ปาฐกถาเรื่อง “เงิน”

ปาฐกถาเรื่อง “เงิน”

ปาฐกถาแสดงเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๑๑
ณ โรงแรมรอยัล จัดโดยสโมสรโรตารี่ ธนบุรี

 

 

 

ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพ

เรื่องที่ผมจะขอพูดในวันนี้เป็นเรื่องที่ผมได้เคยพูดมาแล้ว ซึ่งหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะให้อภัย คือ เรื่องเงิน เดือนที่แล้วเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ผมได้ไปพูดเรื่องนี้ที่หอการค้าอเมริกัน ท่านสมาชิกบางท่านอาจได้ไปฟังแล้ว หรืออาจจะได้อ่านจาก บางกอกโพสต์ แล้ว ก็ต้องขอประทานอภัยหากท่านต้องทรมานฟังซ้ำ แต่ในวันนี้คงจะมีอะไรเพิ่มเติมแตกต่างจากที่ได้พูดไว้บ้าง

ท่านทั้งหลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านคงจะไม่ต้องการให้ผมมาอธิบายนิยามคำว่า “เงิน” ตามตำราเศรษฐศาสตร์ และผมเข้าใจอีกข้อหนึ่งว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่ต้องการให้ผมมาอธิบายว่า ธนบัตรใบละร้อยสีเทคนิคอย่างใหม่นั้นดีหรือไม่ดีกว่าธนบัตรใบละร้อยแบบเก่าสีแดงเลี่ยนๆ เพราะฉะนั้นผมจะขอพูดไปถึงในหัวข้อสำคัญว่า เราจะใช้เงินให้เป็นประโยชน์แก่เราให้มากที่สุดได้อย่างไร

ในการพูดคราวนี้จะแยกออกเป็น ๒ หัวข้อ หัวข้อหนึ่งคือ เงินของชาติ คือเงินบาท กับอีกเรื่องหนึ่ง คือ เงินระหว่างประเทศ คือ เงินที่ใช้แลกเปลี่ยนกันในนานาชาติ ๒ เรื่องนี้ความจริงแยกกันออกไม่สู้จะได้นัก ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ถ้าหากว่ามีเหตุเปลี่ยนแปลงไปในทางด้านต่างประเทศก็ย่อมต้องกระทบกระเทือนถึงค่าภายในของเงินบาท และถ้าเศรษฐกิจภายในประเทศผันผวนไปก็ย่อมเป็นผลกระทบกระเทือนกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินตราต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งๆ ที่เราแยกกันไม่ค่อยจะออกอย่างนี้ ผมใคร่จะขอให้ท่านลองลืมในเรื่องต่างประเทศเสียพักหนึ่ง แล้วจึงมาประสานในเรื่องต่างประเทศกันทีหลัง ให้ท่านพิจารณาแต่เฉพาะภายในประเทศก่อน

การเงินภายในประเทศ

ผู้ที่มีหน้าที่ในด้านการเงิน อำนวยการเงินให้ท่านทั้งหลายใช้ ให้ท่านทั้งหลายได้ซื้อขายกัน ให้ท่านทั้งหลายได้อดออมไว้ และให้ท่านทั้งหลายได้ลงทุนนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามแก่ตนเองอยู่เสมอว่าเงินมีพอหรือไม่ มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เงินที่ใช้จับจ่ายกันอยู่ภายในประเทศนั้นมีมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ท่านทั้งหลายคงจะเห็นด้วยกับผมทันทีว่า ไม่ว่าเราจะเป็นเอกชนก็ดี หรือจะเป็นชุมชน เป็นประเทศชาติก็ดี การมีเงินน้อยนั้นเสียหายแน่ ไม่ดีแน่ เพราะเหตุว่าถ้าเรามีเงินน้อย ในส่วนรวมคือส่วนชาติแล้ว การค้าขายก็จะฝืดเคือง อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงเกินควรไป การทำงานประกอบอาชีพก็จะมีช่องทางน้อยลง และการลงทุนก็ยิ่งจะได้รับการจำกัดมากขึ้น เพราะฉะนั้นในเวลาที่มีความก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจอยู่ทุกปี ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ได้มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ได้มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันภายในประเทศมากขึ้น ผู้ที่มีความรับผิดชอบในด้านการเงินก็จะต้องขยายตัววงเงินนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าหากว่าไม่ทำเช่นนั้นก็เป็นข้อบกพร่อง

สำหรับในประเทศไทยเราพอจะกล่าวได้ว่า จำนวนธนบัตรที่ออกใช้กันนั้น เมื่อตัดเอาการขึ้นลงตามฤดูกาลออกแล้ว จะมีเพิ่มขึ้นระหว่าง ๓๐๐–๘๐๐ ล้านทุกปี แต่ที่พูดนี่หมายถึงธนบัตรอย่างเดียว เงินนั้นมิใช่ธนบัตรอย่างเดียว ยังมีเงินฝากธนาคารด้วย ซึ่งท่านก็ทราบ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งธนบัตรและเงินฝากธนาคารนั้นซึ่งเราเรียกว่าปริมาณเงินได้เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ และภายในปีหนึ่งๆ นั้นเรามีฤดูบางฤดูที่ผู้ที่มีความรับผิดชอบในเรื่องการเงินจะต้องหาเงินมาจ่ายให้เพิ่มขึ้นสู่ท้องตลาดอยู่เสมอ เช่น ในฤดูที่มีการเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ซื้อขายกันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในวันขึ้นปีใหม่ มีเอกชนต้องการใช้เงินมาก ในฤดูตรุษจีนก็เช่นกัน นอกจากจะต้องมีธนบัตรมากขึ้นแล้วยังต้องมีธนบัตรใหม่ๆ มากขึ้นด้วยซ้ำ ในฤดูพักร้อนตากอากาศอะไรเหล่านี้ หรือฤดูที่มีการก่อสร้าง หน้าแล้ง ก็จำเป็นที่จะต้องมีเงินมากกว่าในฤดูที่ไม่ต้องใช้เงิน ฤดูดังกล่าวนี้เผอิญไปทับกัน ที่ผมพอจะกล่าวได้ในประเทศเรานี้ ฤดูที่จะต้องใช้เงินมากก็เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนกระทั่งถึงประมาณเดือนพฤษภาคม เงินจึงหดลง แต่ในฤดูนี้มีหน้าหนึ่งซึ่งท่านทั้งหลายมีความเจ็บปวดเป็นกำลัง คือหน้าที่ท่านจะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล คือภาษีเงินได้ ซึ่งตกอยู่ในประมาณต้นปี

ที่เรารับกันได้ว่า ถ้ามีเงินน้อยนี่ใช้ไม่ได้ เสียหายทั้งส่วนตัวและส่วนรวม แต่ถ้าหากว่ามีเงินมากไม่ดีหรือ คำตอบก็คือว่า ถ้าพูดถึงส่วนตัวแล้วคือว่าถ้าท่านทั้งหลายไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อนมนุษย์ในโลกเรานี้ไม่เปลี่ยนแปลง มีเงินอยู่เท่าไรก็เท่านั้น แล้วผมคนเดียวที่เปลี่ยนแปลงมีมากเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้น เพราะเหตุว่าไม่มีใครที่จะมาซื้อของกับผม ข้อนี้เป็นของแน่ แต่ว่าเราก็ต้องจำคำของพระท่านกล่าวไว้เหมือนกันว่าเงินนั้นเป็นสิ่งที่ยั่วยวนใจ เป็นสิ่งที่อาจจะทำให้ผิดศีลธรรมได้ แต่ข้อนี้เห็นว่าไม่ต้องเตือนสมาชิกโรตารี่

แต่ถ้าเมื่อเราพิจารณาถึงประเทศทั้งประเทศแล้ว ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า ในบางโอกาสอาจจะมีบ้างที่เรามีเงินมากเกินไป ยกตัวอย่างเช่น ที่เราเคยประสบมาในระหว่างสงครามใหญ่ หรือมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี้ที่เรารู้กันอยู่ หรือหลังสงครามใหญ่ๆ รัฐบาลต่างๆ จำเป็นที่จะต้องพิมพ์ธนบัตรออกเป็นจำนวนมากเพื่อใช้จ่ายให้ตรงกับความประสงค์และรัฐบาลไม่สามารถที่จะวางเบรกได้ เนื่องจากได้พิมพ์มากขึ้นๆ ก็จำเป็นที่จะต้องออกเงินมากขึ้นเสมอ จนกระทั่งถึงขีดที่เกินกับความสมควร พวกเราที่อายุเกินกว่า ๕๐ คงจะพอจำกันได้บ้างก็คือในเยอรมนีที่ในประเทศเยอรมนีนี้ในปี ๑๙๒๐ เศษๆ นั้น มีผู้อำนวยการธนาคารชาติของเยอรมนีชื่อ รูดอล์ฟ ฮาเวนสไตน์ เป็นคนขี้โอ่เป็นประจำอยู่แล้ว แต่เป็นโอกาสให้แกคุยโวได้มากขึ้นในปี ๑๙๒๐ คือแกอวดอ้างได้ว่า
โรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารชาติเยอรมนีนั้นมีสมรรถภาพดีเหลือเกินคือพิมพ์ได้มาก ออกมาใช้ได้มากเป็นประวัติการณ์ และแท้จริงก็เป็นประวัติการณ์จริงๆ และผลสุดท้ายเมื่อพิมพ์ไปพิมพ์มา เงินที่นายรูดอล์ฟ ฮาเวนสไตน์จำเป็นต้องพิมพ์นั้นก็มากเข้าทุกที จำเป็นต้องออกธนบัตรชนิดใบละมากยิ่งขึ้นๆ จนกระทั่งถึงในปี ๑๙๒๓ ใบธนบัตรใหญ่มากที่สุดคือ ๑ ล้านล้านมาร์ก คือ ๑ แล้วก็มีศูนย์ ๑๒ ตัว แต่เผอิญค่าของเงินมาร์กนั้นลดมา ถ้าหากไม่ลดลงมา เงินจำนวน ๑ ล้านล้านมาร์กในตอนนั้นเท่ากับค่าของเงินมาร์กในตอนต้นก่อนสงครามก็ชำระหนี้ของเยอรมนีได้หมดเลย แต่ปรากฏว่า ๑ ล้านล้านมาร์กนี่ต่อไปก็กลายเป็นเศษกระดาษเพราะค่าเสื่อม ที่ผมพูดเมื่อกี้นี้ว่านายรูดอล์ฟ ฮาเวนสไตน์สามารถที่จะพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้เป็นประวัติการณ์ นั่นจริงสำหรับเรื่องจำนวน แต่ไม่จริงสำหรับขนาดของธนบัตรนั้น เพราะถูกธนาคารชาติฮังการีในปี ๑๙๔๖ ทำลายประวัติการณ์ไปเสียแล้ว เพราะเหตุว่าในขณะนั้นธนบัตรฉบับใหญ่ที่สุดของฮังการีมีค่า ๑ ล้านล้านล้าน (๓ หน) คือ ๑๘ ศูนย์หลังเลข ๑ ซึ่งในปี ๑๙๔๖ ด้วยกันเมื่อเทียบกับค่าของเงินไทยแล้ว มีค่าน้อยกว่า ๑ สลึงของไทยเราเสียอีก

ผมอธิบายตัวอย่างแต่โดยย่อให้ท่านฟัง จะเห็นได้ว่ามีโอกาสบางโอกาสที่เงินมากเกินไป ที่เงินมากเกินไปนี่ไม่ดีแน่ เพราะเหตุว่าถ้าเราพิมพ์ธนบัตรหรือปล่อยให้เงินฝากธนาคารสูงเกินไปแล้ว จะทำให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็ดี รัฐมนตรีว่าการคลังก็ดี จัดการเรื่องการคลังได้ยาก และก็จะวางเบรกได้โดยยาก ในกรณีของเยอรมนีที่เกิดเงินเฟ้อในปี ๑๙๒๐–๑๙๒๓ นั้น ราคาของสินค้าเพิ่มขึ้นวันละหลายๆ หน ที่พวกเราบ่นกันนักว่าหมูแพง อย่างมากก็ขึ้นเดือนละ ๒–๓ หนในระหว่างนี้ แต่เยอรมนีในขณะนั้นขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกันวันละหลายๆ หน คนทำงานออกจากบ้านมีสตางค์ไปก็ห่อผ้าถือไปขึ้นรถราง ต่างก็เอาห่อผ้าจ่ายค่ารถ พอไปที่ทำงาน ค่าจ้างของแกเพิ่มขึ้นแล้ว ถ้าไม่เพิ่มขึ้น ไม่มีค่ารถรางกลับบ้าน เพราะอย่างนั้นต้องเพิ่มขึ้นแล้วก็ห่อกลับมา เมื่อถึงบ้านก็มีเหลืออยู่บ้าง แต่ท่านทั้งหลายคงเห็นว่าไอ้ห่อผ้าใหญ่ๆ อย่างนี้ท่านเองก็ไม่ต้องการ ถ้าได้เปลี่ยนเป็นของอย่างอื่น เช่น กาแฟ บุหรี่ หรืออะไรก็ได้ ถ้วยแก้วก็ยังดีกว่า ฉะนั้นเมื่อคนเสื่อมความนิยมเรื่องค่าของเงิน การที่ขนเงินไปขนเงินมา ก็มักพูดมักบ่นกันเสมอว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่องเงินนี้เคยมีเรื่องเล่ากันว่า คนหนึ่งเจอะเพื่อนเก่าก็ถามกันว่า คุณมีลูกกี่คนแล้ว ตามเรื่องนั้นเพื่อนตอบว่า ๓ ล้าน คือพูดเรื่องล้านจนเคยตัวเสียแล้ว แทนที่จะพูดว่า ๓ คน ก็พูดว่า ๓ ล้าน

ท่านทั้งหลาย ผมไม่ได้เอาเรื่องเก่าแก่มาขู่ท่าน อยากจะกล่าวถึงเรื่องใกล้เคียงกับประเทศเราและใกล้ๆ เคียงกับสมัยนี้ คือประเทศอินโดนีเซีย ท่านก็ทราบแล้วว่าอินโดนีเซียได้เกิดมีความหายนะเสียหายทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไรบ้าง และสาเหตุมีอย่างไรบ้างก็ไม่จำเป็นจะต้องกล่าว แต่ตัวอย่างที่จะเห็นได้ก็คือ ปริมาณเงินในประเทศอินโดนีเซียได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนกระทั่งปี ๑๙๖๕ จำนวนเงินที่อินโดนีเซียใช้จ่ายอยู่ในประเทศนั้นเพิ่มขึ้น ๒๘๐% ในปี ๑๙๖๖ เพิ่มขึ้นเกือบ ๗๐๐% และตรงกันข้าม เมื่อค่าของเงินตก ค่าของสินค้าอุปโภคบริโภคก็เพิ่มขึ้น ค่าครองชีพก็แพงขึ้น ในปี ๑๙๖๖ ซึ่งปริมาณเงินเพิ่มขึ้น ๗๐๐% นั้นราคาสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ๖๓๕% ในปีหนึ่ง และในปี ๑๙๖๗ มีข่าวดีเหลือเกิน อินโดนีเซียเงินเฟ้อน้อยลงไป คือเพิ่มขึ้นเหลือเพียง ๑๑๒% เท่านั้น ใน ค.ศ.๑๙๖๘ ปัจจุบันนี้ก็ดีเรื่อยขึ้นมา กล่าวคือในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๖๘ ค่าครองชีพของทั้งเดือนเพิ่มขึ้นเพียง ๙% และในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเพียง ๓% ถ้าเทียบกับประเทศไทยแล้วในปี ๑๙๖๕ ค่าครองชีพของเราเพิ่มขึ้น ๐.๙% ทั้งๆ ที่หมูแพงเหลือเกิน และในปี ๑๙๖๖ อเมริกันเอาเงินเข้ามาเยอะทำให้เราขาดแคลนอะไรหลายอย่าง กับปี ๑๙๖๗ ก็เพิ่มขึ้นทั้งปี ๔% ท่านทั้งหลายจะได้เทียบเคียงกันได้

ทีนี้ปัญหาก็มีว่า มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี เงินนี่เท่าไรถึงจะเรียกว่ามากเกินไป มากเท่าใด อันนี้ตำราต่างๆ ก็มีคำตอบต่างๆ กันไป เรื่องที่ผมจะเสนอก็คือ ในฐานะที่ผมและเพื่อนฝูงที่มีหน้าที่ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ เราพิจารณากันอย่างไร ว่าอย่างไรถึงจะไม่มาก ว่าเท่าใดถึงจะพอดีๆ วิธีที่พวกเราคิดกันทั้งสภาพัฒนาฯ ทั้งธนาคารชาติและกระทรวงการคลัง ก็คือเอาไปเทียบกับผลผลิต ถ้าผลผลิตมากขึ้น เราก็ค้าขายมากขึ้น และก็จำเป็นที่เราจะต้องมีเงินมากขึ้น และเท่าที่ผมเคยรับหน้าที่นี้มา ๑๐ ปีก็มีประสบการณ์พอจะนำมาใช้เป็น Rule of Thumb คือ ไม่ใช่หลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องศิลปะของเศรษฐศาสตร์ ศิลปะคือถ้าหากว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น ตีเสียว่า ๘% อย่างในปี ๑๙๖๕ หรือปี ๑๙๖๖ ถ้าปริมาณเพิ่มขึ้นเกินกว่านั้นสัก ๓% ผมสบายใจ ถ้าน้อยเกินไปหมายความว่าลดจาก ๘% เหลือ ๖% เงินฝืด ถ้าเพิ่มขึ้นไปถึง ๑๖% ก็ไม่สบายใจแล้ว ทีนี้วิธีการที่จะบังคับให้เงินมากเงินน้อยนี้จะทำอย่างไร ผมจะอธิบายทีหลัง ในชั้นนี้ขออธิบายถึงเหตุการณ์ในปี ๑๙๖๕–๑๙๖๖–๑๙๖๗ ตามที่ผมได้เรียนเมื่อตะกี้นี้

ปี ๑๙๖๕ ในประเทศไทยมวลผลิตผล National Income หรือ National Product นั้นเพิ่มขึ้น ๘.๘% แต่ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเพียง ๖.๘% นี่ไม่สบายใจเพราะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ลำบากนัก ที่ลำบากมากคือปี ๑๙๖๖ ที่อเมริกันมาสร้างอู่ตะเภากับที่ตาคลีและ
ที่อื่น ผลผลิตเพิ่มขึ้น ๑๑% แต่ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น ๑๘% ทั้งนี้ต้องพยายามรัดปริมาณเงิน และในปี ๑๙๖๗ ผลผลิตเผอิญหน้าแล้งอัตคัดเรื่องข้าว ก็เพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๕% และปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเพียง ๑๑% ยังไม่เป็นไร ในปัจจุบันนี้เราก็ยังดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามนี้

ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีหน้าที่ในเรื่องการควบคุมการเงิน อย่าให้มากเกินไป อย่าให้น้อยเกินไป นี่สิเรามีวิธีทำอย่างไร ผมอยากจะเสนอว่ามีอยู่ ๒ วิธี พูดกันส่วนใหญ่ๆ ก็คือเรื่องการคลังกับเรื่องการธนาคารในด้านการคลังนั้น รัฐบาลไม่ว่าประเทศไหนเป็นผู้ใช้เงินมากที่สุดในบรรดาผู้ใช้เงินในประเทศ สำหรับรัฐบาลไทยใช้จ่ายเงินประมาณ ๒๐% ของจำนวนที่ใช้จ่ายทั้งประเทศ ถ้าหากรัฐบาลทำอะไรไปมากนักก็มีผลกระทบกระเทือนถึงประเทศชาติ ถ้าปรากฏว่ามีค่าใช้จ่ายออกมามากและมีรายได้น้อย ก็ย่อมไปเพิ่มปริมาณเงินในท้องตลาดให้มากยิ่งขึ้น และอาจทำให้เงินเฟ้อขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าหากว่ารัฐบาลเก็บภาษีมากจ่ายน้อยก็ทำให้ปริมาณเงินในท้องตลาดฝืดเคือง เพราะฉะนั้นในการที่จะควบคุมปริมาณเงินให้พอดีกัน เราก็มีช่องทางที่ง่ายที่สุด รัฐบาลมีหน้าที่อยู่แล้วที่ต้องรักษาเสถียรภาพของการเงินของประเทศ เราจำเป็นที่จะต้องเกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลใช้นโยบายการคลังและการงบประมาณไปในทางที่ถูกที่ชอบ ถ้าหากว่าเงินมันจะเฟ้อและมีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายออกไปมาก ก็ต้องไม่มีทางอื่น รัฐบาลต้องมีรายได้ให้มากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ในปัจจุบันอยากจะพัฒนาก็อยาก อยากจะเลี้ยงข้าราชการก็อยาก อยากจะปราบผู้ก่อการร้ายก็อยาก มีความจำเป็นทั้งนั้น มิหนำซ้ำยังส่งทหารไปรบกับเขาด้วย ถ้าหากไม่หาเงินมาด้วยวิธีกู้เงินหรือด้วยวิธีเก็บภาษี ผลสุดท้ายก็จะต้องพิมพ์ธนบัตรมาอย่างนายรูดอล์ฟ ฮาเวนสไตน์ ที่ผมกล่าวเมื่อกี้นี้ และผมอยากจะกล่าวในที่นี้เลยว่า เมื่อกี้นี่ลืมบอกไป คือในปี ๑๙๒๓ ที่นายรูดอล์ฟ ฮาเวนสไตน์พิมพ์นั้นไม่มีค่า ผลสุดท้ายแกต้องฆ่าตัวตายเพราะเหตุนี้ ผมเองไม่อยากเอาอย่างนายฮาเวนสไตน์ ไม่อยากไปทางเดียวกับแก

อีกวิธีหนึ่งนอกจากการคลัง คือ การธนาคาร ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนไปยังบริษัทห้างร้านเอกชนทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม
ทั้งหลาย กล่าวคือ ถ้าธนาคารชาติและกระทรวงการคลังเห็นว่าเงินมันมากเกินไปก็จำเป็นที่จะต้องบีบลงมา ถ้าหากว่าน้อยเกินไปก็จำเป็นจะต้องปล่อยให้เงินมันออกไปให้มากขึ้น นี่เป็นวิธีที่เราทำกันอยู่ ที่ผมกล่าวมานี้สรุปได้ว่า ถ้าเราพิจารณาเงินบาทภายในประเทศอย่างเดียว เราจะเห็นได้ว่าปัญหาที่สำคัญก็คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ปริมาณเงินพอเหมาะพอดีทุกขณะ ถ้าไม่พอเหมาะพอดีจะต้องทำอย่างไรบ้าง คำตอบ
ก็คือว่าจำเป็นที่จะต้องมีระเบียบวินัยในการปฏิบัติงานทางด้านการเงิน จึงจะทำให้เรื่องดำเนินไปได้ด้วยดี และมีอีกข้อหนึ่งซึ่งท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจว่าทุกๆ กรณีที่เราจ่ายเงินออกมามากก็จะทำให้ของแพง มีเงินมากเกินไป มีเงินเฟ้อ ก็จะทำให้ของแพง แต่กลับกันของแพงบางครั้งนั้นไม่ใช่เพราะเหตุมีเงินมาก แม้ว่าเงินน้อยของก็อาจแพงได้ ถ้าหากว่ามีระบบผูกขาด ระบบกักอาหารข้ามแดนอะไรเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ไม่ให้สินค้าเข้าสู่ตลาดในที่ที่ควรจะมา นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้ของแพงได้โดยไม่เกี่ยวกับการเงินเลย ไปแก้การเงินโดยหลงผิดไปรัดการเงินเข้า ก็ยิ่งเกิดความเสียหายยิ่งขึ้น

การเงินระหว่างประเทศ

ต่อไปผมจะพูดเรื่องการเงินระหว่างประเทศทั้งหลาย เมื่อเวลาที่เราพิจารณาถึงเรื่องการเงินระหว่างประเทศ นอกจากจะเรื่องเงินมากเงินน้อยแล้วเราจำเป็นที่จะต้องสนใจถึงเรื่องระบบการเงินด้วยว่า ระบบที่เราใช้ระหว่างประเทศนี่ดีหรือไม่ดี เมื่อระบบการเงินดีมีปริมาณมากน้อยเพียงใด เป็นปัญหา ๒ ชั้นอยู่ด้วย

ผมอยากจะเล่าประวัติของประเทศไทยที่เกี่ยวกับเรื่องการเงินระหว่างประเทศให้ฟังคือ ตั้งแต่ต้น ค.ศ.๑๙๐๐ คือต้นศตวรรษนี้เป็นต้นมา ประเทศไทยทำการค้าขายอยู่กับประเทศที่ใช้เงินปอนด์สเตอร์ลิงเป็นส่วนใหญ่ เราก็เอาค่าของเงินบาทหรือค่าแลกเปลี่ยนของเงินบาทนั้นอิงไว้กับเงินปอนด์สเตอร์ลิง เราเรียกกันว่า สเตอร์ลิงสแตนดาร์ด หรือสเตอร์ลิงแอเรียสแตนดาร์ด แล้วการจัดการก็ทำได้ง่าย ในเรื่องการเงินแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศคือ ถ้าเราต้องการค้าขายกับอเมริกา เราก็ต้องเอาเงินปอนด์สเตอร์ลิงของเรานั้นไปแลกเป็นเงินดอลลาร์แล้วเอาไปค้าขายกับอเมริกา ทั้งนี้เป็นไปจนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ในระหว่างปี ค.ศ.๑๘๙๐ ถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้น เงินปอนด์สเตอร์ลิงอิงไว้อยู่ในมาตราทองคำคือ ใครมีทองคำต้องการแลกกับเงินปอนด์สเตอร์ลิงก็แลกได้เต็มที่ นี่เรียกว่า มาตราทองคำ แต่ว่าในปี ค.ศ.๑๙๑๔–๑๙๒๕ เงินปอนด์สเตอร์ลิงออกนอกมาตราทองคำ และในปี ค.ศ.๑๙๓๑–๑๙๓๙ ก็เช่นเดียวกัน เงินปอนด์สเตอร์ลิงออกนอกมาตราทองคำ ในตอนนั้นเราก็ไม่ได้อิงกับเงินปอนด์สเตอร์ลิงซึ่งอิงกับมาตราทองคำ เราไปอิงกับเงินปอนด์สเตอร์ลิงเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องทองคำ

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อเงินปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนลงและเงินดอลลาร์แข็งเป็นที่ต้องการของทั่วโลก ประเทศไทยเริ่มมาค้าขายด้วยการใช้เงินเหรียญอเมริกัน เงินเหรียญอเมริกันนี้เราก็บัญญัติเข้ามาในกฎหมายให้ใช้เป็นทุนสำรองของประเทศได้ และตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๔๙ เมื่อเราเริ่มเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF: International Monetary Fund) เราก็ยิ่งใช้เงินดอลลาร์มากขึ้น และเมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๙ นั่นเองเหมือนกับปี ๑๙๖๗ เงินปอนด์สเตอร์ลิงเสื่อมค่าลง เราก็เลยหันมาใช้เงินดอลลาร์มากขึ้น เดี๋ยวนี้เงินดอลลาร์ที่เราเก็บไว้ในทุนสำรองของเรานั้นเกินกว่า ๘๐% ส่วนเงินปอนด์สเตอร์ลิงนั้นมีต่ำกว่า ๘% นอกนั้นเป็นทองคำ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีความวิกฤตทางการเงินระหว่างประเทศเกิดขึ้นคือ เงินปอนด์สเตอร์ลิงเกิดลดค่าแล้วก็เกิดมีเรื่องวิกฤตการณ์ของเงินดอลลาร์ ใน ๙ เดือนที่แล้วมานี้เรามี Gold Rush คือ ตื่นทองกันถึง ๓ ครั้ง ซึ่งทำให้เป็นที่หวาดเสียวและทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากในการเงินระหว่างประเทศ ท่านก็คงเข้าใจแล้ว และมาบัดนี้ก็เกิดมีเรื่องขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง คือเงินฟรังก์ฝรั่งเศสก็เกิดร่อแร่ขึ้นมาอีก จนกระทั่งต้องให้ทั่วโลกมาช่วยเงินฟรังก์เหมือนช่วยเงินปอนด์สเตอร์ลิงอีกครั้งหนึ่ง

ทีนี้คำถามที่ผมจะถามตัวเองนั้นคือว่า ประเทศไทยควรจะทำอย่างไร ระบบอะไรมันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย จะอยู่มาตราทองคำดี หรือจะอยู่ในระบบปัจจุบันนี้จะใช้ได้หรือไม่ มีข้อเสียหายหรือไม่ คำตอบง่ายๆ ที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่า ประเทศไทยไม่ควรเข้าไปอยู่ในมาตราทองคำเป็นอันขาด ไม่ควรเป็นอันขาด ใครเขาจะชักชวนให้ไปอยู่ในมาตราทองคำทั่วโลก เราก็ไม่ควรเห็นด้วย เพราะอะไร เพราะมาตราทองคำนั้นมีกฎบังคับว่า ถ้าหากเราเสียเงินไปมาก หมายความว่ามีการขาดดุลในด้านการชำระเงิน เราจะต้องลดเงินในประเทศลงเลย ไม่ว่าตรุษจีน หรือตรุษฝรั่ง หรือตรุษอะไร ต้องลดทั้งๆ ที่เมืองไทยต้องการพัฒนา เราต้องลดจำนวนลงนี่เป็นข้อหนึ่ง กฎข้อบังคับอย่างนี้ใช้ไม่ได้ กฎการเงินภายนอกกับกฎการเงินภายในมันขัดกัน อีกประการหนึ่งมาตราทองคำเท่าที่เคยประสบมาแล้ว เมื่ออังกฤษกลับเข้ามาตราทองคำเมื่อปี ๑๙๒๕ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ แล้วก็ต้องออกจากมาตราทองคำเมื่อปี ๑๙๓๑ แล้วก็ฝรั่งเศสกับประเทศ ๓–๔ ประเทศในยุโรป ไม่ยอมออกจากมาตราทองคำ ดื้ออยู่จนกระทั่งปี ๑๙๓๔ ก็ต้องเจ๊ง ก็ต้องออกเหมือนกัน นี่เพราะอะไร ก็เพราะเหตุว่าเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำในประเทศอุตสาหกรรมนั้น คนจะว่างงานเยอะ เพราะเหตุว่าเขาจำเป็นที่จะต้องลดจำนวนเงินลงมา และคนก็ว่างงานลง ท่านทั้งหลายคงจำได้ปี ๑๙๓๐–๑๙๓๑–๑๙๓๒ ในยุโรปว่างงานกันจนไม่ต้องพูดถึง ส่วนในอเมริกาว่างงานกันเป็นจำนวนสิบๆ ล้านคน ไม่ใช่น้อย เกิดเรื่องก็มาก ทีนี้นอกจากประเทศที่เจริญทางอุตสาหกรรมแล้วจะว่างงาน ประเทศอย่างเราที่ทำเกษตรกรรมแล้วไปขายให้เขาเป็นวัตถุดิบและอาหารนั้นได้รับความกระทบกระเทือนคือ ไม่ว่างงานหรอก แต่ราคาของเราปรี๊ดลงมาข้างล่างจนกระทั่งบางทีเขาไม่ซื้อเราด้วยซ้ำ เรามีโควตาระหว่างประเทศกัน ยางต้องจำกัดไม่ให้ออก ดีบุกต้องจำกัดไม่ให้ออก อะไรเหล่านี้ซึ่งเป็นผลเสียหายมาก นี่ก็เพราะเหตุว่าวินัยของ Gold Standard เคร่งครัดมากจนเกินไปนัก

ทีนี้เรามาเข้า IMF System ก็ได้ประโยชน์ คือว่าเรามีทางผ่อนหายใจบ้าง ระบบ IMF นี่ก็มีการรักษาระเบียบวินัยเช่นเดียวกัน แต่มีทางจะผ่อนหายใจคือ หมายความว่าแทนที่พอดุลชำระเงินติดลบขึ้นเมื่อใด เราจะต้องลดจำนวนเงินภายในทันที แต่ระบบ IMF เขายอมให้เรากู้เงินหรือถอนเงินจากเขาได้ แล้วทีนี้การถอนเงินสำหรับประเทศด้อยพัฒนาอย่างเรานี่ เขาให้เป็นพิเศษคือ ถ้ายางและดีบุกของเรามีราคาตกต่ำลงไป เรายังถอนเงินได้มากกว่าปกติ นับว่าเป็นของดี แต่ว่าไม่พอครับ ปัจจุบันนี้ระบบการเงินที่เราเรียกว่า IMF ยังไม่พอ เพราะเหตุว่ายังขึ้นกับดอลลาร์ ยังขึ้นอยู่กับทองคำ คือถ้าทองคำมากขึ้นเท่าใด เงินก็มากขึ้นเท่านั้น ดอลลาร์มีออกมามากเท่าใด ก็มากเท่านั้น และเผอิญทุกวันนี้ที่เราอยู่มาตั้งแต่ปี ๑๙๕๕ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ด้วยเรามีเงินระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะเหตุว่าอเมริกาขาดดุลในการชำระเงินทุกปี แม้เงินฝืดก็มีเงินทะลักออกมาช่วยได้ ถ้าเราพึ่งเฉพาะทองคำอย่างเดียวแล้วละก็ไม่พอ ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าในระยะ ๘ ปีที่แล้วมานี้ การค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นปีละ ๘% ถ้าหากว่าเราขึ้นแต่ทองคำอย่างเดียวแล้ว หมายความว่าทองคำเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๘% แต่แท้จริงเพิ่มขึ้นเพียงเฉลี่ยปีละครึ่งเปอร์เซ็นต์ใน ๘ ปีนี้ ไม่พอแน่ ทีนี้เราก็อาศัยดอลลาร์ใช้ เพราะเหตุว่า Uncle Sam กำลังป่วย เงินดอลลาร์ก็ทะลักออกมา แต่การที่เงินดอลลาร์ทะลักออกมานี้ทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศขึ้นมาอีก คือระหว่างความเชื่อถือดอลลาร์กับความเชื่อถือทองคำ จึงได้เกิดเรื่อง Gold Rush คือการตื่นทองขึ้นมา นั่นแปลว่าเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไข

ในการแก้ไขเราควรจะทำอย่างไร ในการประชุมธนาคารโลกและธนาคาร IMF เมื่อคราวที่แล้วเราก็ได้ตกลงกัน ท่านรัฐมนตรีว่าการคลังกับผมได้ประชุมกันที่ริโอ ก็ตกลงกันว่ายังใช้ระบบ IMF ต่อไปอีก แต่เราให้มี Special Drawing Right (SDR) คือแทนที่จะใช้ทองคำกับดอลลาร์เป็นเกณฑ์ เรามีการให้เครดิตซึ่งกันและกันไว้ทำนองเดียวกับที่เราเอาเงินฝากในประเทศไทย เราเอาเงินฝากธนาคาร ธนาคารเอาเงินไปให้คนอื่นใช้ นี่ก็อย่างเดียวกัน เท่ากับทำให้ IMF เป็นธนาคาร แล้วก็ถ้าประเทศไทยเรามีเครดิต ก็เอาเงินเครดิตนั้นเป็นเจ้าหนี้ของประเทศที่ต้องขาดดุลในการชำระเงินอยู่ เป็นการให้สินเชื่อซึ่งกันและกัน ซึ่งก็ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องไปพึ่งทองคำมากนัก แต่นี่เป็นการเริ่มแรกที่เพิ่งทำขึ้นมา เพราะฉะนั้นยังมีทางที่เราจะต้องพิจารณาปรับปรุงว่าจะดีหรือไม่ดีแค่ไหน ผมเพียงอธิบายให้ท่านฟังว่าถึงปัจจุบันเป็นอย่างนี้

ทีนี้จะพูดถึงเรื่องราคาทองคำ ความเห็นผมว่าเราไม่ควรไปเพิ่มราคาทองคำเป็นอันขาด เพราะเหตุว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราเพิ่มราคาทองคำก็เท่ากับเราไปลดราคาของเงินดอลลาร์ พอดอลลาร์ลดราคาเข้า ไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะอยู่ได้ ต้องลดตามกันทั้งนั้น มิฉะนั้นแล้วจะต้องเกิดเรื่องแน่ในทางด้านดุลการชำระเงิน เพราะฉะนั้นทองคำนี้จึงไม่ควรเพิ่มราคา แต่ทว่าเมื่อเดือนมีนาคมนี้ทางยุโรปและอเมริกานั้นธนาคารต่างๆ ไปร่วมประชุมกันแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง คือแทนที่ก่อนนี้ราคาทองคำจะเป็นราคาเดียวกัน เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนจากเดิมทำราคาเป็น ๒ ราคา ราคาหนึ่งนั้นคือ ๓๕ เหรียญอเมริกัน ๑ ออนซ์ ทองคำ แต่อีกราคาหนึ่งนั้นให้ขึ้นลงตามท้องตลาด ในขณะที่ตื่นทองกันอยู่ ราคาที่ขึ้นลงกันในท้องตลาดก็ขึ้นไปประมาณ ๔๕ เหรียญต่อ ๑ ออนซ์ เดี๋ยวนี้ค่อยลงมาแล้ว เหลือต่ำกว่า ๔๐ เหรียญลงมาราว ๓๙ เศษเมื่อ ๒-๓ วันก่อนนี้ นี่หมายความว่าเรื่องทองคำไม่ควรจะไปเพิ่มราคา และความจริงเรื่องการใช้ ๒ ราคาสำหรับทองคำที่ประเทศในยุโรปลงหนังสือพิมพ์เป็นเรื่องใหญ่โตว่าเป็นเรื่องใหม่นั้น เมืองไทยเราใช้มานานแล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าท่านเอาทองคำไปขายที่บางขุนพรหม ผมให้ ๓๕ เหรียญต่อออนซ์เท่านั้น แต่ถ้าไปบ้านหม้อ พาหุรัด ไปเยาวราชได้มากกว่านั้น เราทำมานานแล้ว

ท่านทั้งหลาย ผมพูดมามากเกินไป เมื่อเวลาที่ผมไปพูดกับพวกอเมริกันให้เขาฟังนั้น ผมก็ถือโอกาสต่อว่าเขาด้วยว่า อเมริกันทำโทษแก่ประเทศต่างๆ ในโลก โดยที่ไม่รักษาวินัยที่จะแก้ปัญหาดอลลาร์ให้มั่นคงยิ่งขึ้น นี่เป็นของที่ไม่ดี และอเมริกันน่าจะแก้ข้อนี้ ควรจะตัดรายจ่ายของรัฐบาลอเมริกันแล้วก็ควรจะเพิ่มภาษี เมื่อผมไปพูดได้ ๒–๓ วัน เขาก็เพิ่มเรียกภาษี (ไม่ใช่เขาได้ยินผมพูด เผอิญมันช้าไปแล้วตั้ง ๒ ปี) ทีนี้ผมขอสรุปดังนี้ว่า มีเจ้าตำราบางคนเคยแนะนำรัฐบาลเสมอว่า วิธีการพัฒนาประเทศนั้น สำหรับประเทศด้อยพัฒนาอย่างประเทศ
ไทยต้องใช้วิธีเงินเฟ้อ แล้วอธิบายว่าควรจะมี Deficit Finance แล้วต้องทำด้วย ผมขอเรียนให้ทราบจากที่ผมเรียนเมื่อกี้นี้ว่า เรื่องเงินเฟ้อนี้อันตรายเหลือเกิน แล้วไม่เคยเลยที่ว่าเวลาเราปล่อยไปแล้วเราจะแก้ไขได้ทันท่วงที