สุนทรพจน์ ๒๕ ปี ธปท.

สุนทรพจน์ ๒๕ ปี ธปท.

สุนทรพจน์ในงานครบรอบ ๒๕ ปี
ของธนาคารแห่งประเทศไทย ธันวาคม ๒๕๑๐

 

 

 

ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ กรรมการทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ท่านพนักงานทั้งหลาย

ในนามของพนักงานปัจจุบันของธนาคารแห่งประเทศไทย กระผมขอขอบพระคุณท่านทั้งหลาย ที่กรุณาให้เกียรติมาในงานของธนาคารในวันนี้

โบราณคติถือว่า วันอายุครบรอบ ๒๕ ปี เป็นวันที่สำคัญมาก เพราะถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องเรียกว่า กำลังจะพ้นวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่ แต่สำหรับสถาบันคู่บ้านคู่เมืองเช่นธนาคารแห่งประเทศไทยย่อมไม่มีเวลาจะเป็นเด็ก ต้องเจริญวัยให้ทันกับเหตุการณ์อยู่เสมอ และในบางขณะจะต้องปฏิบัติการเพื่อชักนำให้เหตุการณ์ด้านเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะที่ดีที่เหมาะเท่าที่จะคาดหมายได้

ในระยะ ๒๕ ปีที่ผ่านมา นับว่าชีวิตของธนาคารไม่ได้ขาดความตื่นเต้นเสียเลย ดังที่ ฯพณฯ รัฐมนตรีได้กล่าวแล้ว ธนาคารได้อุบัติขึ้นในระยะที่เกิดสงครามเอเชียบูรพา ต้องเริ่มปฏิบัติงานในขณะที่มีภาวะเงินเฟ้อ และปัญหาอื่นๆ อยู่รอบด้าน พอสงครามยุติลงก็ต้องพยายามให้การค้าทั้งภายในและภายนอกเข้าสู่สภาพปกติอีกครั้งหนึ่ง ท่านทั้งหลายคงจำได้ว่า เมื่อเลิกสงครามใหม่ๆ เรามีการควบคุมแลกเปลี่ยนเงินอย่างเคร่งครัด และมีอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตราอย่างยุ่งเหยิง เราเพิ่งจะมาอำนวยให้การค้าเป็นไปอย่างสะดวกสบายได้เมื่อเหลืออัตราแลกเปลี่ยนแต่อัตราเดียว ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ เป็นต้นมา และอัตราเงินบาทมีเสถียรภาพตลอดมาจนประเทศไทยสามารถกำหนดค่าเสมอภาคของเงินบาทกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๖

ครั้งหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยจำต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แทบทั้งหมด ในการให้รัฐบาลกู้ยืมเพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณ และธนาคารเป็นผู้ซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลแต่ผู้เดียว สถานการณ์ในขณะนี้ผิดกันไกล สถานการณ์คลังของรัฐมั่นคงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจขยายตัวขึ้น วิธีการงบประมาณ การภาษีอากร และนโยบายการเงินได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น ในระยะหลังนี้ ธนาคารไม่ต้องซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลเลย สถาบันการเงินอื่นๆ และเอกชนเป็นผู้ซื้อไปทั้งสิ้น แม้แต่ตั๋วเงินคลัง ขณะนี้ก็มีการประมูลการซื้อระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากฐานะการคลังของรัฐดี ธนาคารแห่งประเทศ
ไทยจึงสามารถนำทรัพยากรมาช่วยทางภาคเอกชนได้มากขึ้น การรับช่วงซื้อลดตั๋วเงินเพื่อกิจการต่างๆ ของธนาคาร ขณะนี้ตกประมาณปีละพันกว่าล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่นับความช่วยเหลือทางการเงินอื่นๆ ในด้านการให้กู้โดยมีพันธบัตรเป็นประกัน และการรับซื้อเงินตราต่างประเทศโดยทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอีกต่างหาก

ในด้านการพัฒนาประเทศนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะ ๕ ปีข้างหน้ากะว่าจะมีการใช้เงินเพื่อการพัฒนาสูงกว่าแผน ๖ ปีก่อน ในเวลาเดียวกันความผูกพันของรัฐบาลที่จะต้องใช้จ่ายเพื่อป้องกันประเทศย่อมมีมากขึ้นเมื่อสงครามอยู่ใกล้บ้านของเราเต็มที คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทยคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับปรุงรายจ่ายตามแผนพัฒนาให้เหมาะสม เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพ หน้าที่อันสำคัญยิ่งของธนาคารคือ การช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ แต่สถาบันเช่นธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ จะปฏิบัติงานได้ผลก็ต่อเมื่อเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลและประชาชน และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพ่อค้า อุตสาหกร และนายธนาคารต่างๆ กระผมรู้สึกเป็นพระคุณของทุกฝ่ายที่ได้ให้ความเมตตาแก่ธนาคารตลอดมา

อย่างไรก็ตาม งานที่สัมฤทธิผลมาใน ๒๕ ปีนี้ เป็นผลงานของท่านอดีตผู้ว่าการ อดีตรองผู้ว่าการ ท่านกรรมการทั้งอดีตและปัจจุบัน และพนักงานทั้งหลายอันทรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ ความอุตสาหะพากเพียร และจงรักภักดีต่อธนาคาร กระผมขอเชิญให้ท่านทั้งหลายระลึกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นสถาบันในราชการของชาติไทยที่มีเกียรติ
ประวัติและเกียรติคุณดีเด่นทั้งภายในประเทศ และเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศทั่วโลก นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจสำหรับพนักงานและกรรมการทุกท่าน แต่ในขณะเดียวกันก็กระทำให้พวกเราระลึกถึงคุณอันใหญ่หลวงของท่านผู้ใหญ่ที่ได้ให้กำเนิดแก่ธนาคารนี้ ท่านผู้ใหญ่ที่ได้เริ่มวางระเบียบแบบแผน แนวการปฏิบัติในทางที่ดีที่ชอบ ให้พวกเรารุ่นหลังยึดเป็นหลักอันดีสืบมา ตลอดจนพนักงานทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยในอดีต ซึ่งได้เทิดทูนหลักธรรมถือเป็นข้อปฏิบัติให้สัมฤทธิผลเป็นอันดีจนตราบเท่าทุกวันนี้

ด้วยเหตุฉะนี้ และในวาระนี้ กระผมจึงอดเสียมิได้ที่จะขอเชิญให้ท่านทั้งหลายร่วมกันกับกระผมน้อมจิตกระทำความเคารพแก่ชาวธนาคารแห่งประเทศไทยผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้วทุกๆ ท่าน นับแต่พระ-
วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย คุณเกษม ศรีพยัคฆ์ จนถึงอดีตพนักงานทั้งมวลที่ได้จากเราไปแล้วสู่ปรโลก เราทั้งหลายขอภาวนาขอให้ท่านได้ไปสู่สุคติ และขอเทิดทูนเกียรติคุณความดีของท่าน ในโอกาสที่เราได้มาชุมนุมกันในงานที่ระลึกคราวนี้

ท่านทั้งหลาย เท่าที่กระผมได้กล่าวมาข้างต้นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการอย่างมีเกียรติและมีประโยชน์มาครบ ๒๕ ปีนี้ ก็เพราะได้มีระเบียบแบบแผนที่ดี ได้มีพนักงานที่ซื่อสัตย์สุจริต มีวิริยะอุตสาหะ มีความเชี่ยวชาญทางวิชาการ และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ กระผมใคร่จะขอเสริมเหตุแห่งเกียรติและประโยชน์ของธนาคารอีกข้อหนึ่งคือ ความรับผิดชอบในขั้นสุดท้ายของผู้ใหญ่ในธนาคารนี้ตลอดประวัติการณ์ของธนาคาร นักศึกษาจะสามารถเรียนรู้ว่า ผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ และกรรมการของธนาคารนี้ ได้ร่วมมือกับรัฐบาลในการดำเนินราชการเศรษฐกิจการเงินอย่างสุขุมคัมภีรภาพและด้วยความกล้าหาญอยู่เสมอ มีอยู่หลายต่อหลายครั้งที่ผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ และกรรมการธนาคารไม่ลังเลใจที่จะสละตำแหน่งในเมื่อมีเหตุผลอันสมควร และในเมื่อมีการสละตำแหน่งดังกล่าวจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

อนุสนธิจากการลดค่าของเงินปอนด์สเตอร์ลิงเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนศกนี้ มาจนสัปดาห์นี้เอง ได้มีคำวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับ ถึงความรับผิดชอบของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในการที่ธนาคารมีเงินปอนด์ไว้จำนวนหนึ่งในทุนสำรอง
เงินตราบ้าง ในฝ่ายการธนาคารบ้างเมื่อเงินปอนด์เหล่านี้ลดค่าลงไปแล้ว เพราะเราไม่ลดค่าของเงินบาทตาม บทความดังกล่าวอ้างว่าผู้ว่า
การธนาคารแห่งประเทศไทยปัจจุบันนี้ ควรจะรับผิดชอบในความเสื่อมสูญเสียหายครั้งนี้

กระผมขอเรียนท่านอดีตผู้ว่าการ อดีตรองผู้ว่าการ อดีตกรรมการ และพนักงานทั้งหลายให้ทราบในเบื้องต้นนี้ว่า เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบในเงินตราต่างประเทศและทองคำรวมทั้งสิ้นเป็นมูลค่า ๑,๐๐๓.๖ ล้านเหรียญอเมริกัน เป็นเงินเหรียญอเมริกัน ๘๒๘ ล้านเศษ ทองคำเกือบ ๙๒ ล้าน เป็นเงินปอนด์สเตอร์-
ลิงเกือบ ๘๑ ล้าน และอื่นๆ ๓ ล้านเศษ เงินสเตอร์ลิงมูลค่า ๘๑ ล้านเหรียญอเมริกัน เท่ากับ ๒๘.๙ ล้านปอนด์ อยู่ในทุนสำรองเงินตรา ๑๘.๔ ล้าน ผลประโยชน์ทุนสำรอง ๙.๘ ล้าน และฝ่ายการธนาคาร ๐.๗ ล้าน เมื่อเงินบาทไม่ลดค่าตามเงินปอนด์ เงินปอนด์ในบัญชีดังกล่าว ก็เสื่อมค่าคิดเป็นเงินบาทลงเป็นเงิน ๒๔๐ ล้านบาทเศษ (ประมาณ ๒๔๐,๒๒๘,๐๐๐ บาท) ถ้าใครจะถามว่าใครรับผิดชอบในการเสื่อมค่า ๒๔๐ ล้านบาทนี้ กระผมจะเป็นคนแรกที่จะก้าวออกมาข้างหน้า แล้วตอบว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบ

บทวิพากษ์วิจารณ์มีข้อกล่าวหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบันอยู่สรุปได้ ๓ ประเด็น คือ

๑. ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่บอกใครถึงเรื่องเสียหายนี้ เพียงแต่อ้อมแอ้ม

๒. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยควรทราบล่วงหน้าแล้วว่าเงินปอนด์จะลดค่าและควรโอนเงินปอนด์ไปแลกเป็นอย่างอื่นเสีย แต่ไม่ทำ

๓. ที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ทำนั้น เป็นเพราะเกรงใจอังกฤษ “โดยหน้าที่ของบุคคลต่อประเทศชาตินั้น ความรู้สึกส่วนตัวในเรื่องเกรงใจ จะเอามาปะปนกันไม่ได้ ใครก็ตามที่ทำหน้าที่ของส่วนรวม จะต้องปัดเอาเรื่องของส่วนตัวออก ถ้าทำไม่ได้ก็ควรให้คนอื่นทำแทน”

กระผมคิดว่า เป็นสิทธิของท่านอดีตผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ และกรรมการ ตลอดจนพนักงานทั้งมวลในธนาคารที่จะทราบว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีมูลประการใด กระผมมีหน้าที่ที่จะตอบให้ท่านทั้งหลายฟัง ส่วนที่เมื่อตอบแล้ว จะฟังขึ้น หรือฟังไม่ขึ้น ก็เป็นดุลพินิจของท่าน

ข้อ ๑. เป็นเรื่องข้อเท็จจริง คือธนาคารแห่งประเทศไทยเคยบอกใครไหมว่า เสียหาย และเสียหายเท่าใด กระผมเรียนตามข้อเท็จจริงดังนี้

๑. วันอาทิตย์ ๑๙ พฤศจิกายน ได้นำความกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีเงินปอนด์อยู่ระหว่าง ๒๐–๓๐ ล้านปอนด์ จะเสียหายปอนด์ละ ๘ บาทเศษ (ตัวเลขแน่นอนไม่มีแสดงเพราะเป็นวันอาทิตย์)

๒. วันจันทร์ที่ ๒๐ พฤศจิกายน หลังจากการประชุมทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในบรรดาท่าน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐ-
การ และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้ร่วมกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ และ
หนังสือพิมพ์หลายฉบับ และได้แถลงตัวเลขเงินปอนด์ในทุนสำรอง
เงินตราให้ผู้สื่อข่าวไป และได้บอกด้วยว่า มีความเสียหาย

๓. วันอังคารที่ ๒๑ พฤศจิกายน ได้แถลงตัวเลขต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้น ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ตลอดจนจำนวนยอดเงินที่เสียหายในเงินสำรองต่างประเทศด้วย นอกจากนั้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้กราบเรียนถาม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ว่าท่านจะโปรดให้เปลี่ยนนโยบายการรักษาทุนสำรองและเงินอื่นๆ หรือไม่ ฯพณฯ บัญชาว่า ที่ดำเนินการไปอย่างนี้ก็ดีแล้ว เพราะได้ดอกเบี้ยเกินกว่าที่เสียหายไปมากมาย

๔. ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารก็ได้แสดงตัวเลขต่างๆ โดยละเอียดพร้อมกับขอความเห็นกรรมการทั้งหลายเกี่ยวกับนโยบายการรักษาทุนสำรองเงินตราด้วย

นอกจากนั้นกระผมในฐานะคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิท-
ยาลัยธรรมศาสตร์ ยังได้แสดงตัวเลขต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น เกี่ยวกับความเสียหายด้านทุนสำรอง แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แผนกวารสารศาสตร์ นักศึกษาปีที่ ๔ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. นักศึกษาและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย ไม่เคยอ้อมแอ้ม ไม่เคยปิดบัง นอกจากนั้นยังชี้ให้นักศึกษาทั้งหลายทราบถึงวิธีดีที่สุดในการที่จะพิจารณาว่าควรจะลดค่าเงินบาทตามปอนด์หรือไม่ วิธีที่จะแก้ไขผ่อนปรนความเสียหายต่างๆ ข้างต้นด้วย

ประเด็นข้อ ๒. ที่กล่าวหาว่า ผู้ว่าการควรทราบล่วงหน้า และป้องกันความเสียหายได้ คำตอบง่ายๆ คือ ไม่ทราบล่วงหน้า ผู้กล่าวหาอ้างว่า ในเมื่อธนาคารมีวารสารทางเศรษฐกิจจากอังกฤษมากมาย ควรจะได้ทราบจากวารสารนั้น คำตอบคือ โปรดพลิกกลับไปดูวารสารเหล่านั้นก็แล้วกัน ฝีมือของอังกฤษจะลดค่าเงินทั้งทีกระเทือนทั่วโลก เขาจะปล่อยให้วารสารต่างๆ รู้หรือ แม้แต่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของอังกฤษเอง เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ก็ยังสนับสนุนรัฐบาลอังกฤษที่แถลงว่า จะต่อสู้ป้องกันค่าของเงินปอนด์จนสุดกำลัง และมีความเจ็บใจเป็นอย่างยิ่งที่ถูกหลอก ที่อ้างว่าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ นั้นรู้ล่วงหน้าว่า เงินปอนด์จะลดค่าเมื่อใด จึงไม่เสียหายนั้น ไม่มีมูลแห่งความจริง บางธนาคารก็เสียหาย เพราะต้องถือเงินปอนด์ไว้ แต่ถ้าไปถามนายธนาคารนั้น ใครเขาจะบอกให้โง่เปล่าๆ บางธนาคารก็ได้กำไร เพราะเป็นลูกหนี้เงินปอนด์ไว้ แต่ก็เป็นปกติวิสัยอยู่ตลอดมาที่ธนาคารพาณิชย์ในไทยในส่วนรวมเป็นลูกหนี้สุทธิในด้านการเงินเหรียญอเมริกัน และเงินปอนด์กับต่างประเทศ

ถึงแม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ทราบแน่ว่าจะลดค่าเงินปอนด์เมื่อใด แต่ก็ควรสำเหนียกในฐานะของอังกฤษและควรจะทำอะไรบางอย่าง เพื่อคุ้มกันประโยชน์ของไทย ข้ออ้างนี้เป็นความจริง นโยบายการถือเงินปอนด์และเงินเหรียญอเมริกันและทองคำนี้ ท่านผู้รับผิดชอบในธนาคารและในทุนรักษาระดับฯ ได้พิจารณากันอยู่เสมอ ข่าวเรื่องที่เงินปอนด์อาจจะลดค่านี้ มีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๔ หรือ ๕ มีเรื่องลือกันปีละครั้งบ้างสองครั้งบ้าง แต่ก็ไม่ปรากฏสมจริงหรือเป็นความจริงสักที ขณะนี้ก็มีข่าวว่าเงินเหรียญอเมริกันจะลดอีก มีรัฐมนตรีผู้หนึ่งเคยเสนอให้ขายทั้งเงินเหรียญอเมริกันและเงินปอนด์ ซื้อทองคำไว้ให้หมด การกระทำแบบกระต่ายตื่นตูมเช่นนี้ จะทำให้ประเทศไทยขาดรายได้ดอกเบี้ยไปปีละระหว่าง ๘๐๐–๙๐๐ ล้านบาท ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ก็มีมติสั่งมิให้ขาย

ฐานะของเงินปอนด์นั้นเป็นจริงที่ง่อนแง่นกว่าเงินเหรียญอเมริกัน แต่ดอกเบี้ยที่จะได้จากเงินปอนด์สูงกว่าเงินเหรียญอเมริกัน ระหว่าง ๑–๒ ใน ๑๐๐ ต่อปี ผู้กล่าวหาที่ว่าให้ขายเงินปอนด์หมดนั้น หาได้คิดไม่ว่าถึงอย่างไรๆ ก็ต้องเหลือเอาไว้สักห้าหกล้านปอนด์สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายพิมพ์ธนบัตร ซื้อเครื่องพิมพ์ธนบัตร และการค้าอื่นๆ ตราบใดที่เรายังค้าขายอยู่เป็นเงินปอนด์ ธนาคารกลางจะขายเงินปอนด์จนหมดตัวมิได้ เพราะถ้าต้องการใช้สักที ก็จะต้องเสียค่าแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ และแท้จริงนับตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นต้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มิได้สะสมเงินปอนด์เพิ่มขึ้นเลย เว้นแต่เงินที่ได้รับจากการชำระหนี้เป็นพิเศษจำนวน ๕.๓ ล้านปอนด์ กับเงินดอกเบี้ยที่สะสมจากการลงทุนเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ ๔๔๘ ล้านบาท (ซึ่งคุ้มเกินคุ้มค่าเสียหายจากการลดค่าเงินปอนด์) การใช้จ่ายก็พยายามจ่ายเป็นเงินปอนด์ไปทั้งสิ้นกว่าแปดล้านปอนด์ และเมื่อปี ๒๕๐๙ ก็ยังได้ขายปอนด์แลกเปลี่ยนเป็นเงินเหรียญอเมริกันจำนวน ๔ ล้านปอนด์ อัตราส่วนของเงินปอนด์ในบัญชีเงินสำรองระหว่างประเทศเมื่อปี ๒๕๐๓ สูงสุดเป็นร้อยละ ๒๒.๑๖ ในปี ๒๕๑๐ นี้ ลดลงเหลือร้อยละ ๘.๖๖

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประชาชาติไทยจะได้ดอกเบี้ยมาจากเงินปอนด์เกือบ ๔๕๐ ล้านบาท และเงินที่สูญไปนั้นเพียง ๒๔๐ ล้านบาท และเงินนี้อาจจะได้คืนกลับมาอีกจากดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้นภายในไม่กี่ปีข้างหน้าก็ตาม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ควรจะดำเนินตามธรรมเนียมนิยมอันชอบของท่านอดีตผู้ว่าการ เช่น คุณเกษม
ศรีพยัคฆ์ ซึ่งไม่รีรอต่อการสละตำแหน่งของท่านเมื่อปรากฏกรณีทุจริตขึ้นในธนาคาร กระผมเองเรียนท่านทั้งหลายได้ด้วยความสัตย์ว่า เมื่อก่อนสัปดาห์นี้ไม่ว่าจะมีอิริยาบถนั่ง ยืน เดิน นอนประการใด ก็ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะสมควรลาออกจากตำแหน่งหรือไม่และเมื่อใด ที่คำนึงอยู่เช่นนี้ ก็เพราะแม้จะมีความสุจริตใจว่า ได้ดำเนินนโยบายไปโดยรอบคอบแล้ว แต่นโยบายนั้นอาจจะผิด ท่านทั้งหลายคงจะมีบางท่านที่เห็นว่า กระผมดำเนินนโยบายผิดพลาด ผมเองก็ไม่แน่ จึงครุ่นคิดอยู่ จะเห็นได้ว่าในการประชุมในที่ต่างๆ เช่น การพิจารณาเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้รัฐบาลกู้เพื่อการศึกษา กระผมก็มักจะออกตัวเสมอว่า เราจะต้องหาวิธีการพิจารณาและระบบการเบิกจ่ายให้เรียบร้อย จะผูกพันอยู่กับส่วนตัวกระผมมิได้ เพราะกระผมก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้นานเท่าใด

ท่านที่เคารพทั้งหลาย ประเด็นที่ ๓ ที่มีผู้กล่าวหานั้น ทำให้กระผมสละตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยการลาออกในขณะนี้ไม่ได้ ท่านคงจำได้ว่าประเด็นที่ ๓ นี้กล่าวหาว่า กระผมเกรงใจอังกฤษ ต้องปัดเอาเรื่องส่วนตัวออก ทำไม่ได้ต้องให้คนอื่นทำแทน การกล่าวหานี้อ่านระหว่างบรรทัดย่อมพาดพิงถึงการที่กระผมศึกษามาจากอังกฤษ มีเพื่อนฝูงครูบาอาจารย์ชาวอังกฤษ พาดพิงถึงผู้ใหญ่ในธนาคารนี้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาจากอังกฤษก็มากท่าน และใครๆ ก็ทราบว่า ภรรยาของกระผมก็เป็นชาติอังกฤษ ข้อกล่าวหานี้ผิดกติกา

ผมไม่มีความจำเป็นที่จะยกประวัติในสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังสงครามโลกมากล่าวถึงเรื่องความรักชาติไทยและความรักชาติอังกฤษ ผู้เขียนข้อกล่าวหาที่เจตนาจะให้ถูกที่เจ็บนั้น คงจะเอาใจของเขามาใส่แทนใจผม และใจเขานั้นคงจะขายชาติได้ง่ายๆ

ข้อกล่าวหาประเด็นนี้สรุปความได้ว่า กระผมได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ เพราะเห็นแก่ชาติอื่นมากกว่าชาติไทย ร้ายเสียยิ่งกว่าการโกงกินเงินของรัฐกันหลายร้อยล้านบาทนัก ฉะนั้นกระผมจะฮึดไม่ลาออกในขณะนี้ เพราะต้องการปฏิเสธตลอดข้อหา ต้องการให้ประชาชาติและท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตัดสินใจด้านมติมหาชน และหาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พิจารณาเห็นสมควรจะให้กระผมพ้นไปจากตำแหน่งนี้ ท่านก็มีวิธีจะกระทำได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย จะมาไล่กันด้วยการสาดโคลนโดยผิดกติกา ทำเป็นบทนำหนังสือพิมพ์แล้วไม่ลงชื่อผู้รับผิดชอบในการ
กล่าวหาเช่นนี้ ย่อมไม่ได้ จะเคยตัว

ถ้าผู้เขียนและผู้ที่ยุให้เขียนเป็นนักหนังสือพิมพ์ ผมขอชมเชยในข้อกล่าวหาและวิจารณ์ในประเด็นที่ ๑ และประเด็นที่ ๒ เพราะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม เป็นเรื่องที่แม้จะสำคัญผิดในข้อเท็จจริงก็เป็นหน้าที่ของหนังสือพิมพ์จะยกขึ้นมากล่าวเพื่อสาธารณประโยชน์ แต่ประเด็นที่ ๓ นั้น ผิดกติกาไปมาก ไม่ควรทำเช่นนี้ แต่ที่กระผมเกรงอยู่คือ ในกรณีที่ผู้เขียนหรือผู้ยุให้เขียนเกิดเป็นพนักงานของธนาคารกันเอง จะทำอย่างไร ต่อไปนี้จะอยู่ดูหน้าผู้ว่าการคนนี้ได้อย่างไรให้เต็มตา ตามปกติกระผมมักจะยินดีที่พนักงานมาพูดจาตักเตือนกระผมในเมื่อเราเห็นไม่ตรงกัน ที่บางคนถือโอกาสให้โอวาทแก่กระผมก็มี ถ้าเป็นตามที่กระผมเกรง ก็น่าเสียใจและเสียดายนัก เพราะว่ากล่าวต่อหน้าก็ยังได้ กลับไปแว้งทำกันลับหลัง

กระผมขอประทานอภัยที่ได้กล่าวเรื่องนี้มายืดยาว แต่ขอสรุปในชั้นนี้ว่า โปรดอย่าได้เป็นห่วง ประเพณีอันดีงามของธนาคารนี้ ที่
ผู้ว่าการเคยยึดถือเพื่ออิสรภาพในการดำเนินกิจการของธนาคาร คือไม่รั้งรออยู่ที่จะลาออกจากตำแหน่งเพื่ออรรถประโยชน์ส่วนรวมนั้น ยังเป็นที่ยึดถืออยู่มั่นคงไม่หวั่นไหวประการใด

กระผมใคร่จะขอรบกวนเวลาของท่านอีกสักเล็กน้อย กล่าวถึงสวัสดิภาพของพนักงานธนาคาร กระผมคงจะกล่าวไม่ผิดถ้าจะเสนอว่า นโยบายของธนาคารตั้งแต่แรกเริ่มมาจนทุกวันนี้ ได้ยึดมั่นอยู่ในหลักการที่จะให้บำเหน็จแก่พนักงานอย่างเพียงพอแก่การครองชีพตามฐานานุรูป ระบบสวัสดิการของธนาคารแห่งประเทศไทยได้เป็นได้ด้วยเจตจำนงที่จะให้พนักงานรู้สึกมีความมั่นคงในอนาคต แต่ก็พยายามให้เป็นไปโดยรัดกุมไม่หย่อนจนเสียหลักการ ในบางขณะผู้ใหญ่ในธนาคารจำเป็นต้องขจัดปัดป้องผลประโยชน์อันยืนนานของพนักงานอันเป็นเป้าสายตาของบุคคลภายนอก ด้วยมาตรการบางอย่างซึ่งชวนให้พนักงานภายในบางท่านเข้าใจว่า ธนาคารเคร่งเครียดถึงขนาดบีบคั้นในบางกรณี กระผมขอรับรองได้ในนามของรองผู้ว่าการและผู้อำนวยการทั้งมวลว่า มาตรการแต่ละอย่างนั้น ได้ดำเนินไปด้วยเจตนาอยู่อย่างเดียว คือต้องการให้ประโยชน์ส่วนรวมของพนักงานมีความยั่งยืนสถาพรสมกับคุณความดีที่พนักงานทั้งหลายได้อุทิศแด่ธนาคารเป็นการตอบแทนกัน

ในปัจจุบันนี้ สภาพการครองชีพได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างตามเหตุการณ์ด้านต่างๆ ของบ้านเมือง ค่าครองชีพได้สูงขึ้นบ้าง ทำความเดือดร้อนให้แก่พนักงานบางชั้น เฉพาะอย่างยิ่งพนักงานผู้น้อย ซึ่งมีภาระทางครอบครัวมาก ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการธนาคารจึงได้อนุมัติให้ธนาคารทำการสงเคราะห์พนักงานเพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่งตามส่วนแห่งภาระครอบครัวของพนักงาน กล่าวคืออนุมัติให้จ่ายเงินเพิ่มแก่พนักงานที่มีบุตร นอกเหนือไปจากรายได้ปกติของพนักงาน เป็นรายตัวของบุตรที่อยู่ในความอุปการะคนละ ๓๐ บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๑ เป็นต้นไป นโยบายนี้คณะกรรมการธนาคารขอเน้นว่ามิใช่เป็นนโยบายส่งเสริมการเพิ่มพลเมืองไทย ตรงกันข้าม ธนาคารมีความประสงค์จะสนับสนุนให้พนักงานของธนาคารรู้จักใช้วิทยาศาสตร์เป็นประโยชน์ในการควบคุมจำนวนบุตรที่แต่ละคนต้องการอย่างแท้จริง “เบี้ยบุตร” ที่กระผมได้กล่าวมาข้างต้นนี้ จึงเป็นแต่เครื่องสงเคราะห์แบ่งเบาภาระพนักงานในด้านครอบครัว ตามความจำเป็นแก่อัตภาพ ผมหวังว่านโยบายนี้จะได้รับความเห็นชอบจากท่านอดีตผู้ว่าการ อดีตรองผู้ว่าการ และอดีตกรรมการด้วย

ท่านทั้งหลาย จากอดีตอันมีเกียรติของธนาคารมาสู่ปัจจุบันอันสำคัญ กระผมใคร่ขอเชิญชวนท่านให้ฝากความหวังไว้แก่อนาคต กระผมในฐานที่ได้ตระหนักดีถึงคุณความดี และความสามารถของกรรมการ และพนักงานของธนาคาร เฉพาะอย่างยิ่งพนักงานรุ่นหนุ่มรุ่นสาว (ทั้งนี้ หมายความตั้งแต่อายุ ๖๐ ปีลงมาจนถึง ๒๐ ปี หรือน้อยกว่านั้น) มีความเชื่อมั่นว่า กรรมอันดีงามที่ท่านในอดีตและปัจจุบันได้สร้างไว้ในธนาคารนี้ จะเป็นผลให้อย่างน้อย ๒๕ ปีข้างหน้าของธนาคารนี้ – แท้จริงใคร่จะกล่าวว่า ๒๕๐ ปีข้างหน้าของธนาคารนี้ – จะเป็นยุคที่พวกเราหวังกันได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าอย่างสถาพร บำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศชาติในด้านเศรษฐกิจการเงินยิ่งยิ่งสืบไป

ท่านทั้งหลาย กระผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาชุมนุมกันในวันนี้ และขอเชิญชวนท่านยกแก้วของท่าน เพื่อดื่มอำนวยพรให้แก่อนาคตของประชาชนชาวไทย