ขั้นตอนต่างๆ สู่ระเบียบการเงินระหว่างประเทศ

ขั้นตอนต่างๆ สู่ระเบียบการเงินระหว่างประเทศ

วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน แปลจากเอกสารเสนอในการประชุมเรื่อง
“Steps to International Monetary Order”
โดยมูลนิธิ Per Jacobsson ณ กรุงโตเกียว วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๑๗

 

 

สุภาพ[1] ที่รัก

ในขณะที่ผมกำลังเขียนเอกสาร “ขั้นตอนต่างๆ สู่ระเบียบการเงินระหว่างประเทศ” อยู่นี้ อีกทั้งขณะที่ผมอ่านทวนต้นฉบับ ผมอดคิดถึงคุณไม่ได้และรู้สึกว่าขาดคุณไป เรื่องที่เขียนนี้ความจริงเป็นเรื่องที่คุณเชี่ยวชาญมาก และถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะได้เขียนร่วมกับผมอย่างแน่นอน

แต่ถึงอย่างไร คุณก็มีส่วนร่วมด้วยอยู่ดีแม้โดยทางอ้อมก็ตามนั่นคือเอกสารนี้สำเร็จได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างดีจากลูกศิษย์และผู้ช่วยของคุณ ๒ คน[2] ผมทิ้งเรื่องสถานการณ์การเงินระหว่างประเทศมานาน ๒ ปีแล้ว ประกอบกับผมมัวยุ่งอยู่กับเสรีภาพและประชาธิปไตยของไทยในขณะนี้ ทำให้ผมแทบจับต้นชนปลายไม่ถูกในเรื่องการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้เกี่ยวกับด้านนี้ออกจะสับสนอยู่สักหน่อย

คุณคงจำได้ว่า คุณเองที่ยุให้ผมรับหน้าที่นี้ในการเขียนเอกสารให้ Per Jacobsson และบนเตียงที่คุณนอนสิ้นใจนั่นเอง คุณได้แสดงความดีใจอย่างมากเมื่อผมบอกว่าผมตกลงใจรับเขียนให้ ผมได้แต่หวังว่าเอกสารนี้คงไม่ทำให้คุณผิดหวัง

ถ้าผมมีเวลามากกว่านี้ ผมคงได้มีส่วนร่วมในหนังสืออนุสรณ์ของคุณด้วยข้อเขียนอีกชิ้นหนึ่ง เล่าถึงประสบการณ์ร่วมกันระหว่างเราทั้ง ๒ ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากระหว่างปี ๑๙๕๐–๑๙๖๐ เมื่อเราได้ช่วยกันพยายาม (ด้วยความสำเร็จบางส่วน) สร้างระเบียบและความเชื่อถือต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทย เอกสารนี้ยังจำเป็นอยู่ไม่ใช่เพราะเหตุทางทฤษฎีหรือปัญหาทางวิชาการอันเป็นประโยชน์
ต่ออนุชนรุ่นหลัง แต่เพราะว่าความพยายามในการสร้างระเบียบ ประสิทธิภาพ และความเชื่อถือต่อระบบเศรษฐกิจของเรานั้นเป็นการสู้ที่เราต้องทำไม่หยุดหย่อน ในโลกแห่งความโหดร้ายของเรานี้ สิ่งที่เราเล่าขานสู่อนุชนอาจช่วยให้เขาเหล่านั้นรู้ว่าควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร ควรทำอย่างไร และไม่ควรทำอย่างไร ในการต่อสู้ของอนุชนเหล่านั้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้ร่วมงานรุ่นเยาว์ของเราคงต้องพบกับความผิดหวังอย่างที่พวกเราได้พบมาก่อนหน้าพวกเขาแล้ว ในความตกต่ำสุดขีดเพราะเหตุความล้มเหลว หนุ่มสาวเหล่านั้นอาจเรียนรู้ว่าจะรักษาอุดมการณ์ไว้ได้อย่างไร ดังที่คุณและผมรวมทั้งเพื่อนๆ ได้ทำมาแล้วในอดีต คุณคงหวังอย่างแน่วแน่ว่า อนุชนของเราจะรักษาความซื่อสัตย์ ความร่วมแรงร่วมใจ และกำลังใจในการรับใช้ส่วนรวมอย่างแน่วแน่ตลอดไป

ผมยังหวังอยู่เสมอว่าจะมีเวลาได้เขียนเรื่องทำนองนี้

ในระหว่างนั้นคุณคงไม่ชอบใจเท่าไรนักที่ผมเข้าไปพัวพันกับการเมืองและงานด้านรัฐธรรมนูญ ครั้งหนึ่งคุณเคยเตือนผมที่ผมเกี่ยวข้องมากเกินไปกับปัญหาความเป็นธรรมของปัจเจกชน ความเป็นธรรมของสังคมและเสรีภาพ คุณพูดว่าไม่มีความยุติธรรมชนิดสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ในโลกนี้หรอก และผมก็ตอบคุณว่าก็เพราะอย่างนั้นซิ เราถึงต้องใช้ความพยายามเป็น ๒ เท่า เพื่อให้อย่างน้อยที่สุดได้ใกล้ความยุติธรรมสมบูรณ์ให้มากที่สุด

แน่ละ คุณมีเหตุผลมากทีเดียวในการวิจารณ์เช่นนั้น คุณวิตกมาก ในเมื่อเวลานั้นมีการใส่ร้ายป้ายสีและการกระจายข่าวลือเพื่อสร้างความเกลียดชังในการพลาดท่าเสียทีของผมทางสังคมและการเมือง คุณคงต้องวิตกกังวลหนักขึ้นไปอีกกับเหตุการณ์ในเวลานี้

ในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของผมทั้งในและนอกสภานิติบัญญัติระหว่าง ๒ เดือนที่ผ่านมานี้ จริงดังที่คาด ผมมีเรื่องโต้แย้งอยู่เสมอต่อการกลั่นแกล้ง การบิดเบือน แม้กระทั่งการโป้ปดมดเท็จกันซึ่งๆ หน้า ถ้าเป็นปฏิปักษ์แบบเปิดเผยตรงไปตรงมา ผมยินดีต้อนรับ แต่ถ้าเป็นปฏิปักษ์แบบเต็มไปด้วยเล่ห์กระเท่ ผมก็ได้แต่เศร้าใจ คำเรียกร้องเพื่อเสรีภาพแห่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้ถูกตราหน้าประหนึ่งว่าเป็นการคดในข้องอในกระดูก เป็นการหลบเลี่ยง ไร้ศีลธรรม และทรยศ เสรีภาพทางวิชาการถูกโจมตีว่าเป็นสิทธิที่อันตราย เมื่อเพื่อนๆ และผมสนับสนุนให้มีเสรีภาพในความเชื่อทางการเมือง เราก็ถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ผู้พร้อมที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ท้ายสุดเมื่อปรปักษ์ของผมสิ้นปัญญาที่จะหาเหตุมาโจมตี ก็หันมาเล่นงานเรื่องเชื้อสายที่เป็นจีนของผม ชื่อเป็นจีนของผม แม้กระทั่งเชื้อสายภรรยาของผมก็ไม่ละเว้น

ในการเขียนถึงเรื่องนี้ ผมไม่ตั้งใจจะบ่นให้ใครๆ อย่างน้อยที่สุดคุณคนหนึ่งละให้รู้สึกเสียใจแทนผม ผมเพียงต้องการแสดงความยินดีกับคุณ ในความจริงที่ว่าการต่อสู้ของคุณนั้นยุติลงแล้ว เพื่อนๆ และผมต้องรับภาระหนักขึ้นอีกในการต่อสู้ ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่สำคัญนัก โดยเฉพาะในเรื่องเสรีภาพ สิ่งที่สำคัญกว่าคือความจริงที่ว่าคุณกับผมได้เห็นพ้องต้องกันว่า อุดมการณ์นั้นมีค่าควรแก่การต่อสู้ แม้มองไม่เห็นชัยชนะ

สันติสุข

ป๋วย อึ๊งภากรณ์

๒๒ สิงหาคม ๒๕๑๗

 

นับเป็นเกียรติยศและสิทธิพิเศษอย่างสูงที่มีโอกาสเสนอเอกสารเกี่ยวกับเรื่องที่สำคัญยิ่งของโลกปัจจุบัน ในระยะสองสามปีที่ผ่านมานี้เราได้ประสบกับปัญหาวิกฤตซึ่งดูเหมือนไม่รู้จักจบจักสิ้นในระบบการเงินระหว่างประเทศ สิ่งที่คาดไว้ล่วงหน้าในปลายทศวรรษ ๑๙๕๐ นั้นได้เกิดขึ้นจริง นั่นคือระบบ Bretton Woods ได้ค่อยๆ สลายตัวไป ฉะนั้นเวลานี้ถือได้ว่าเรากำลังอยู่กันอย่างไม่มีระบบเพื่อคอยควบคุมความเป็นไปของระบบการเงินระหว่างประเทศ แม้ว่าการเงินระหว่างประเทศเวลานี้ไม่ถึงกับไร้ระเบียบเสียทีเดียว อย่างในช่วงก่อนสงคราม
โลกครั้งสุดท้าย แต่การก่อร่างสร้างระบบขึ้นใหม่เพื่อเป็นพื้นฐานในการควบคุมการเงินระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งจำเป็นรีบด่วน

ความพยายามของนานาประเทศในการสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศขึ้นใหม่เพิ่งจะเริ่มเมื่อ ๒ ปีมานี้ เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ได้ตั้ง “คณะกรรมการ ๒๐” (Committee of Twenty) ขึ้นเพื่อศึกษาและทำข้อเสนอโดยละเอียดในการปฏิรูปการเงินระหว่างประเทศ อย่างที่พวกเราส่วนมากได้ทราบแล้ว พอเริ่มงานศึกษาไปได้สักพัก เศรษฐกิจโลกก็ถูกกระหน่ำทั้งจากภาวะเงินเฟ้อและวิกฤตการณ์น้ำมัน ความผันผวนทั้งหลายเหล่านี้ทำให้การปฏิรูปโครงสร้างทั้งหมดสำหรับระยะยาวต้องหยุดชะงักไป ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีเลือกแก้ไขสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน ต่อเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นสักระยะหนึ่งแล้วจึงค่อยตกลงกันสำหรับมาตรการระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงขอแยกประเด็นการพิจารณาออกเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนและระยะยาว ข้าพเจ้าเน้นมากถึงมาตรการที่จำเป็นสำหรับอนาคตอันใกล้ ด้วยว่าเรากำลังประสบกับปัญหารุนแรงซึ่งควบคุมไม่อยู่และนำเราไปสู่สถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงลงทุกที

๑. ขั้นตอนที่เร่งด่วน

๑.๑ ภาวะเงินเฟ้อที่แผ่ขยายไปทั่วโลก
     และระบบการเงินระหว่างประเทศ

โลกเรานี้เป็นโลกแห่งความสับสนทางเศรษฐกิจและการเงิน ความวุ่นวายนั้นรุนแรงมากจนยากที่จะหาช่วงไหนในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันมาเทียบได้ ในบรรดาปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ของโลก ปัญหาที่อยู่ในใจของประชาชนมากที่สุดทั้งประชาชนทั่วไปและผู้วางนโยบายคือปัญหาเงินเฟ้อกับพลังงาน และเมื่อเร็วๆ นี้อาการของโรคเศรษฐกิจตกต่ำก็ปรากฏรำไร ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วกลับทรุดหนักลงไปอีก

ภาวะเงินเฟ้อที่แผ่ขยายไปทั่วโลกได้กระทบกระเทือนการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สร้างความตึงเครียด หันเหการกระจายรายได้ และทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ สำหรับในถิ่นที่ยากจนของโลก ภาวะเงินเฟ้อได้ทำลายความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศชาติอย่างมาก ภาวะเงินเฟ้อจึงเสมือนเป็นตัวกัดกร่อนเสถียรภาพของสังคมแบบซ่อนเร้น ผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อนั้นมีมากสุดจะพรรณนา การแก้ไขภาวะเงินเฟ้อจึงเป็นสิ่งรีบด่วนที่สุด ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจสักนิดเลยว่าบัดนี้โลกได้ประสบอัตราเงินเฟ้อเป็นตัวเลขขึ้นหลักสองเป็นครั้งแรกในประวัติ-
ศาสตร์ยุคปัจจุบัน ประเทศส่วนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้วยังไม่เคยมีภาวะเงินเฟ้อรุนแรงมากถึงขนาดนี้มาก่อน

ภาวะเงินเฟ้อเป็นสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดความผันผวนและความไม่แน่นอนในระบบการเงินระหว่างประเทศ ภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรงเช่นนี้ นอกจากเป็นตัวกระทำให้ระบบ Bretton Woods สลายตัวไปแล้วยังสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงินตราระหว่างประเทศอีกด้วย และทั้ง ๒ ประการนี้ทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่อาจรักษาอัตราแลกเปลี่ยนไว้ได้ การลอยตัวกลายเป็นลักษณะของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้มิใช่อื่นใด แต่เป็นเพราะความจำเป็นบังคับ อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นนี้ไม่ควรใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้มีการลอยตัวแบบไม่มีระบบเช่นนี้ตลอดไป หากภาวะเงินเฟ้อซึ่งกำลังแพร่ขยายลุกลามอยู่เวลานี้กลายเป็นปัญหาแก้ไม่ตกของประเทศทั้งหลายแล้ว การฟื้นตัวคืนสู่เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนคงจะหวังไม่ได้มากนัก นี่กล่าวอย่างเบาที่สุด เนื่องจากเสถียรภาพเป็นเป้าหมายสูงสุด ชุมชนระหว่างประเทศจึงต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันอย่างสำคัญในการแก้ปัญหาเร่งด่วนนี้ อันดับแรกเป็นความเร่งด่วนทั้งในแง่เวลาและความสำคัญคือการทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงมาสู่ระดับที่ควบคุมได้ ระบบการเงินระหว่างประเทศที่ปฏิรูปนี้ก็จะฉายให้เห็นแสงสว่างได้ และหวังว่าระบบที่ปรับปรุงใหม่นี้คงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้อีกในอนาคต

เงินเฟ้อเป็นเรื่องนำสมัยมาหลายปีแล้ว เป็นหัวข้อที่เกือบจะเรียกได้ว่าเปื่อยยุ่ยเพราะว่าพูดกันซ้ำซากนับครั้งไม่ถ้วน ในการบรรยายของมูลนิธิ Per Jacobsson เมื่อปีกลาย ท่านคงจำได้ว่า Mr. Emminger ได้กล่าวถึงระบบการเงินระหว่างประเทศอย่างละเอียดลออทุกแง่ทุกมุม ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำบรรยายของท่านผู้นี้ยังคงสดใสอยู่ในใจของพวกเรา ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่กล่าวถึงปัญหานี้ในรายละเอียดอีก แต่จะพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เป็นหลักพื้นฐาน

ท่านคงเห็นพ้องต้องกับข้าพเจ้าว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประเทศส่วนใหญ่สำหรับภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเวลานี้ เพราะนโยบายของประเทศเหล่านี้ซึ่งมุ่งแต่ประโยชน์ภายในประเทศของตนจนลืมผลสะท้อนกลับจากประเทศภายนอก ระบบ Bretton Woods ได้มีส่วนก่อให้เกิดภาวะนี้ กล่าวคือไม่แต่เพียงปล่อยให้ประเทศส่วนใหญ่ละเลยหลักการทางเศรษฐกิจที่ดีจนกลายเป็นเหตุให้ยักษ์เงินเฟ้อหลุดจากกรงขัง หากยังอำนวยความสะดวกให้กับยักษ์เงินเฟ้อตนนี้เที่ยวเพ่นพ่านอาละวาดไปทั่วทุกแห่ง หลายประเทศจำเป็นต้องให้เงินตราของตนลอยตัว หรือมิฉะนั้นก็ใช้วิธีปรับอัตราแลกเปลี่ยนทางการบ่อยๆ เพื่อหนีผลกระทบของเงินเฟ้อ คงจำกันได้ว่า Mr. Emminger ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบ Bretton Woods ในตัวมันเองสร้างแรงกดดันจากเงินเฟ้อโดยตรง วิกฤตการณ์พลังงานที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ช่วยซ้ำเติมปัญหาให้ทรุดหนักยิ่งขึ้น และเพิ่มความกดดันต่อภาวะการเงินระหว่างประเทศ ถ้าปัญหาพลังงานไม่ทุเลาลงและภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นกว่านี้ ก็คงยากที่เงินเฟ้อจะบรรเทาลง และยากที่การเงินระหว่างประเทศจะกลับฟื้นคืนสู่เสถียรภาพอีกครั้ง

นี่มิใช่สถานที่ที่จะมาสอนศีลธรรมความประพฤติให้แก่รัฐบาลมหาอำนาจในโลกเกี่ยวกับสังคมและการเมือง แต่เราต้องยอมรับว่าการกระทำของรัฐบาลด้านสังคมและการเมืองมักส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจและการเงินด้วย การละเลยการพัฒนาด้านเกษตรโดยเฉพาะอาหารทำให้ราคาธัญพืชประเภทอาหารและเนื้อสัตว์พุ่งสูงลิ่ว จริงอยู่ความผันผวนของดินฟ้าอากาศมีส่วนทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น แต่การกระทำของมนุษย์ในการสร้างสงครามไม่หยุดหย่อนทั่วไปทุกแห่งบนพื้นโลกได้สร้างความเสียหายต่อการผลิตอาหารและการกระจายแบ่งปัน แม้ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่ นอกจากนี้ที่ซึ่งการผลิตอาหารได้ผลดี แต่ระบบการอุดหนุนจุนเจือแบบผิดๆ รวมทั้งการแบ่งสรรแบบประสานผลประโยชน์ทำให้อาหารจำนวนมากถูกกันให้พ้นไปจากผู้บริโภคที่อดอยาก ปรากฏ-
การณ์แห่งการหามาได้ยาก (Scarcity) จึงเกิดขึ้นทั่วไป พร้อมกับราคาอาหารสูงขึ้นแม้ในประเทศที่ผลิตได้มาก ปรากฏการณ์นี้แปลกและไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราก็ไม่ยอมเรียนรู้ความผิดพลาดจากอดีตอยู่นั่นเอง

ประเทศอุตสาหกรรมได้ต่อสู้กับปัญหาค่าจ้าง–ราคา ซึ่งมักจะแบ่งเป็นขั้นตอนตามสภาวะทางการเมืองที่เอื้ออำนวย นี่ก็มิใช่เรื่องอื่นไกลมากไปกว่าความขัดแย้งที่ยังแก้ไม่ตกระหว่างทุนกับแรงงาน ฝ่ายแรงงานได้ร้องขอความยุติธรรมทางสังคม ความทัดเทียมทางรายได้และการจ้างงานเต็มที่ ข้างฝ่ายทุนก็อ้างว่าเสถียรภาพทางราคาและประโยชน์แท้จริงของชาติเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าจะให้จ่ายค่าจ้างสูงเกินผลิตภาพ (Pro-
ductivity) จากข้อโต้แย้งของทั้ง ๒ ฝ่าย รัฐบาลได้พยายามใช้วิธีแก้ปัญหาแบบผสมน้ำกับน้ำมันให้เข้ากันเพื่อเอาใจทั้ง ๒ ฝ่ายและเพื่อสถานภาพของรัฐบาลเอง แทนที่จะสืบสาวไปให้ถึงต้นตอของปัญหาซึ่งได้แก่โครงสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศชาติ อย่างน้อยที่สุดคือการปฏิรูปการคลังและสังคม พวกนี้กลับใช้วิธีผิดๆ ในการยับยั้งภาวะเงินเฟ้อที่ห้อเหยียด อันได้แก่ มาตรการการเงินซึ่งเป็นการมอบภาระเกินกำลังของมาตรการนี้ เราจึงได้เห็นการบีบตัวทางการเงินทุกแห่งหน อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้โครงสร้างอัตราดอกเบี้ยและการเงินปั่นป่วนถึงขีดสุด

แม้หวังกันว่าอัตราเงินเฟ้ออาจลดลงในช่วงหลังของปีนี้และปีหน้า เพราะผลกระทบของการขึ้นราคาน้ำมันและสินค้าอื่นๆ เริ่มอยู่ตัว แต่ก็คาดว่าอัตราเงินเฟ้อคงยังไม่ลดลง เพราะผลจากการสะท้อนกลับของการขึ้นราคาและค่าจ้าง ซึ่งเกิดจากการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อคงไว้ซึ่งระดับรายได้แท้จริง บางทีระดับราคาอาจจะไร้เสถียรภาพไปอีกนาน เมื่อดูจากรายงานเร็วๆ นี้ว่าผลผลิตเกษตรของสหรัฐอเมริกาต่ำกว่าที่คาดไว้ และราคาสินค้าเกษตรได้ขยับสูงขึ้นขนานใหญ่ ในภาวการณ์เช่นนี้เราต้องการนโยบายบางอย่างซึ่งมีความละเอียดรอบคอบ แต่ก็หวังได้น้อยมากว่านโยบายที่รอบคอบเช่นนี้จะมีใครนำมาปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งสูงมากในระยะ ๒–๓ ปีที่ผ่านมาจะสูงต่อไปโดยไม่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อต่อไปอย่างรุนแรง ประเทศส่วนใหญ่ต่างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบจัดการกับบ้านเมืองของตนให้มีระเบียบโดยเร็วที่สุด ความสัมพันธ์กันมากขึ้นระหว่างประเทศต่างๆ เป็นเงื่อนไขว่า ประเทศที่มั่นคงกว่าโดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องเป็นแบบอย่างในการพยายามแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เพื่อว่าประเทศอื่นๆ จะได้อาศัยบรรยากาศที่ดีขึ้นในการแก้ปัญหาของตนเองบ้าง เพราะสิ่งแวดล้อมขณะนี้ชี้ชัดว่าเป็นไปได้ยากที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะพาตัวเองให้พ้นภาวะเงินเฟ้อไปได้โดยลำพัง

ด้วยเหตุนี้ประเทศส่วนมากจึงต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อของตน และยิ่งต้องพยายามมากขึ้นในการแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างประเทศ ในภาวการณ์ปัจจุบันการทำงานเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลง อัตราแลกเปลี่ยน การริเริ่มของประเทศตลาดร่วมยุโรปเมื่อปีกลาย ซึ่งดึงการตัดสินใจทางเศรษฐกิจมาไว้รวมกันเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อนั้น นับเป็นสิ่งที่น่ายินดี การร่วมมือเพื่อควบคุมค่าจ้าง–ราคาในระดับกว้าง ก็เป็นตัวอย่างที่ดีอีกกรณีหนึ่ง วิธีการร่วมมือแบบนี้น่าจะมีผลดีทางจิตวิทยาต่อการคาดหวังของประชาชน

ระบบการเงินระหว่างประเทศที่จะสร้างขึ้นใหม่จะต้องมีมาตรการควบคุมเพื่อลดการแพร่ขยายของเงินเฟ้อ ตามที่ข้าพเจ้าคิดไว้ในใจ ระบบในอนาคตจะต้องมีสัดส่วนรับกันและรัดกุมมากขึ้น ปล่อยตามใจน้อยลง สำหรับประเทศที่เป็นเจ้าของเงินตราสกุลหลัก ควรห้ามประเทศเหล่านี้ใช้วิธีพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อจุนการขาดดุลอย่างชนิดไม่มีขอบเขต อย่างไรก็ตาม แม้เราจะวางระบบนี้ได้สำเร็จก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหมดความยุ่งยากในเรื่องเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อเกิดจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา และขึ้นอยู่กับความตั้งใจแน่วแน่ในการแก้ปัญหานี้

๑.๒ การใช้วิธีลอยตัวอย่างกว้างขวาง และการขยาย
     ขอบเขตความร่วมมือระหว่างประเทศ

หลังจากนำข้อตกลง Smithsonian เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงของเงินตราสกุลหลัก รวมทั้งการขึ้นราคาทองคำทางการจากทรอยเอานซ์
ละ ๓๕ เหรียญมาเป็น ๓๘ เหรียญสหรัฐ ก็มีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราได้คลี่คลายในทางดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าเงินให้ตรงกับความเป็นจริง (Realignment) ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาดุลการชำระเงินขาดดุลดังที่หวัง แท้จริงดุลการชำระเงินของสหรัฐฯ และอังกฤษยังคงมีสภาพน่าวิตก ขณะเดียวกันเยอรมนีและญี่ปุ่นยังคงเกินดุลต่อไป เนื่องจากปัญหาการขาดดุลและการไหลออกของเงินทุนทำให้ปอนด์สเตอร์ลิงต้องมีการลอยตัวในกลางปี ๑๙๗๒ ในเดือนมกราคม ๑๙๗๓ อิตาลีแยกมาใช้ตลาดเงินตราต่างประเทศของตนต่างหาก การลอยตัวสูงขึ้นอย่างกะทันหันของเงินฟรังก์สวิส ยิ่งกว่านั้นสหรัฐฯ ลดค่าเงินดอลลาร์ลงอีกร้อยละสิบ เนื่องจากเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ ครั้งมโหฬาร ทั้งหมดนี้ทำให้เงินลีร์อิตาลีต้องลอยตัวบ้างในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๙๗๓ ติดตามด้วยเงินเยนลอยตัว เป็นอันว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ก็ถึงกาลอวสานในเดือนมีนาคม ๑๙๗๓ เมื่อประเทศสมาชิกตลาดร่วมยุโรป (ยกเว้นอิตาลีที่ลอยตัวค่าเงินแล้ว) ทุกประเทศรวมทั้งนอร์เวย์และสวีเดนต่างลอยตัวค่าเงินไปตามกัน ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม ๑๙๗๓ สหรัฐฯ ลดค่าเงินต่อไป ขณะเดียวกันเงินตราของ “กลุ่ม ๑๐ ประเทศ” ก็ลอยตัวสูงขึ้นเพื่อให้อยู่ในช่วง ๒% ของอัตราแลกเปลี่ยน มีหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ตลาดร่วมยุโรป และญี่ปุ่นเริ่มแทรกแซงตลาด ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพขึ้นบ้าง และเงินดอลลาร์สหรัฐก็เพิ่มค่าขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตาม ในต้นปี ๑๙๗๔ ก็มีเหตุวุ่นวายด้านอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งเพราะกลัวกันว่าจะเกิดน้ำมันขาดแคลน ในเดือนมกราคมเงินฟรังก์ฝรั่งเศสก็แยกตัวออกมาใช้ค่าลอยตัวตามลำพังอย่างเต็มที่

โดยที่คาดว่าจะเกิดเงินเฟ้อและดุลการชำระเงินจะผันผวนมากขึ้นอีก การลอยตัวค่าเงินจึงมีต่อไปอย่างไม่มีกำหนด การลอยตัวดูเหมาะสมกับภาวการณ์ที่เป็นอยู่ คือช่วยให้ประเทศที่ขาดดุลเพราะน้ำมันไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายควบคุมการสั่งเข้าในการรักษาอัตราแลกเปลี่ยนตลาดให้ใกล้อัตราแลกเปลี่ยนทางการ (Par Value) นอกจากยกเลิกมาตรการแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้ว การลอยตัวยังป้องกันการสูญเสียหรือการเพิ่มสำรอง อันจะกระทบกระเทือนเศรษฐกิจภายในประเทศอีกด้วย

พิจารณาโดยผิวเผินจะเห็นว่า การลอยตัวทั่วไปไม่มีผลร้ายต่อการค้าเพราะผู้ค้าสามารถปรับเข้ากับความผันผวนที่เพิ่มขึ้น ในระหว่างปี ๑๙๗๒–๑๙๗๓ ซึ่งมีการลอยตัวทั่วไปนั้น ปริมาณการค้าและสินค้าก็เพิ่มขึ้นเป็นปกติดี มูลค่ารวมของการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๗ และ ๓๔ ในขณะที่ปริมาณรวมของการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ ๙ และ ๑๑ ในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้าในปี ๑๙๗๓ เพิ่มสูงมากถึงร้อยละ ๒๑ เมื่อเทียบกับร้อยละ ๔ ในช่วงปี ๑๙๖๘–๑๙๗๒ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งเกิดจากการเก็งกำไรในตลาดผลิตผล ปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นส่วนมากตกอยู่กับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในกรณีของประเทศด้อยพัฒนาปริมาณของสินค้าเข้าและสินค้าออกเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑ เท่ากันทั้ง ๒ รายการในปี ๑๙๗๓ เมื่อเทียบกับสินค้าเข้าและสินค้าออกเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๔ และ ๕ ตามลำดับ ในปี ๑๙๗๒ ดังนั้นจึงกล่าวไม่ได้เต็มปากว่า การลอยตัวในปัจจุบันไม่มีผลร้ายต่อการขยายตัวของการค้า อย่างน้อยในกรณีของประเทศด้อยพัฒนานั้นยังน่าสงสัยอยู่

ในอีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้เพิ่มความกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ โดยที่พ่อค้าและนักลงทุนจำเป็นต้องคำนึงถึง
ภาวการณ์เสี่ยงเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนและราคาไม่แน่นอน ดังนั้นการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาวรวมทั้งแผนการผลิตจึงได้รับความกระเทือน ผลจากการลอยตัวนี้มีอยู่ทั่วไป แต่สำหรับประเทศด้อยพัฒนาโดยเฉพาะซึ่งมีสำรองระหว่างประเทศอันจำกัด และต้องพึ่งพาสินค้าประเภททุนสั่งเข้าและการลงทุนจากต่างประเทศจะยิ่งกระทบมาก ดังนั้นความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยนจึงมีแนวโน้มว่าจะมีผลร้ายต่อการพัฒนาและภาระเงินกู้ต่างประเทศของประเทศด้อยพัฒนา

การลอยตัวของเงินตราประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีผล
กระทบต่อดุลการชำระเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งผูกอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตนไว้กับเงินตราสกุลหลักที่ลอยตัว แม้ว่าประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศได้เปลี่ยนไปอิงเงินตราสกุลอื่น แต่ก็มีทางเลือกไม่มากนักเนื่องจากความผูกพันกันมานาน อีกทั้งวิถีการค้าบังคับอยู่ ดังเช่นกรณีของไทย เราใช้ดอลลาร์เป็นเงินตราสำรองและค่าเงินบาทก็ยังขึ้นลงตามค่าเงินตราสกุลนี้

สรุปแล้วผลกระทบของการลอยตัวไม่ควรจะดูเพียงระยะสั้น แต่ควรจะพิจารณาผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและลู่ทางการค้าของโลกในระยะยาวด้วย แม้ขณะนี้การลอยตัวจะเข้ากันได้กับภาวะปัจจุบัน แต่การกลับไปอยู่ในระบบที่มีเสถียรภาพซึ่งมีกลไกปรับตัวที่มีประสิทธิภาพคงจะดีกว่ามาก ในแง่การค้าของโลกและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกัน การร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญยิ่งในการสร้างระเบียบด้านอัตราแลกเปลี่ยน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกอันเกิดจากความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยนเห็นได้ชัดว่า ปัญหาดุลการชำระเงินไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการแข่งขันลดค่าเงิน หรือด้วยการจำกัดการค้าและการเงินอย่างเข้มงวด ก่อนหน้านี้ประเทศสมาชิก IMF ได้เสนอให้ใช้วิธีควบคุมการค้าแบบสมัครใจ IMF ยังได้อำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินจากประเทศผู้ค้าน้ำมันไปยังประเทศที่ขาดดุลเพราะน้ำมัน แม้ว่าในปี ๑๙๗๔ จะเคลื่อนย้ายเงินดังกล่าวได้ ๓ พันล้าน SDR แต่เมื่อเทียบกับการขาดดุลทั้งหมดของประเทศผู้สั่งน้ำมันซึ่งมากกว่า ๖๐ พันล้าน SDR ในปี ๑๙๗๔ ก็นับว่าน้อยมาก ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมและประเทศด้อยพัฒนาไม่น่าจะมีปัญหายุ่งยากในการกู้เงิน แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่เกี่ยวกับระยะการกู้และแหล่งให้กู้ เพื่อป้องกันความยุ่งยากในตลาดเงิน ประเทศขาดดุลควรหาทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว มีผู้เสนอให้จัดตั้งธนาคารเพื่อการหักบัญชีระหว่างประเทศ (Bank of International Settlement) เพื่อรับหน้าที่นี้โดยเฉพาะ เพื่อว่าจะได้มีสินเชื่ออย่างเพียงพอสำหรับประเทศที่ไม่อาจเข้าตลาดเงิน

เพื่อมิให้มีการแข่งขันกันลอยตัวชนิดที่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนลดต่ำลงเรื่อยๆ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเงินตราให้มีระเบียบ IMF ได้จัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับการลอยตัว โดยให้สมาชิก “ร่วมมือกับกองทุนเพื่อส่งเสริมอัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ เพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยน และเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งกันเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน” ในคู่มือ I-2 ได้อนุญาตให้ประเทศสมาชิกแทรกแซงตลาดเงินเพื่อลดการผันแปรให้ต่ำลง ขณะเดียวกันก็ห้าม “การแทรกแซงชนิดเกินขอบเขต” (Aggressive Intervention) เช่น การกดค่าเงินในเวลาที่ค่าของเงินกำลังลดลง หรือการปั่นให้ค่าของเงินสูงขึ้นในเวลาที่ค่าเงินมีท่าทีสูงขึ้น ข้อแนะนำที่ ๓ สนับสนุนให้สมาชิกแทรกแซงอย่างแข่งขันเพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนเข้าใกล้เป้า (Target Zones) ซึ่งกำหนดขึ้นโดยปรึกษาหารือกับ IMF ในคำแนะนำข้อที่ ๔ IMF อาจเป็นฝ่ายแนะนำเกี่ยวกับเป้าหมายของสำรองระยะปานกลางเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มและความจำเป็นของโลก และอาจสนับสนุนให้สมาชิกแทรกแซงมากๆ เพื่อให้สำรองขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่ตกลงกัน คำแนะนำข้อที่ ๕ และ ๖ ระบุว่าประเทศที่ลอยค่าเงินควรผ่อนคลายมาตรการจำกัดการค้าและการแลกเปลี่ยนเงิน ควรคำนึงถึงประโยชน์ของสมาชิกอื่นบ้าง โดยเฉพาะประเทศเจ้าของเงินตราซึ่งถูกใช้ในการแทรกแซง

คำแนะนำข้างต้นควรจะสามารถช่วยป้องกันการแพร่ขยายของความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และส่งเสริมอัตราแลกเปลี่ยนที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านดุลการชำระเงิน อย่างไรก็ตาม ข้อแนะนำเหล่านี้จะเพียงพอหรือไม่ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะยังมิได้บังคับใช้อย่างเป็นทางการ เหตุที่ยังไม่ได้ใช้ก็เพราะการลอยตัวไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นการผิดกฎของกองทุน ต่อเมื่อได้แก้ไขกฎบัตรข้อบังคับของกองทุนแล้ว สมาชิกจึงจะมีอำนาจลอยตัวในสถานการณ์พิเศษหลังจากได้ขออนุมัติจากกองทุนแล้ว และต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกองทุนโดยเคร่งครัด นอกจากนี้การสนับสนุนให้สมาชิกของกองทุนเข้าแทรกแซงเพื่อลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สมาชิกควรขออนุญาตจากกองทุนก่อนจะเข้าแทรกแซงอย่างเข้มงวด เวลานี้วิธีการพิจารณาและการปฏิบัติเพื่อควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเข้าใกล้เป้านั้นยังมิได้ตกลงกันแน่นอน ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าเห็นว่ากองทุนไม่ควรใช้เป้าหมายสำรองเป็นเครื่องชี้อัตโนมัติในการตัดสินการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน ปัญหาเรื่องนี้ควรให้มีความยืดหยุ่นบ้าง ประการสุดท้าย การเลือกนโยบายแทรกแซงนอกเหนือจากปฏิบัติการอะลุ้มอล่วยนั้นควรปล่อยให้เป็นเรื่องของแต่ละประเทศ

โดยสรุป ควรมีการลอยตัวระบุไว้ในกฎบัตร และกองทุนควรควบคุมใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อป้องกันความไร้ระเบียบของอัตราแลกเปลี่ยนและป้องกันนโยบายแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรมซึ่งมุ่งจำกัดการค้าอันเป็นการผลักความยุ่งยากไปให้ประเทศอื่น การจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในการลอยตัวการเงินอาจนำไปสู่ระบบที่มีเสถียรภาพซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวได้

๑.๓ การพัฒนาเร็วๆ นี้ และการดำเนินงานช่วงหัวเลี้ยว
     หัวต่อเพื่อสภาพคล่องของโลก

ปริมาณสำรองระหว่างประเทศซึ่งเพิ่มค่อนข้างสม่ำเสมอในอัตราร้อยละ ๒ ต่อปี นับจากปี ๑๙๕๔–๑๙๖๙ กลับกลายเป็นเพิ่มพรวดพราดถึงร้อยละ ๒๒, ๓๒ และ ๑๙ ในปี ๑๙๗๐ ๑๙๗๑ และ ๑๙๗๒ ตามลำดับ ปริมาณสำรองระหว่างประเทศทั้งหมดในปลายปี ๑๙๗๒ เท่ากับ ๑๔๔ พันล้าน SDR เมื่อเทียบกับ ๗๖ พันล้าน SDR ในปี ๑๙๑๙ ส่วนที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดมาจากการเพิ่มสำรองเงินตราต่างประเทศของทางการซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น ๓ เท่าภายในเวลา ๓ ปี เฉพาะในปี ๑๘๗๓ สำรองของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕ หรือเพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๒ พันล้าน SDR ทั้งนี้เพราะราคาทองคำทางการสูงขึ้นและการเพิ่มค่าเงินตราสกุลหลัก

ส่วนประกอบของสำรองในปี ๑๙๗๓ มีดังนี้ เงินตราต่างประเทศร้อยละ ๖๖ ทองคำร้อยละ ๒๔ SDR ร้อยละ ๖ และสำรองส่วนที่สมาชิกฝากไว้กับ IMF ร้อยละ ๔

ประเทศอุตสาหกรรมรวมกันถือสำรองร้อยละ ๖๗ ของสำรองทั้งหมดของโลก ประเทศด้อยพัฒนาถือสำรอง ๓๗ พันล้าน SDR ในจำนวนนี้ ๑ ใน ๓ เป็นของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ถ้าหักสำรองของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน สำรองของประเทศด้อยพัฒนาจะมีเพียงร้อยละ ๑๓ ของสำรองทั้งหมดของโลก วิกฤตการณ์น้ำมันในปลายปี ๑๙๗๓ คงจะกระทบถึงการกระจายการถือสำรองระหว่างประเทศที่กล่าวนี้ ประเทศอุตสาหกรรมซึ่งเกินดุลมาตลอดคงจะสูญเสียสำรองเช่นเดียวกับประเทศด้อยพัฒนาสั่งน้ำมันเข้า

ขนาดของสำรองที่เหมาะสมนั้นตามปกติขึ้นอยู่ในความต้องการสั่งเข้า ปริมาณเงินภายในประเทศ ฐานะดุลการชำระเงิน และนโยบายสำรอง นโยบายการค้า ข้อจำกัดด้านแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ความต้องการบริโภคภายในประเทศ สินเชื่อเพื่อดุลการชำระเงิน และเงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ พิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันคาดว่าการค้าของโลกจะขยายตัวต่อไปตามปกติและคาดว่าสภาพคล่องของโลกจะมีมากเกินความจำเป็นราว ๒๐–๓๐ พันล้าน SDR ในปี ๑๙๗๒ IMF จึงได้ตัดสินใจยับยั้งการจัดสรร SDR สำหรับปี ๑๙๗๒ และ ๑๙๗๔

อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องของโลกสูงเกินต้องการมิได้หมาย
ความว่าสภาพคล่องของทุกประเทศจะมากเกินต้องการตามไปด้วย บางประเทศยังคงมีปัญหาขาดสภาพคล่อง ยิ่งกว่านั้นประเทศทั้งหลายให้ความสนใจต่อการขยายตัวของการค้าและความต้องการสำรองในอดีตมากเกินไป ขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจกับการขยายตัวและเป้าหมายสำรองระยะยาวน้อยเกินไป

วิกฤตการณ์น้ำมันในปี ๑๙๗๓ ไม่เพียงแต่กระทบกระเทือนแบบแผนการกระจายของสำรอง (Reserve Distribution) เท่านั้น แต่ยังลดความเร่งด่วนของปัญหาที่เกิดจากสำรองจำนวนมากถูกทิ้งไว้เฉยๆ ทั้งนี้เพราะประเทศอุตสาหกรรมได้สะสมดอลลาร์สำรองซึ่งแลกเป็นทองคำทางการไม่ได้ไว้เป็นจำนวนมาก และเนื่องจากประเทศส่งน้ำมันออกยอมถือแต่เงินตราซึ่งแลกเปลี่ยนในตลาดได้ ขณะนี้ปัญหาเร่งด่วนคือทำอย่างไรจึงจะนำเงินจากการขายน้ำมันไปให้ประเทศขาดดุลเพราะสั่งน้ำมันได้ยืมใช้ ปัญหาสภาพคล่องของจำนวนเงินตราต่างประเทศในมือผู้ส่งน้ำมันออก ในที่สุดแล้วจะต้องมีการดำเนินงานเพื่อสร้างเสถียรภาพของตลาดเงินยูโร (Euromoney market) การเจรจาขอกู้แบบตัวต่อตัวระหว่างประเทศผู้ส่งน้ำมันออก ขณะเดียวกัน IMF ควรจะให้มี “สิ่งซึ่งใช้ทดแทน” (Substitution Facility) เพื่อว่าจะได้มีทางเปลี่ยนสำรองที่เป็นเงินตรามาเป็น SDR ได้ การเปลี่ยนแปลงชนิดของสำรองควรถือตามความสมัครใจ

ในแง่ปัญหาสภาพคล่องปัจจุบันที่ประเทศผู้สั่งน้ำมันเข้ากำลังประสบอยู่ ปัญหาเร่งด่วนคือการใช้ทองคำกันทั่วไป ในประเด็นนี้ “กลุ่มประเทศทั้ง ๑๐” ตกลงใช้ทองคำตามราคาตลาดค้ำประกันการกู้ยืมของธนาคารกลางตั้งแต่มิถุนายนศกนี้ โดยที่วิธีการนี้ขัดกับกฎของ IMF ที่มีอยู่ซึ่งกำหนดให้ซื้อขายทองคำตามราคาทางการ จึงขอเสนอทางเลือกต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาทองคำ

(๑) ยังคงให้ทองคำมีราคาทางการ และให้เจ้าหน้าที่ทางการเงินขายทองคำในตลาด

(๒) ยกเลิกราคาทางการของทองคำ และยอมให้เจ้าหน้าที่ทางการเงินขายทองคำระหว่างธนาคารกลางต่างๆ หรือขายให้ IMF ณ ราคาตลาด และอนุญาตให้ขาย (แต่ไม่ให้ซื้อ) ทองคำในตลาด

(๓) เช่นเดียวกับข้อ (๒) แต่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่การเงินซื้อทองคำในตลาด

(๔) จัดตั้งบัญชีทองคำทดแทนใน IMF เพื่อแลกทองคำสำรองเป็น SDR ตามราคาตลาด และให้ IMF ขายทองคำในตลาดเป็นครั้งคราว

การเพิ่มราคาทางการของทองคำโดยตรงปกติเป็นวิธีที่ไม่ยอมรับกัน เพราะอาจขัดขวางเป้าหมายระยะยาวที่มิให้ทองคำหวนกลับมาเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน เนื่องจากการเก็งกำไรในตลาดทองคำ การเพิ่มราคาทางการของทองคำอาจทำให้สภาพคล่องของประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นไม่ทัดเทียมกัน และดูเหมือนจะเป็นอันตรายต่อการจัดสรร SDR ในวันข้างหน้า

เกี่ยวกับปัญหาทองคำนี้ ไม่เพียงแต่ต้องทำให้สภาพคล่องของโลกดีขึ้นด้วยการเพิ่มบทบาทของ SDR ในฐานะสำรองระหว่างประเทศ แต่ยังควรส่งเสริมให้ประโยชน์ตกอยู่แก่ทุกฝ่ายอย่างยุติธรรม ระหว่างประเทศซึ่งได้รับทองคำเพิ่มขึ้นกับประเทศที่ไม่สามารถสะสมทองคำตามราคาตลาดเพราะขัดกับข้อบังคับของ IMF มาตรการหนึ่งซึ่งประกันการแบ่งผลประโยชน์อย่างยุติธรรมคือ การขายทองคำและมอบกำไรให้กับสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา

เพื่อให้ SDR มีบทบาทในฐานะเป็นสินทรัพย์สำรองแทนที่ทองคำ และเงินตราสกุลหลัก ควรสร้างแรงดึงดูดใจให้มากขึ้นในการถือ SDR โดยวิธีประกันมูลค่าทุน (Capital Value) และเพิ่มประโยชน์การถือ SDR ผลตอบแทนอันเหมาะสมควรทำให้ SDR เป็นที่นิยมในการเป็นสำรอง แต่ก็มิใช่ว่าให้ผลประโยชน์สูงเกินไปจนผู้ถือ SDR ไม่เต็มใจใช้ไป

ในที่สุดแล้ว วิธีกำหนดค่าของ SDR เพื่อการแลกเปลี่ยนทางการจะเปลี่ยนจากค่าเสมอภาคคิดเทียบเป็นดอลลาร์สหรัฐ ไม่เป็นการกำหนดค่าโดยคิดเทียบค่ากับเงินตราหลายสกุลร่วมกัน (Standard-
basket approach) วิธีกำหนดค่า SDR แบบใหม่นี้ SDR จะเทียบค่าของเงินตรา ๑๖ สกุล ทั้งนี้ถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนของเงินตราแต่ละสกุลที่ใช้อยู่ในปริมาณการค้าของโลก อย่างไรก็ตาม น้ำหนักของเงินดอลลาร์สหรัฐกำหนดไว้ตายตัว คือ ร้อยละ ๓๒ ในฐานะที่เป็นเงินตราสกุลหลักที่ใช้กันแพร่หลาย ค่าของ SDR ในเทอมของดอลลาร์สหรัฐ ก็จะได้จากการเทียบค่าของเงินตราสกุลต่างๆ ที่อยู่ใน “ตะกร้า” ออกมาเป็นดอลลาร์สหรัฐตามอัตราตลาด ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนของดอลลาร์สหรัฐ ต่อ ๑ SDR จึงมาจากการคำนวณมูลค่า SDR ในเทอมของกลุ่มสกุลเงินตามอัตราแลกเปลี่ยนตลาดระหว่างดอลลาร์สหรัฐกับเงินตราสกุลที่ต้องการ

การผูกค่าของ SDR ไว้กับกลุ่มสกุลเงินแบบนี้ ค่า SDR จะผันแปรไปเรื่อยๆ อาทิ SDR มีค่าสูงขึ้นและลดลงตามค่าของกลุ่มสกุลเงินที่สูงขึ้นและลดลง ดังนั้น สมมุติว่าเงินตราสกุลหนึ่งเพิ่มค่าและต่อมาก็ลดค่า หักกลบลบกันไปภายในระยะเวลาหนึ่ง ผลสุดท้าย SDR มีค่าเท่าเดิม

วิธีวัดค่าแบบนี้มีหลักประกันว่า ค่าของ SDR นั้นสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงินตราสกุลต่างๆ ตามสภาพจริง แทนที่จะผูกค่า SDR ไว้กับค่าเสมอภาคของดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเงินตราสกุลต่างๆ ลอยตัว การผูกค่า SDR ไว้กับดอลลาร์สหรัฐมักจะได้ค่า SDR ต่ำกว่าความจริง เพราะค่าดอลลาร์สหรัฐสูงกว่าความจริง (Over Valued)

นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยของการถือ SDR ก็สูงขึ้นด้วย จากร้อยละ ๑ เป็น ๕ ต่อปี ในอนาคตควรจะทบทวนอัตราดอกเบี้ยนี้ใหม่ เพื่อให้สะท้อนถึงอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยระยะสั้นของประเทศอุตสาหกรรม ๕ แห่ง คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

การกำหนดมูลค่าทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนี้ควรทำให้ SDR เป็นที่นิยมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อว่าการบริหารเกี่ยวกับสำรองระหว่างประเทศจักมีประสิทธิภาพขึ้น และตัดปัญหาความวุ่นวายที่เกิดจากการเฮโลเปลี่ยนการถือเงินจากสกุลหนึ่งไปยังอีกสกุลหนึ่ง

๑.๔ ตลาดยูโรดอลลาร์

นับตั้งแต่มีตลาดยูโรดอลลาร์ขึ้นมาในทศวรรษ ๑๙๕๐ ตลาดนี้ก็เจริญเติบโตเรื่อยมา ทั้งนี้เนื่องจากตลาดนี้ค่อนข้างปลอดจากการควบคุมโดยทางการ ผิดกับธุรกิจอื่นๆ และอัตราดอกเบี้ยก็ค่อนข้างสูงกว่าอัตราภายในของประเทศต่างๆ ความสะดวกและสภาพ “ไม่ขึ้นป้าย” ของตลาดนี้สร้างความนิยมอย่างมากในหมู่ธนาคาร และสถาบันการเงินอื่นทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่น ปัจจุบันบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในตลาดนี้ได้ลดลง โดยมีสินทรัพย์ชนิดอื่นเข้าแทนที่ นอกจากนี้ยังได้ขยายและเปลี่ยนอาเขตบริเวณของการให้กู้และการกู้ ซึ่งกระทำผ่านตลาดนี้ในปี ๑๙๖๙ ชาวอเมริกันยังคงเป็นผู้ใช้ยูโรดอลลาร์รายใหญ่ ขณะที่ผู้ให้กู้รายใหญ่เป็นชาวยุโรป ครั้นถึงปลายปี ๑๙๗๓ ผู้กู้รายใหญ่กลายเป็นญี่ปุ่น ตามด้วยสหรัฐฯ ส่วนผู้ให้กู้รายใหญ่กลายเป็นตะวันออกกลางเมื่อปีกลายประเทศกำลังพัฒนากู้เพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า ประเทศที่พัฒนาแล้วกู้เพิ่มขึ้นมากเพราะน้ำมันขึ้นราคา

การขยายตัวอย่างมากของตลาดยูโรเมื่อเร็วๆ นี้นับว่าผิดพลาดมาก เพราะคิดกันว่าเมื่อสหรัฐฯ ลดการขาดดุลได้ มีเงินทุนไหลกลับเข้าสหรัฐฯ ตลาดยูโรก็คงจะซบเซา นอกจากนี้มีการส่งเสริมให้ฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินระดับประเทศ แทนการฝากไว้กับธนาคารของตลาดยูโร เช่น สหรัฐฯ ได้ยกเลิกการควบคุมเรื่องเงินทุน การลดความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างตลาดเงินยูโรกับตลาดเงินภายในประเทศ การควบคุมเท่าที่จะทำได้โดยรัฐบาลของประเทศที่ธนาคารของตลาดยูโรตั้งอยู่ การถอนเงินได้ยากขึ้นจากตลาดยูโรโดยทางนิติกรรม เป็นต้น

ในฐานะเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง ตลาดยูโรดอลลาร์ได้ทำหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากรเงินตราอย่างมีประสิทธิภาพ ตลาดนี้มีนโยบายการเงินที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้โดยอาศัยความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยตลาดยูโรในแต่ละประเทศ อำนวยความสะดวกในการกู้ยืมระหว่างประเทศ ช่วยให้การค้าระหว่างประเทศขยายตัว เมื่อเร็วๆ นี้มีเงินทุนผ่านตลาดยูโรไปยังประเทศที่กำลังพัฒนาจำนวนมากเพื่อใช้ในการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดยูโรจะให้บริการอันเป็นประโยชน์อเนกประการ แต่ขอบข่ายและกลไกการทำงานอันสลับซับซ้อนของตลาดนี้ก็ยากแก่การเข้าใจ ตลาดยูโรมีปัญหาหลายประการ มักกล่าวกันว่าตลาดยูโรเป็นแรงสำคัญที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ด้วยว่าธนาคารในตลาดยูโรให้สินเชื่อโดยขยายเงินกู้ในลักษณะเดียวกับระบบธนาคารทั่วไป สร้างเงินฝากโดยวิธีเดียวกันนี้ ปริมาณเงินของโลกจึงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อแย้งว่าเงินฝากของตลาดยูโรใช้ชำระหนี้โดยตรงไม่ได้ ต้องเปลี่ยนรูปเป็นเงินฝากของธนาคารในสหรัฐฯ อีกทีหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นเงินฝากส่วนมากในตลาดยูโรเป็นเงินฝากประจำ มิใช่เงินฝากเผื่อเรียก จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณเงินไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เงินฝากประจำของระบบธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศไม่รวมอยู่ในปริมาณเงิน ในขณะที่ยังเป็นข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าเงินฝากในตลาดยูโรทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ที่แน่นอนก็คือสภาพคล่องโดยส่วนรวมสูงขึ้น เพราะเมื่อธนาคารกลางฝากเงินไว้กับตลาดนี้ สภาพคล่องภายในระดับประเทศยังคงเดิม ไม่ได้ลดลง ซึ่งผิดกับกรณีเอกชนฝากเงินไว้กับตลาดยูโร แต่ขณะเดียวกันสภาพคล่องภายในระดับประเทศของผู้รับฝากจะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะธนาคารกลางซึ่งฝากเงินไว้กับตลาดยูโรยังคงถือว่าเงินฝากจำนวนนั้นเป็นส่วนหนึ่งในบัญชีทุนสำรองของตน ขณะเดียวกันธนาคารกลางของประเทศผู้รับฝากก็นับเงินฝากนี้เข้าไว้ในบัญชีทุนสำรองของตนด้วย เหตุนี้สภาพคล่องของโลกจึงสูงขึ้น

ในปี ๑๙๗๑ “กลุ่ม ๑๐ ประเทศ” ได้ตกลงใจไม่ฝากเพิ่มสำรองทางการของตนในตลาดยูโร และกำลังพิจารณาจะจำกัดการฝากสำรองทางการของประเทศสมาชิก IMF ทั้งหมด อ้างว่าเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ แต่เหตุผลแท้จริงยังไม่แน่ชัด ธนาคารกลางทั้งหลายควรคัดค้านข้อเสนอนี้ เพราะก่อนจะมีตลาดยูโรเป็นตัวเป็นตน ธนาคารกลางทั้งหลายเคยฝากสำรองไว้กับประเทศเจ้าของเงินตราสกุลนั้น เวลานี้ผลประโยชน์ด้านดอกเบี้ยในตลาดยูโรได้ลดลง เพราะดอกเบี้ยของตลาดเงินภายในระดับประเทศเพิ่มขึ้น จึงมีผู้หันไปฝากเงินไว้กับตลาดภายในมากขึ้น แต่การฝากเงินกับตลาดยูโรก็ยังมีประโยชน์ในด้านความสะดวก ด้วยว่าถ้าประเทศใหญ่ๆ รื้อฟื้นหรือควบคุมเงินทุนไหลเข้าอย่างที่ทำในปี ๑๙๗๓ ก็เป็นการไม่สะดวกที่ธนาคารกลางทั้งหลายจะฝากสำรองไว้กับประเทศเหล่านี้

ตลาดยูโรมักจะถูกวิจารณ์ว่ามีอิสระเกินไปในการดำเนินงาน ตลาดนี้สามารถปั๊มเงินจำนวนมากพอที่จะทำลายนโยบายเศรษฐกิจได้ ทำให้การเคลื่อนย้ายทุนไร้เสถียรภาพ เป็นแหล่งการโยกย้ายเงินทุนเพื่อเก็งกำไรไล่เงินสกุลอ่อน เปลี่ยนเป็นเงินสกุลแข็ง ดังจะเห็นได้จากช่วงเวลาของต้นปี ๑๙๗๔ ซึ่งทำให้ธนาคารยูโรมีหนี้สินอยู่กับธนาคารในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง ๒ พันล้านดอลลาร์ ในอีกด้านหนึ่งมีผู้แย้งว่า เงินฝากในตลาดยูโรส่วนมากเป็นแบบประจำ ถอนทันทีตามการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะโทษว่าตลาดยูโรสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุนก็ยังไม่ถนัด ความไร้เสถียรภาพของระบบการเงินมิใช่เกิดจากการเคลื่อนย้ายของเงินทุนเหล่านี้ หากเกิดจากความไม่เชื่อมั่นสืบเนื่องจากความไม่สมดุลขั้นพื้นฐาน รวมทั้งขาดกลไกการปรับตัวที่ดีพอ เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการย้ายเงินทุนผ่านตลาดยูโร การปรับตัวได้ทันท่วงทีเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและควรพยายามลดความปั่นป่วนจากการเคลื่อนย้ายทุนให้น้อยที่สุด การควบคุมการย้ายทุนอาจจำเป็นในบางกรณี แม้ในหลักการควรจะปล่อยให้เงินทุนไหลอย่างอิสระที่สุดก็ตาม แต่การควบคุมนี้ควรเป็นมาตรการชั่วคราวและต้องไม่ไปขัดขวางการย้ายทุนเพื่อการลงทุนหรือพัฒนา การควบคุมนี้แม้จะไม่น่าปรารถนา แต่ยังดีกว่ามาตรการจำกัดการค้า

การขาดเสถียรภาพของตลาดยูโรเมื่อเร็วๆ นี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแบบแผนของดีมานด์และซัพพลายของเงินทุนอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์น้ำมัน ประเทศที่ขาดดุลในดุลการชำระเงินต้องการเงินมากขึ้น ประเทศด้อยพัฒนาได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอุตสาหกรรมน้อยลง ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในตลาดเงินภายในระดับประเทศ ทั้งหมดนี้ทำให้ความต้องการกู้เงินจากตลาดยูโรเพิ่มขึ้น และทำให้ดอกเบี้ยในตลาดยูโรสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ ในเดือนกรกฎาคมดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ระยะ ๓ เดือนสูงถึง ๑๔% ความต้องการเงินกู้ระยะปานกลางและระยะยาวเพิ่มขึ้นมาก แต่เงินให้กู้ส่วนมากเป็นระยะสั้นๆ โดยเฉพาะดอลลาร์จากการขายน้ำมัน (Petro-
dollars) เป็นเงินฝากระยะสั้นมาก เพราะความไม่แน่นอนของตลาดเงินตราต่างประเทศ ผู้ฝากจึงคำนึงถึงความสะดวกในการเปลี่ยนจากเงินสกุลหนึ่งไปอีกสกุลหนึ่ง ในกรณีเงินสกุลที่ถืออยู่เกิดลดค่า ธนาคารเองก็ประสบกับการขาดทุนเพราะความผันผวนนี้ ธนาคารจำต้องนำเงินฝากระยะสั้นมาให้กู้แบบระยะยาว เป็นเหตุให้วิตกกันว่าเมื่อถึงเวลาครบกำหนดชำระคืน ถ้าพลาด ธนาคารจะไม่สามารถรักษาสัญญาไว้ได้ คงต้องขอเลื่อนการชำระหนี้ ความวิตกนี้ทำให้ปัญหาทรุดหนักลงไปอีก คือลูกค้าต้องการฝากระยะสั้นแทนระยะยาว ยิ่งกว่านั้นธนาคารพบว่าไม่สามารถให้กู้ได้มาก เพราะเงินฝากระยะยาวลดลง ทำให้อัตราส่วนของทุนต่อเงินฝากลดลง

จากความไม่เชื่อมั่นในตลาดยูโร ผู้ฝากได้หันไปแสวงหาตลาดเงินในระดับประเทศทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ขณะนี้เป็นเช่นนี้มาก เพราะผลประโยชน์ด้านดอกเบี้ยของตลาดยูโรลดลง ยิ่งมีข้อเสนอให้ควบคุมตลาดยูโร ทำให้เกรงกันว่าการถอนเงินจะลำบาก จึงมีการตัดสินใจฝากแบบระยะสั้นกันมากขึ้น

เวลานี้ประเทศตะวันตกจึงต้องหันมาหาทางป้องกันไม่ให้ตลาดยูโรล้มไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารบางแห่งในตลาดยูโรกำลังประสบกับปัญหาสภาพคล่อง เพราะมีเงินระยะสั้นถูกทิ้งไว้เฉยๆ จำนวนมาก โดยจะให้นำเงินนี้มาใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าในส่วนที่แต่เดิมเป็นการแลกแบบของต่อของ ทั้งนี้เท่ากับว่ารัฐบาลของประเทศเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นแหล่งให้กู้สุดท้าย อย่างไรก็ตาม ปัญหายังมีอยู่คือจะมอบให้รัฐบาลไหนรับผิดชอบ เจาะจงธนาคารไหน และควรเข้าแทรกแซงการดำเนินงานของตลาดยูโรขนาดไหน เพื่อให้ตลาดกลับเข้าสู่ระเบียบการควบคุมประการหนึ่งคือควบคุมจำนวนหนี้สินและการให้กู้ของตลาดยูโร ตั้งสำรองตามกฎหมาย การควบคุมนี้จำกัดการขยายตัวของตลาดยูโร แต่ขณะเดียวกันช่วยลดจำนวนเงินซึ่งถูกปล่อยไว้เฉยๆ เป็นการส่งเสริมบรรยากาศการลงทุน การควบคุมธุรกิจของตลาดยูโรทำให้สภาพคล่องของโลกลดลง และถ้าตลาดยูโรมีส่วนสร้างภาวะเงินเฟ้อจริงก็ช่วยลดภาวะเงินเฟ้อด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง การลดซัพพลายของสินเชื่ออาจทำให้การกู้ยืมยากขึ้น และต้นทุนเงินกู้เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการชำระเงินและการพัฒนาสูงขึ้นก็ได้

การควบคุมตลาดยูโรต้องคำนึงถึงปัญหาต้นทุนสินเชื่อไม่ให้สูงเกินไป หรือมีกฎเกณฑ์มากเกินไปจนทำลายหน้าที่ของตลาดในฐานะผู้จัดสรรสินเชื่อระดับโลกที่มีประสิทธิภาพ และโดยที่เป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญ ตลาดนี้จึงควรมีอยู่ต่อไป โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาได้ประโยชน์มาก ควรหามาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงความมั่นคงของตลาด แต่ต้องระวังไม่ให้ไปกระทบเรื่องประสิทธิภาพและต้นทุน ทั้งนี้เพื่อว่าเงินของประเทศผู้ผลิตน้ำมันจำนวนมากจะไม่ถูกทิ้งเฉยๆ แต่จะถ่ายเทไปให้ประเทศที่ขาดดุลเพราะน้ำมันได้ใช้ ท้ายสุดคือประเทศกำลังพัฒนาจะต้องแสวงหาแหล่งเงินอื่นๆ ไว้ด้วย

๒. เป้าหมายระยะยาวของการปฏิรูปทางการเงิน

ปัญหาการเงินระหว่างประเทศที่กล่าวไว้ในตอน ๑. ของเอกสารนี้ แสดงว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อหาหลักประกันว่า การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศจักไม่หยุดชะงัก เพราะเหตุการเลิกผูกพันกับค่าเสมอภาคและการสลายตัวของมาตราปริวรรตทองคำ (Gold-Exchange Standard) ในที่สุดแล้ว IMF ได้ใช้ SDR เป็นมาตรฐานวัดค่าอย่างใหม่ซึ่งผูกค่า SDR ไว้กับกลุ่มสกุลเงิน โดยวัดค่าตามอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ข้อเสนอให้ IMF จัดการกับอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวนั้นมีอยู่แล้ว และเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรมีการปรึกษาระหว่างนานาชาติในเรื่องการเงินอันเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โครงสร้างของ IMF ได้เปลี่ยนไปโดยเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการบริหารและจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกาล (Interim Com-
mittee) ของสำนักงานผู้อำนวยการ (Board of Governors) คณะกรรมการเฉพาะกาลนี้ประกอบด้วยผู้แทนระดับสูง เพื่อคัดเลือกเฟ้นหาตัวผู้อำนวยการบริหาร (executive director) มีจำนวนคณะกรรมการเท่ากับคณะกรรมการ ๒๐ (Committee of Twenty) ที่เพิ่งเลิกไปซึ่งมีผู้แทนจาก ๑๖๐ ประเทศ คณะกรรมการยังมีหน้าที่ให้
คำแนะนำ Board of Governors ในเรื่องการแก้ปัญหาความไม่สมดุล อัตราแลกเปลี่ยน นโยบายรายจ่าย ความร่วมมือระหว่างประเทศในกรณีวิกฤตการณ์ทางการเงิน และอนาคตของระบบการเงินระหว่างประเทศ คาดว่าคณะกรรมการเฉพาะกาลจะหมดอายุลงพร้อมกับการจัดตั้งคณะกรรมการถาวรของสภาผู้อำนวยการ

แม้จะเป็นเฉพาะกาลแต่ก็ควรจะแก้ปัญหาประเภทเร่งด่วนได้ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนซึ่งเกิดจากความผันแปรของอัตราแลกเปลี่ยน การใช้ทองคำ มูลค่าทองคำ การถือเงินตราต่างประเทศ หลักเกณฑ์การแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อแนวโน้มระยะยาวของการค้าและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อนำราคาตลาดโลกสู่ตลาดภายใน อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันแปรทำให้ราคาภายในพลอยผันผวนไปด้วย มูลค่าทองคำกระทบถึงการเลือกใช้สินทรัพย์เพื่อเป็นสำรอง ทำให้มีปัญหาในการหาเงินมาจุนการขาดดุล สร้างความโกลาหลในการย้ายสินทรัพย์สำรองจากเงินตราสกุลหนึ่งไปยังอีกสกุลหนึ่ง สุดท้ายคือปัญหาขาดกลไกการปรับตัว อันเป็นมูลเหตุเบื้องต้นของวิกฤตการณ์ที่นำไปสู่การสลายตัวของระบบ Bretton Woods ในขณะที่ IMF มีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนให้แก้ไขปัญหาขาดดุลโดยฉับไวและจริงจัง แต่ยังขาดข้อตกลงในหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาความจำเป็นในการปรับตัว รวมทั้งขาดแบบแผนและความอ่อนแก่ในการลงโทษเพื่อให้การปรับตัวกระฉับ
กระเฉงมากขึ้น นี่อาจเป็นสาเหตุทำให้ประสิทธิภาพการควบคุมของ
กองทุนลดลงได้

ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังรอการแก้ไขอีกประการหนึ่ง คือการโอนทรัพยากรการผลิตไปให้ประเทศด้อยพัฒนา มีกรณีมากมายแสดงให้เห็นว่าสวัสดิการของประเทศด้อยพัฒนามีความสำคัญต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครให้ความสนใจในการสร้างสวัสดิการเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสงคราม โดยเฉพาะการแก้ไขร่วมกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศด้อยพัฒนา

สรุปแล้ว การแก้ไขปัญหาการเงินระยะยาวควรคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ คือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยน ความสามารถในการแลกเปลี่ยนได้ (Convertibility) ปฏิบัติการแทรกแซง (Intervention Practices) รวมทั้งการให้ความสนใจต่อปัญหาของประเทศด้อยพัฒนา

ข้าพเจ้าไม่อาจหาญไปทำนายว่า อีกนานเท่าไรกว่าปัญหายุ่งยากเหล่านี้จะแก้ไขไปได้ อาจเป็นเวลานาน ๒–๓ ปีที่คิดว่าคงจะต้องใช้เวลานานกว่าภาวะการเงินจะมีเสถียรภาพได้ ขั้นตอนท้ายสุดคือการแสวงหาระบบการเงินใหม่เพื่อทดแทนระบบ Bretton Woods โดย Council of Governors การจัดตั้ง “คณะกรรมการ ๒๐” ก็เป็นจุดเริ่มต้นอยู่แล้ว เพียงแต่จะต้องเพิ่มเติมรายละเอียดและปฏิบัติการอันจำเป็นในเค้าโครงการปฏิรูป ปัญหาในระยะยาวนี้ไม่จำเป็นต้องรอทำพร้อมๆ กัน เพราะแต่ละประเด็นมีความรีบด่วนมากน้อยไม่เท่ากัน ความเร่งด่วนอันดับแรกๆ ได้แก่การปรับปรุงกลไกการปรับตัว การบริหารสภาพคล่องของโลก ผลประโยชน์ของประเทศด้อยพัฒนาโดยเฉพาะ ส่วนข้อตกลง อัตราแลกเปลี่ยน ความสามารถในการแลกเปลี่ยนได้ และการปฏิบัติการแทรกแซง เลื่อนไปได้อีกจนกว่าสถานการณ์ทั่วไปจะดีขึ้น

วิธีแก้ไขแบบค่อยเป็นค่อยไปในการปฏิรูประบบการเงินเช่นนี้อาจไม่ได้ผลตรงตามอุดมการณ์ อย่างไรก็ตาม วิธีการแบบนี้จะทำให้ได้แนวทางซึ่งเป็นที่ยอมรับและเหมาะสมในทางปฏิบัติ

ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงเป้าหมายขั้นพื้นฐานของการปฏิรูปแต่ละประการ

๒.๑ กลไกการปรับตัว

เพื่อให้ระบบการเงินทำงานไปได้ราบรื่น ประเทศที่เกินดุลและขาดดุลต่างก็มีหน้าที่ต้องใช้มาตรการการปรับตัวอย่างจริงจังและฉับไว หลักเกณฑ์ที่จะดูว่าการปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็นในทั้ง ๒ กรณี ได้แก่

(๑) การเคลื่อนย้ายของสำรองระหว่างประเทศอย่างผิดส่วน หรือ

(๒) การวินิจฉัยของกองทุนโดยพิจารณาประเมินจากปัจจัยแวดล้อมทั้งปวง

ประเด็นการโต้แย้งคือ การใช้สำรองเป็นเครื่องชี้ถึงความจำเป็นของการปรับตัวนั้นทันต่อเหตุการณ์แค่ไหน ถ้ามีระบบเครื่องชี้แบบอัตโนมัติก็อาจแก้ปัญหาความขัดแย้งในการตีความว่าสมควรจะใช้มาตรการแก้ไขหรือยัง ในอีกด้านหนึ่ง ดรรชนีสำรองอาจขัดแย้งกับสัญญาณอื่นๆ ภายในระบบเศรษฐกิจ และบ่อยครั้งก็ใช้บอกสถานการณ์ที่แท้จริงไม่ได้ ระบบดรรชนีสำรองทั้งดูจากแง่ Flow และ Stock อาจถูกคัดค้าน ด้วยว่าดรรชนีสำรอง (Reserve Indicator) ไม่สามารถชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธรรมชาติและความอ่อนแก่เกี่ยวกับความต้องการสำรองของแต่ละประเทศ ในกรณีประเทศด้อยพัฒนาต้องกำหนดระดับปกติของสำรองให้สูงเข้าไว้ ทั้งนี้เพื่อเผชิญกับปัญหาการส่งออกและการพัฒนาประเทศ “จุดเตือนภัย” (Warning Points) ทั้งขั้นสูงและขั้นต่ำซึ่งอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าระดับสำรองปกติและการจำกัดการถือสำรองหลัก (Primary) ซึ่งอาจจะวางขึ้นเป็นหลักเกณฑ์ในการประเมินความจำเป็นในการปรับตัว เหล่านี้ควรแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละกลุ่มประเทศ อาทิ ประเทศก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม ประเทศ
ด้อยพัฒนาและประเทศผู้ส่งน้ำมันออก นอกเหนือจากนี้ Reserve indicator นี้ต้องไม่ชี้แบบทึกทัก และไม่เป็นตัวขัดขวางมาตรการบีบบังคับ การประเมินสภาพแวดล้อมทั้งมวลอย่างละเอียดรอบคอบ ควรถือเป็นแบบแผนการปฏิบัติของกองทุน เจ้าหน้าที่ทางการเงินของแต่ละประเทศจะต้องพิจารณามาตรการต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง แม้ว่ากองทุนจะทบทวนอีกครั้งในความเหมาะสมของการใช้มาตรการ

ในด้านรูปแบบและความพอเพียงของแรงกดดันที่ใช้กับประเทศซึ่งละเลยการแก้ปัญหา ประเทศขาดดุลควรจะถูกบีบมากกว่าประเทศเกินดุลโดยไม่อนุญาตให้กู้เงินจากกองทุน ลงโทษด้านอัตราดอกเบี้ย เปิดเผยสภาพเศรษฐกิจในรายงานของ IMF การจำกัดและตั้งเงื่อนไขด้านการค้าและการแลกเปลี่ยนเป็นพิเศษกับประเทศขาดดุล เพื่อให้ทุกประเทศมีข้อผูกพันในการปรับตัวคล้ายกัน ควรใช้การบีบบังคับอย่างได้ผลทั้งกับประเทศพัฒนาที่เกินดุลและที่ขาดดุล ในแง่นี้ระเบียบเกี่ยวกับเงินตราหายาก (Source Currency) ของกองทุนควรเตรียมพร้อมมากกว่าที่เป็นมาในอดีต

ความจำเป็นในการแก้ไขการถือสำรองได้กล่าวแล้วในส่วนที่เกี่ยวกับตลาดเงินยูโร การบริหารเงินสำรองจากน้ำมันรวมทั้งราคาทองคำก็ได้กล่าวไปแล้ว ข้อเสนอการใช้ SDR เป็นสำรองแทนทองคำและเงินตราสกุลหลัก การขายทองคำในตลาด การขยายบทบาทของ SDR ในระยะยาว SDR ควรจะกลายเป็นตัวเอกแทนที่ทองคำ

ในที่สุดแล้ว มูลค่าของ SDR จะมีเสถียรภาพมากกว่าเงินตราสกุลใดๆ ค่าของ SDR จะเพิ่มหรือลดตามกลุ่มสกุลเงินเพราะเป็นระบบผูกค่าตามกลุ่มสกุลเงิน (Standard Basket) นอกจากนี้ยังมีอีกแบบหนึ่งซึ่งเรียกว่าวิธี Asymmetrical Basket นั่นคือจำนวนของเงินตราที่ลดค่า (ลอยตัวต่ำลง) จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกับอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไป วิธีนี้ป้องกันไม่ให้มูลค่าของ SDR ลดลงในเทอมของเงินสกุลอื่นที่ไม่ได้ลดค่า ในทางตรงข้ามการขึ้นค่าเงินตราสกุลหนึ่งก็จะทำให้ SDR เพิ่มค่าใน Term ของเงินตราสกุลอื่น ทั้ง ๒ วิธีต่างสร้างความมั่นใจในมูลค่าของ SDR ซึ่งเพิ่มตลอดเวลาและนิยมใช้เป็นสำรองทั่วโลก ความแข็งของ SDR อาจมีความหมายว่าการถือ SDR ได้ดอกเบี้ยต่ำลง ประการสุดท้ายควรแก้ไขกฎเกณฑ์การถือ SDR ให้รัดกุมขึ้น ให้ภาพพจน์ของ SDR ในฐานะสินทรัพย์ทุนสำรองดีขึ้น และลดบทบาทของ SDR ซึ่งเป็นสินเชื่อระยะสั้นในดุลการชำระเงิน ในแง่นี้การละเมิดกฎข้อบังคับและการกีดกัน SDR ควรจะเลิกเสีย นอกจากนี้ควรเผยแพร่เรื่องราวและประโยชน์การใช้ SDR ให้เอกชนทั่วไปเข้าใจโดยทั่วถึง

ในด้านการถือเงินตราต่างประเทศของทางการมีความขัดแย้งกันอยู่ ด้านหนึ่งคือประเทศต้องการสงวนไว้ซึ่งเสรีภาพในการกำหนดส่วนประกอบต่างๆ ในสำรองของตน อีกด้านหนึ่งคือความจำเป็นที่ต้องมีการควบคุมการเพิ่มสภาพคล่องของโลก และการโยกย้ายสินทรัพย์ที่ประกอบขึ้นเป็นสำรอง ในกรณีที่เงินตราสกุลหลักจำนวนมากถูกทิ้งไว้เฉยๆ นอกจากจะสร้างปัญหาการกระจายสำรองไม่ทัดเทียมแล้วยังทำลายเป้าหมายการแก้ไขกลไกการปรับตัวอีกด้วย ความจำเป็นของเจ้าหน้าที่ทางการเงินที่เลือกสำรองโดยดูจากผลประโยชน์ตอบแทน และความจำเป็นในการรักษาไว้ซึ่งทุนดำเนินการเพื่อประกันความสามารถในการเข้าถึงตลาดเงิน ทั้ง ๒ ประการนี้น่าเห็นใจ อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์การบริหารสภาพคล่องก็ควรมีอยู่ในระบบปฏิรูป ประเทศต่างๆ ไม่ควรทำอย่างที่แล้วมา คือโยกย้ายสินทรัพย์ส่วนประกอบของสำรองอย่างฉับพลัน นอกจากนี้ควรถือสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้น้อยที่สุด กองทุนควรมีอำนาจในการเพิ่ม SDR เพื่อชดเชยเงินตราสกุลหลักที่ใช้เป็นสำรอง มีอำนาจสั่งการให้สมาชิกเปลี่ยนมาใช้ SDR แทนเงินตราเป็นสำรองในกรณีที่จำเป็น

ในระบบปฏิรูป ปริมาณสำรองของโลกควรจัดการโดยผ่านการจัดสรร SDR เพื่อป้องกันเงินเฟ้อและเงินฝืด เพื่อยอมให้มีการย้ายการคืนเงินของเอกชนไปให้ทางการ ควรจะมีความยืดหยุ่นพอสมควรทั้งโดยการจำกัดการคืนสำรองประเภทหลัก (เกินกว่าที่ประเทศได้รับอนุญาตให้แลกเปลี่ยนเป็นทองคำหรือ SDR ได้) และโดยการยอมยกเว้นผูกพันด้านสินทรัพย์ดังจะกล่าวต่อไปนี้

๒.๒ ผลประโยชน์พิเศษของประเทศด้อยพัฒนา

ระบบปฏิรูปควรเปิดโอกาสให้ประเทศด้อยพัฒนาได้รับยกเว้นจากข้อบังคับในการปรับตัว เพราะประเทศเหล่านี้มีปัญหาและความจำเป็นอย่างมาก ระบบปฏิรูปควรมีหลักประกันว่า ทรัพยากรการผลิตที่ตกถึงมือประเทศด้อยพัฒนาควรเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และเป็นสัดส่วนกับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้

ทั้งนี้เพราะประเทศด้อยพัฒนามักเป็นฝ่ายสูญเสีย ตลอดช่วงเวลาแห่งความยุ่งยากทางการเงินระหว่างประเทศ ที่เห็นได้ชัดมากคือในกรณีความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนทางราคา ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้การพัฒนาต้องชะงักลงแต่ยังชะลอการผลิต รายได้ และการจ้างงานด้วย นอกจากนี้ประเทศด้อยพัฒนาถูกควบคุมมากในด้านการบริหารสำรอง การแลกเปลี่ยน และการปรับตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศด้อยพัฒนาดังกล่าวถึงอย่างไรก็คงไม่ทำให้ประเทศอื่นรู้ร้อนรู้เย็นด้วย ฉะนั้นจึงควรมีมาตรการที่เป็นหลักประกันว่าทรัพยากรการผลิตที่ตกถึงมือประเทศด้อยพัฒนาจะเพิ่มขึ้น ในการนี้มีข้อเสนอให้เชื่อมโยงการจัดสรร SDR เข้ากับการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนาด้วยวิธีแบ่งสรรกันโดยตรงหรือโดยผ่านสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาก็ตาม ซึ่งควรทำโดยเร็วที่สุด การเชื่อมโยงกันแบบนี้จะเป็นหลักประกันว่า ผลประโยชน์ที่ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักได้รับมา แม้ว่าจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ควรจะแบ่งมาให้ประเทศด้อยพัฒนาบ้าง การเชื่อมโยงนี้มิใช่เพื่อเร่งภาวะเงินเฟ้อของโลก นอกจากนี้การเพิ่มสำรองควรดูจากความจำเป็นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้คงไม่มีปัญหาในด้านปฏิบัติการ จะมีก็แต่อุปสรรคด้านการที่จะให้มีการยอมรับ

กองทุนควรเพิ่มความพยายามในการปรับปรุงการให้สินเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Compensatory Financing Facility และ Buffer Stock Facility เพื่อผลทางเสถียรภาพทางราคาสินค้าขั้นปฐม (Primary Products) กองทุนควรจะให้ความช่วยเหลือด้านดุลการชำระเงินระยะยาวนอกเหนือจากการเชื่อมโยงที่กล่าวมา ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ Extended Facility

อีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับการโอนทรัพยากรการผลิตคือ การปรับปรุงคุณภาพของความช่วยเหลือ การเพิ่มความช่วยเหลือ การเข้าถึงตลาดทุน การผ่อนผันการชำระคืนหนี้ต่างประเทศ เหล่านี้ควรรวมอยู่ในการปฏิรูปการเงิน อย่างไรก็ตาม เรายังขาดเครื่องมือที่จะสำรวจตรวจสอบปัญหาเหล่านี้ คณะกรรมการ ๒๐ ได้เสนอให้จัดตั้งคณะมนตรีร่วมกันระหว่าง IMF และธนาคารโลกเพื่อศึกษาเรื่องนี้ นับว่าน่ายินดี

ในด้านปัญหาเร่งด่วนของประเทศด้อยพัฒนา ข้อเสนอเกี่ยวกับการ “เชื่อมโยง” ดังกล่าวข้างต้นและการให้ทรัพยากรตกถึงประเทศด้อยพัฒนาควรได้รับการดำเนินการโดยเร่งด่วน

๒.๓ ระบบอัตราแลกเปลี่ยน

ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วว่า ข้าพเจ้าพอใจระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ กล่าวโดยเจาะจงอาจหมายถึงการหวนกลับไปสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่แต่สามารถปรับได้ ผสมกับการลอยตัวในกรณีที่ IMF เห็นชอบด้วย ระบบปฏิรูปนี้มีข้อกำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงที่กำหนด ในปัจจุบันกองทุนอนุญาตให้ปรับได้ภายในช่วง ๒% สูงหรือต่ำกว่าค่าเสมอภาคในเทอมของ SDR ทั้งนี้แสดงว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตรา ๒ สกุลใดๆ สามารถปรับได้ภายในช่วง ๔% สูงหรือต่ำกว่าอัตราแลกเปลี่ยนทางการ หรืออีกนัยหนึ่งเท่ากับอัตราส่วนระหว่างค่าเสมอภาคคิดเทียบกับ SDR ของเงินตรา ๒ สกุลใดๆ ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราสกุลใดๆ สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ระหว่างต่ำสุดและสูงสุดถึง ๙% ในระบบปฏิรูป ช่วงการปรับตัวไม่ควรให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และกฎเกณฑ์การยินยอมให้เปลี่ยนค่าเสมอภาคขนาดเล็กและเปลี่ยนเสมอๆ รวมทั้งการควบคุมอัตราลอยตัวอาจไม่เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง จะเห็นได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลง (Flexibility) มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่าง ๓ กรณีดังนี้ (๑) อัตราแลกเปลี่ยนคงตัว แต่ปรับได้และลอยตัวได้ในกรณีพิเศษ (๒) อัตราแลกเปลี่ยนคงตัว วิธีการแบบง่ายๆ ให้กองทุนอนุมัติการเปลี่ยนค่าเสมอภาคขนาดเล็กและบ่อยๆ และ (๓) ระบบการลอยตัวที่มีการดูแลควบคุม อย่างไรก็ตาม หากคำนึงถึงผลในทางจิตวิทยาและประสิทธิภาพในการดูแลควบคุม ข้อเสนอแบบแรกดูจะมีภาษีกว่า ทั้งนี้โดยคำนึงถึงผลต่อการค้าและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

๒.๔ การแลกเปลี่ยนได้ (convertibility)

ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของระบบปฏิรูป ควรมีข้อผูกมัดรับแลกเปลี่ยนได้ หมายความว่าทุกประเทศต้องใช้สินทรัพย์ที่แลกเปลี่ยนได้เป็นสำรอง สำหรับประเทศซึ่งเงินตราของตนไม่ใช่เงินตราสกุลหลักข้อผูกพันการ “แลกเปลี่ยนได้” หมายถึงการรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ภายในช่วงที่กำหนด

ดังนั้นระบบปฏิรูปจึงควรมีหลักประกันว่า ทุกประเทศที่เป็นเจ้าของเงินตราสกุลหลักจะลดปริมาณเงินไหลออกให้เท่ากับขนาดการขาดดุลในดุลการชำระเงิน ซึ่งทำได้โดยการแลกเงินตราระหว่าง ๒ ประเทศโดยตรง (bilateral conversion) หรือผ่านกองทุนโดยดูจากส่วนเปลี่ยนของหนี้สินเงินตราทั้งสิ้นต่อประเทศผู้ถือเงินสกุลนั้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักมีดุลการ
ชำระเงินเกินดุลควรมีเสรีภาพในการถือสำรอง เว้นแต่สำรองส่วนที่เกินจากระดับอันสมควรก็ให้ IMF เป็นผู้ตัดสินให้เปลี่ยนไปถือ SDR แทน กลไกนี้น่าจะเป็นหลักประกันว่า ประเทศที่ดุลการชำระเงินขาดดุล ไม่ปล่อยให้แก้ปัญหาด้วยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มดังเช่นที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประเทศที่เกินดุลก็มีอิสระในด้านนโยบายทุนสำรองต่อไปเพื่อให้มีความยืดหยุ่นพอควร การจำกัดการคืนสำรองเบื้องต้น (primary reserve) ก็ดี การยกเว้นให้แก่ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักบ้างก็ดี ยังมีความจำเป็นอยู่

๒.๕ ปฏิบัติการด้านการแทรกแซง
     (intervention practices)

ในระบบปฏิรูป ทุกประเทศมีพันธะเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ภายในช่วงที่กำหนด ทุกประเทศมีสิทธิโดยเท่าเทียมกันในการปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตนเคลื่อนไหวภายในช่วง ในที่สุดแล้ว ประเทศเจ้าของเงินตราสกุลหลักควรรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของตนให้อยู่ในช่วง ๔% ประเทศอื่นๆ ก็มีหน้าที่อย่างเดียวกันคือ รักษาอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราของตน ซึ่งปกติอาจเป็นเงินตราของประเทศที่เข้าร่วมในการแทรกแซงกลุ่มเงินตรา เพื่อเป็นหลักประกันว่า เงินตรา ๒ สกุลใดๆ จะมีอัตราแลกเปลี่ยนห่างกันมากที่สุดไม่เกินร้อยละ ๙ มิฉะนั้นก็ใช้ SDR เป็นตัวกลางของการแทรกแซง อย่างไรก็ตาม นี่อาจขัดกับการผูกค่า SDR กับกลุ่ม เพราะการใช้ SDR เพื่อการแทรกแซงจะถูกแลกเปลี่ยนภายในช่วงที่สูงหรือต่ำกว่าค่าเสมอภาคที่ตกลง วิธีนี้อาจนำไปใช้กับการถือ SDR ของเอกชน ซึ่งคงต้องใช้เวลา ระบบการแทรกแซงกลุ่มเงินตรา (multi-cur-
rency intervention) มีทางเป็นไปได้มากกว่าในอนาคตอันใกล้

เกี่ยวกับปฏิบัติการในด้านการแทรกแซงนี้ หวังกันว่าเงินตราสกุลใดๆ ที่ผูกค่ากับเงินตราสกุลหลักก็ยังคงมีการขึ้นลงตามเงินตราที่ถูกแทรกแซง ไม่ว่าเงินตราที่ถูกแทรกแซงนั้นจะมีฐานะอย่างไร

หมายเหตุ

ในการเสนอเอกสารในที่ประชุม ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมข้อสังเกตดังนี้

“...ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในเอกสารของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าได้ให้เหตุผลอย่างพอเพียงสำหรับข้อเสนอต่างๆ เพื่อเป็นการสงวนเวลาข้าพเจ้าจะไม่กล่าวซ้ำอีกในที่นี้

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะนั่งลง ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมสักเล็กน้อย

ประการแรก ถ้ามนุษย์ไม่มัวสาละวนจนเกินไปในการทำสงครามและผลิตอาวุธ บางทีเราจะมีทรัพยากรมากกว่านี้สำหรับการผลิตและการกระจายแบ่งปันอาหาร และราคาของอาหารก็คงจะไม่สูงจนเกินไป

ประการที่ ๒ ปัญหาค่าจ้างกับราคาหรือปัญหาเงินเฟ้อเพราะต้นทุนการผลิตเพิ่มสูง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้ถึงต้นตอของปัญหาด้วยการปฏิรูปสังคมและการเงินอย่างขนานใหญ่ แทนที่จะใช้แต่เพียงมาตรการทางการเงิน นี่เป็นจริงทั้งสำหรับประเทศด้อยพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว

ประการที่ ๓ เป็นการหลอกตัวเองที่จะไปคิดว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงก่อนที่จะมีการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ สิ่งที่เราประเทศผู้ซื้อน้ำมันต้องการคือ หลักประกันแนวโน้มราคาที่มีเสถียรภาพเพื่อช่วยให้รู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินและภาวะเงินเฟ้อ

ประการสุดท้าย ข้าพเจ้าสังเกตว่าเท่าที่แล้วมาเราใช้เวลามากมายในการถกปัญหาการเงินระหว่างประเทศ และหลายๆ ครั้งการถกเถียงต้องหยุดชะงักไปกลางคันเพราะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ครั้นมีช่วงเวลาที่ปลอดจากภาวะวิกฤตอยู่บ้างก็มักจะเป็นช่วงที่ปลอดจากการถกเถียงหาระบบใหม่ที่มั่นคงตามไปด้วย ต่อเมื่อเกิดวิกฤตการณ์อีกก็รีบเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปคราวหนึ่งๆ รายงานเกี่ยวกับปัญหาก็มักจะสุภาพซึ่งก็เป็นสิ่งดี แต่การขาดความเอาจริงเอาจังเป็นสิ่งที่ไม่สู้ดีนัก การระบุให้ชัดๆ หรือเตือนผู้กระทำผิดคงเป็นเรื่องต้องห้ามในการพูดด้านการเงินระหว่างประเทศ เป็นการฝันเกินไปหรือไม่ที่จะคิดว่า ต่อไปนี้จะมีแต่การถกเถียงอย่างอิสระและตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมเพื่อว่าการปฏิรูปการเงินระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพจักได้บังเกิดขึ้น

ในโลกแห่งความเหลื่อมล้ำนี้ ประเทศด้อยพัฒนาและที่พัฒนาแล้วได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือจากธนาคารโลก ประเทศเหล่านี้ต้องเป็นสมาชิกและทำตามกฎเกณฑ์ของ IMF เพื่อแลกกับความช่วยเหลือนี้ อาจจะเป็นบาปหนาสำหรับประเทศเหล่านี้ที่ต้องหันไปพึ่ง multiple currency practices ในคราวที่จำเป็น คือเมื่อต้องการให้ราคาน้ำมันภายใน
ประเทศค่อยๆ สูงแทนที่จะขึ้นพรวดพราด ในขณะที่ประเทศใหญ่ๆ สามารถใช้กลเม็ดต่างๆ ซึ่งผิดกฎข้อบังคับได้อย่างเต็มที่ ข้อเสนอคือปฏิบัติการอันผิดข้อบังคับเช่นนี้ควรจะทำให้ถูกกฎเกณฑ์ขึ้นมาโดยการแก้ไขกฎเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ นโยบายการเงินของชาติแบบอิสระ (independent national monetary policy) ที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายใช้กันอยู่ แต่ทว่าไม่ยอมให้ประเทศด้อยพัฒนาได้ใช้ด้วย ในโลกเช่นว่านี้ ยังจะมีใครหวังถึงระเบียบการเงินระหว่างประเทศแบบประชาธิปไตยกันอีกหรือ”

 

 

[1]  คุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร

 

[2]  ผู้เขียนขอขอบคุณ นายวิจิตร สุพินิจ และนางสาววิยะดา อวิลาสกุล ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้ให้ความช่วยเหลือต่างๆ ในการเขียนเอกสารนี้)–ป๋วย