราก็เป็นเงินทุนสำรองสำหรับออกธนบัตร แต่ในทางด้านการค้าและการชำระเงิน เราก็ใช้สำหรับที่ว่าปีใหม่เราซื้อเขามามากกว่าเราขายให้เขา เราก็ต้องจ่ายออกไป ปีไหนเราได้รับมากกว่าที่เราจะจ่าย เราก็มีทุนสำรองเพิ่มขึ้น

นายกรัฐมนตรี: ขอประทานโทษ ในระยะนี้ผมได้อ่านบทความหรือ Research ของท่านประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ บอกว่า โดยที่ผลิตผลทางเกษตรกรรมของเราดีมากเหลือเกินนั้น ทำให้ทุนสำรอง
เงินตรามีจำนวนถึง ๑,๒๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ

นายกรัฐมนตรี: ก็หมายความว่าธนบัตรของเรายังมีค่ามาก ยังไม่ต้องตกใจใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ยังไม่ต้องตกใจครับ หากด้านมูลค่าของธนบัตรนั้น มองจากแง่ของเงินสำรองแล้วก็ไม่มีปัญหาครับ ทุนสำรองนอกจากจะไปเทียบกับธนบัตรและการออกธนบัตรแล้ว ยังควรจะเทียบกับอีก ๒ อย่าง คือ

(๑) เราจะทนการขาดดุลการค้าไปได้นานสักเท่าใด เขาทำได้ครับ โดยเขาพิจารณาในแง่ที่ว่าถ้าหากเราไม่ส่งสินค้าออกนอกประเทศเลย เราเอาแต่เฉพาะสินค้าขาเข้ามาเท่านั้นเป็นหลักในการคำนวณ ทุนสำรองนี้จะทนเอาไว้ได้กี่เดือน ตามปกติประเทศต่างๆ จะทนได้อย่างมากก็เพียงเดือนเดียว หรือ ๒–๓ เดือน แต่ของเราเคยทนไปได้จนกระทั่งถึง ๘–๙ เดือน สำหรับขณะนี้ผมเข้าใจว่าสามารถทนไปได้ประมาณ ๖–๗ เดือน ซึ่งนับว่ามั่งคั่งพอใช้ เพราะฉะนั้นมองจากแง่ของการค้าระหว่างประเทศแล้ว ทุนสำรองของเรายังมีประโยชน์มากและ

(๒) ทุนสำรองของเรานี้ควรจะนำมาเทียบกันกับหนี้สินต่างประเทศที่รัฐบาลมีอยู่ต่างประเทศ

นายกรัฐมนตรี: หมายถึงเงินกู้เขามาลงทุนใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ แล้วก็ควรจะเทียบกับหนี้สินซึ่งรัฐบาลค้ำประกันให้แก่รัฐวิสาหกิจ ในกรณีเช่นนี้จะเห็นได้ว่าทุนสำรองของเรามีอย่างน้อย ๒ เท่าของหนี้สินที่เรามีอยู่กับต่างประเทศ เพราะฉะนั้นก็เรียกได้ว่ายังมั่นคงอยู่ เขาจึงยอมให้เรากู้อยู่เรื่อยๆ เพราะเหตุว่าเราเป็นลูกหนี้ที่ดี และการชำระหนี้นั้นก็มีอยู่ทุกปีในงบประมาณแผ่นดิน

กระผมใคร่ขอกราบเรียนทบทวนความทรงจำของท่านนายกฯ อีกสักนิดหนึ่ง คือว่า เรื่องการกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศของเรานั้น ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มีคณะอนุกรรมการอยู่ชุดหนึ่ง เรียกว่า “อ.พ.น.” คือ อนุกรรมการพิจารณาการก่อหนี้ของรัฐบาลกับต่างประเทศ อนุกรรมการชุดนี้เป็นผู้ที่คอยควบคุมดูแลแทน ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่เสมอว่าเงินตราต่างประเทศที่เรากำลังจะกู้หนี้ยืมสินเขามานั้น จะเกินไปหรือไม่ และตามปกติแล้วคณะรัฐมนตรีก็ฟังความเห็นของคณะอนุกรรมการดังกล่าวอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นผมก็ใคร่จะขอถือโอกาสกราบเรียนในตอนนี้ว่า ถ้าหากว่าเราพิจารณาในแง่ที่เป็นข้อวิตกหรือกังวลแล้ว ในเรื่องที่ว่าภาระจะตกแก่ลูกหลานเราในเรื่องการกู้หนี้ยืมสินนั้น รัฐบาลได้มีมาตรการอันนี้ไว้ ซึ่งกระผมขอกล่าวให้เครดิตแก่รัฐบาลก่อนเลยทีเดียวครับ ว่าได้มีมาตรการอันนี้เอาไว้ จึงคิดว่าจะทำให้เกิดความมั่นใจในเรื่องนี้ได้

ตามที่กระผมได้กราบเรียนไว้แล้ว ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้น และจะทำให้ดุลการชำระเงินของเราต้องขาดไปบ้างในปีนี้ ถ้าไม่ขาดก็ดีครับ แต่ก็หวังว่าคงจะไม่ขาดดุล สมมุติว่าจะขาดดุลไปบ้างเราก็มีทุน
สำรองเป็นเรื่องเจือจุนอยู่ เอาไว้ปีหน้าฟ้าใหม่จึงค่อยสู้กับเขาใหม่ในกรณีเช่นนี้ กระผมจึงคิดว่าไม่ต้องเป็นห่วงนัก แต่ข้อที่น่าจะเป็นห่วงก็มีอยู่ข้อหนึ่ง คือ กระผมเกรงว่าสินค้าขาออกของเราจะไม่ทะมัดทะแมงพอ หมายความว่าถ้าหากระบบการค้าข้าวซึ่งเราเคยชินอยู่กับการค้าแบบนี้มาแล้วก็ทำไปแบบนั้นโดยมิได้มีการพิจารณาหรือศึกษาว่าการค้าข้าวควรจะเป็นไปในรูปใดตามสภาพใหม่ กระผมก็เกรงว่าบางทีเราอาจจะสู้ประเทศอื่นเขาไม่ได้ ในเมื่อถึงเวลาที่มีการแข่งขันกันหรือระบบการค้าอย่างอื่นในเรื่องการส่งออกนั้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดใด จะเป็นปอ มันสำปะหลัง หรือน้ำตาล ยางก็ตาม ถ้าหากว่าเรามีการควบคุม มีการจำกัด มีการทำให้เกิดการผูกขาดตัดตอนอะไรขึ้นมาแล้ว กระผมก็เกรงว่าจะทำให้การส่งออกของเราขาดสมรรถภาพ ในกรณีเช่นนี้เมื่อเกิดมีความจำเป็นที่จะต้องประหยัดเงินสำหรับมาซื้อน้ำมันแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งรวมทั้งการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องเศรษฐกิจ ในข้อนี้กระผมใคร่จะขอกราบเรียนว่า คณะที่ปรึกษาฯ กำลังพิจารณาอยู่ โดยมีคณะอนุกรรมการอีกชุดหนึ่งกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ การพิจารณาของคณะอนุกรรมการและของคณะที่ปรึกษาฯ กระผมใคร่จะกราบเรียนว่าไม่ได้ชักช้าเลย เพราะเมื่อมีการพูดกันถึงเรื่องของอนุกรรมการหรือคณะกรรมการแล้ว ก็มักจะคิดกันไปว่าเป็นเรื่องที่ชักช้า ความจริงไม่ได้ชักช้า เนื่องจากเราได้มีการแบ่งงานกันทำ เมื่อทำเสร็จแล้วก็เอามาเสนอรวมกันพิจารณา แล้วก็ตัดสินไปเลย นับว่าเป็นเรื่องที่รวดเร็วมาก

สำหรับเรื่องดุลการค้าและดุลการชำระเงินนั้น กระผมก็มีเรื่องที่จะกราบเรียนเพียงเท่านี้

กระผมคิดว่าขณะนี้คงจะมีเวลาอีกพอสมควรที่จะได้พูดกันถึงปัญหาเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ

นายกรัฐมนตรี: เรื่องนี้มีกังวลใจอยู่เหมือนกัน ที่ว่าเงินเฟ้อนั้น เฟ้ออย่างไร กระทบกระเทือนอย่างไร หนทางที่จะแก้ไขมีอย่างไร หรือว่าเราจะให้ชาวบ้านเขาปฏิบัติอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: เรื่องเงินเฟ้อนี้ มีคำจำกัดความอยู่หลายนัยด้วยกัน คือ ในสภาพปัจจุบันนี้ซึ่งค่าครองชีพสูงขึ้นนั้น ในเมื่อค่าครองชีพสูงอยู่ขณะนี้ก็เท่ากับว่าค่าของเงินบาทลดลงบ้าง ในเรื่องนี้เมื่อสักครู่กระผมได้กล่าวว่าค่าของเงินบาทมั่นคงนั้น กระผมขอทำความเข้าใจเสียด้วยเลยว่า ที่ว่ามั่นคงนั้นหมายถึงค่าต่อภายนอกในการแลกกับเงินเหรียญหรือเงินสกุลต่างๆ แต่ที่ว่าค่าของเงินบาทลดลงนี้ กระผมหมายถึงค่าภายใน ซึ่งย่อมแล้วแต่ค่าครองชีพ สิ่งที่เราจะซื้อขายกันในปัจจุบันแต่ละวัน ในกรณีเช่นนี้เรียกว่าเงินเฟ้อได้เหมือนกัน แต่เป็นเงินเฟ้อแบบธรรมดาสามัญ หมายความว่าปีนี้อาจจะเฟ้อแต่ปีหน้าอาจจะไม่เฟ้อ อาจจะเรียบร้อยก็ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว แน่ละครับ...เป็นปัญหา สิ่งที่เราน่าจะกลัวมากก็คือว่า เมื่อเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพแพง ค่าแรงแพง ต้นทุนการผลิตแพง ฯลฯ เช่นนี้ นับว่าเป็นเขาวงกตขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้เป็นเงินเฟ้อที่เรียกว่าไม่มีวันหยุด ในกรณีเช่นนี้ถ้าหากว่าความเชื่อมั่นของราษฎรในเรื่องเงินตราตกต่ำลงไปแล้ว ก็จะเกิดเรื่องอย่างที่ได้เกิดขึ้นในอินโดนีเซียเมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว ซึ่งมีเงินเฟ้อถึงขนาดค่าครองชีพสูงขึ้นปีละ ๓,๐๐๐% หรือ ๔,๐๐๐% แต่สำหรับประเทศไทยเรากระผมขอกราบเรียนว่ายังเคราะห์ดี ที่ยังไม่ถึงขนาดนั้น

นายกรัฐมนตรี: เราจะมีวิธีสกัดกั้นอย่างไร

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราน่าจะคำนึงซึ่งกระผมจะได้กราบเรียนในอันดับต่อไป ในชั้นนี้กระผมใคร่จะขอกราบเรียนถึงต้นทุนเสียก่อน รวมทั้งปริมาณของเงินเฟ้อหรืออัตราของเงินเฟ้อด้วยว่ามีอย่างไร

การที่จะวัดปรอทว่าอัตราเงินเฟ้อมากแค่ไหนนั้น ตามปกติเราใช้ตัวเลข ๒ ตัว ตัวเลขตัวหนึ่งเรียกว่าดรรชนีราคาสินค้าบริโภค หมายความว่าเป็นราคาขายปลีกนั้นเอง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่าดรรชนีค่าครองชีพ ตัวเลขอีกตัวหนึ่งก็คือดรรชนีราคาขายส่ง ราคาขายส่งนี้หมายความว่ารวมทั้งราคาสินค้าขาออกและราคาสินค้าขาเข้าด้วย ถ้าหากว่าราคาข้าวของเรากำลังแพงอยู่ในต่างประเทศ ราคาขายส่งข้าวก็ต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา น้ำมันหรือสินค้านำเข้ามาก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าราคาน้ำมันแพงขึ้น ราคาขายส่งในนี้ก็ย่อมจะต้องแพงขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่วัดถึงเรื่องความเดือดร้อนของราษฎรนั้นไม่ใช่ราคาขายส่ง แต่เป็นสิ่งที่วัดทางอ้อม สิ่งที่วัดถึงความเดือดร้อนหรือความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎรคือดรรชนีค่าครองชีพ หรือดรรชนีสำหรับราคาผู้บริโภค ซึ่งในปี ๒๕๑๖ ดรรชนีอันนี้ขึ้นไป ๑๕.๕%

นายกรัฐมนตรี: ๑๕.๕% ของอะไรครับ

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: สมมุติ
เอาว่าปี ๒๕๑๕ เท่ากับ ๑๐๐ ในปี ๒๕๑๖ ก็จะเท่ากับ ๑๑๕.๕ ซึ่งแม่ครัวของท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างนี้ ดังที่นายกฯ ได้กล่าวในตอนต้นเรื่องไข่เค็ม และก็เป็นเรื่องที่ตรงตามที่แม่ครัวแกว่า คือว่าในปี ๒๕๑๖ นี้สิ่งที่แพงมากขึ้นคืออาหาร ข้าว ไข่ไก่ ไข่เป็ด และเนื้อสัตว์ต่างๆ เหล่านี้แพงเป็นพิเศษ ของอย่างอื่นบางทีไม่ได้ขึ้น แต่ก็ไปถ่วงทำให้กลายเป็นเท่าๆ กับรวมเฉลี่ยแล้วค่าครองชีพแพงขึ้น ถ้ากล่าวย้อนไปถึงประวัติศาสตร์แล้วจะเห็นว่าค่าครองชีพของเรานั้น รัฐบาลชุดเก่าสามารถคุมเอาไว้ได้คือเพียง ๒.๕%
หมายถึงสูงขึ้นเพียงปีละ ๒% นับว่าเป็นอัตราที่ดีมาก เพราะว่าอัตราทั่วๆ ไปในยุโรปแล้วมักจะขึ้นปีละประมาณ ๑๐% หรือในญี่ปุ่นซึ่งเศรษฐกิจรุ่งเรืองมาก ก็ขึ้นปีละ ๑๐% แต่ของไทยเราเท่าที่ได้พยายามรักษาเอาไว้ให้ขึ้นเพียงปีละประมาณ ๒% นั้น นับว่าเป็นโชคดีอยู่แล้ว

นายกรัฐมนตรี: เงินเฟ้อนี้มีอยู่ทั่วโลกหรือครับ

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ทั่วโลกครับ, มิหนำซ้ำในปัจจุบันที่ว่า ๑๕.๕% จนนับเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ก็ยังเรียกว่าอยู่ในอัตราธรรมดา เพราะที่อื่นเขาสูงขึ้นถึง ๑๘–๒๐% ก็มี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความสบายใจ เราจะต้องแก้ไข

ส่วนดรรชนีราคาขายส่งนั้น ได้เพิ่มขึ้นในปีที่แล้วประมาณ ๒๓% ซึ่งหมายถึงในเรื่องข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ราคาปุ๋ย ราคาวัสดุก่อสร้าง ราคากระดาษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขาดแคลนจริงๆ ในเมื่อเราทราบแล้วว่าเนื่องมาจากอะไรที่นับว่าเป็นตัวสำคัญในเรื่องดรรชนีที่ทำให้เกิดค่าครองชีพสูงขึ้น กระผมก็คิดว่าจะได้วางข้อที่ควรจะพิจารณาว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขไม่ให้เกิดความโน้มเอียงในทางที่จะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นไปอีก หรืออีกนัยหนึ่งป้องกันมิให้เกิดภาวะเงินเฟ้อแบบเขาวงกตดังที่กระผมได้กล่าวมาแล้วเมื่อกี้นี้ ที่ว่าสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องหลีกเลี่ยงแน่ๆ

กระผมได้พิจารณาดูว่า ถ้าหากรัฐบาลได้ทำมาตรการเกี่ยวกับเรื่องอาหารได้สำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องข้าว ถ้าหากว่าทำได้สำเร็จดังที่ได้กราบเรียนมาแล้ว กล่าวคือ พยายามทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น แต่ราคาข้าวสารก็พยายามให้สูงขึ้นบ้างเพียงนิดหน่อย อย่าให้ฮวบฮาบจนเกินไป เพื่อประโยชน์ของชาวชนบท โดยใช้มาตรการที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่แล้วในขณะนี้ และก็ได้ใช้อยู่ในปัจจุบันให้ค่อยๆ ขึ้นไป กระผมก็คาดว่าในปีหน้าเรื่องข้าวจะวางใจได้ว่าจะไม่ขึ้นไปเท่าไรนัก สมมุติว่าจะขึ้นไปประมาณ ๒–๓% หรือ ๕% ก็ยังดี

สำหรับเรื่องน้ำมันก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากเราสามารถป้องกันมิให้ลุกลามออกไปถึงเรื่องอื่นๆ ได้ดังที่กระผมได้กราบเรียนไว้แล้ว และเป็นเรื่องที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งคณะที่ปรึกษาฯ และท่านรัฐมนตรีอุตสาห-
กรรม กระผมเข้าใจว่าคงจะพยายามทำแบบนี้ ถ้าหากว่าเราสามารถกระทำได้ในสองเรื่องนี้แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่หนักที่จะทำให้ค่าครองชีพแทนที่จะสูงขึ้นไปอีก แต่ก็คงจะสูงขึ้นไปไม่มากนัก อันนี้เป็นสิ่งที่กระผมใคร่ขอกราบเรียนเพื่อที่จะเป็นนโยบายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม กระผมคิดว่าเพื่อความเป็นธรรมในทางสังคม เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นมาแล้วก็จำเป็นที่จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยากจนหรือผู้ที่มีรายได้จากค่าแรง ให้ได้ค่าแรงสูงขึ้นบ้าง

นายกรัฐมนตรี: อาจารย์หมายถึงผู้ที่มีรายได้ประจำใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ สำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำ แต่กระผมต้องขอใช้คำว่า “บ้าง” และก็อยากจะเน้นคำว่า “บ้าง” นี้ด้วย หมายความว่าถ้าหากค่าครองชีพสูงขึ้นไปถึง ๑๕% แล้ว หากจะขอร้องให้ค่าแรงขึ้นไปอีกถึง ๕๐% ก็คิดว่าไม่สมเหตุสมผล เฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อรัฐบาลกำลังเดือดร้อน และประชาชนทั่วประเทศกำลังเดือดร้อนในเรื่องค่าครองชีพ ถ้าหากแต่ละคนจะขอร้องให้ค่าแรงได้ขึ้นไปถึง ๕๐% ทั้งๆ ที่เราก็น่าเห็นใจที่ว่ายังยากจนอยู่ แต่ถ้าหากว่าจะเป็นเหตุให้เงินเฟ้อแบบเขาวงกตแล้ว ผมก็คิดว่าทางผู้แทนกรรมกรและผู้แทนข้าราชการทั้งหลายคงจะรู้จักรับผิดชอบพอที่ไม่ให้ขึ้นไปมากนัก แต่ขณะเดียวกันกระผมก็เข้าใจว่าเขาควรจะได้รับประโยชน์บ้าง มิฉะนั้นแล้วจะเท่ากับฐานะการครองชีพของเขาจะเลวลง

นายกรัฐมนตรี: เวลานี้ทางรัฐบาลก็ได้เพียงผลประโยชน์ให้แก่ข้าราชการประจำไปแล้ว ทหาร ตำรวจ ก็เพิ่มกรรมกรก็เพิ่มขึ้นตามสมควรแล้ว

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ที่กระผมกล่าวนั้น กล่าวถึงในเรื่องทั่วๆ ไป ถ้าหากว่าอะไรได้ขึ้นให้ไปแล้วก็ไม่ควรจะขึ้นไปอีก แต่อะไรที่ยังไม่ได้ขึ้นเราก็ควรจะปล่อยให้เขาขึ้นบ้างแต่ก็อย่าให้ขึ้นมากจนเกินไปนัก เมื่อขึ้นทางกรรมกรแล้ว ต้นทุนก็คงจะแพงขึ้น ทีนี้ก็จะมาขัดกับเรื่องที่เราอยากจะให้ข้าวของมีราคาถูก อันนี้จะทำอย่างไร... กระผมก็คิดว่าเราควรจะสำรวจอีกด้านหนึ่ง ทางด้านผู้ผลิตมีกำไรมากมายแค่ไหน ถ้าหากว่าฝ่ายผู้ผลิตรายใดมีกำไรจนเกินไปนัก เราก็ใคร่จะขอให้เขาลดลงบ้าง อันนี้กระผมก็ไม่ทราบว่าทางรัฐบาลจะกระทำได้แค่ไหน แต่ก็คิดว่าคงจะเรียกมาพูดกันได้

ที่กระผมได้เรียนมาทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Price Income Policy ซึ่งจะต้องสอดคล้องกัน ของเราก็คือนโยบายทางด้านแรงงาน ค่าจ้างและรายได้ ในกรณีเช่นนี้กระผมใคร่จะกราบเรียนว่า ถ้าหากว่าทำได้ ให้มีความอดกลั้นทั้งทางด้านกรรมกรและผู้มีรายได้ประจำ รวมทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของโรงงานหรือผู้ถือหุ้น ในอันที่จะช่วยรัฐบาล แต่อันที่จริงก็ไม่ใช่ช่วยรัฐบาล เป็นการช่วยตัวเอง และช่วยประชาชนทั้งประเทศ ที่จะรักษาให้มีเสถียรภาพทางด้านการเงินและค่าครองชีพ กระผมก็คิดว่าคงจะได้ประโยชน์แน่

นายกรัฐมนตรี: ที่เราเคยพูดกับประชาชน ขอร้องพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันประหยัดทรัพย์ และใช้จ่ายแต่เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ อย่างนี้ก็เป็นการถูกหลักเศรษฐกิจใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ถูกครับ และก็ไปๆ มาๆ หนีคำว่า “ประหยัด” ไปไม่ได้

นายกรัฐมนตรี: กล่าวคือควรจะใช้จ่ายไปให้เป็นการสมประโยชน์จริงๆ โดยใช้จ่ายแต่พอสมควรกับอัตภาพ หากว่าทุกๆ คนต่างช่วยกันร่วมจิตร่วมใจเช่นนี้ ก็จะเป็นการช่วยชาติทั้งหมดด้วย

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ, แต่ทีนี้ไม่ได้อดเฉพาะเป็นการอดไปเรื่อยๆ ไม่เหมือนกับในประเทศที่เขาเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเขาอดมาเป็นเวลาถึง ๓๐ ปี ๔๐ ปี แต่ของเราเป็นการอดแต่เพียงอดมื้อนี้แล้วไปกินเอามื้อหน้า

นายกรัฐมนตรี: หมายความว่าเป็นการอดออมใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: ใช่ครับ

นายกรัฐมนตรี: อาจารย์มีเรื่องที่จะพูดเพียงเท่านี้ใช่ไหม

ประธานคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ: กระผมมีเรื่องที่จะกราบเรียนเพียงเท่านี้

นายกรัฐมนตรี: ผมขอขอบพระคุณท่านอาจารย์มาก และผมขอฝากพี่น้องประชาชนทั้งหลายไว้ด้วยว่า การที่เราจะช่วยกันรักษาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในทุกวิถีทางนั้น เป็นเรื่องที่เราช่วยตัวเอง เพราะฉะนั้น ก็หวังในความร่วมจิตร่วมใจจากทุกท่านที่จะช่วยตัวเอง แล้วผลนั้นก็จะช่วยชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราให้รอดพ้นจากความเคร่งเครียดทางเศรษฐกิจไปได้ ขอให้มีความขยันหมั่นเพียร ทำมาหากินกัน เพื่อจะได้เพิ่มกำลังกันทำงานให้มากขึ้น เพราะในที่สุดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะกลับคืนมาสู่ตัวเราเองในเวลาไม่ช้า เมืองไทยเราวันนี้ ผมก็ยังเชื่อมั่นว่าเป็นเมืองดี ไม่ถึงอับจนอย่างแน่นอน ขอบพระคุณท่านอาจารย์มาก