ปัญหาเกี่ยวกับการเงิน

ปัญหาเกี่ยวกับการเงิน

บทความนี้ได้เรียบเรียงจากคำบรรยายของผู้ว่าการฯ ป๋วย
ในการประชุมทางวิชาการของสมาคมนิสิตเก่าพาณิชยบัญชี
ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๐๗

 

 

กระทู้ที่ทางสมาคมและทางกรรมการได้ให้ผมพิจารณานำมาเสนอในวันนี้ คือ ปัญหาเกี่ยวกับการเงิน ปัญหาเกี่ยวกับการเงินนี้อาจพิจารณาได้เป็น ๓ ทัศนะด้วยกัน คือ

ทัศนะที่ ๑ เป็นทัศนะของปุถุชน

ทัศนะที่ ๒ เป็นทัศนะปรัชญา และ

ทัศนะที่ ๓ เป็นทัศนะทางวิชาการ

จะขอกล่าวถึง ๒ ทัศนะแรกแต่โดยย่อๆ

ทัศนะแรกคือ ทัศนะของปุถุชน ปุถุชนหมายความว่า ผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลส มีผู้บ่นว่าเป็นโรคเงินจางอยู่เสมอ มนุษย์แต่ละคนมีเงินไม่พอใช้ บ่นกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกระยาจก ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นภรรยารัฐมนตรี เงินไม่พอใช้ทั้งนั้น มักจะบ่นหรือถึงจะถูกบ่นว่าจ้วงเอาๆ แล้วยังจะไม่พออีกหรือนี่ เมื่อไหร่จะพอสักที คำตอบง่ายๆ ก็คือ ๒๐๐ กับ ๑ ล้าน ก็ยังมากกว่า ๒๐๐ ล้าน เพราะฉะนั้นถ้าจะถือว่า ๒๐๐ ล้าน เงินยังจาง ๒๐๐ กับ ๑ ล้าน เงินก็เพียงค่อยข้นขึ้นหน่อย นี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับทางปุถุชน เรื่องนี้ท่านทั้งหลายเห็นจะไม่ต้องการให้ผมพูดขยายความมากกว่านี้

ปัญหาทางการเงินในทัศนะทางปรัชญานั้น นักปราชญ์อังกฤษเขาพิจารณาถึงเรื่องเงินนี่ทำนองเดียวกันกับฝรั่งเศสพิจารณาเรื่อง
ผู้หญิง คือ สุภาษิตของอังกฤษมีอยู่ว่า “Money is the source of all evils” “เงินเป็นต้นเหตุแห่งความยุ่งยากทั้งมวล” ส่วนฝรั่งเศสถ้าเกิดเรื่องอะไรยุ่งยากขึ้นก็บอกว่า “CHERCHEZ LA FEMME” แปลว่า
ผู้หญิงเป็นเหตุ เรื่องเงินที่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากในทางปรัชญา เพราะฉะนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสานุศิษย์ของสมเด็จพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า ท่านจึงได้ตรัสสอนเอาไว้ว่า ให้มนุษย์ทั้งหลายมีความสันโดษ พึงมีความสันโดษ และเมื่อมีความสันโดษแล้วก็คงจะหมดความทุกข์ มีแต่ความสุข คำว่าสันโดษและสุภาษิตทางปรัชญาทางการเงินนั้น แปลในภาษาสมัยใหม่ได้ง่ายๆ สั้นๆ ดังนี้

“จงทำดี จงทำดี และจงทำดี”

ท่านทั้งหลายคงจะรอให้ผมกล่าวถึงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการเงินทางด้านวิชาการ เพราะเหตุว่าการประชุมนี้เป็นการประชุมทางวิชาการ ผมใคร่จะเรียนว่าหัวข้อการบรรยายที่ได้แจกไปแล้วนั้น เป็นแนวที่ผมจะนำเอามาบรรยาย แต่ใคร่จะขอเสนอว่าเนื่องจากมีตัวเลข และมีหัวข้อค่อนข้างจะละเอียดแล้ว การบรรยายของผมคงจะเป็นการขยายความของตัวเลขโดยเฉพาะ และขยายความเลยออกไปตามที่จำเป็น เพราะฉะนั้นจะพยายามขยายความเรื่องนี้ให้เสร็จไปโดยเร็ว และหลังจากนั้นก็จะเปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายได้แสดงความคิดความเห็น และได้สอบถามข้อข้องใจ หรือขอให้ขยายความเรื่องอื่นๆ ต่อไป

๑. เสถียรภาพทางการเงิน

รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยถือกันอยู่ว่า จุดมุ่งหมายในการดำเนินการเศรษฐกิจในชั้นนี้ จำเป็นที่จะต้องย้ำในเรื่องเสถียรภาพทางการเงิน อะไรเรียกว่าเสถียรภาพในทางการเงิน ตอบได้สั้นๆ ว่า เสถียรภาพในทางการเงินนั้นได้แก่เสถียรภาพของค่าเงิน เสถียรภาพของค่าเงินไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเสถียรภาพของปริมาณเงิน ปริมาณเงินนั้น จำเป็นที่จะต้องขึ้นลงตามความต้องการ เพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพแห่งค่าเงินบาท เหตุใดจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาเสถียรภาพในทางการเงิน คำตอบก็คือว่า เราในฐานที่เป็นผู้ผลิต เป็นผู้ที่ค้าขาย เป็นผู้ที่ใช้เครื่องอุปโภคบริโภค เป็นผู้ที่ลงทุน เป็นผู้คาดการณ์ล่วงหน้าสำหรับตนเอง และบุตรภรรยา สำหรับที่จะพยายามรักษาระดับและมาตรฐานการครองชีพให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากว่าเรามีอะไรยึดได้เป็นหลักเสียอันหนึ่ง แล้วเราคาดคะเนได้ง่ายขึ้น ว่าควรจะทำอะไร เพียงใด ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ผู้ที่จะลงทุนทำการค้า ถ้าหากว่าไม่สามารถแน่ใจได้ว่าเงินบาทจะมีค่าเท่าใดใน ๓ ปีข้างหน้า การที่เขาจะลงทุนในวันนี้ และที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์ขึ้นใน ๓ ปีข้างหน้านั้น ย่อมจะคาดคะเนได้ด้วยความไม่แน่ใจ สมัยนี้เป็นสมัยที่ทั้งประเทศ รัฐบาลก็ดี ประชาชนก็ดี ต้องมีการเร่งรัดพัฒนา เพราะฉะนั้นเรื่องเสถียรภาพแห่งการเงินจึงเป็นเรื่องที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญๆ หลักการอันนี้ผมใคร่จะขอเสนอไว้ในชั้นนี้ สำหรับเรื่องอื่นต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่พัวพันเกี่ยวข้องกับหลักการอันนี้ตลอดไป

ในการที่จะรักษาเสถียรภาพทางการเงินนั้น เจ้าหน้าที่จำเป็นที่จะต้องพิจารณาหลายแง่หลายทางคือ

(ก) ส่วนประกอบของปริมาณเงินซึ่งได้แก่ ธนบัตร และเหรียญกษาปณ์ที่ออกมาใช้

(ข) ส่วนของปริมาณซึ่งเป็นอำนาจซื้อที่เกิดจากวงการธนาคาร เฉพาะอย่างยิ่งเงินฝากเผื่อเรียกซึ่งเป็นอำนาจซื้อทันที ถ้าเรามีเงินฝากเผื่อเรียก เราจะเรียกเมื่อไหร่ก็เรียกได้ ก็ไม่แตกต่างกับธนบัตรที่มีอยู่ในกระเป๋า

ส่วนเงินฝากประจำนั้นจะถือว่าเป็นอำนาจซื้อได้หรือไม่ จะนับเข้ามาในปริมาณเงินได้หรือไม่ คำตอบซึ่งท่านทั้งหลายคงจะเห็นพ้องด้วยเหตุผล ก็คือว่า นับเป็นปริมาณเงินได้แต่ไม่ดีเท่ากับเงินฝากเผื่อเรียก เพราะเหตุว่า (๑) จะต้องรอเป็นเวลาให้ครบกำหนดฝาก หรือ (๒) ถ้าไม่รออาจจำเป็นที่จะต้องยอมเสียผลประโยชน์ไปบ้าง จึงจะนำเอามาใช้ได้ เพราฉะนั้นเงินฝากประจำที่เรามีอยู่ทางธนาคารนั้น คงจะพอถือได้ว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของปริมาณเงินได้ แต่ที่เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสนอตารางที่ ๑ และตารางที่ ๒ ดังต่อไปนี้ เรามิได้นำเรื่องเงินฝากธนาคารชนิดมีกำหนดเวลาเข้ามารวมด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้พิจารณาได้ง่ายขึ้น ตารางที่ ๒ ที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินในมือประชาชนและส่วนประกอบ เป็นสูตรอย่างง่ายๆ แต่ถ้าจะดูให้ละเอียดจริงๆ เราจะต้องคำนึงด้วยว่าเงินฝากประจำนั้น ก็เป็นอำนาจซื้อสำรองเช่นเดียวกัน

ตารางที่ ๑

การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน ดัชนีราคาขายส่ง
ดัชนีค่าครองชีพและผลิตภัณฑ์ทั้งมวลของชาติ

 

 

ปริมาณเงิน

ดัชนี

GNP at market price

 

ราคาขายส่ง

ค่าครองชีพ

๒๕๐๑

๒๕๐๒

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

+๓.๑

+๗.๔

+๑๑.๑

+๙.๘

+๐.๒

+๘.๓

+๕.๓

-๖.๐

-๒.๑

+๘.๗

+๖.๐

-๖.๖

+๖.๔

-๕.๐

-๑.๑

+๗.๔

+๔.๐

+๐.๙

+๑.๗

+๑๐.๖

+๑๓.๖

+๗.๘

+๗.๕

-

เฉลี่ย

+๖.๖

+๐.๙

+๒.๑

+๘.๒

 

ตัวเลขคาดคะเน

ตารางที่ ๒

การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินในมือประชาชนและส่วนประกอบ

๒๕๐๐–๒๕๐๖ (ธันวาคม)

 

 

(ล้านบาท)

 

ปริมาณเงินในมือประชาชน

การเปลี่ยนแปลง

 

รวม

ธนบัตรและ
เหรียญกษาปณ์

 

เงินฝากเผื่อเรียก

ปริมาณเงิน

ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์

เงินฝากเผื่อเรียก

 

จำนวน

%

จำนวน

%

จำนวน

%

จำนวน

%

จำนวน

%

๒๕๐๐

๒๕๐๑

๒๕๐๒

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

ธันวาคม

๘,๑๙๖.๖

๘,๔๕๑.๙

๙,๐๗๖.๑

๑๐,๐๘๘.๔

๑๑,๐๗๕.๔

๑๑,๐๙๓.๓

๑๒,๐๑๑.๘

๕,๕๗๓.๐

๕,๕๐๔.๐

๕,๗๘๔.๖

๖,๐๔๘.๙

๖,๕๑๑.๗

๖,๕๗๓.๔

๖,๗๓๙.๓

๖๘.๐

๖๕.๑

๖๓.๗

๖๐.๐

๕๗.๘

๕๙.๒

๕๖.๑

 

๒,๖๒๓.๖

๒,๙๔๗.๙

๓,๒๙๑.๓

๔,๐๓๙.๕

๔,๕๖๓.๗

๔,๕๑๙.๙

๕,๒๗๒.๕

 

๓๒.๐

๓๔.๙

๓๖.๓

๔๐.๐

๔๒.๒

๔๐.๘

๔๓.๙

 

+ ๒๕๕.๓

+๖๒๔.๒

+๑,๐๑๒.๓

+๙๘๗.๐

+๑๗.๙

+๙๑๘.๕

 

๓.๑

๗.๔

๑๑.๑

๙.๘

๐.๒

๘.๓

 

 

-๖๙.๐

+๒๖๐.๖

+๒๖๔.๓

+๔๖๒.๘

+๖๑.๗

+๑๖๕.๙

 

-๑.๒

๕.๑

๔.๖

๗.๖

๐.๙

๒.๕

 

 

+๓๒๔.๓

+๓๔๓.๖

+๗๔๘.๐

+๕๒๔.๒

-๔๓.๘

+๗๕๒.๖

 

๑๒.๔

๑๑.๖

๒๒.๗

๑๓.๐

-๐.๙

๑๖.๖

 

 

ที่มา–ธนาคารแห่งประเทศไทย

ตัวเลขคาดคะเน

เมื่อได้อธิบายถึงปริมาณเงินแล้ว ใคร่จะนำมาเสนอว่าจะทำอย่างไร จึงจะเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินให้สมกับที่จะรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ได้ จะถืออะไรเป็นหลัก ข้อนี้มีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็นคือ

๑. วิธีที่จะทำให้ปริมาณเงินเปลี่ยนแปลงได้

๒. จะทำให้ปริมาณเงินเปลี่ยนแปลงอย่างไรจึงจะได้เสถียรภาพ

วิธีที่จะใช้สำหรับจัดให้มีการเปลี่ยนแปลงได้นี้ ก็เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบทางด้านการคลังและทางด้านการธนาคาร กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณมองในแง่การคลังพิจารณาไปในทำนองที่ว่า ควรที่จะเก็บภาษีเพียงใด ควรที่จะจ่ายเพียงใด ควรที่จะกู้เพียงใด ในลักษณะใด เมื่อได้พิจารณาในด้านการคลังแล้ว ก็ย่อมจะทำให้เกิดผลคือ ทำให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงในทางปริมาณเงินขึ้น ในด้านการธนาคารก็เช่นเดียวกัน ธนาคารกลางมีหน้าที่ที่จะคอยดูแลให้การเงิน ทั้งในด้านธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ออกไปนั้นและเงินฝากในธนาคารมีมากหรือมีน้อย อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่จะกระทำได้ และการกระทำนั้นได้แก่การขึ้นและลดอัตราดอกเบี้ย และการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ และการซื้อขายหลักทรัพย์กับธนาคารต่างๆ นี่เป็นเครื่องมือที่กิจการที่ธนาคารและกิจการการคลังสามารถที่จะบันดาลให้ปริมาณเงินมากหรือน้อยแล้วแต่กรณี แต่ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งสำคัญกว่า คือ ประเด็นที่จะต้องใช้ความวินิจฉัยในทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ควรจะใช้อะไรเป็นหลักเกณฑ์ที่จะดูว่าสมควรที่จะเพิ่มปริมาณเงิน และสมควรจะเพิ่มเท่าใด และสมควรที่จะเพิ่มนานเท่าใด หรือลดแล้วแต่กรณี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการเงินจำเป็นที่จะต้องพิจารณาเรื่องเงินนี้เสมือนหนึ่งน้ำมันสำหรับหล่อเลี้ยงเครื่องจักร ถ้าหากว่าน้ำมันมากเกินไปท่วมเครื่องจักร เครื่องจักรก็เดินลำบาก ถ้าหากว่าน้ำมันน้อยเกินไป ไม่พอเพียงกับการดำเนินงานของเครื่องจักร ก็ย่อมทำให้เครื่องจักรดำเนินได้โดยฝืดเคือง ฉันใด ก็ฉันนั้น การผลิตอุปมาเหมือนเครื่องจักร ถ้าหากว่าชุมชนใดมีการผลิตเพิ่มขึ้นและถ้าหากว่าปริมาณเงินไม่เพิ่มขึ้นตาม ก็ย่อมเกิดความฝืด แต่ถ้าหากว่าการผลิตมากขึ้น แต่เงินเพิ่มขึ้นมากเกินไป มากกว่าที่ควรก็ย่อมทำให้เกิดการปั่นป่วนรวนเรได้ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้จำต้องพิจารณาถึงลักษณะของการผลิตและปริมาณผลผลิตตลอดเวลา การผลิตที่กล่าวนี้รวมตลอดไปจนกระทั่งถึงการลงทุนการค้าระหว่างประเทศด้วย

การคำนวณวัดผลผลิตของชุมชนนั้น เราอาศัยสถิติที่เรียกว่า ผลผลิตของประชาชาติ (National Product) เมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวของผลผลิตประชาชาติ ประกอบกับนิสัยของประชาชน ว่าเขาเก็บเงินมาก เก็บเงินน้อย เขาใช้จ่ายมากใช้จ่ายน้อยแค่ไหน ก็อาจจะคาดคะเนถึงจำนวนเงินที่ต้องการสำหรับรักษาเสถียรภาพของเงินได้ นอกจากนั้นยังมีข้อเบ็ดเตล็ดในเรื่องที่ไม่สำคัญทางเศรษฐกิจโดยตรงนัก แต่สำคัญในทางสังคม เช่น ช่วงสงกรานต์ประชาชนต้องการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เป็นต้น ผู้มีหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินให้เข้ากับความประสงค์ของผู้ใช้

ตารางที่ ๓

วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินในมือประชาชน

๒๕๐๑–๒๕๐๖ (ธันวาคม)

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๑

๒๕๐๒

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๖

สินเชื่อในประเทศที่ระบบ

ธนาคารให้แก่

๑. ภาคราชการ   

๒. ภาคประชาชน

๓. สินเชื่อในประเทศทั้งสิ้น

 

รายการหักลบ(เพิ่ม-)

๔. เงินฝากประจำและออมสิน

๕. เงินฝากของรัฐบาล

และองค์การ

๖. กองทุนสมทบ

๗. เงินทุนและสำรอง

๘. อื่นๆ

๙. รายการหักลบทั้งสิ้น

 

สินเชื่อในประเทศ (สุทธิ)

๑๐. จำนวน (๓-๙)

 

สินทรัพย์ต่างประเทศ

๑๑. จำนวน

ปริมาณเงินในมือประชาชน

๑๒. จำนวน (๑๐+๑๑)

 

 

+๔๒๒.๔

+๖๔๑.๑

+๑,๐๖๓.๕

 

 

-๓๑๕.๔

 

-๔๖.๔

+๗๗.๒

-๒๖๔.๔

+๑๖๐.๓

-๔๐๘.๗

 

 

+๖๕๔.๘

 

 

-๓๙๙.๕

 

+๒๕๕.๓

 

 

+๕๔๕.๖

+๕๕๙.๑

+๑,๑๐๔.๗

 

 

-๑๕๗.๔

 

-๒๐๔.๖

-๗๕.๖

-๑๑๖.๔

+๑๑๕.๔

-๔๓๘.๖

 

 

+๖๖๕.๙

 

 

-๔๑.๗

 

+๖๒๔.๒

 

 

+๑๖๔.๙

+๘๔๙.๐

+๑,๐๓๓.๙

 

 

-๔๔๗.๘

 

-๕๖๑.๘

-๑๓.๘

-๒๓๖.๘

+๓๔๗.๖

-๙๑๒.๖

 

 

+๑๒๑.๓

 

 

+๘๙๑.๐

 

+๑,๐๑๒.๓

 

 

-๑๖๖.๔

+๘๒๔.๙

+๖๕๘.๕

 

 

-๖๗๘.๒

 

-๓๓๐.๔

-๗๙.๑

-๒๑๘.๐

+๖๒.๖

-๑,๒๔๓.๑

 

 

-๕๘๔.๖

 

 

+๑,๕๗๑.๖

 

+๙๘๗.๐

 

 

+๘๐๕.๒

+๑,๒๐๕.๐

+๒,๐๑๐.๒

 

 

-๑,๗๗๕.๐

 

-๗๑๐.๐

-๒๒.๖

-๓๓๖.๑

-๓๔๐.๑

-๓,๑๘๓.๘

 

 

-๑,๑๗๓.๖

 

 

+๑,๑๙๑.๕

 

+๑๗.๙

 

 

-๑๖๕.๑

+๙๘๘.๕

+๘๒๓.๔

 

 

-๑,๔๑๔.๒

 

+๓๗๘.๒

+๘๒.๗

-๕๐๓.๙

+๑๙๕.๕

+๑๒๖๑.๗

 

 

-๔๓๘.๓

 

 

+๑๓๕๖.๘

 

+๙๑๘.๕

 

 

-๑๖๒.๕

+๙๘๘.๕

+๘๒๕.๘

 

 

-๑๔๑.๒

 

+๔๑๗.๒

+๘๒.๗

-๒๒.๕

+๑๘๖.๕

-๗๕๐.๓

 

 

+๗๕.๖

 

 

+๘๔๒.๙

 

+๙๑๘.๕

 

ที่มา–ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปรับปรุงไม่รวมการเปลี่ยนแปลงในบัญชีเงินเยนพิเศษ

ตัวเลขประมาณ

ตัวเลขปรับปรุงไม่รวมการเปลี่ยนแปลงในบัญชีเงินเยนพิเศษ
และการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลมาจากการประกาศค่าเสมอภาคของบาท เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๖

๒. สาเหตุที่ทำให้ปริมาณเงินเปลี่ยนแปลง

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ปริมาณการเงินเปลี่ยนแปลงนั้น ขอได้โปรดดูตารางที่ ๓ ประกอบ ในตารางที่ ๓ นี้ ราชการหมายความว่า
การคลัง ประชาชนหมายความว่าการค้าในหมู่ประชาชนและการดำเนินอาชีพต่างๆ ที่ไม่เป็นทางราชการ วิธีที่จะพิจารณาตารางที่ ๓ ให้เข้าใจได้ดี เราจะต้องถือเอาคลังแผ่นดิน และวงการธนาคารรวมทั้งธนาคารกลางเป็นศูนย์กลาง อะไรที่ออกจากศูนย์กลางไปสู่ประชาชนนับว่าเป็นบวก อะไรที่ประชาชนเอานับกลับเข้ามาศูนย์กลางนับว่าเป็นลบ เมื่อหักกลบลบกันแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงสุทธิเพียงใด มีไปในทางบวกหรือในทางลบ เกิดจากสาเหตุอย่างไร มีทางเห็นได้โดยชัดแจ้ง สรุปได้ว่าใน ๕–๖ ปีที่แล้วมานี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ เพิ่มขึ้นทุกปีจนกระทั่งถึงปี ๒๕๐๓ และ ๒๕๐๔ ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ ๑,๐๐๐ ล้าน ส่วนปี ๒๕๐๕ นั้น เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าเงินฝากประจำ ณ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เพราเหตุว่าได้มีการใช้พระราช-
บัญญัติการธนาคารพาณิชย์ใหม่ เป็นเหตุให้มีเงินฝากประจำมากขึ้น (เงินฝากประจำและออมสินที่เพิ่มขึ้นนี้รวมของธนาคารออมสิน ฝ่ายการธนาคารด้วย) ถึง ๑,๗๗๕ ล้านบาท ข้อที่น่าสังเกตในระยะนี้คือจำนวนที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุในภาคประชาชนเป็นอันมาก แต่ส่วนทางภาคราชการ คือการคลังนั้นเพิ่มขึ้นน้อย และในบางปีกลับติดลบ หมายความว่าเงินที่เราเพิ่มขึ้นนี้ ไม่ใช่เพิ่มขึ้นเพราะให้รัฐบาลใช้จ่าย ตรงกันข้าม เป็นไปเพื่อสนองความต้องการในภาคประชาชนมากกว่าที่จะไปสนองความต้องการในภาคราชการ

จะขอขยายความตารางที่ ๓ นี้อีกเล็กน้อย ธนาคารแห่งประเทศ
ไทยนับตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ มาจนถึงปี ๒๕๐๖ ได้เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์โดยที่เอาเงินออกจากธนาคารแห่งประเทศไทยไปสู่ธนาคารพาณิชย์ปีละประมาณตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นไปจนกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ตามลักษณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินไปให้แก่ธนาคารพาณิชย์ใน ๓ ลักษณะ (๑) ให้กู้ยืม (๒) ซื้อลดช่วงตั๋วเงิน และ (๓) ซื้อเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารพาณิชย์นำเอามาขายแก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี ๒๕๐๒ จ่ายออกไปทั้งสิ้นประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๐๓ จ่ายออกไป ๑,๗๗๐ ล้านบาท ปี ๒๕๐๔ จ่ายออกไป ๒,๖๗๐ ล้านบาท ปี ๒๕๐๕ จ่ายออกไป ๒,๕๐๕ ล้านบาท ๒๕๐๖ ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ๑,๙๖๐ ล้านบาท ตัวเลขที่สูงสุดส่วนมากเป็นในระยะปี ๒๕๐๓–๒๕๐๔ ท่านจะเห็นได้ว่าหลังจากนั้นคล้อยลง การที่จำนวนคล้อยลงนี้มิใช่เพราะเหตุอื่น เป็นเพราะเราถือหลักความเหมาะเจาะพอดีของปริมาณเงินเพื่อเสถียรภาพ ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงนี้ อยู่ที่ความต้องการว่าพืชผลในปี ๒๕๐๓–๒๕๐๔ ดีเป็นพิเศษ ก็ต้องใช้เงินมากขึ้น พืชผล ๒๕๐๕ ดีปานกลาง และเงินของธนาคารพาณิชย์มีมากพอ เขาจึงได้มาพึ่งธนาคารชาติน้อยลง

ผมได้กล่าวถึงว่าธนาคารชาติในระยะนี้นำเงินออกให้ธนาคารพาณิชย์เพียงใด เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เรื่องต่อไปคือธนาคารพาณิชย์เอาเงินไปให้แก่ประชาชน คือให้สินเชื่อแก่ประชาชนมากน้อยเพียงใด ตัวเลขมีดังนี้ ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อในลักษณะเงินให้กู้และเลิกเกินบัญชีกับซื้อลดคือ discount ในปี ๒๕๐๒ จำนวน ๔,๑๙๐ ล้านบาท ปี ๒๕๐๓ ๕,๐๑๐ ล้านบาท ปี ๒๕๐๑ ๕,๘๘๐ ล้านบาท ปี ๒๕๐๕ ๗,๐๕๐ ล้านบาท ปี ๒๕๐๖ ตัวเลขเบื้องต้นประมาณ ๘,๐๙๐ ล้านบาท นี่จะเห็นว่ากิจการธนาคารพาณิชย์ขยายขึ้นเรื่อยๆ เงินที่ออกไปนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนในภาคการคลังนั้นมี จะเห็นได้จากตารางที่ ๓ รายการที่ ๑ คือระหว่าง ๒๕๐๑ จนกระทั่ง ๒๕๐๓ ระบบการธนาคารให้เงินแก่ทางด้านการคลังเป็นจำนวนลดน้อยลงตลอดมา และหลังจาก ๒๕๐๔ กลับเป็นเลขลบ แต่ก่อนปี ๒๕๐๑ เป็นเลขบวกสูงๆ ทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่ากิจการงบประมาณแผ่นดินไม่เรียบร้อยในระยะนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้สินเชื่อจากธนาคารเป็นอันมาก ตารางที่เกี่ยวกับเรื่องการคลังมีอธิบายเพิ่มเติมอยู่ในตารางที่ ๔ ซึ่งท่านทั้งหลายคงจะต้องใช้เวลาที่จะพิจารณาดูเพิ่มขึ้นบ้างที่จะพิจารณาให้เห็นชัดขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเลข ๓–๔–๕ บรรทัดข้างบน เฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับงบประมาณ คือ ๓ บรรทัดต้น งบประมาณขาดดุลอยู่ทุกปี บางปีในระยะหลังกลับปรากฏว่าแทบไม่ใช้เครดิตของธนาคารแห่งประเทศไทย และในการดำเนินการในเรื่องเงินสดคงคลังของรัฐบาลนั้น กลับทำให้เงินคลังมีความมั่นคงยิ่งขึ้น กล่าวคือเงินที่เหลือคงคลังกลับมีมากขึ้น รายการ ๑–๙ ของตารางที่ ๔ กล่าวถึงเงินที่รัฐบาลต้องการ รายการ ๑๐–๑๔ ว่าด้วยวิธีที่รัฐบาลหาเงินมาได้อย่างไรเพื่อที่จะดำเนินกิจการตาม ๑–๙

ตารางที่ ๔

ฐานะการรับ–จ่ายเงินสดของคลังและรายการชดเชยดุลขาด
ปี ๒๕๐๑–๒๕๐๕/๐๖

(ล้านบาท)

รายการ

๒๕๐๑

๒๕๐๒

๒๕๐๓

๒๕๐๔

ม.ค.-ก.ย.

๒๕๐๔/๕

ต.ค.-ก.ย.

๒๕๐๕/๖

ต.ค.-ก.ย.

รายรับ(+)รายจ่าย(-)

๑. รายได้เงินงบประมาณ

๒. รายจ่ายเงินงบประมาณ

 

๕,๕๘๔.๓

-๖๓๔๐.๓

 

๖,๐๕๕.๓

-๖๗๘๑.๒

 

๖,๗๘๖.๔

-๗,๔๙๘.๕

 

๕,๖๙๐.๐

-๖๒๔๗.๕

 

๗,๙๘๖.๒

-๘,๙๗๕.๒

 

๘,๖๓๔.๗

-๑๐,๐๐๑.๖

๓. ดุลตามบัญชีเงินงบประมาณประจำปี (๑+๒)

๔. รายจ่ายพิเศษเงินงบประมาณและจำนวนปรับปรุงรายการลงบัญชีเหลื่อมเวลา (สุทธิ)

๕. ดุลการรับ – จ่ายเงินงบประมาณภายหลังการปรับปรุงแล้ว (๓+๔)

๖. หัก (+): เงินชำระคืนต้นเงินกู้กลับเป็นรายจ่าย

หัก(-): เงินรับจากการทำเหรียญกษาปณ์ที่นับเป็นรายได้

๗. เงินงบประมาณขาดดุล (-)หรือเกินดุลจริง

๘. รายรับ(+)หรือรายจ่าย (-)เงินนอกงบประมาณรวมทั้งจำนวนปรับปรุงรายการบัญชีให้ตรงตามกระแสเงิน (สุทธิ)

๙. จำนวนขาดดุล (-) หรือเกินดุลเป็นตัวเงินของคลัง

รายการชดเชย (+) ดุลขาด

๑๐. เงินกู้จากธนาคารแห่ง
ประเทศไทย (สุทธิ)

๑๑. เงินกู้จากแหล่งอื่น (สุทธิ)

๑๑.๑ ธนาคารพาณิชย์

๑๑.๒ ธนาคารออมสิน

๑๑.๓ เจ้าหนี้อื่นๆ ในประเทศ

๑๑.๔ เจ้าหนี้ที่ในต่างประเทศ

๑๒. รวมย่อย (๑๐+๑๑)

๑๓. เงินรับจากการทำเหรียญกษาปณ์

๑๔. เงินคงคลังคงเหลือลดลง (+) เพิ่มขึ้น (-)

๑๕. รวมทั้งสิ้น (๑๒+๑๓+๑๔)

-๗๕๖.๐

 

๔๑.๔

 

 

-๗๑๔.๖

 

 

๓๒๗.๐

 

-๑๖.๕

 

-๔๐๔.๑

 

-๖๖.๕

 

 

 

-๔๗๐.๖

 

 

๒๔๑.๗

 

๑๒๓.๘

๑๓.๒

๔๔.๒

๑๐๓.๕

-๓๗.๑

๓๖๕.๕

๑๖.๕

 

๘๘.๖

 

๔๗๐.๖

-๗๒๕.๙

 

-๙๐.๘

 

 

-๘๑๖.๗

 

 

๓๓๘.๑

 

-๑๘.๕

 

-๔๙๗.๑

 

-๑๓๓.๔

 

 

 

-๖๓๗.๕

 

 

๕๒๑.๓

 

๒๐๑.๓

๖๓.๙

๙๘.๕

๘๗.๙

-๓๙.๐

๗๓๒.๖

๑๘.๕

 

-๑๒๐.๖

 

๖๓๐.๕

-๗๑๒.๑

 

-

 

 

-๗๑๒.๑

 

 

๗๙๓.๙

 

-๘.๔

 

๗๓.๔

 

-๑๕.๓

 

 

 

๕๘.๑

 

 

๒๙๘.๒

 

๑๓๙.๔

๑๐๘.๘

๑๗๓.๐

-๑๐๑.๘

-๔๐.๖

๔๓๗.๖

๘.๔

 

-๕๐๔.๑

 

-๕๘.๑

-๕๕๗.๕

 

-

 

 

-๕๕๗.๕

 

 

๕๙๒.๔

 

-๗.๒

 

๒๗.๗

 

๑๗๙.๒

 

 

 

๒๐๖.๙

 

 

-๑๘๓.๘

 

๔๖๘.๐

๑๘๙.๕

๑๖๓.๔

๑๓๒.๖

-๑๗.๕

๒๘๔.๒

๗.๒

 

-๔๙๘.๓

 

-๒๐๖.๙

-๙๘๙.๐

 

-

 

 

-๙๘๙.๐

 

 

๘๑๗.๘

 

-๑๔.๐

 

-๑๘๕.๒

 

๑๘๓.๘

 

 

 

-๑.๔

 

 

-๓๔๐.๙

 

๘๐๒.๓

๔๗๙.๕

๒๓๗.๕

๑๓๘.๖

-๕๓.๓

๔๕๓.๔

๑๔.๐

 

-๔๖๖.๐

 

๑.๔

-๑๓๐๖.๙

 

-

 

 

-๑๓๐๖.๙

 

 

๗๙๐.๖

 

-๔๘.๑

 

-๖๒๔.๔

 

๒๖๖.๔

 

 

 

-๓๕๘.๑

 

 

๖๙.๕

 

๑,๑๐๗.๒

๖๖๙.๓

๓๕๓.๒

๑๒๙.๔

-๓๙.๗

๑,๑๗๖.๗

๔๖.๑

 

-๘๖๖.๗

 

๓๕๘.๑

 

 

ที่มา–ตัวเลขเบื้องต้นในบัญชีต่างๆ ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินยังไม่ได้ตรวจรับรอง

รวมจำนวนคลาดเคลื่อน

ไม่รวมการเปลี่ยนแปลงของจำนวนพันธบัตรเงินกู้ยุโรป ค.ศ.๑๙๓๖ ในมือของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่รวมเงินฝากของธนาคารแห่งประเทศไทย

รวมเงินกู้สุทธิจากต่างประเทศด้วย

ก่อนปี ๒๕๐๓ ไม่รวมยอดคงเหลือ (ถ้ามี) ในบัญชีเงินคงคลัง บัญชีที่ ๑ และ ที่ ๒ ฝาก ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปริมาณเงินที่เปลี่ยนแปลงนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับการผลิตและการค้าภายในประเทศและการคลังแล้ว ยังขึ้นอยู่กับการเงินระหว่างประเทศ ข้อนี้ปรากฏอยู่ในตารางที่ ๕ ความสัมพันธ์ระหว่างกิจการเงินระหว่างประเทศกับปริมาณเงินนั้น กล่าวได้ง่ายๆ ดังนี้คือ ถ้าหากมีการค้าส่งออกมากขึ้น ความต้องการใช้เงินในประเทศก็มากขึ้น คือหมายความว่าธนาคารพาณิชย์ที่เป็นผู้จัดการในทาง
การเงินเกี่ยวกับการส่งสินค้าออก เมื่อมีการซื้อสินค้าสำหรับส่งออก ธนาคารจำเป็นที่จะต้องมีจำนวนเงินบาทเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะจ่ายให้แก่ผู้ผลิต และเพื่อที่จะจ่ายออกไปสำหรับนำเอาไปส่งออก สำหรับด้านสินค้าขาเข้านั้นตรงกันข้าม ประชาชน พ่อค้า ซึ่งเป็นผู้ที่สั่งสินค้าเข้ามา จำเป็นที่จะต้องสั่งสินค้าเข้ามาโดยเอาเงินบาทนั้นมาซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อที่จะชำระหนี้ทางด้านนอก ต้องเอาเงินเข้าสู่วงการธนาคาร เพราะฉะนั้นการค้าระหว่างประเทศก็มีผลกระทบกระเทือนต่อปริมาณเงิน โดยพิจารณาจากแง่ที่ว่าวงการธนาคารและการคลังนี้เป็นศูนย์กลางจ่ายออกสู่ประชาชนเท่าใด รับเข้าจากประชาชนเท่าใด นี่เป็นวิธีที่จะดูดุลการชำระเงินประกอบ นอกจากการค้าแล้ว ยังมีการโอนทุนเข้าออก ซึ่งล้วนแต่กระทบกระเทือนต่อปริมาณเงินทั้งนั้น ในตารางดุลการชำระเงินของประเทศไทย ตารางที่ ๕ จะดูว่าเรามีดุลการชำระเงินเกินดุลหรือขาดดุลนั้น ดูรายการ ๖ เราเกินดุลอยู่ทุกปี ตั้งแต่ ๑๓๐ ล้านบาทเศษ ไปจนถึง ๙๐๐ กว่าล้านบาทเศษ และ ๑,๖๔๖ ล้านบาทในปี ๒๕๐๔

ตารางที่ ๕

ดุลการชำระเงินของประเทศไทย พ.ศ.๒๕๐๒–๒๕๐๖

(ล้านบาท)

รายการ

๒๕๐๒

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

ตัวเลขเบื้องต้น

๑. สินค้า บริการ และบริจาคเอกชน

   ก. สินค้าออก เอฟ.โอ.บี.

   ข. สินค้าเข้า ซี.ไอ.เอฟ.

ดุลการค้า

   ค. ทองคำมิใช่หลักทรัพย์เงินตรา

   ง. บริการ

   จ. บริจาคเอกชน

   ดุลสินค้า บริการ และบริจาคเอกชน

 

๗,๕๓๓.๕

-๘,๙๔๖.๙

-๑,๔๑๓.๔

-

-๖๑.๔

๖๕.๙

-๑,๔๐๘.๙

 

๘,๕๔๑.๙

-๙,๔๓๗.๖

-๘๙๕.๗

-๖๐.๖

๑๑๔.๒

๕๒.๒

-๗๘๙.๙

 

๙,๙๒๒.๗

-๑๐,๐๖๒.๑

-๑๓๙.๔

-๑๒๙.๗

๓๒๐.๑

๙๗.๘

๑๔๘.๘

 

๙,๔๓๔.๕

-๑๑,๒๔๑.๕

-๑,๘๐๗.๐

-๑๕๕.๖

๕๐๘.๔

๑๐๖.๐

-๑,๓๔๘.๒

 

๙,๖๔๓.๐

-๑๒,๐๒๐.๐

-๒,๓๗๗.๐

-๑๔๘.๐

๕๙๐.๐

๑๕๐.๐

-๑,๗๘๕.๐

๒. บริจาคทางการ

๘๗๐.๔

๗๑๘.๑

๔๔๘.๒

๘๐๔.๙

๘๙๕.๐

๓. เงินทุน

   ก. เงินลงทุนเอกชน

      เงินลงทุนโดยตรง

      เงินกู้และสินเชื่อระยะยาวของ 
      รัฐวิสาหกิจ

         การเบิกใช้เงินกู้

      การชำระคืนต้นเงินกู้

      เงินทุนระยะยาวอื่นของเอกชน

      เงินทุนระยะสั้นของเอกชน

   ข. เงินทุนรัฐบาล

      เงินกู้–การเบิกใช้เงินกู้

      การชำระคืนต้นเงินกู้

      สินทรัพย์ระยะยาว

      เงินทุนอื่นๆ

รวม

 

 

๗๒.๐

 

 

๔๑๖.๒

-๒๓๘.๒

๑๖๐.๙

...

 

๘๒.๘

-๔๓.๕

-๕๑๕.๘

๕๐๙.๑

๔๔๓.๕

 

 

๖๐.๙

 

 

๕๑๒.๒

-๒๖๔.๑

๘๐.๑

๕๙.๖

 

๘๔.๓

-๔๖.๗

-๑๒๓.๐

๓๙.๐

๔๐๒.๓

 

 

๑๒๐.๙

 

 

๗๑๕.๓

-๒๗๑.๔

๑๑๙.๑

๗๒.๗

 

๑๖๔.๗

-๕๗.๗

๓.๙

-๑๓.๖

๘๕๓.๙

 

 

๑๕๖.๐

 

 

๑,๓๐๘.๕

-๒๐๐.๒

๒๓๕.๗

๕.๖

 

๓๕.๓

-๕๘.๖

-๑๘.๔

๓๑.๙

๑,๔๙๕.๘

 

 

๓๖๐.๐

 

 

๙๕๐.๐

-๒๓๐.๐

๔๘๐.๐

-๑๐.๐

 

๔๕.๐

-๕๖.๐

-๒๐๗.๐

๑๙๕.๐

๑,๕๒๗.๐

๔. ดุลเท่าที่รวบรวมได้ (๑+๒+๓)

๙๕.๐

๓๓๐.๕

๑,๔๕๐.๙

๙๕๒.๕

๖๓๗.๐

๕. จำนวนผิดพลาดและคลาดเคลื่อนสุทธิ

๒๒๗.๐

๖๑๙.๒

๑๙๕.๕

๓๔๒.๔

๓๑๒.๐

๖. ดุลการชำระเงินรวม (๔+๕)

๑๓๒.๐

๙๔๙.๗

๑,๖๔๖.๔

๑,๒๙๔.๙

๙๔๙.๐

๗. การเปลี่ยนแปลงเงินสำรอง
  
ระหว่างประเทศ (เพิ่มขึ้น -)

   ก. ฐานะในกองทุนการเงิน
      ระหว่างประเทศ

   ข. สินทรัพย์ระยะสั้น (เพิ่มขึ้น-)

   ค. หนี้สินระยะสั้น

   ง. พันธบัตรธนาคารโลก (เพิ่มขึ้น -)

   จ. ทองคำหลักทรัพย์เงินตรา (เพิ่มขึ้น -)

 

 

-๑๗๐.๖

 

-๒๘๒.๔

๑๓๒.๐

๑๘.๔

๑๗๐.๖

 

 

-

 

-๑,๑๖๓.๐

๒๒๖.๗

-๑๓.๔

-

 

 

-

 

-๑,๙๕๑.๓

๓๐๐.๑

๒.๑

๒.๗

 

 

-

 

-๑,๔๓๐.๐

๑๐๖.๐

๒๙.๑

-

 

 

-

 

-๑,๓๒๓.๐

๔๒๖.๐

-๕๒.๐

-

รวม

-๑๓๒.๐

-๙๔๙.๗

-๑,๖๔๖.๔

-๑,๒๙๔.๙

-๙๔๙.๐

 

๓. ความต้องการเงินในระยะ
   เร่งรัดพัฒนาการเศรษฐกิจ

ปัญหาปัจจุบันเกี่ยวกับการพัฒนามีอย่างไรบ้างทางด้านรัฐบาลเรารู้กันแล้วจากแผนพัฒนา ๓ ปีหลัง มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินมากกว่าก่อนๆ มานั้น มองจากแง่การคลัง รัฐบาลไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งวงการธนาคารมากนักสำหรับที่จะได้เงินมา เพื่อที่จะดำเนินงานของรัฐบาล รวมทั้งการพัฒนาด้วย แต่ต่อไปนี้ตามที่เราคำนวณกันไว้แล้ว รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นจะเห็นได้จากตารางที่ ๖ รายการ ๑ คืองบประมาณรายจ่ายเพื่อการพัฒนาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๖,๐๐๐ ล้านบาท ในด้านประชาชนนั้น เราก็จะทอดทิ้งมิได้ เพราะเราต้องการให้เกษตรกรทั้งหลายลงมือลงทุนพัฒนากิจการของเขาเช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมก็ต้องการให้เพิ่มขึ้น การค้าขายก็อยากให้อยู่ในกำมือของคนไทย และอยู่ในกำมือของเอกชนมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรดีจึงจะสามารถที่จะอำนวยให้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาลที่จะไปลงทุนก็เพื่อจะให้ได้ประโยชน์มาถึงประชาชน และอีกด้านหนึ่งฝ่ายประชาชนก็จะไม่ทอดทิ้ง เราจะไม่รัดเข็มขัดทางด้านประชาชนเพื่อจะมาให้พุงของทางรัฐบาลโป่งขึ้น เราไม่ต้องการรัดพุงรัฐบาลแล้วก็มาขยายทางด้านประชาชน เราต้องการทำทั้ง ๒ อย่างจึงจำเป็นที่จะต้องระดมเงินออมของเอกชนภายในประเทศให้มากขึ้น กล่าวคือกิจการออมสินก็ดี กิจการธนาคารพาณิชย์ก็ดี กิจการเงินของรัฐวิสาหกิจที่ได้กำไรมาก็ดี จำเป็นที่จะต้องอดออมแม้แต่ราษฎรแต่ละคนก็จำเป็นที่จะต้องพยายามอดออมเงินของตนเพื่อที่จะนำมาช่วยรัฐบาล ชวนเจ้าหน้าที่ทางด้านการเงินตั้งแต่กระทรวงการคลัง ธนาคารชาติ ไปจนกระทั่งถึงวงการธนาคาร ให้สามารถระดมทุนขึ้นมาได้ นี่ประการหนึ่ง

ประการที่ ๒ ในกรณีที่จะจำเป็นก็ต้องเก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้น เพราะเหตุว่าถ้าไม่เก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้นแล้ว ไม่มีเงินใช้ก็ไม่มีการพัฒนา เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง อนึ่ง ถ้าหากว่าเรามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นก็หมายความว่าคนทำงานเพิ่มขึ้น คนทำงานเพิ่มขึ้นก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นและในระหว่างที่เป็นการพัฒนาลงทุนสิ่งเครื่องอุปโภคบริโภคนั้นก็ยังไม่เกิดขึ้น มองจากแง่เสถียรภาพของเงินตราจะต้องกวาดเอาเงินตราส่วนที่เหลือเกินไปกว่าเครื่องอุปโภคบริโภคนั้น นำเอาเข้ามาสู่ในวงศูนย์กลางเสีย เพราะฉะนั้นเรื่องภาษีอากรมองจากแง่หาเงินมาใช้ คือจะพอมีเงินหรือไม่มีเงินพอนั่นด้านหนึ่ง มองจากแง่เสถียรภาพของเงินตราก็อีกด้านหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าพวกเราถึงอย่างไรก็จะหลีกเลี่ยงพิจารณาเรื่องภาษีอากรเสียเลยนั้นย่อมทำไม่ได้

 

ตารางที่ ๖

รวมยอดรายจ่ายงบพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมของภาครัฐบาล

และแหล่งที่มาของรายรับ

(ปีงบประมาณ)

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๑. ยอดรายจ่ายงบพัฒนา
   การเศรษฐกิจและสังคม

๒. แหล่งที่มาของรายรับ

  ๒.๑ เงินงบประมาณ
       ของรัฐบาล

  ๒.๒ เงินที่จัดหามาเอง

    ก. รัฐวิสาหกิจ

    ข. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

  ๒.๓ เงินกู้และการช่วยเหลือจากต่างประเทศ

    ก. เงินกู้

    ข. การช่วยเหลือ

๒,๘๗๗

 

 

๑,๔๐๗

 

๕๕๒

๔๒๒

๑๓๐

 

๙๑๙

 

๔๗๓

๔๔๖

๓,๙๒๔

 

 

๑,๘๔๓

 

๗๐๑

๔๗๐

๒๓๑

 

๑,๓๐๑

 

๗๖๖

๖๑๖

๔,๙๓๘

 

 

๒,๓๑๐

 

๘๖๘

๖๐๑

๒๖๗

 

๑,๗๖๐

 

๙๖๐

๘๙๐

๖,๖๙๓

 

 

๓,๐๓๐

 

๑,๐๖๑

๖๘๗

๓๗๑

 

๒,๖๐๒

 

๑,๙๕๘

๖๔๔

๖,๕๑๙

 

 

๓,๖๔๓

 

๘๕๙

๔๑๔

๔๔๕

 

๒,๐๑๖

 

๑,๔๕๙

๕๕๗

๖,๓๖๕

 

 

๓,๙๓๕

 

๙๐๓

๓๘๑

๕๒๒

 

๑,๕๒๖

 

๑,๑๐๒

๔๒๖

 

ที่มา–สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ

ประการที่ ๓ ถ้าหากว่าเราระดมทุนของเอกชนด้วยการเก็บภาษีอากรมาแล้ว ถ้าหากว่าไม่พอจะควรทำอย่างใด คำตอบก็คือว่าเราก็จำเป็นที่จะคิดถึงเรื่องเงินที่เรามีอยู่ในต่างประเทศ ก็คือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศนี่มีลักษณะเดียวกันกับเงินกู้ต่างประเทศ กล่าวคือถ้าหากว่ามีโครงการอะไรที่เราจะลงทุนได้ เราก็ควรจะนำเอามาใช้และใช้ไปในทางที่ถูกต้องให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหลานต่อไป เพราะเหตุว่าถ้าเป็นเงินกู้ ลูกหลานเราก็ต้องเป็นผู้ใช้ชำระหนี้ให้ ถ้าเป็นเงินทุนของเราเอง ก็เท่ากับว่าลูกหลานเสียสละเช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าแทนที่เราจะยกให้เป็นมรดกตกทอดไปในอีก ๒๐–๓๐–๔๐ ปีข้างหน้า เราก็กลับเอามาใช้เสียตอนนี้ เพราะฉะนั้นควรที่จะใช้ไปในทางที่จะลงทุนให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหลานของเรา แต่อย่างไรก็ดี ควรคำนึงว่าเงินนี้เป็นเงินต่างประเทศ ถ้าเป็นเงินต่างประเทศเอามาใช้ในประเทศไทยโดยทำให้มีการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นนั้น เราได้ดูโดยถี่ถ้วนในทุกด้านแล้วว่าควรจะเพิ่มขึ้นปีละเท่าไหร่ และการหมุนเวียน (Velocity of Circulation) ของธนบัตรและของบัญชีเงินฝาก
เป็นไปอย่างไร แต่ถ้าหากว่าเราจะเอาเงินที่ควรจะอยู่ต่างประเทศ และซึ่งเราควรจะใช้ในต่างประเทศเอามาใช้ในประเทศไทยทำให้เกิดมีธนบัตรเพิ่มขึ้นโดยเป็นการทับถมแล้ว ย่อมทำให้เกิดปัญหาในทางด้านเสถียรภาพของการเงินเพิ่มขึ้น สรุปได้ว่าในสมัยที่จะต้องมีการเร่งรัดพัฒนานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการระดมทุน จะต้องมีการเก็บภาษีอากรและมีความจำเป็นที่จะต้องขอกู้และใช้ทุนต่างประเทศ

ตารางที่ ๗ แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ประชาชาติ การสะสมทุน กับรายจ่ายของรัฐบาล ตารางนี้อ่านได้ความเป็นสังเขปดังต่อไปนี้

๑. ทุกวันนี้ในประเทศไทยมีการสะสมทุนเบื้องต้นประมาณ ๑๗–๑๙% ของรายได้ทั้งหมด

๒. รัฐบาลมีการใช้จ่ายเพียง ๑๐% ของรายได้ประชาชาติในปี ๒๕๐๔ แต่ต้องการเพิ่มขึ้นเป็น ๑๗% ในปี ๒๕๐๙ โดยเพิ่มการพัฒนาเศรษฐกิจจาก ๒.๕% เป็น ๕.๒% ข้อนี้น่าสนับสนุน

ดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อมีการใช้เงินมากๆ ขึ้น เจ้าหน้าที่การเงินของรัฐก็จำเป็นจะต้องคอยรักษาเสถียรภาพ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งจำแนกได้เป็น ๓ ประการ คือ:-

(๑) ในด้านการควบคุมเครดิตที่เรียกกันว่านโยบายเครดิต วิธีนี้เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์อย่างที่ได้ว่าไว้ คือหมายความว่าเราอาจจะทำในด้านขึ้นลดดอกเบี้ย ขึ้นหรือลดอัตราส่วนเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ ซื้อขายหลักทรัพย์หรือเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์เพียงใด ด้วยราคาเท่าใด อันนี้เรียกว่านโยบายเครดิต เป็นการบันดาลให้เงินของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีมากหรือมีน้อย และเมื่อเงินของธนาคารพาณิชย์มีมากมีน้อย ธนาคารพาณิชย์ก็สามารถที่จะจ่ายให้กู้ยืมแก่เอกชนมากหรือน้อยแล้วแต่กรณี

(๒) นโยบายทางด้านภาษีอากร ได้กล่าวไว้แล้ว การภาษีอากรไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะมีเงินไว้ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับเสถียรภาพด้วย เมื่อใดประชาชนมีเงินเหลือเฟือ เมื่อเทียบกับผลผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีอยู่ ก็จำเป็นที่จะต้องเก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้น ถ้าหากประชาชนมีเงินน้อยเกินไปในด้านทางการคลังก็ต้องลดภาษีอากร

(๓) ในด้านการค้าและการชำระเงินต่างประเทศ รัฐบาลควรจะมีวิธีการที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ด้วย คือควรจะคิดไปในทำนองที่ว่าเมื่อไรจึงควรจะปล่อยให้สินค้าเข้ามามากเพื่อเสถียรภาพของการเงิน เพราะเหตุว่าถ้าหากเงินมีมากอยู่ข้างใน และเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องจักรในการลงทุนมีน้อย ทางแก้ก็คือ ถ้าไม่ลดจำนวนเงินก็ต้องไปเพิ่มจำนวนเครื่องอุปโภคบริโภค สถานการณ์ของไทยในปัจจุบันนี้เรามีเงินสำรองระหว่างประเทศมากพอที่จะพิจารณาปัญหาเรื่องนี้ได้โดยกว้างขวาง ถึงแม้ว่าเราจำเป็นที่จะต้องเสียเงินสำรองออกไปสัก ๕๐–๖๐ ล้านเหรียญ ใน ๔–๕ ปีข้างหน้า หรือแม้ถ้าจำเป็น ๒๐๐ ล้านเหรียญก็ยังสามารถทำได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนโยบายการค้า นโยบายการชำระเงินต่างประเทศ เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเข้ามาแทรกในด้านจะแก้ไขปัญหาเรื่องการเงินในตอนนี้

๔. อัตราดอกเบี้ยและตลาดเงิน

ได้พูดไว้แล้วในตอนต้นหลายครั้ง คือเรื่องอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยนี้จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการที่จะทำให้เครดิตมากหรือเครดิตน้อยต่อไป แต่เครื่องมือดังกล่าวนี้เป็นเครื่องมือ ถ้าเป็นมีดก็เป็นมีดที่ทื่อ คือหมายความว่าอัตราดอกเบี้ยที่เรากำหนดเอาไว้นั้นยังไม่สามารถใช้บังคับกันได้ทั่วไป สถานการณ์เรื่องนี้ดีขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมา กล่าวคือ ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายพยายามที่จะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากถูกต้องและคิดดอกเบี้ยเงินกู้ก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ แต่ยังมีกระเส็น-
กระสาย ยังไม่ได้กระทำตามกฎหมายก็ยังมีบ้าง ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่การเงินทั่วๆ ไปได้กระทำกิจการเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมายในที่ควรจะเป็นแล้ว ในด้านรัฐบาลกับในด้านธนาคารกลางอาจจะมีเครื่องมือที่ดียิ่งกว่านี้ขึ้นอีก คือ ถ้าใครทำตามที่ต้องการจะให้ทำเราก็ยังสามารถที่จะเลื่อนขึ้นเลื่อนลงให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ได้ กล่าวคือ ถ้าหากเกิดเครดิตเฟ้อขึ้นเราก็ควรจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อที่จะให้เครดิตหดตัวลง ทุกวันนี้ถ้าหากว่าธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ย และธนาคารพาณิชย์ไม่เปลี่ยนตามก็ไม่ได้ผล เราควรจะทำอย่างไร เรื่องนี้ได้คำนึงมาเป็นเวลานานแล้วที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยศักดิ์สิทธิ์ขึ้นได้ ให้เป็นที่รู้กันว่าดอกเบี้ยควรจะเป็นเท่าใด ตั๋วเงินระยะเวลาสั้น ควรจะมีอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้เพียง ๔% หรือ ๓% หรือ ๕% ตาม Supply และ Demand ของเงินในตลาด ขณะนี้เราอาจหยั่งดูอัตรานี้ได้จากสภาพของธนาคารพาณิชย์ทุกๆ ปี เราสังเกตได้ว่าถ้าหากว่าธนาคารพาณิชย์ต้องการใช้เงินเขาก็มาเอาเงินจากธนาคารชาติบ้าง เอาจากของเขาเองบ้าง และเอาจากต่างประเทศบ้าง ตามปกติธนาคารพาณิชย์ต้องใช้เงินมากตั้งแต่พฤศจิกายนจนถึงประมาณเมษายน พอไล่ไปจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน หรือกลางปี ธนาคารพาณิชย์ส่วนมากมักจะไม่ต้องการเงิน อะไรที่เคยเอาไปจากธนาคารชาติก็มักจะนำมาชำระหนี้เสีย ถ้าเขามีเงินสดเหลือเขาก็จะพยายามที่จะลงทุน ลงทุนโดยซื้อพันธบัตรบ้าง ซื้อตั๋วเงินคลังบ้าง หลายอย่าง เราได้แก้ปัญหาเรื่องการออกตั๋วเงินคลังไว้แล้วเป็น ๒–๓ ขั้น ขั้นหนึ่ง ตั๋วเงินคลังเมื่อก่อนนี้มีดอกเบี้ยซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริงคือ ดอกเบี้ย ๒% ต่อปี และผู้ที่ซื้อส่วนใหญ่คือธนาคารชาติ มีธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเดียวที่ซื้อบ้างเล็กน้อย ซื้อไปตามนั้นเรื่อยๆ ๒% ต่อปี เป็นดอกเบี้ยซึ่งเป็นตามความจริงไม่ได้ ข้อนี้เราได้แก้ไขไปแล้วในทำนองที่รัฐบาลอนุญาตให้ธนาคารชาติขายตั๋วเงินคลังสำหรับรัฐบาลในอัตราที่ขึ้นลงได้ไม่เกิน ๕% ข้อนี้ก็รู้สึกว่าเป็นที่เชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ยิ่งขึ้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ในบางกรณี รัฐบาลยังขายตั๋วเงินคลังในตลาดอยู่ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินนั่นเอง กล่าวคือ หมายความว่าขายก็ขายกันไปเรื่อยเป็นเส้นตรง งวดละ ๕๐๐ ล้านบาท ก็ ๕๐๐ ล้านบาทไปเรื่อย ไม่ได้พิจารณาถึงความต้องการของตนเองว่าในช่วงนี้มีเท่าใด มนุษย์ธรรมดาถ้าหากว่าเราไม่ต้องการเงินมากนักเรายังมีเงินในกระเป๋าอยู่ เราก็ไม่ขอกู้เพิ่มขึ้น ถ้าหากว่าเราต้องการเงิน เงินขาดในกระเป๋าเราก็ไปขอกู้เพิ่มขึ้น ในกรณีเช่นนี้กระทรวงการคลังยังไม่มีการยืดหยุ่น แต่ได้ตกลงกันในหลักการแล้วว่าจะใช้วิธียืดหยุ่นในด้านปริมาณเงิน ในด้านปริมาณตั๋วการคลังซึ่งจำเป็นจะต้องขายในท้องตลาด การแก้ปัญหา ๒ ข้อที่เกี่ยวกับตั๋วเงินคลังนี้ ผมหวังว่าจะเป็นการแก้ที่นำไปสู่ความเป็นจริงแห่งตลาดตั๋วเงินต่อไป กล่าวคือ ถ้าหากว่ากระทรวงการคลังเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ประการหนึ่ง และกระทรวงการคลังเปลี่ยนแปลงจำนวนตั๋วเงินที่ต้องการตามเงินที่ต้องการกู้ได้แล้ว ก็ย่อมเกิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับตั๋วระยะสั้นที่เป็นจริงขึ้น มองจากแง่ธนาคารพาณิชย์เขามีเงินเหลือเท่าใด มองจากแง่ทางด้านกระทรวงการคลังผู้ขอกู้มีความต้องการกู้เท่าใดมากหรือน้อย Supply กับ Demand ก็ย่อมจะบันดาลให้เกิดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้องเมื่อมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้องและใช้การได้ขึ้น ตั๋วเงินธรรมดาก็ย่อมจะนำเข้ามารวมก่อให้เป็นตลาดที่เป็นเสถียรภาพยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นสำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะไปแก้ปัญหาในด้านเสถียรภาพของเงินตราทางอ้อมอีกทางหนึ่ง กล่าวคือจะทำให้เกิดเครื่องมือสำหรับรัฐบาลและธนาคารกลางที่จะควบคุมให้เสถียรภาพของเงินตราเป็นไปได้ตามความเหมาะสม

๕. เงินบาทในกรอบแห่งการเงินของโลก

หัวข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดในที่นี้ คือ ระบบกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปัจจุบัน ถ้าท่านทั้งหลายยังไม่ลืมเมื่อตอนที่ยังเรียนเศรษฐ-
ศาสตร์อยู่บ้างก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายมากนัก แต่กล่าวได้ง่ายๆ ก็คือว่า ทุกวันนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศเป็นผู้ที่จัดให้มีการร่วมมือกันในเรื่องการเงินระหว่างประเทศ โดยให้กู้แก่ประเทศสมาชิกที่ต้องการเงินกู้ระยะเวลาสั้น สำหรับที่จะแก้ไขเรื่องดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ กองทุนการเงินระหว่างประเทศมีหน้าที่อยู่อย่างหนึ่ง คือ พิจารณาให้มีการแลกเปลี่ยนเงินอย่างมีระเบียบโดยให้ประเทศสมาชิกกำหนดค่าเสมอภาคของเงินตราของตน และให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอยู่ในขอบเขตของค่าเสมอภาค เพื่อมิให้เกิดความระส่ำระส่ายในการแลกเปลี่ยนเงิน ๒ ข้อนี้เป็นหน้าที่ใหญ่ๆ ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ไทยเราก็อยู่ในระบบนี้ และเท่าที่เป็นมาอยู่ทุกวันนี้ เรื่องการเงินระหว่างประเทศนั้นเราไม่ได้ประสบความยุ่งยากอย่างไร หมายความว่า ในสมัยใดมีปัญหาทางการเงินก็เป็นเรื่องภายในประเทศมากกว่าต่างประเทศ

แต่ถึงกระนั้นก็ตามไทยเราก็ควรจะติดตามศึกษาว่าโลกภายนอก เขากำลังมีปัญหาอยู่อย่างใดและพยายามขบคิดกันอย่างไรบ้างในระยะนี้ นักการเงินระหว่างประเทศกำลังเสนอกันว่าควรมีการพิจารณาปรับปรุงระบบการเงินระหว่างประเทศในปัจจุบันนี้ สาเหตุก็คือ เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาตกต่ำลงประการหนึ่ง โดยที่ก่อหนี้เงินสหรัฐ-
อเมริกาเป็นเงินที่ใช้กันและเชื่อถือกันทั่วโลก แต่ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาใน ๒–๓ ปีที่แล้วมาต้องตกต่ำลง ต้องเสียทองคำออกไปต่างประเทศเป็นอันมาก นั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากคือ มีผู้บ่นกันเสมอว่าปริมาณการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงกว่าปริมาณทองคำและเงินตราระหว่างประเทศที่ใช้กันสำหรับเป็นเครื่องหยอดน้ำมันให้แก่การค้า เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทำอะไรบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่จะแก้สถานการณ์นี้ เพื่อที่จะไม่ให้การค้าต้องหยุดชะงักมีอุปสรรค

ในการอภิปรายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ มีอาจารย์และนายธนาคารกลางหลายท่านแสดงความเห็นต่างๆ กัน บางคนก็ว่า ควรที่จะให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางระหว่างประเทศ คือหมายความว่าเป็นผู้ออกเครดิต เป็นผู้ควบคุมเครดิตของประเทศต่างๆ บางอาจารย์ก็บอกว่า ควรเปลี่ยนราคาทองคำทางการเสียที เพราะเหตุว่าที่ตั้งไว้ออนซ์ละ ๓๕ เหรียญอเมริกันนั้น กำหนดมา ๒๐–๓๐ ปีมาแล้ว ควรจะขึ้นราคาเสีย บางอาจารย์ก็บอกว่าที่สหรัฐ-
อเมริกาและอังกฤษใช้เงินดอลลาร์กับเงินปอนด์เป็นสื่อแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ พ้นสมัยไปเสียแล้ว คือ หมายความว่าเงินปอนด์ก็เสื่อมลงแล้ว เงินดอลลาร์ก็กำลังระบาดอยู่ จำเป็นที่จะต้องมีหน่วยเงินตราระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ อะไรเหล่านี้เป็นเหตุให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงการต่างๆ ยิ่งขึ้น และในการประชุมประจำปีของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ๒ ปีที่แล้วก็ได้มีการอภิปรายกันเป็นอันมาก จนกระทั่งในปีที่แล้วได้ตกลงกันว่าจะให้มีการศึกษาเป็น ๒ นัย นัยหนึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศศึกษาเอง ดูว่าควรจะมีการแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันนี้ประการใด อีกด้านหนึ่งประเทศมหา-
อำนาจ หมายถึงมหาอำนาจในทางการเงิน ๑๐ ประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ อเมริกา อังกฤษ ประเทศในตลาดร่วมยุโรป ๖ ประเทศ แคนาดา และญี่ปุ่น

ในการที่จะคุ้มครองประโยชน์ส่วนได้เสียของชาติเราในด้านนี้เราจำเป็นที่จะต้องคิดล่วงหน้าว่า ถ้าจะมีระบบการเงินระหว่างประเทศขึ้นใหม่จะกระทบกระเทือนทางเราเพียงใด ได้กล่าวมาแล้วว่า สำหรับมองจากแง่เงินบาทในกรอบการเงินของโลก ผมเองผมรู้สึกว่าไม่มีความวิตกในแง่ที่ว่าจะเป็นรูปใด เพราะเหตุว่าเท่าที่เป็นมาแล้วปัญหาอยู่ที่ภายในประเทศของเรามากกว่า สำหรับภายนอกประเทศเราขอไปได้ แต่มีหลักการบางประการซึ่งผมอยากจะเสนอไว้ย่อๆ ในชั้นนี้ว่า เท่าที่คิดดูแล้วหลักการที่เราไม่ควรจะยอมรับ เพราะเหตุว่าจะเป็นการผูกพันในทำนองที่จะเป็นประโยชน์แก่เราไม่ได้ คือหลักการที่จะให้ผูกเงินบาทไว้ให้แน่นอนกับอะไร จะเป็น Gold Standard หรือจะเป็นอะไรก็ตาม หลักการนั้นเราไม่ควรที่จะยอมรับ นั่นข้อหนึ่ง ข้อที่เราควรจะพยายามที่จะพิจารณาให้มากที่สุดก็คือว่า หลักการใดที่จะเป็นประโยชน์แก่การค้าของเรา ในการค้าสินค้าขาออกของเรา ส่วนมากก็เกี่ยวกับวัตถุดิบกับอาหาร ที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพของค่าเงินของเราได้ หลักการนั้นควรจะรับรอง คือหมายความว่าถ้าหากว่าจะมีการที่จะให้เกิดเงิน ทองคำที่จะใช้ระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่อง Trade Cycle Depression ในประเทศอุตสาหกรรมแล้วเราน่าจะสนับสนุนในข้อนั้น นี่เป็นหลักการกว้างๆ อีกข้อหนึ่ง หลักการข้อที่ ๓ ที่เป็นหลักการกว้างๆ ที่ผมคิดว่าเราควรจะคำนึงไว้ในขั้นนี้เพื่อที่จะได้พิจารณาเวลาที่เขาเสนอโครงการอะไรมา ก็คือหลักการในแง่ทำนองที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศมีอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ ประเทศของเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งการผลิตอาจจะผลิตไม่ได้ดีในบางปี เกิดปัญหาในทางการค้าระหว่างประเทศขึ้น หมายความว่าไม่มีสินค้าออก ในกรณีเช่นนี้ เราควรจะสามารถนำเอาเงินกองกลางมาใช้เป็นประโยชน์ได้ ๒–๓ ปีเป็นอย่างน้อย เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาของเราได้ และหลักการสุดท้ายอีกข้อหนึ่งก็คือ อะไรที่จะเป็นการกีดขวางกับการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา ระบบการเงินระหว่างประเทศนี้เราจะต้องพยายามคัดค้านไม่ให้เกิดมีขึ้น เช่นจะมีการบังคับโดยวิธีใดที่จะทำให้เราขาดเสถียรภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระบบเหล่านั้นเราจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธ ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าทุกวันนี้มหาประเทศ ๑๐ ประเทศ ประเทศที่กำลังพิจารณากันอยู่ อาจมองแต่ในด้านของประเทศมหา-
อำนาจแท้ๆ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องเตรียมการล่วงหน้าและเตรียมศึกษาไว้