จะมานั่ง (หรือยืน) ทำบัญชีกันทำไม?

จะมานั่ง (หรือยืน)
ทำบัญชีกันทำไม?

 

 

 

วารสารกรมบัญชีกลาง ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๔

 

ลอนดอน

๒ ธันวาคม ๒๕๐๓

เรียน บรรณาธิการ วารสารกรมบัญชีกลาง

คุณ (หรือบรรณาธิการคนก่อน) ท้าผมให้เขียนให้วารสารฯ อีกแล้ว คราวนี้ผมจะท้าให้คุณและนักเลงเขียน นักเลงอ่าน ผู้อื่น ลองพิจารณาปัญหาข้อนี้ว่า “จะมานั่งทำบัญชีกันทำไม?”

คุณก็เป็นข้าราชการกรมบัญชีกลาง ผมก็เคยรับราชการกรมบัญชีกลาง และที่กรมบัญชีกลางตามปกติเจ้าหน้าที่ที่เป็นสามัญชนโดยทั่วไปเราก็ทำบัญชีกันหรือทำหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวกับบัญน้ำบัญชีกัน
ทั้งนั้น เราเฉลียวใจกันบ้างไหมว่าพวกเรามานั่งทำบัญชีกันทำไม

ท่านที่เป็นนักกฎหมายคงจะตอบว่า อ้าว ก็มีกฎหมายอยู่ให้ทำบัญชีการเงิน การคลังของรัฐบาลนี่ เช่น กฎหมายเงินคงคลัง กฎหมายวิธีการงบประมาณ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศต่างๆ ล้วนแต่บ่งให้ทำบัญชีทั้งนั้น เมื่อมีกฎหมายให้ทำก็ต้องทำ

ผมก็เห็นด้วยในคำตอบด้านกฎหมายอย่างว่า แต่ยังไม่จุใจเพราะยังไม่ได้ตอบว่า กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเหล่านั้นระบุให้ทำบัญชีไปทำไม ทำไมสภาและคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีท่านจึงตรากฎหมายอย่างว่าให้พวกเราทำบัญชีกัน

ผมจะลองร่างหัวข้อคำตอบที่พอจะตอบได้เสนอมาในครั้งนี้สัก ๓–๔ ข้อ คือ

(ก) ทำบัญชีเพื่อให้ทราบฐานะแท้จริงของการเงินแผ่นดิน ตลอดจนกระแสเงินเข้าออกของรัฐบาล ทั้งที่เป็นไปตามงบประมาณประจำปี และที่นอกเหนือไปจากงบประมาณ

(ข) ทำบัญชีเพื่อควบคุมการเงินของแผ่นดินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และการอนุมัติของรัฐสภา เมื่อรัฐสภาผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีแล้ว

(ค) ทำบัญชีตามข้อ (ก) และ (ข) เพื่อให้รัฐบาลสามารถวางนโยบายการเงิน การคลัง การภาษีอากร การรัฐพาณิชย์ให้ถูกต้องเหมาะสมกับการอำนวยให้เศรษฐกิจแห่งประชาชนและเศรษฐกิจแห่งชาติเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

(ง) ทำบัญชีเพื่อป้องกันความรั่วไหล ความเหลวไหลในเรื่องการเงินของประเทศ เพื่อให้การคลังอยู่ในทำนองคลองธรรมและเพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้มีความยุติธรรม มีสมรรถภาพและโดยทั่วไปป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงมิให้เกิดขึ้นได้

ที่ผมร่างมานี้เป็นเพียงหัวข้อใหญ่ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องหรือไม่ จะครบถ้วนหรือไม่ จะควรมีคำตอบอะไรอีก

จึงใคร่ขอรบกวนหน้ากระดาษของ วารสารกรมบัญชีกลาง
เชื้อเชิญนักเลง (มิใช่อันธพาล) ทั้งหลายช่วยเฉลยปัญหา แก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องและครบถ้วน และขยายความในหัวข้อต่างๆ คงจะเป็นประโยชน์ดี ถ้ามีท่านผู้อื่นเขียนมา ผมจะขอร่วมเข้าตะลุมบอนด้วยในภายหลัง เฉพาะอย่างยิ่งในปัญหาที่ผมสนใจอย่างยิ่ง คือ ป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างไร การขบปัญหานี้เห็นจะต้องนิยามด้วยว่าอย่างไรจึงจะเป็น “ตงฉิน” อย่างไรเป็น “กังฉิน”

ที่ผมเขียนมานี้ คุณสนใจไหม นักเลงสนใจไหม ขอคำตอบและคำเสริมก่อนที่ผมจะถลำตัวเล่นเพลงเดี่ยวไปคนเดียว จะเก้อเปล่า

ขอแสดงความนับถือ

ป๋วย อึ๊งภากรณ์

 

วารสารกรมบัญชีกลาง ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ มีนาคม ๒๕๐๔

 

กรมบัญชีกลาง

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔

เรียน บรรณาธิการ วารสารกรมบัญชีกลาง

คุณอำนวยกระหืดกระหอบเข้ามาบอกว่ามีคนมาท้าทาย ผมชะโงกหน้าต่างห้องทำงานออกไปดู นึกว่ามีอันธพาลที่ไหนมาอาละวาดอยู่หน้ากรม แต่ก็ไม่เห็นใคร ซักไปซักมาได้ความว่า ที่แท้นักเลงดีนั้น คือ คุณป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งส่งคำท้าทายมาในหน้า วารสารกรมบัญชีกลาง ค่อยโล่งอก เพราะผมเองไม่สู้จะสันทัดการตีรันฟันแทง

ผมอยากจะขอแนะนำว่าทีหน้าทีหลังอย่าเผลอปล่อยนักเลง “กึ่งอันธพาล” เข้ามาเพ่นพ่านในหน้าวารสารอีกนะ วารสารขายไม่ออกท่านบรรณาธิการจะต้องรับบาป

คุณป๋วยส่งคำท้ามาว่า เราจะมานั่งทำบัญชีกันทำไม แต่ก็ให้คำตอบมาด้วยอย่างครบถ้วน ผมว่าเป็นคำท้าที่ไร้ยุติธรรม คุณป๋วยใช้
วงเวียนเขียนวงกลม แล้วท้าให้คนอื่นเขียนวงให้กลมยิ่งกว่า วงเวียนก็ไม่ให้ยืม ยิ่งนักบัญชีจำเป็นอย่างผมก็เหมือนถูกเกณฑ์ให้เขียนวงกลมด้วยมือเปล่า แต่ก็เอาเถอะ ผมจะลองดู

ก่อนอื่น ผมอยากจะให้รู้ทั่วกันว่าที่จริงบัญชีสมัยนี้ เขายืนทำกันแล้ว ไม่เชื่อก็ลองไปดูที่แผนกบัตรบัญชีของกรมบัญชีกลาง ผมไม่เคยเห็นพนักงานคุม Tabulator นั่งสักที

บัญชีนั้นประกอบด้วยรายการและจำนวนเงิน เราทำบัญชีก็เพราะต้องการทราบจำนวนเงินเกี่ยวกับรายการที่เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของเรา กรมบัญชีกลางมีหน้าที่ควบคุมงบประมาณ ก็ต้องทำบัญชีเพื่อให้รู้ว่าผู้ใดเบิกเงินจากคลังไปแล้วเท่าใด ยังคงเบิกต่อไปได้อีกเท่าใด (มักจะเข้าใจกันว่ากรมบัญชีกลางมีหน้าที่ควบคุมการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ที่จริงไม่ตรงทีเดียว กรมบัญชีกลางดูแลได้เฉพาะการเบิกเงินจากคลัง เมื่อเบิกเงินไปแล้วผู้เบิกจะนำไปใช้จ่ายอย่างไร พ้นวิสัยที่กรมบัญชีกลางจะตามไปคุมทุกบาททุกสตางค์ อย่างดีก็เพียงวางระเบียบไว้ และหวังเอาว่าทุกคนจะปฏิบัติตาม)

กระทรวงทบวงกรมผู้จ่ายเงินนั้น มีหน้าที่แลดูให้การจ่ายเงินของตนเป็นไปตามงบประมาณ ก็ต้องทำบัญชีไว้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตน พิจารณาแง่นี้ก็จะเข้าใจว่า กระทรวงทบวงกรมใดไม่สนใจที่จะแสดงความบริสุทธิ์ของตน การบัญชีมักจะยุ่งเหยิงสับสน

ผมยังไม่ค่อยสมัครใจจะเชื่อว่า ทำบัญชีแล้วจะป้องกันความรั่วไหลเหลวไหลได้ ประการแรกการทำบัญชีนั้นมีทั้งอย่างดีและอย่างเลว ถ้าบัญชีเลวก็ป้องกันอะไรไม่ได้ ประการที่ ๒ คนบางคนไม่เกรงกลัวอาญาบ้านเมือง แม้บัญชีจะทำไว้อย่างดี สามารถทราบความรั่วไหลฉับพลันก็เป็นเครื่องป้องกันไม่ได้ ประการที่ ๓ บางคนทำบัญชีเพื่อแสดงความไม่จริงก็มี อย่างที่เล่ากันว่าร้านค้ามักจะทำบัญชี ๒ ชุด ประการสุดท้าย ความรั่วไหลบางอย่าง (ในแง่แผ่นดิน) เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ อย่างนี้นักบัญชีก็ต้องจดรายการและจำนวนเงินไว้โดยถือว่าถูกต้อง

ที่ผมเสนอความเห็นมานี้ ถ้ายังไม่ “แซ่บ” ก็จะขอฝากขู่ไว้ก่อนว่า ผมยังมีผู้ที่จะช่วยตะลุมบอนอีกหลายคน กรมบัญชีกลางนั้น แม้จะไม่ใช่กรุงศรีอยุธยา ก็ใกล้ๆ เข้าไป

ขอแสดงความนับถือ

บุญมา วงศ์สวรรค์

(อธิบดีกรมบัญชีกลาง)

 

กรมบัญชีกลาง

๓๑ มีนาคม ๒๕๐๔

เรียน ท่านบรรณาธิการ วารสารกรมบัญชีกลาง

ความจริงผมไม่ได้เป็นทั้งนักเลงเขียนและนักเลงอ่าน ผมเป็นเพียงนักเลงบัญชีชั้นเลวคนหนึ่งเท่านั้น โดยปกติคนบัญชีก็มิได้ทำงานเกี่ยวแก่การอ่านและการเขียนอะไรนัก จึงไม่สู้เต็มใจจะเขียนโต้ตอบกับใคร โดยเฉพาะการจะมาตะลุมบอนกับคนชั้นอาจารย์อย่างอาจารย์
ป๋วยนี้ด้วย ก็รู้สึกหวั่นใจ แต่จะทำอย่างไรได้ ท่านแม่ทัพของผมได้ชักธงรบเป็นสัญญาณแล้ว ผมทหารหน้าก็จำต้องออกศึก อย่างมากก็แค่ตายเท่านั้นแหละครับ

บัญชีที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ที่ผมจะพูดโดยย่อที่นี้ ก็คือบัญชีแผ่นดิน (Government Accounting) ซึ่งมีระบบโคจร (Cycle) เป็นดังนี้คือ

   ๑. งบประมาณ           ๒. บัญชี

   ๓. รายงาน              ๔. ตรวจสอบบัญชี

๑. งบประมาณ ได้แก่แผนงาน (Program) ที่รัฐจะกำหนดไว้ในชั่วระยะเวลาหนึ่งๆ ว่าจะได้รับเงินจากไหน ประมาณเท่าใด และจะต้องใช้จ่ายเงินในเรื่องใด ประมาณเท่าใด แผนงานดังกล่าวเมื่อผ่านสภาอนุมัติเป็นกฎหมายใช้บังคับแล้ว ก็ตกเป็นหน้าที่ผู้บริหารที่จำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย แผนงบประมาณที่กะกำหนดขึ้นนั้น เป็นจุดเริ่ม (Starting Point) ที่ก่อให้เกิดการบังคับให้มีการดำเนินงานและควบคุมกิจการเงินทั้งปวงให้เป็นไปตามแผน

๒. บัญชี คือบรรดาบันทึกรายการและจำนวนเงินที่เป็นฝ่ายบริหารจัดทำขึ้นเพื่อให้รับกับการดำเนินงานและควบคุมงานการเงินและการคลังตามแผนงบประมาณ ลักษณะสำคัญของบัญชีจะต้องแสดงความสมบูรณ์แห่งตัวบัญชีนี้เอง กล่าวคือ สามารถจะดึงสิ่งที่ต้องการทราบออกมาจากบัญชีนั้นได้ อีกนัยหนึ่งก็คือบัญชีนั้นบอกเราได้ว่าเหตุการณ์ทางการเงินที่ล่วงมาแล้วเป็นอย่างไร และกำลังเป็นอย่างไรอยู่ในปัจจุบันและต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไรได้อีกด้วย

๓. รายงาน คือ การแสดงตัวเลขและรายการการเงินและการคลัง ซึ่งได้มาจากบัญชีตามข้อ ๒ นั่นเอง รายงานนี้ผู้บริหารจะนำมาเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์เพื่อวางแผนและบริหารกิจการทางการเงินและการคลังได้โดยถูกต้องและเหมาะสม และยังใช้เป็นหลักฐานในการแถลงผลการดำเนินงานให้ประชาชนได้ทราบอีกด้วย

๔. ตรวจสอบบัญชี คือการตรวจดูว่าบัญชีที่ทำไว้ถูกต้องหรือไม่ การใช้จ่ายเงินของรัฐเป็นไปโดยชอบและสมควรเพียงใด มีการทุจริตหรือทำผิดพลาดทางบัญชีทั้งในหลักการและข้อปลีกย่อยประการใด การตรวจบัญชีเท่ากับเป็นการพิสูจน์และรับรองว่าการปฏิบัติตามงบประมาณได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องมือให้ความแน่ใจแก่ผู้บริหารได้ว่าตัวเลขต่างๆ ตามข้อ ๒ และข้อ ๓ เป็นตัวเลขและรายการที่ถูกต้อง เป็นทางให้ผู้บริหารงบประมาณนำสิ่งที่ได้มาจากบัญชีนั้น ไปเป็นเครื่องมือวางแผนและโครงการสำหรับที่จะดำเนินการเกี่ยวกับงบประมาณในปีถัดไป

นี่แหละครับ ที่ทำให้เราทั้งนั่งและยืนทำบัญชีกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะถ้าไม่มีการทำบัญชีกันแล้ว งบประมาณของท่านอาจารย์ป๋วย ก็จะเป็นเรื่องเหลวไหล เงินที่รับมาก็รู้ไม่ได้ว่ารับมาจากไหน เท่าใด เงินที่จ่ายไป ถูกหรือไม่ถูกก็รู้ไม่ได้ จะดูรายการและเงินของแผนงานที่กะกำหนดไว้ว่าถูกต้องตามโครงการหรือไม่ ก็ไม่รู้จะไปดูที่ไหน ก็เป็นอันว่าทำงบประมาณแล้วก็ปล่อยตามบุญกรรม เก็บภาษีอากรมาจากประชาชนเพื่อใช้จ่าย ก็ไม่สามารถแถลงให้เขาทราบว่าได้ใช้จ่ายไปอย่างไร หรืออย่างจะพอมีตัวเลขแถลงได้ ก็เละเทะเต็มที อย่างนี้แหละครับ ที่ทำให้เราต้องมานั่งทำบัญชีกันอย่างทุกวันนี้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ เราต้องการทำบัญชีของเราให้มีความสมบูรณ์ในตัวเองที่สุด เราก็เลยยืนทำบัญชีกันยังไงเล่าครับ ลูกน้องผมคนคุมเครื่อง (Tabulator) อยู่ด้วยกันประมาณ ๑๗ ปี ไม่เคยเจ็บ พอโดนวิธียืนทำบัญชีเข้าเท่านั้น ถึงกับล้มไปเลย

ผมได้ประหน้ามาเป็นเลาๆ แล้ว ว่าบัญชีแผ่นดินหมายถึงอะไร และเมื่อรู้ความหมายแล้ว ก็ย่อมรู้โดยอัตโนมัติเองว่าทำไมเราจึงต้องทำบัญชี ผมเองก็ไม่ได้อยากทำบัญชี แต่คนเราต่างก็มีเวรมีกรรมด้วยกันทุกคน นี่ก็เป็นเวรกรรมอย่างหนึ่งของผมที่ต้องติดพันอยู่กับบัญชีจนสางไม่ออก อ้อ ! ผมต้องขออนุญาตตอบแทนนักกฎหมายสักหน่อย ที่ว่าเราต้องทำบัญชีเพราะมีกฎหมายบังคับให้ทำนั้น ความจริงกฎหมายมิได้ออกกันตามใจชอบ ก่อนออกกฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องพิจารณาโดยถ่องแท้และรอบคอบ ว่ามีอะไรจำเป็นและสำคัญแก่ส่วนรวมที่จำต้องมีกฎหมายไว้ใช้บังคับ การออกกฎหมายให้มีการทำบัญชี ก็เพราะเป็นเรื่องจำเป็นยิ่ง เป็นความสำคัญแก่บ้านเมืองส่วนรวม เพราะเงินหลวงที่เราใช้จ่ายกันอยู่ ไม่ใช่เงินส่วนบุคคล จำจะต้องทำหลักฐานแสดงรายการและเงินที่ใช้จ่ายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นการแสดงความบริสุทธิ์ของฝ่ายบริหาร สามารถนำมาเปิดเผยและโฆษณาได้ตามความเป็นจริงและตามที่ควร หลักฐานดังกล่าวที่ทำขึ้นนั้น ที่สำคัญก็คือบัญชี ด้วยเหตุฉะนี้กฎหมายจึงบังคับให้เราต้องทำบัญชีและยังแถมบังคับไปเลยอีกว่า ถ้าเราเหลวไหลปล่อยปละละเลยให้เงินทองของหลวงรั่วไหลไปจากบัญชีนั้นแล้ว เราก็จะต้องถูกปรับไหมชดใช้เงินให้แก่หลวงจนครบสิ้นอีกด้วย

เรื่องบัญน้ำบัญชีแผ่นดินนี่ เห็นจะพอทีได้กระมังละครับ เพราะอาจารย์ป๋วยก็ซาบซึ้งอยู่แล้วทั้งสิ้น มิฉะนั้นคงจะขีดวงให้เราเขียนไม่ได้ ผมคิดว่ามาจับเอาประเด็นสุดท้ายที่อาจารย์ป๋วยตั้งเป็นปัญหาสนใจไว้มาพูดกันดีกว่า ประเด็นที่ว่าคือ “การทำบัญชีป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างไร”

การทำบัญชีจึงป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างไร

ได้ครับ ได้แน่ๆ ทีเดียว แต่ทั้งนี้เราควรจะต้องเข้าใจความหมายของคำว่าป้องกันเสียก่อน ผมใคร่ซ้อมความเข้าใจว่าการป้องกันในที่นี้ จะหมายถึงแต่เพียงตัวบัญชีเพียงเท่านั้นไม่ได้ จะต้องมีอย่างอื่นประกอบ ได้แก่กฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะบังคับให้ผู้มีหน้าที่ทำและควบคุมการเงินการบัญชีต้องปฏิบัติ ถ้าระเบียบข้อบังคับรัดกุมและระบบบัญชีที่ถือปฏิบัติอยู่ เป็นระบบที่ดี ผู้ที่คิดทุจริตย่อมเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าทุจริตเพราะรู้อยู่ว่า ถ้าขืนทำการทุจริตก็เป็นการแน่นอนที่จะถูกจับได้ ก็งดเว้นไม่กระทำ ตรงข้ามหากไม่มีบัญชีหรือมีก็เป็นอย่างชนิดไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับก็หลวมๆ ดังนี้ก็เป็นช่องทางให้มีผู้คิดทุจริต เพราะรู้ว่าระบบบัญชีไม่ดี ทำแล้วก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจับได้ ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นดังนี้

กรม ก. มีระบบการเงินและการบัญชีที่ไม่รัดกุม เช่น เจ้าหน้าที่ผู้รับเงินของกรม ก. ออกใบรับเงินให้ผู้นำเงินมาชำระโดยใบรับเงินไม่มีการเรียงลำดับหมายเลข (Running number) บางคราวก็หยิบเศษกระดาษที่ใช้ร่างหนังสือมาออกเป็นใบรับ รับเงินแล้วก็ไม่ลงบัญชี หรือบางคราวก็ลงบัญชีให้เหมือนกัน แต่ลงตามใจชอบ ลงในสมุดเงินสดบ้าง สมุดอื่นบ้าง ตามสะดวก เงินที่รับไว้เอาเข้าหลวงบ้าง เอาไปใช้ส่วนตัวเสียบ้าง อย่างนี้ไม่มีใครสามารถจะไปตรวจสอบได้ง่าย เจ้าหน้าที่ผู้นั้น รับเงินไว้จากใคร เมื่อใด และเท่าใด เพราะกรมดังกล่าวมีระบบบัญชีที่เลว ขาดการตรวจสอบและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่ชอบ แต่ถ้าหากกรม ก. นั้นเอง มีระเบียบข้อบังคับและระบบบัญชีที่ดี ใบเสร็จที่ใช้ในการรับเงิน ก็มีหมายเลขเรียงลำดับ (Running number) เรียงลำดับไว้ การจ่ายใบเสร็จมีการเซ็นรับว่า รับไว้ใช้ตั้งแต่หมายเลขใดถึงหมายเลขใด สิ้นวันหนึ่งๆ ก็ตรวจจำนวนใบเสร็จคงเหลือกับเงินที่ได้รับ ระบบบัญชีตลอดจนวิธีลงบัญชี ก็วางไว้รัดกุมมั่นคง มีการฝึกสอนให้เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง หัวหน้าผู้ควบคุมสามารถตรวจสอบผลการปฏิบัติได้ทุกเวลา เช่นนี้เจ้าหน้าที่ผู้รับเงินย่อมบังเกิดความเกรงกลัวที่จะกระทำผิด เพราะรู้ดีว่า ถ้าทุจริตจะต้องถูกจับได้ อำนาจฝ่ายต่ำที่ดึงรั้งให้คิดทุจริตย่อมพ่ายแพ้แก่อาญาแผ่นดิน ทำให้อำนาจฝ่ายสูงมีแรงขึ้น เป็นเหตุให้ละเว้นเสียซึ่งการกระทำผิดก็เท่ากับป้องกันมิให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้

อย่างไรก็ดี... [พบต้นฉบับเพียงเท่านี้–บรรณาธิการ]

ขอแสดงความนับถือ

เอียด นาครทรรพ

 

วารสารกรมบัญชีกลาง ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๕

 

กรุงเทพฯ

๒๐ เมษายน ๒๕๐๕

เรียน บรรณาธิการ วารสารกรมบัญชีกลาง

เสียงนาฬิกาติ๊กๆ ที่ วารสารกรมบัญชีกลาง ให้ไว้เป็นของขวัญสำหรับล่อใจนักเขียนบทความให้วารสาร เตือนอยู่เสมอว่า ได้ผิดนัดไว้หลายเดือนแล้ว เริ่มรู้สึกละอายใจ ครั้นจะผัดต่อไปจนถึงปีหน้า ก็เกรงว่าวารสารจะส่งระฆังหรือวัตถุระเบิดมาเป็นของขวัญในฐานะที่เป็นผู้ไม่เขียน เสียงเตือนจะยิ่งร้ายไปกว่าเสียงนาฬิกา สู้ยอมเขียนให้ไม่ได้ บางทีปลายปีนี้โชคดีอาจจะมีหวังได้ของขวัญชนิดที่ไม่ใคร่จะเตือน คงจะดี (โปรดดู ป.ล. ข้างท้าย)

สำหรับท่านผู้อ่านที่ลืมหรือมิได้อ่าน วารสารกรมบัญชีกลาง
ปีที่ ๒ เล่ม ๑, ๒ และ ๓ จะขอเท้าความว่า ผมได้ตั้งปัญหาไว้ว่า จะมานั่งทำบัญชีกันทำไม คุณอำนวย วีรวรรณ กระหืดกระหอบไปรายงานท่านอธิบดีกรมบัญชีกลาง ท่านอธิบดีซึ่งคงจะกำลังยืนทำบัญชีอยู่ เริ่มเขียนวงกลมด้วยมือเปล่าทันที ตอบโต้ด้วยคารมอันคมคาย ต่อมามิช้า คุณเอียด นาครทรรพ ซึ่งก็คงยืนทำบัญชีอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่ล้มไป ก็ทำหน้าที่ทหารหน้า อธิบายวิสัชนาต่อคุณดำรง รติกรณ์ ศิษย์เก่า เก็บเอาเรื่องไปคิดเป็นการบ้าน แล้วขีดๆ เขียนๆ คิดๆ ค้นๆ ด้วยใจรัก มิหนำซ้ำยังอาสาตรวจปรู๊ฟให้เสียด้วย

ความที่ผมย่อมาในวรรคก่อนนั้นเป็นเพียงบทความ สาระสำคัญของเรื่องต้องขอให้ท่านผู้อ่านกลับไปดูรายละเอียดในฉบับปีที่ ๒ นั้นอีกที (ถ้าไม่มี ก็ซื้อซิ)

ก่อนอื่น ก่อนที่ผมจะลืม ต้องขอร้องให้ผู้อ่านที่เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณสำรวจทำบัญชีเก้าอี้ที่กรมบัญชีกลาง ถ้าปรากฏว่ามีเก้าอี้ตั้งแต่ ๑ ตัวขึ้นไป โปรดให้เจ้าหน้าที่ขนขึ้นไปที่หัวหอให้หมด เพราะสมัยนี้เขายืนทำบัญชีกันแล้ว และถ้าเวลาพิจารณางบประมาณครุภัณฑ์ของกรมบัญชีกลาง อย่าอนุมัติรายการเก้าอี้อีกเลยเป็นอันขาด

ข้อต่อไปใครจะบันทึกไว้ว่า ข้อคิดเห็นของท่านอธิบดี คุณเอียดกับคุณดำรงนั้น ส่วนมากผมเห็นด้วย ฉะนั้นจะขอไม่นำมากล่าวซ้ำอีก การที่คุณดำรงขยายความออกไปละเอียดถึง ๑๑ ข้อ และคุณเอียดชี้แจงระบบโคจรบัญชีแผ่นดิน ก็ไปสู่จุดมุ่งหมายอันเดียวกัน คือ เราทำบัญชีเพื่อ (ก) แสดงฐานะ (ข) ควบคุมการเงิน (ค) ช่วยนโยบาย และ (ง) กันเหลวไหล หรือจะให้ขลังขึ้นอีกหน่อย จะร่ายคาถาเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ คือ (a) information (b) control (c) policy (d) economy หรือ prevention of waste

ทีนี้จะขอจับประเด็นข้อที่ว่า ทำบัญชีแล้วจะป้องกันความรั่วไหล เหลวไหลได้หรือไม่ ข้อนี้ถ้าจะเปรียบท่านอธิบดีกับคุณเอียดเป็นแพทย์ มองเผินๆ จะปรากฏว่าลงความเห็นไม่ตรงกัน หมอบุญมาตรวจดูแล้วส่ายศีรษะ “ผมยังไม่ค่อยสมัครใจเชื่อ (ว่าจะป้องกันได้)” ส่วนหมอเอียดพยักหน้าจนคอเกือบหัก “ได้ครับ ได้แน่ๆ ทีเดียว”

ถ้าท่านอธิบดีร่ำๆ จะปรารภว่า “หมอเอียดนี่ยังไงหือ?” แล้ว ผมขอเรียนว่า ช้าก่อน แท้จริงไม่ต่างกันดอก คุณเอียดหมายความว่า ถ้าทำบัญชีให้ถูกต้องตีตามแบบกรมบัญชีกลางแล้วละก็ป้องกันการ
ฉ้อราษฎร์บังหลวงได้แน่ แต่ไม่ใช่จะหมายความว่า ถ้าจะป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว ทำบัญชีอย่างเดียวก็พอ ต้องอาศัยอย่างอื่นด้วย เช่น การตรวจตรา การตรวจสอบ การหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าว การ
กล้าพูดกล้าทำ หรืออีกนัยหนึ่งพูดเป็นภาษาตรรกวิทยาก็คือ การทำบัญชี necessary condition แต่ไม่ใช่ sufficient condition ของการป้องกันการฉ้อโกง เปรียบเหมือนจะเดินทางด้วยรถเมล์จากบ้านไปกรมบัญชีกลาง ต้องมีสตางค์ค่ารถเป็น necessary condition แต่ถ้ามีสตางค์อย่างเดียว ไม่รู้ว่าจะขึ้นรถเมล์สายไหนหรือไม่รู้จักทาง ก็ยังไม่พอ

ถ้าท่านอธิบดีนั้น คงแก่เรียนกว่า ด้วยความสันทัดกรณีของท่าน ท่านเพ่งเล็งเห็นว่า บัญชีแบบดีก็มี แบบเลวก็มี ท่านก็ว่าของท่านถูก ถ้าทำบัญชีแบบเลวแล้ว จะยืนหรือนั่ง หรือแม้แต่นอนทำ ก็เมื่อยเปล่า

บัดนี้ จะวิสัชนาปัญหาของคุณเอียดที่ว่า เพราะเหตุใดจึงต้องให้ขบปัญหาคำนิยาม “ตงฉิน” กับ “กังฉิน” ดูไม่เกี่ยวอะไรกับการที่เราต้องมานั่งทำบัญชีกันเลย สงสัยว่าคุณเอียดคงจะเขียนอย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่าเอาลิ้นดุนจนแก้มตุ่ย (คือ tongue in cheek) หรืออย่างไทยเราเรียกว่าถามเอาเรื่อง รู้แล้วแกล้งทำเป็นถาม เพื่อยั่วให้สาธยาย ก็เห็นเป็นจะต้องสาธยาย

ความสุจริตในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น นิยามได้ง่าย คือ เมื่อศีลธรรมและกฎหมายระเบียบข้อบังคับบัญญัติว่าอย่างใด ก็ปฏิบัติไปอย่างนั้น ไม่ประพฤติบิดเบือนไปจากมรรคคือแนวที่บัญญัติ การประพฤติบิดเบือนอาจจะเป็นได้ทั้งที่เป็นการกระทำผิด อันที่เป็นการละเว้นไม่กระทำชอบ การป้องกันความทุจริตดังว่านี้ การบัญชีพอจะช่วยได้ จะขอยกตัวอย่างให้ฟัง

๑. รัฐบาลต้องการก่อสร้างอะไรขึ้นอย่างหนึ่ง (จะเป็นตึก ถนน เขื่อน การประปา การไฟฟ้า การโทรศัพท์ ได้ทั้งนั้น) ขออนุญาตจากสภาฯ ตั้งงบประมาณเป็นรายจ่ายถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด แต่
เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ต้องการทุจริต ก็สมคบกับผู้รับเหมาให้ตั้งราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนเกินนั้นตกลงให้นำไปบรรณาการเจ้าหน้าที่ เช่นนี้ การบัญชีควรจะช่วยป้องกันได้ คือ คิดบัญชีต้นทุนการก่อสร้าง (cost accounting) นั้นโดยละเอียด นำไปเปรียบเทียบกับรายอื่นๆ (ถ้ามี) ก็พอจะประมาณได้ว่าเป็นการสมควรหรือไม่เพียงใด ถ้าบัญชีมันฟ้องอยู่ ก็รายงาน ถ้ารายงานแล้วผู้ใหญ่เฉยๆ ก็เรียกว่าผู้ใหญ่กังฉินด้วย แต่ถ้ารายงานแล้วมีการเปิดเผยขึ้น อย่างน้อยก็อาจจะทำให้ผู้ที่ตั้งใจทุจริตในภายหลังย่อท้อ ไม่กล้ากระทำอีกก็ได้

๒. เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่เก็บภาษีอากร สมรู้ร่วมคิดกับผู้เสียภาษี เก็บภาษีเข้าคลังแต่เพียงน้อย ให้ผู้เสียภาษีไปเสียภาษีนอกกฎหมายเป็นส่วนตัวแก่ตน เช่นนี้ เรียกว่าทุจริต ไม่มีปัญหาเรื่องชนิดนี้แก้ที่กรมบัญชีกลางมิได้ก็จริง แต่แก้ได้ที่กรมเจ้าสังกัดของเจ้าหน้าที่นั้น หรือถ้ามีสารวัตรของกระทรวงการคลัง ก็พอจะควบคุมได้ ด้วยวิธีการบัญชีที่ดี ด้วยวิธีสอบบัญชีของผู้เสียภาษีว่าถูกต้องเป็นประการใด ขุนนางกังฉินอย่างในตัวอย่างนี้ ประพฤติผิดพระบรมราชโองการ อีกซ้ำในข้อที่ “ไปว่าการภาษีที่บ้านที่เรือนของตัว” (คุณดำรงว่าไว้)

๓. กระทรวงทบวงกรมผู้มีหน้าที่จ่ายเงิน แต่มิได้ทำบัญชีไว้ให้ถูกต้องอย่างนี้ กระทำผิด ๒ ข้อ คือ (ก) มีหน้าที่ทำบัญชีแล้วไม่ทำ (ข) เปิดช่องให้ทุจริตได้ วิธีแก้ไข คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินต้องดูแลสอบดู เมื่อเห็นบกพร่องก็รายงานกับกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางต้องเป็นพี่เลี้ยงฝึกสอน วางระเบียบบัญชีให้เขาทำถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วกรมบัญชีกลางจะมานั่ง (หรือยืน) ตะบันทำบัญชีกันไปทำไม (ตะบันแปลว่ามุ่ง)

ผมขอยกตัวอย่างพร้อมด้วยวิธีแก้ไขมาเพียง ๓ ข้อ ถ้าจะให้เขียนอีก ๙๙๘ ข้อก็คงจะทำได้ถ้ามีเวลา และถ้าจะให้เอ่ยชื่อตัวละคร ก็คงจะทำได้บางเรื่อง แต่ต้องมาขอเล่ากันตัวต่อตัว วารสาร กรมบัญชีกลาง ไม่คิดหรือว่าจะแจกรางวัลสำหรับผู้เขียนที่นำเรื่องโศกนาฏกรรมประเภทนี้มาประกวดในหน้ากระดาษของวารสาร

เท่าที่ว่ามานี้ เห็นจะพอหอมปากหอมคอแล้ว สำหรับคราวนี้ แต่ท่านบรรณาธิการครับ มีข้อที่ควรเสนอย้ำอยู่ก็คือ

พรหมวิหาร อุเบกขา คือความวางใจเฉยอยู่ ตั้งใจเป็นกลางนั้น จะเป็นธรรมะที่ดีได้บางโอกาสก็จริง แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่มีหน้าที่ตรวจตราสอดส่องการบริหารราชการ ถ้าเจอข้อทุจริตแล้ว จะหลบตัวอาศัย “อุเบกขา” เป็นร่มโพธิ์ พร้อมกับเปล่งสุภาษิตว่า “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” นั้น แหละเป็นลักษณะกังฉิน เพราะนอกจากแสดงความขลาดแล้ว ยังเป็นการบกพร่องหน้าที่อย่างร้ายแรง การยอมรับความชั่วนั้น เป็นความชั่วอยู่ในตัว (Toleration of evil is evil in itself)

ผมขอฟังความเห็นของนักเลงผู้อื่นด้วยตามเคย

 

ด้วยความนับถือ

ป๋วย อึ๊งภากรณ์

 

ป.ล. เพื่อความกระจ่างแจ้งในวรรคแรกของจดหมายนี้ ขออธิบายว่า ผมได้รับของขวัญ (ในฐานะผู้เขียนบทความ) จากวารสาร ในปีแรกคือ เครื่องตั้งปากกาที่โต๊ะ ในปีต่อมา ได้รับนาฬิกาปลุกเรื่อยสวยงาม ขอแสดงความขอบคุณวารสารฯ ไว้ ณ ที่นี่ กับแสดงความหวังไว้สำหรับอนาคตด้วย