ข. ตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย

ข. ตำแหน่งประธานกรรมการ
   ธนาคารกรุงไทย

ลับ – เฉพาะ ด่วนมาก

 

๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙

 

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

 

ตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย

 

กระผมได้ทราบมาว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดำริที่จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย (ซึ่งจะเป็นผลของการควบธนาคารเกษตรกับธนาคารมณฑลเข้าด้วยกัน) โดยมีเหตุผลที่แสดงเป็นสำคัญว่า เนื่องด้วยรัฐบาลได้และจะได้ลงทุนในธนาคารนี้เป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเข้าไปควบคุมการดำเนินงานเสียเอง

๑. กระผมใคร่จะขอกราบเรียนความเห็นทั้งในด้านกฎหมาย ด้านระบบการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ และด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งเป็นข้อสนับสนุนหนักแน่นว่า ไม่เป็นการสมควรที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใดๆ จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ หรือกรรมการในธนาคารพาณิชย์ใดๆ

(ก) ในด้านกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติหลายฉบับที่เกี่ยวกับการเงินและการธนาคาร เฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ การเปิดสาขาของธนาคารก็ดี การดำรงเงินสดสำรองก็ดี การกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงก็ดี หรือการกำหนดอัตราส่วนลูกหนี้รายใหญ่ต่อเงินกองทุนก็ดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้วินิจฉัย (โดยอาศัยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเครื่องมือ แต่ข้อวินิจฉัยทั้งมวลอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) และเจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์ เฉพาะอย่างยิ่งประธานกรรมการ กรรมการ และผู้จัดการ เป็นผู้ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและข้อวินิจฉัยนั้นๆ ถ้ามีการละเมิดบทกำหนดกฎหมาย ก็มีบทลงโทษประธานกรรมการ ฯลฯ ไว้ ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้รักษาการตามกฎหมายดำรงตำแหน่งประธานกรรมการเสียเองเช่นนี้ ย่อมจะทำให้กฎหมายมีความด้อยถอยลง ทำให้การปฏิบัติราชการที่กำหนดไว้ในกฎหมายของเจ้าพนักงานทุกคนตั้งแต่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยลงไปถึงเจ้าหน้าที่ในกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นไปโดยกระอักกระอ่วนไม่ราบรื่น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง

อนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่ที่จะตรวจตราดูรายงานและการดำเนินงานของธนาคารต่างๆ ตลอดจนกระทั่งความลับใดๆ ของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นกรรมการธนาคารใด ก็เท่ากับว่าประธานกรรมการธนาคารนั้นได้รู้ถึงความลับของธนาคารอื่นๆ ไม่เป็นการชอบธรรม

(ข) ในด้านระบบการธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารหนึ่งในจำนวนทั้งสิ้น ๒๙ ธนาคาร ทำการแข่งขันกับธนาคารอื่น ถ้าผู้มีอำนาจสูงสุดในวงการธนาคาร คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกิดมาเป็นประธานของธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ย่อมจะเกิดเป็นข้อที่จะกินแหนงแคลงใจของธนาคารอื่นๆ ได้ แม้ว่าจะกระทำการโดยสุจริต ก็ย่อมจะขจัดข้อกังขาและข้อข้องใจได้ยากยิ่ง เช่น ถ้าธนาคารหนึ่งขอเปิดสาขาในท้องถิ่นที่มีสาขาของธนาคารที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานอยู่ และทางการไม่อนุญาตให้เปิด ก็ย่อมอดนำไปคิดมิได้ว่า กระทรวงการคลังพยายามกีดกันเพื่อมิให้ไปตั้งแข่งขัน เป็นต้น อนึ่ง เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้ตรวจสอบและรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงฐานะและการดำเนินการตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์ ถ้าปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์ใดมีฐานะไม่มั่นคง หรือมีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังที่จะต้องใช้อำนาจตามกฎหมายโดยสั่งการให้แก้ไข หรือดำเนินการลงโทษแล้วแต่กรณี ผลการกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย่อมจะหลีกเลี่ยงข้อครหาว่า ทำเป็นการยิ่งหย่อนแตกต่างกันไปได้ยาก อันจะเป็นเหตุให้เกิดความระส่ำระส่ายได้ในวงการธนาคาร

(ค) ในด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ก็เป็นข้อที่นับถือกันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นเจ้าหน้าที่ขั้นสูงสุดในด้านการเงินการธนาคาร ฉะนั้นจึงถือกันเป็นประเพณีว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น จะดำรงตำแหน่งอื่นในวงการธนาคารแห่งประเทศไทยในเวลาเดียวกัน ก็มีข้อครหาติเตียนอยู่ทั่วโลก เป็นที่น่าละอายอย่างมากแล้ว ยิ่งถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการธนาคารพาณิชย์ ก็จะยิ่งร้ายกว่าครั้งนั้น คงจะเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูในนานาประเทศทั่วโลก ดูประหนึ่งว่า รัฐบาลไทยปราศจากผู้ที่สมควรจะรับตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารเสียแล้ว และคงจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วโลก

ด้วยเหตุผลสำคัญดังที่ได้กราบเรียนมาข้างต้นแล้ว ผมจึงมีความเห็นว่า ไม่ว่ากรณีใดๆ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการธนาคารกรุงไทยแล้วก็จะเป็นการละเมิดต่อหลักการเป็นอย่างยิ่ง จะก่อความเสียหายแก่รัฐบาล

๒. เหตุผลสำคัญที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแสดงความห่วงใยว่า จะต้องเข้าไปรักษาตำแหน่งนี้ ซึ่งท่านว่า เป็นเพราะรัฐบาลลงทุนถือหุ้นในธนาคารนี้เป็นจำนวนมากนั้น ขอกราบเรียนว่า เพียงพิจารณาถึงจำนวนเงินมากไม่เป็นการเพียงพอ เพราะมีองค์การและธนาคารอีกหลายแห่งซึ่งรัฐบาลได้ลงทุนไปมาก หรือที่เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินหลวงมากๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธนาคารออมสิน แต่ถ้าขัดกับหลักการ ก็ไม่จำเป็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปเป็นประธานหรือกรรมการ ในทางปฏิบัติใช้วิธีแต่งตั้งกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าไป และกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังก็สามารถควบคุมดูแลกิจการภายใต้คำสั่งของรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการคลังอยู่แล้ว ในกรณีนี้ ทางด้านธนาคารเกษตร ก็มีนายโฉลก โกมารกุล ณ นคร และทางด้านธนาคารมณฑลก็มีนายเรณู สุวรรณสิทธิ์ และนายบุญธรรม ทองไข่มุกต์ เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังอยู่แล้ว และคอยรับคำสั่งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่เป็นปกติ อนึ่ง ผู้จัดการก็ดี ผู้ที่เป็นประธานก็ดี ก็เป็นผู้ที่รัฐบาลแต่งตั้งไป ซึ่งต้องอยู่ในบังคับบัญชา หากไม่พอใจผู้ใด รัฐบาลก็มีสิทธิและอำนาจในฐานเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เปลี่ยนตัวได้เสมอ

๓. ฯพณฯ คงจำได้ว่า เมื่อจะเชิญคุณทวี บุณยเกตุ มาเป็นประธานธนาคารมณฑลนั้น กระผมได้เข้าพบ ฯพณฯ และ ฯพณฯ ได้มีความเห็นชอบด้วย โดยได้กล่าวว่า “คุณทวีฯ เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงดี เป็นที่นับถือของประชาชน เกรงอยู่แต่ว่าจะไม่ยอมมา” ในที่สุด รัฐมนตรีสุนทร หงส์ลดารมภ์ ก็สามารถชักชวนให้คุณทวี บุณยเกตุเข้ามาเป็นประธานธนาคารมณฑลจนสำเร็จ และต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมงานรวมธนาคารขึ้นคณะหนึ่ง โดยมอบหมายให้คุณทวี บุณยเกตุเป็นประธาน และเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า เมื่อครบแล้ว ก็จะให้คุณทวีเป็นประธานธนาคารกรุงไทย (จากมณฑล) และคุณจำรัส จตุรภัทร (จากเกษตร) เป็นผู้จัดการ เป็นการแสดงให้ผู้ถือหุ้นทั้ง ๒ ธนาคารหมดความข้องใจว่า จะมีการยุบธนาคารใดหรือไม่ แปลว่า ไม่ยุบทั้ง ๒ ธนาคาร แต่ควบกัน ถ้ากระทำได้เช่นนี้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

๔. อย่างไรก็ดี หากเผอิญในปัจจุบันนี้ ฯพณฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปัจจุบัน (ดร.เสริม วินิจฉัยกุล) เห็นด้วยประการใดก็ตาม ที่จะมิให้คุณทวี บุญยเกตุเป็นประธานต่อไป (ซึ่งผมเองเห็นว่า น่าเสียดาย) ก็ยังมีทางอื่น คือหาผู้ที่ ฯพณฯ และรัฐมนตรีกระทรวงการคลังไว้วางใจเป็นประธานแทน ซึ่งอาจจะเป็นหม่อมเจ้าทองประทาศรี ทองใหญ่ (ประธานธนาคารเกษตร) หรือหลวงอรรถปรีชาชนูปการ (กรรมการธนาคารเกษตร) หรือหลวงอรรถสิทธิ์สิทธิสุนทร (กรรมการธนาคารมณฑล) หรือแม้จะหาผู้ใหญ่อื่น เช่น พลเอก จิร วิชิตสงคราม ที่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาล กระผมก็เห็นว่า น่าจะทำได้

จึงกราบเรียนมาเพื่อได้โปรดกรุณาพิจารณา กระผมได้เสนอความเห็นนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว แต่รู้สึกว่า จะไม่สามารถทำให้ท่านเห็นด้วยได้ แต่เห็นเป็นเรื่องของหลักการใหญ่ จึงจำเป็นที่จะกราบเรียนรบกวนมา หาก ฯพณฯ จะกรุณาให้โอกาสกระผมมากราบเรียนชี้แจงเพิ่มเติม ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง

 

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

นายป๋วย อึ๊งภากรณ์