การเงินกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

การเงินกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

วารสารเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๑๓

 

 

 

หัวข้อที่ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดนั้นในวันนี้ คือ “การเงินและการพัฒนาเศรษฐกิจ” ให้พูด ๑๔.๓๐–๑๕.๓๐ น. และมีซักถาม ๑๕.๓๐–๑๖.๓๐ น. ผมจะขอปรับนิดหนึ่ง คือเวลานี้จะเป็น ๑๕.๓๐ หรือไม่ก็แล้วแต่เถอะ แต่ผมจะพูดเพียงไม่เกินครึ่งชั่วโมง และขอให้ท่านซักถามจนถึงเวลา ๑๕.๐๐ น. ตามกำหนด เหตุที่ผมจะพูดน้อยนั้นเพราะเหตุว่าหัวข้อของผมนี้เรื่องการเงินกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เท่าที่ได้ดูจากรายการประชุมทางวิชาการครั้งนี้มาแล้ว นอกจากเรื่องของรัฐมนตรีบุญชนะ อัตถากร กับท่าน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช กับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กับเรื่องการขนส่ง นอกนั้นเป็นเรื่องเงินทั้งนั้น เมื่อวันพุธก็มีเรื่องการให้สินเชื่อแก่ธนาคารการเกษตร ต่อมาสหกรณ์การเกษตร ต่อมามีแหล่งทุนพัฒนาเกษตร ต่อมาให้สินเชื่อการเกษตรและสหกรณ์ ต่อมาผลวิจัยการให้สินเชื่อบางประการและความต้องการสินเชื่อของกสิกรไทย Technology กับความต้องการใช้สินเชื่อเพื่อการเกษตร การระดมทุนเพื่อสินเชื่อการเกษตร นโยบายการเงินและการคลังที่มีผลกระทบต่ออุปทานสินเชื่อการเกษตร เรื่องเงินมันชักจะเฟ้อเกินไปในการประชุมคราวนี้

นอกจากผมจะขอจำกัดการอภิปรายเรื่องการเงินกับการพัฒนาเกษตรแล้ว ผมยังอยากจะขอพูดเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องการเงิน เพื่อให้การบรรยายของผมสั้นๆ ได้ตามประสงค์ ผมจะขอยกเรื่องการเงิน เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาของผู้ที่ตั้งหัวข้อมาแล้ว คือสมมุติว่าเราจะใช้เงินให้มากขึ้น และสมมุติเอาว่าเงินที่เราจะมาใช้เพื่อสินเชื่อการเกษตรอะไรต่างๆ นี่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น ซึ่งถึงแม้ว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านทั้งหลายคงจะได้ยินได้ฟังมาแล้ว คือสมมุติว่าเราจะใช้เงินให้มากขึ้น วิธีที่จะให้เงินเป็นประโยชน์ดีอย่างที่ว่า เราจะไปเอาเงินมาจากไหน รัฐบาลจะเสนอให้เก็บภาษีรึ รัฐบาลก็ถูกด่า รัฐบาลจะเสนอกู้เงินมารึ รัฐบาลถูกด่า จะให้ธนาคารชาติพิมพ์เงินขึ้นมาใช้กันฟรีๆ รึ คนที่เรียนมาจากคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คงรู้แน่ว่ามันจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในวิชาเศรษฐศาสตร์ต้องด่ารัฐบาลเอาแน่ ทำอะไรก็ถูกด่า ผลสุดท้ายคุณจะให้รัฐบาลเอาเงินมาจากไหน เพื่อที่ช่วยการเกษตร เอามายังไงกัน

คำตอบก็คือว่า เมื่อถูกด่าก็ด่าไป ในบางกรณีก็จำเป็นที่จะต้องถูกด่า ถ้าหากว่าเราทำถูกต้องแล้ว ถึงถูกด่าก็ช่าง ข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นผมจึงจะเสนอว่า ในการที่รัฐบาลจะดำเนินการพัฒนาไปนั้นถ้ารัฐบาลไม่กล้าเผชิญต่อความจริงในข้อที่ว่า ถ้าไม่เก็บภาษีก็ต้องกู้ ถ้าไม่กู้ก็ต้องเก็บภาษี หรือมิฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องให้เงินเฟ้อซึ่งอาจจะมีผลร้าย เพราะฉะนั้นในบางกรณีก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเก็บภาษีอากรให้พอสมควรเพื่อจะได้กู้น้อยหน่อย และเพื่อจะได้พิมพ์ธนบัตรไม่ให้มากจนเกินไปนัก ทำทั้ง ๓ อย่างนี้ละก็ ผมก็ว่ามันได้สมดุลกัน เพราะฉะนั้นเรื่องการหาเงินเพื่อมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจนี้เป็นเรื่องจำเป็น

ที่ผมอยากจะขอย้ำอีกข้อหนึ่งก็คือว่า การพัฒนาเศรษฐกิจมีอยู่ ๒ ด้านที่สำคัญๆ ด้านหนึ่งคือทำให้ผลิตผลเพิ่มขึ้นทางเกษตร ทางอุตสาหกรรม ทางการค้า ทางอะไรต่างๆ ทำให้เรามีสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นหรืออย่างที่เราเรียกกันตามภาษาทางเทคนิคว่า GNP คือรายได้ประชาชาติสูงขึ้น นั่นด้านหนึ่ง

แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลหรือผู้คงแก่เรียนนี้ไม่ควรที่จะเพิกเฉย คือการแบ่งสรรเงินได้ระหว่างส่วนต่างๆ ในประเทศทุกวันนี้เรารู้กันดีอยู่ว่า กรุงเทพฯ และภาคกลางนั้นมีรายได้สูงกว่าส่วนเฉลี่ยปานกลาง เรารู้กันดีกว่า ภาคใต้และภาคเหนือนั้นหย่อนกว่ากรุงเทพฯ และรายได้เฉลี่ยของคนในภาคเหนือและภาคใต้ต่ำกว่าภาคกลาง และต่ำกว่าส่วนเฉลี่ย ยิ่งภาคอีสานยิ่งแล้วใหญ่ และมิหนำซ้ำนอกไปจากนั้น ความก้าวหน้าหรือที่เราเรียกกันว่าอัตราการเพิ่มรายได้ประชาชาตินั้น ยิ่งคนไหนจนยิ่งเพิ่มช้า ยิ่งคนไหนรวยยิ่งเพิ่มสูง นี่เป็นธรรมดาอยู่ เพราะฉะนั้นผมจึงยินดีที่ได้ฟังนโยบายของรัฐบาลว่าต่อไปนี้ รัฐบาลนอกจากจะขยายผลผลิตให้ทั่วทั้งประเทศแล้ว ยังพยายามที่จะเพิ่มรายได้ของผู้ที่มีรายได้ต่ำให้สูงพอถึงให้เสมอภาคกัน ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นให้แคบเข้าๆ ข้อนี้ทำได้ยาก พูดง่าย แต่เท่าที่ประกาศมาแล้วผมยังรู้สึกว่าก็ยังไม่ได้ทำเท่าไร มีก็เร่งรัดพัฒนาชนบท พัฒนาภาคอะไรต่างๆ แต่ผลที่ได้มานั้นก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นจริงเห็นจัง

แต่ใครๆ ก็รู้ ถ้าใครเรียนเศรษฐศาสตร์เพียงปี ๓ ก็พอรู้ ถ้าใครได้เรียนเรื่องการคลังสักนิดว่า วิธีง่ายที่สุดที่จะพยายามให้ดีที่สุดก็คือเก็บภาษีให้มากจากคนมี และเก็บภาษีให้น้อยจากคนจน แล้วก็เอาเงินที่เก็บภาษีได้จากคนมีและคนจนเอามาระดมอุดหนุนคนจนให้เขาทำงานให้มีรายได้สูงขึ้น นี่เป็นหลักการที่ควรจะทำ แต่เท่าที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ผมรู้สึกว่าผู้ที่มีความรับผิดชอบในการภาษีอากรและงบประมาณ มักจะย่อท้อต่อการถูกด่า เลยไม่เก็บภาษี และเพราะฉะนั้นเมื่อไรนโยบายอันนี้ที่เกี่ยวกับพัฒนาเศรษฐกิจว่าให้รายได้ทั่วถึงกันจะเป็นไปได้ ภาษีชนิดที่ควรจะเก็บที่สำคัญที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะเก็บมาจากคนมั่งมีแล้วก็เอาไปให้ถึงคนจนนั้น ที่สำคัญที่สุดก็เห็นได้ง่ายชัดๆ ก็คือภาษีมรดก และการรับมรดกคนตาย ถ้าเขาไม่มี เราก็อย่าไปเก็บเขา ถ้าเขามีเหลือให้ลูกหลานของเขา ลูกหลานก็ได้ฟรีๆ ถ้าพูดไปแล้วเราเก็บเขามาก็ไม่เดือดร้อนแก่ลูกหลานของเขาเท่าไร นี่เป็นของน่าจะทำต่อไป สิ่งที่ควรจะเก็บเพิ่มขึ้นก็คือภาษีทรัพย์สิน จะเก็บได้มากมาย แล้วก็จะเป็นประโยชน์ในหลายเรื่องรวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การห้ามไม่ให้ราคาที่ดินสูงขึ้น ทุกวันนี้เราเก็บในพระนคร เช่น ในเขตเทศบาลก็ดี เราเก็บภาษีทรัพย์สินน้อยไป ผมไม่พูดถึงภาษีที่ดินสำหรับการเกษตร ผมพูดถึงภาษีที่ดินอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ภาษีที่อยู่อาศัย ผมขอยกตัวอย่างไม่ต้องใครก็ได้ ผมเอง ผมมีบ้านอยู่ซอยอารีย์มีที่ดินซึ่งเป็นของผม ซื้อแล้วชำระเงินเรียบร้อยแล้วประมาณ ๑ ไร่ เทศบาลเก็บภาษีผมปีละ ๒๐๐ บาท เป็นการหมิ่นประมาทกันตรงๆ ควรจะเก็บให้มากกว่านี้ และควรจะเก็บคนอื่นให้มากกว่า และก็เอาไปใช้ทำถนนหนทางให้ดีกว่านี้ แต่เหลว ไม่ได้ทำให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจเลย

หัวข้อที่ ๒ ในเรื่องการเก็บภาษีพรีเมียม และนโยบายการค้าข้าว ทุกวันนี้เราก็รู้ดีกันอยู่แล้วว่า การค้าและการชำระเงินเราขาดดุล ใครๆ ก็เอะอะกันว่าจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ วิธีแก้มีอยู่หลายประการ แต่ส่วนมากเราเจาะจงลงไปในทำนองที่จะให้ตัดลดสินค้า
ขาเข้าลง ถึงกระนั้นก็ไม่เป็นไร คือให้ใช้สินค้าให้ถูกต้องก็แล้วกัน วิธีให้ลดสินค้าขาเข้าเป็นวิธีที่ดีและควรจะใช้อยู่หลายวิธี ส่วนมากเรามักจะใช้วิธีอย่างง่ายเข้าว่า คือห้ามไม่ให้เข้ามาเว้นแต่จะได้รับอนุญาต ถ้าหากจะใช้วิธีห้ามนำเข้ามานอกจากจะได้รับอนุญาตแล้ว การอนุญาตก็เป็นไปตามอำเภอใจของเจ้าพนักงาน และยังเป็นไปตามอำเภอใจของผู้ที่สามารถใช้อิทธิพลเขียนจดหมายถึงเจ้าพนักงาน บีบบังคับให้ให้ใบอนุญาต เป็นการจะทำให้เกิดความเสียหาย ที่ผมพูดนั้นหมายความว่าอย่าเลย ถ้าจะใช้วิธีห้ามนำเข้า โดยวิธีผมเรียนมาเมื่อตะกี้นี้ แต่มีวิธีที่จะจำกัดในการนำสินค้าขาเข้ามาอีกหลายวิธี แล้วสินค้าประเภทใด ทำการจำกัดด้วยวิธีใดนั้น ผมมีข้อเสนอละเอียดได้พูดไว้เมื่อคืนนี้ที่สยามสมาคม จะไม่ขอนำมาพูดซ้ำ สำหรับท่านทั้งหลายที่มีความสนใจกรุณาหาอ่านได้ในนิตยสาร วิทยาสารปริทัศน์ ที่เขาได้จัดแปลมาเป็นภาษาไทย ฉบับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์นี้ ผมจะขอพูดอย่างเดียวว่า เครื่องมือในการประหยัดและในการที่จะกันไม่ให้สินค้าขาเข้ามามากๆ นั้นอยู่ในกำมือของรัฐบาล กล่าวคือรัฐบาลใช้นโยบายการคลัง นโยบายงบประมาณไปในทำนองที่จะมีการประหยัด และมีการออมทรัพย์ของรัฐบาลเอง หมายความว่าเงินรายจ่ายประจำนั้นจะต้องต่ำกว่า หรือรายจ่ายบริหารจะต้องต่ำกว่ารายได้ภาษีอากรแล้วเป็นส่วนหนึ่ง แล้วเอาส่วนหนึ่งที่ประหยัดนั้นไปลงทุนพร้อมกับเงินกู้ที่ได้มา ถ้าทำได้เช่นนี้ก็เท่ากับว่างบประมาณของรัฐบาลจะอยู่ในสภาพว่าจะทำให้บุคคลทั้งหลายนี้มีรายได้พอสมควรและซื้อของเข้ามาพอสมควร นี่เป็นวิธีที่ประหยัด ที่รัฐบาลจะประหยัดเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชนเพื่อที่จะได้สามารถควบคุมให้สินค้าขาเข้าเข้ามาพอประมาณ การประหยัดเช่นนี้มันก็กลับมาเรื่องภาษีอากรอีก

แต่ทีนี้ผมจะพูดเกี่ยวกับเรื่องพรีเมียมข้าว และเรื่องข้าวนั้นอยากจะพูดในทำนองที่ส่งเสริมสินค้าขาออก ทุกวันนี้เราก็ทราบแล้ว เรื่องที่เขาเรียกกันว่าปฏิวัติเขียว (Green Revolution) พูดถึงเรื่องข้าวมหัศจรรย์ซึ่งบันดาลให้มีผลผลิตสูง จนกระทั่งประเทศต่างๆ สามารถจะผลิตข้าวได้ทั้งที่เคยซื้อเราและก็เคยส่งออก เขาก็ส่งได้มากขึ้น ในกรณีนี้เรามีสินค้าข้าวซึ่งเป็นหลักนี้เรามีอยู่พอสมควร และเราควรที่จะขายได้ เราก็ควรจะเปลี่ยนนโยบายเสีย นโยบายเรื่องข้าวของรัฐบาลในปัจจุบัน จนกระทั่งดั้งเดิมมาถึงปัจจุบันนี้ พิจารณาแต่ในแง่การบริโภคภายใน เราหาได้คำนึงถึงการส่งออก การส่งออกหาเป็นความสำคัญไม่ การส่งออกนั้นเป็นเรื่องที่ ๒ เราต้องมีข้าวให้พอกินในประเทศเสียก่อน และไม่ใช่ให้แต่มีข้าวพอกินเท่านั้น เรายังต้องมีข้าวชนิดที่ราคาถูก ไม่ใช่ถูกธรรมดา ถูกเท่ากับครึ่งหนึ่งของราคาในตลาดโลกนั้น เราพึงเล็งไปในทำนองแตกต่างระหว่างข้าวภายในกับข้าวนอกในทั่วโลก แตกต่างกันอาจไม่ใช่ ๕๐% หรอก อย่างน้อยก็ ๓๐% ส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นพรีเมียมข้าว นี่เป็นเรื่องของแต่ก่อน เดี๋ยวนี้เราจะขายข้าวหรือไม่ขาย ถ้าเราอยากจะขาย ก็ต้องยอมเสียสละอะไรบางอย่าง ในกรณีเช่นนี้ ผมเห็นว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะพยายามหาวิธีที่จะลดพรีเมียมข้าวลงเรื่อยๆ เป็นเวลา ๓, ๔, ๕ ปี ค่อยๆ ลดลงก็ได้แต่การค่อยลดนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นจังหวะลงมาเรื่อยๆ แต่คอยดูโอกาสให้เหมาะ อันไหนที่ควรจะเห็นว่าถ้าการลดนั้นเป็นประโยชน์แก่ชาวนา เช่น ต้นฤดู เป็นต้น เราก็ลดลงมาให้พอสมควร เพราะข้าวยังอยู่ในมือของชาวนา ถ้าหากว่าราคาข้าวมันแพงขึ้นชาวนาจะได้ได้กำไรพอ ถ้าหากว่าปลายฤดูนี้ก็อย่าเพิ่งไปลดมัน เพราะเหตุว่าข้าวอยู่กับเจ้าของโรงสีกับผู้ส่งออกแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะลด ในการลดค่อยๆ ลดโดยพิจารณาโอกาสอย่างนี้ ผมก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจ และมิหนำซ้ำการที่ลดภาษีขาออกข้าวที่เราเรียกว่าพรีเมียมนี้คงจะเป็นประโยชน์เนื่องจากเรายอมให้ข้าวเปลือกที่ชาวนาขายนั้นแพงขึ้น ชาวนาก็จะได้มีโอกาส Green Revolution กับเขาบ้าง ทุกวันนี้ท่านอธิบดีกรมการข้าวได้บอกผมว่าเรามีข้าวมหัศจรรย์แบบใหม่แล้ว ใช้ได้แล้วนั้น ถ้าจริงก็ดี แต่เราก็ควรที่จะมีสิ่งต่างๆ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ ก่อนนี้เราก็เคยพูดกันว่า การบำรุงดิน อะไรเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์เนื่องด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่า เมื่อก่อนนี้เราก็เคยพูดกันว่า
คอยดูโอกาสก่อน เดี๋ยวนี้เห็นว่าควรจะจริงๆ จังๆ ที่จะลดพรีเมียมข้าวให้ดีพอสมควร

เรื่องข้าวไม่ใช่เรื่องเดียวที่เราจะต้องอาศัยในการที่จะส่งออกในการที่จะแก้ดุลการชำระเงินและดุลการค้าของเรา เราจำเป็นที่จะต้องขยายผลผลิตและการค้าภายในประเทศไทยให้มากขึ้น ทำให้สินค้าขาออกของเรามากขึ้น ถ้าหวนกลับไปคิดถึงเมื่อเราเลิกสงคราม เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วมา ท่านคงจะคำนึงได้ว่าเรามีสินค้าออกอยู่เพียง ๔ ประเภท ข้าว ยาง ดีบุก ไม้สัก เดี๋ยวนี้ใน ๔ ประเภทนั้นหงิกงอไปเสียประเภทหนึ่งแล้ว คือไม้สัก กลายไปเป็นปลอมตัวกับสินค้าอื่นๆ ที่ไม่สำคัญเสียแล้ว เพราะเหตุว่าไม่ค่อยจะมีความสำคัญนัก เดี๋ยวนี้เราเพิ่มจำนวนสินค้าที่สำคัญที่เป็นหลักในการส่งออกอยู่เพิ่มขึ้นมาก อย่างน้อย ๔–๕ ประเภท ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปอ และยังมีสัตว์อย่างปลา กุ้ง หรือไข่ไก่ ไข่เป็ดอะไรเหล่านี้ เราก็พยายามที่จะขยาย

และการที่เราได้ขยายสินค้าผลิตออกมาเป็นอันมาก จนกระทั่งถึงขณะนี้แล้วเราทำได้สำเร็จก็เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย จนกระทั่งมีดุลการชำระเงินเกินดุลมาทุกปีๆ ในระยะ ๑๐ ปีที่แล้วมาจะเรียกว่ารุ่งเรืองหรือไม่รุ่งเรืองก็แล้วแต่เถอะ แต่มันเห็นได้ชัดๆ อยู่ว่าเงินสำรองระหว่างประเทศซึ่งเป็นหลักทรัพย์ของประเทศไทยเรานั้น ได้ขยายเพิ่มขึ้นจาก ๓๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน ขึ้นไปถึง ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญอเมริกันในระยะ ๑๐ ปีที่แล้วนี้ จะเรียกว่าเจริญหรือไม่เจริญ แต่ตัวเลขเห็นชัด การพัฒนาเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นปีละ ๖% บ้าง ๗% บ้าง ๘% บ้าง ๑๑% บ้าง ๑๒% บ้าง ที่ ๑๑% ๑๒% ตอนที่ทหารอเมริกันเข้ามาสร้างฐานทัพ แต่ไม่คิดตอนนั้นก็ยังได้ คิดตอนปี ๑๙๖๕ หรือก่อนปี ๒๕๐๘ จะเห็นได้ว่าเราเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ๖% ๗% ๘% เราก็ขึ้นมาเรื่อย เรามีฝีมือในการพัฒนาเศรษฐกิจพอใช้ และไฉนเล่าจะมาปล่อยให้เหตุการณ์เพียงปีเดียวที่เราเสียดุลสำรองไปเพียง ๓๑ ล้านเหรียญอเมริกันทำให้เราใจฝ่อ ไม่คิดอ่านทำมาหากินให้มากขึ้น

เราต้องแก้เรื่องข้าวด้วยพรีเมียม เราต้องแก้ปัญหาเรื่องปอในเรื่องคุณภาพ เพราะคุณภาพมีค่าเท่ากับ ๘ ใน ๑๐ ของการหาตลาดคือหมายความว่า ถ้าเรามีปอชนิดนี้มาก เราขายได้ ๑๐๐% ไม่เป็นไร ไม่ต้องวิ่งไปหาตลาด ตลาดวิ่งมาหาเราเอง เรื่องข้าวโพด เรื่องปศุสัตว์ เรื่องอะไรต่างๆ เรื่องปศุสัตว์นี้ถ้าเราเอาเรื่องเอกสิทธิ์ของการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวออกเสีย ผมว่าปศุสัตว์เจริญแน่ๆ เราทำได้ไม่ว่าจะเป็นโค สุกร กระบือ ทำได้แน่

เพราะฉะนั้นผมจึงมีความหวังว่า ในการที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อที่จะแก้ดุลการค้านั้นการส่งเสริมสินค้าขาออก ด้วยการผลิตสินค้าที่โลกต้องการด้วยการแก้ปัญหาต่างๆ เราสามารถทำได้ มาติดอยู่
นิดเดียวคือข้อสำคัญข้อหนึ่งซึ่งจะเห็นได้ชัดจากคำแถลงของ ดร.แสวง กุลทองคำ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ บอกว่า การพัฒนาเกษตรนั้นกระทรวงเกษตรฯ ไม่สามารถจะกระทำได้เพราะไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯ เพราะเหตุว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่มีอำนาจเหนือดินกับน้ำ สมมุติเอาว่า เราอยากจะพัฒนาอะไร เช่นพูดถึงเรื่องการปรับปรุงผลผลิตข้าว ทุกวันนี้ถ้ารัฐบาลอยากจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตร รัฐบาลจำเป็นจะต้องไปหา ๔ กระทรวง คือกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย ถ้าพูดถึงกรมแล้วผมว่าไม่ต่ำกว่า ๑๐ กรมที่จะต้องเข้ามา มิน่าเล่าเขาถึงประชุมกรรมการกันเรื่อย พ่นกันเรื่อย ทำกันน้อย สมมุติว่าการพัฒนาผลผลิตข้าวไม่ได้ดีขึ้น เราจะไปบอกคุณพจน์ สารสิน ว่า เอ ทำไมท่านก็คุมชลประทานกับพัฒนาที่ดินอยู่ ทำไมท่านถึงปล่อยให้พัฒนาเกษตรไม่ได้ดี คุณพจน์ก็อาจจะบอกว่า อ้าว ก็หม่อมจักรทอง ไงล่ะ เกษตรนี่ หม่อมจักรทองก็บอกว่า อ้าว ก็สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท สำนักนายกนี้ไม่เห็นได้เรื่องเลย ไปๆ มาๆ ทั้ง ๓ กระทรวงนี้ก็บอกว่าอ้าว นายอำเภอเขาไม่ร่วมด้วย ไม่ช่วย กระทรวงมหาดไทยมัวไปทำอะไร มัวไปทำอะไร เรื่องนั้นเรื่องนี้ โยนกันไปกันมาจับใครไม่ได้ ดิ้นกันเป็นปลาไหล

เพราะฉะนั้นที่เราคิดอ่านทำอะไรกันนี้ ใจผมเห็นว่าไม่มีวิธีอื่นนอกจากจะปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมเสียใหม่ เพื่อที่เราจะได้ชี้ไปสู่คนหนึ่งทีเดียว จะเป็นหม่อมจักรทอง หรือจะเป็นคุณพจน์ หรือจะเป็นประภาส หรือจะเป็นคุณถนอม หรือจะเป็นใครก็แล้วแต่ใน ๔ กระทรวงนี้ คนที่รับผิดชอบ ทำไม่ไหวให้เขาว่าเอา ถ้าทำดีเรายกย่องสรรเสริญ ถ้าไม่มีใครรับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจ แล้วเราจะพูดกันเรื่องพัฒนาเศรษฐกิจไปทำไม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจเป็นฝ่ายวางแผน เมื่อวางไปแล้วเขาไม่ทำ เขาแย่งกันทำ หรือเขาเกี่ยงกันทำ แล้วเรื่องอะไรเราจะไปวุ่นวายกับเขา ให้เขาด่าเราเปล่าๆ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าช่องทางที่เราจะพัฒนาประเทศ กระจายไปทั่วกันทั้งราชอาณาจักรนั้น สำคัญอยู่ก็คือการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบจริงๆ ในการที่จะบริหารให้สัมฤทธิผลตามนโยบายของรัฐบาล

ขอบคุณ

ซักถาม

ถามข้อ ๑. ผมอยากจะกราบเรียนถามองค์ปาฐก เรื่องเกี่ยวกับการสนับสนุนให้มีการส่งสินค้าขาออก เท่าที่ผมฟังดูนโยบายของรัฐบาล หรือผู้อภิปรายทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องการส่งสินค้าขาออก รู้สึกว่าเราจะพูดถึงสินค้าที่เป็นวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นส่วนมาก ผมคิดว่านอกเหนือไปจากสินค้าที่เป็นวัตถุดิบทางการเกษตรแล้ว เราควรจะส่งสินค้าที่เป็นกึ่งสำเร็จรูปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ผลผลิตการเกษตรที่เหลือเฟือจากการบริโภคภายในประเทศแล้ว ราคาแต่เดิม เช่น สับปะรด หรือองุ่น หรือผลไม้อื่นๆ ซึ่งเราสามารถที่จะทำการผลิตออกมาให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป และส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้ หรือวัตถุดิบบางอย่างทางการเกษตร ซึ่งเราสามารถจะแปรรูปซึ่งสำเร็จรูปส่งออกไปขายได้ ผมอยากจะเรียนถามว่า เรามีนโยบายที่จะส่งเสริมการผลิตสินค้า ๒ ประเภทหลังนี้บ้างหรือเปล่า

ตอบ ผมเห็นชอบด้วยในหลักการที่ว่า ควรจะพยายามแม้แต่เกษตร-
กรรม ถ้าหากว่าเราสามารถจะผลิตออกไปแล้วมีคนเขาซื้อ เราก็ควร
ส่งเสริมและก็ผลิตออกไป โดยเก็บภาษีให้ถูกลง หรือไม่เก็บภาษี ยกเว้นภาษีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นวัตถุดิบของเรา ถ้าหากว่าเราใช้ข้าวในนี้แล้ว สามารถที่จะสีได้ หรือถ้ามาทำเป็นวัตถุสำเร็จรูปบางอย่างที่ท่านว่าเมื่อตะกี้นี้ เห็นด้วย ๑๐๐% แต่อย่าลืมว่า ถึงแม้ว่าเราจะส่งเสริมเรื่องสับปะรดกระป๋องก็ตาม เราจำเป็นจะต้องสนับสนุนข้างหลังด้วยวิธีการปลูกสับปะรดให้ดี ให้ถูก ให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่าพอตั้งโรงงานสับปะรดขึ้นมาแล้วก็น้ำท่วม น้ำท่วมตอนนี้ก็อย่าไปพูดถึง แล้วประเดี๋ยวก็ได้สับปะรด ประเดี๋ยวก็ไม่มีสับปะรด โรงงานนี้เจ๊งแน่

ผมเห็นอีกข้อหนึ่ง นึกด้วยว่าท่านจะพูดด้วยซ้ำ พูดถึงเรื่องข้าวโพดกับอาหารสัตว์ ข้าวโพดกับอาหารสัตว์นี่นะ เราควรที่จะเอามาใช้ผลิตหมูไทย หมายความหมูพันธุ์เทศก็จริง แต่มันเกิดในเมืองไทย เราเอาเข้ามาเลี้ยงเป็นสัญชาติไทยไปเสียแล้ว หรือว่าไก่ไทยอะไรเหล่านี้ แล้วก็ออกไปขายข้างนอกดีกว่าส่งข้าวโพดออกไป มันดี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือว่า เราอาจจะได้รายได้ดีขึ้น และอีกประการหนึ่งนั้น ไอ้ที่เราจะส่งข้าวโพดขายให้ญี่ปุ่นนั้น ไม่ต้องมาเถียงกันแล้ว ญี่ปุ่นยอมแพ้เราแน่ เพราะเหตุว่าเรามีช่องทางที่จะใช้ข้าวโพดของเรา เขาจะต้องมาคุกเข่าคำนับเราแล้วก็บอกว่าขอซื้อข้าวโพดเถอะ เวลานี้เราค่อนข้างจะคุกเข่าคำนับเขา

ถามข้อ ๒. กระผมขออนุญาตเรียนถามท่านองค์ปาฐกที่กล่าวว่า มีการประชุมเรื่องการเงินสงสัยว่าการเงินจะเฟ้อ ผมคิดว่าตอนนี้เงินเรายังไม่เฟ้อครับ เพราะเหตุว่าเรามีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีความสามารถอยู่แล้วครับ

ตอบ ขอบคุณ แต่ที่ผมพูดนั้นหมายความว่า แก๊ส มันค่อนข้างจะเฟ้อ แก๊สเรื่องการเงินนี่ก็หมายความว่าไอ้ลมหายใจที่เราพูดถึงเรื่องการเงินนี่มันมากเกินไปเท่านั้น

ถามต่อข้อ ๒. ปัญหาบางเรื่องที่ท่านได้บรรยายแล้ว อย่างเช่นเรื่องภาษีและเรื่องอื่นๆ แต่กระผมขออนุญาตเรียนถามเกี่ยวกับวิธีระดมกำลังเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับวิธีระดมทุนเพื่อพัฒนาการเกษตร ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ดำเนินนโยบายในด้านการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านเห็นว่าจะมีวิธีที่จะระดมทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทยด้วยวิธีใดบ้าง กิจกรรมมันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีทางทำได้เพียงใด นายธนาคารพาณิชย์ผู้หนึ่งเห็นว่าทุนเพื่อพัฒนา
การเกษตรนั้นหาได้ไม่ยาก ถ้าธนาคารจะใช้วิธีรับซื้อตั๋วเงินจากธนาคารพาณิชย์และด้วยวิธีบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ซื้อพันธบัตรเพื่อการเกษตร ที่เหมาะสมหรือด้วยกลวิธีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะกระทำด้วยวิธีการค้ำประกันก็ตาม ท่านเห็นว่าควรจะทำอย่างไรเราจึงจะได้เงินทุนเพื่อพัฒนาการเกษตรความจำเป็นอันรีบด่วนของประชาชนส่วนใหญ่

ในการอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาเรื่องดุลการค้าของประเทศไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ มีข้อเสนอของ ดร.แสวง
กุลทองคำ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผลผลิตการเกษตรขึ้นอยู่กับเรื่องใหญ่ๆ ๖ เรื่อง (๑) พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ (๒) วิธีการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การเกษตร (๓) การตลาดและราคาผลิตผล (๔) การจ้างพนักงานส่งเสริมการเกษตร (๕) การชลประทานเพื่อการเกษตร และ (๖) ทุน ข้อเสนอนี้บางข้อก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินงบประมาณ บางเรื่องเกี่ยวกับนโยบายในระดับชาติ และเป็นเรื่องความต้องการของประชาชนประมาณ ๕ แสนครอบครัว ในเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๓๒๑ ล้านไร่ อันกระทบถึงความมั่นคงปลอดภัยของประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ธนาคารแห่งประเทศไทยจะใช้กลยุทธ์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร และเป็นเรื่องรีบด่วน ตามอุดมการณ์ของท่านซึ่งได้บอกกล่าวไว้ในหลายแห่ง เพื่อประโยชน์ของคนส่วนมาก ในฐานะที่ท่านเป็นกรรมการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ คณบดีเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ว่าการธนาคารฯ จะดำเนินการอย่างไรเมื่อใดจะให้ใครทำบ้าง ด้วยวิธีใดและจะให้ใครนำเรื่องความเห็นของท่านไปสู่การปฏิบัติโดยเร็ว

ตอบ (๒) ขอบคุณครับ ผมเข้าใจว่าคำถามนี้ส่วนใหญ่ คุณสมพงษ์ ธนโสภณ ได้บรรยายให้ฟังเท่าที่เกี่ยวกับความคิดความเห็นส่วนตัวของคุณสมพงษ์แล้ว จะเป็นเมื่อวานหรือเมื่อวานซืนนี้ผมจำไม่ได้ ผมเข้าใจว่าคุณสมพงษ์ก็ได้พูดถึงเรื่องธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย ไม่ใช้งบประมาณอย่างเดียว ไม่ทราบว่าคุณไปฟังคุณสมพงษ์หรือเปล่า เข้าใจว่าเมื่อวานนี้ตอนบ่าย คุณสุภาพ ยศสุนทร กับนายธนาคารพาณิชย์ ก็ได้มาพูดกันในเรื่องนี้อยู่เช่นเดียวกัน ผมเข้าใจว่าคุณจำเนียร สาระ-
นาค ก็คงจะพูดถึงบ้างกระมัง แต่ถ้าหากว่ายังจำเป็นที่จะต้องพูดซ้ำ ผมก็ยินดี

คือการที่เราจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย คือธนาคารกลางที่สนับสนุนเป็นกองหนุนให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตร และการธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ตลอดจนรัฐบาลนั้น เราก็ทำอยู่ทุกๆ ขณะในระยะของการผลิต และทำอยู่สำหรับสินค้าสำคัญๆ แต่ละประเภท ทุกวันนี้เครดิตที่เราให้ในวงเงินที่เราให้แก่ธนาคารสินเชื่อการเกษตรนั้นขึ้นไปเป็นจำนวนเงิน ๑๕๐ ล้าน คือหมายความว่าขณะนี้ยัง ๑๕๐ ล้าน ซึ่งต่อไปอาจจะมากขึ้นกว่านี้ แต่ความหมายของวงเงิน ๑๕๐ ล้านนั้นหมายความว่าถ้าปีหนึ่งหมุนได้ ๘ หน มันก็ไปถึง ๑,๐๐๐ ล้าน นี่เป็นลักษณะอย่างนั้น มิหนำซ้ำเรื่องที่จะสนับสนุนเรื่องฝ้าย เราก็ได้ติดต่อกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ว่าเราก็จะช่วยในด้านการเงินและมิหนำซ้ำช่วยด้วยอัตราต่ำ คือไม่ใช่อัตรา ๑๑% ที่เราจะให้แก่ธนาคารพาณิชย์ เราให้ด้วยอัตราพิเศษ ต่ำกว่า ๑๑% จะเป็น ๕% เป็นอัตราพิเศษอยู่ เวลาจะส่งออก เราก็ช่วยอีก ใครส่งออกทำเรื่องผ่านธนาคารมา รับเงินไม่ทันใจให้อีก ๕% โดยคิดดอกเบี้ย เวลาที่ใครขายวัตถุดิบให้แก่บริษัทอุตสาหกรรม เราช่วยอีก ช่วยแล้วไม่ใช่ไม่ช่วย แต่คุณก็บอกแล้วว่า
ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาตินั้นจะต้องเป็นผู้รอบรู้และทำการโดยรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดเงินเฟ้อ ทีนี้มันไม่ใช่เกิดเงินเฟ้ออย่างเดียวล่ะครับ ในการที่เราจำเป็นให้มีหลักเกณฑ์ในการที่จะช่วยนั้น นอกจากจะพิจารณาเรื่องเงินเฟ้อแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องดูว่า ไม่มีใครที่จะต้มเราด้วย เพราะถ้าถูกต้มแล้วมันเคืองยิ่งกว่าเงินเฟ้อเหลือเกิน คือหมายความว่าใครมาหลอกว่าจะไปทำอะไรนั้นแต่ไม่ทำหรอก เอาเงินไปหมุนเสียเรื่อยๆ เราจึงมีหลักเกณฑ์ให้ถูกต้องเป็นไปโดยชอบธรรม

สำหรับเรื่องธนาคารพาณิชย์ ผมอยากจะพูดเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย เห็นพูดกันมามาก ธนาคารพาณิชย์แท้จริงนั้นมีหน้าที่ไม่ใช่เฉพาะแก่เกษตรกรเท่านั้น มิฉะนั้นเราก็เรียกว่าธนาคารเกษตรไปแล้ว ที่เรียกว่าธนาคารเกษตรซึ่งล้มไปกลายเป็นธนาคารกรุงไทย ไม่ใช่เกษตรหรอก แต่ธนาคารสินเชื่อการเกษตรที่เป็นธนาคารเกษตรจริงๆ ถ้าธนาคารพาณิชย์เขามามีหน้าที่ในเรื่องอื่นด้วย แล้วก็ธนาคารพาณิชย์รับเงินฝากจากประชาชนเบี้ยน้อยหอยน้อย ตลอดจนกระทั่งเศรษฐีมีเงินมาก จะทำอะไรที่เพลี่ยงพล้ำไป เพื่อที่จะให้เงินฝากของผู้ที่ฝากเงินนั้นเสียหายไป เขาจะต้องระวัง ถ้าเขาไม่ระวัง ธนาคารชาติก็จะบอกให้เขาระวัง ทีนี้ท่านก็รู้แล้วว่าในการที่จะให้กู้แก่เกษตรกรนั้น เขาจะต้องใช้เงินมาก เขาจะต้องไปตรวจตราดูว่าได้ทำตามที่ต้องการหรือเปล่า มันผิดกับการให้ประโยชน์แก่ห้างร้านสำหรับซื้อสั่งของเข้ามาเพราะมันมีตั๋วแสดงว่าของมาแล้วหรือของกำลังจะลงเรือลำนั้นลำนี้ อย่างนี้เขาได้เงินไปโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากนัก แต่ถ้าให้เกษตรกรกู้ไปนี้เขาจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก และถ้าหากว่าเขาต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากและกำไรเขาน้อย ความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ย่อมจะเสื่อมโทรมลง เราจึงยินดีที่จะสนับสนุนสหธนาคารพาณิชย์ ทำการให้สินเชื่อการเกษตรแต่ภายในวงจำกัด จะเห็นได้ว่าถ้าหากคนไปเร่งเขาทำไมไม่ทำสินเชื่อการเกษตรและเขาก็อึกอัก บางคนอาจจะพูดอย่างที่ผมพูด แต่บางคนที่ไม่ซื่อ มีวิธีง่ายนิดเดียว เขาซัดธนาคารชาติว่าธนาคารชาติไม่ช่วยเขา เขาก็ไม่ช่วยเกษตรกร แต่ที่แท้จริงเรื่องเป็นเช่นนี้ ท่านอยากให้ธนาคารพาณิชย์ของเราง่อนแง่น หรือว่าอยากจะให้เขามั่นคง เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันมากที่จะต้องพิจารณากัน การที่รัฐบาลสามารถสร้างเขื่อนได้ เพื่อประโยชน์ของชาวนา ทำถนนให้เพื่อประโยชน์ของชาวนาได้ เหล่านี้นะรัฐบาลใช้เงินรายได้ของรัฐบาลอยู่บ้าง กับใช้เงินที่กู้มาอยู่บ้าง และเมื่อปีที่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยก็ซื้อพันธบัตรธนาคารโลก เพื่อโครงการเขื่อนผาซ่อม และเพื่อโครงการของถนน ๑๗ ล้านเหรียญอเมริกัน คือ ๓๖๐ ล้านบาท นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่นิ่งนอนใจ แต่ผมอยากจะยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า เรื่องเงินที่จะพูดนี้ ธนาคารชาติสร้างสรรค์มาจากอากาศก็ทำได้ แต่แล้วจะเสียหาย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องจำหน่ายเงินให้เหมาะกับสถานการณ์ อะไรๆ จะมาบอกว่าธนาคารชาติไม่ช่วย มีเงินจะจ่ายได้ก็ไม่จ่าย แต่จ่ายไปแล้วให้มันถูกต้องเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง ดังที่ผลผลิตออกมาแล้ว ให้เงินได้ประโยชน์กับสถานการณ์ของประเทศ

อีกอย่างหนึ่งที่ ดร.แสวง กุลทองคำ พูดถึงธรรมศาสตร์ เมื่อวันก่อนนั้นน่ะ มีข้อจับใจผมอยู่ข้อเดียว ข้ออื่นๆ ใน ๖ ประการนั้นก็เป็นเรื่องที่นักเรียนเขาเขียนทำกันในการสอบไล่ แต่ผมอยากเรียนว่า ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ที่จำเป็นมากที่สุดคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถที่จะใช้วิชาการความรู้ให้เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการผลิต และเรื่องนี้ก็คาบกันอยู่เกี่ยวกับการศึกษาของเกษตรกร ถ้าเกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมนั้นย่อมจะมีโอกาสน้อยลง ผมเรียกว่าการศึกษาไม่ได้หมายถึงการศึกษาในโรงเรียน คนที่อายุ ๑๖, ๑๗, ๑๘ และ ๒๐ ในเวลานี้จำนวนตั้งล้าน จำเป็นที่จะต้องทำอะไรบางอย่างให้แก่พวกเขา และพวกนี้กำลังเป็นกำลังช่วยของประเทศในปัจจุบันนี้ ในขณะนี้มีโครงการหนึ่งมีคณะสำรวจมาจาก UNESCO และธนาคารโลกมาสำรวจพิจารณาดูโครงการว่าจะให้รัฐบาลเสนอ ให้รัฐบาลวางโครงการอะไร จึงจะเป็นประโยชน์กับการศึกษาและเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องที่เขาต้องการสำคัญอยู่อันหนึ่งคือชาวนา จำพวกอายุ ๑๔, ๑๕, ๑๖, ๑๗, ๑๘ และ ๒๐ นี้มาจากชนบท ซึ่งออกจากโรงเรียนไปแล้ว เรียนหนังสือบ้าง ไม่ได้เรียนบ้าง เรียนแล้วลืมบ้างไม่ลืมบ้าง เอากลับมาใช้ประโยชน์เรื่องการศึกษาให้ดี แล้วก็ให้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิคทางเกษตรพอสมควร อันนี้ผมก็สนใจ เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศของเราเป็นอย่างมาก เพราะเหตุว่าจะทำให้ชาวนาของเรานี้สามารถยักย้ายถ่ายเทปลูกข้าววิธีนั้น ปลูกข้าววิธีนี้ ปลูกอย่างอื่นวิธีอื่น เขาทำได้เขาช่วยตัวของเขาเองได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมต้องการและผมเชื่อเหลือเกิน และผมก็ได้บอกกับเขาไว้ว่า ถ้าจะทำโครงการนี้ ควรจะให้ ๓ แห่งเข้ามาร่วมด้วยกัน คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมกันทำโครงการนี้แล้ว ก็ไปดำเนินการนี้แหละ จะเป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นและเป็นประโยชน์แก่การเกษตรของประเทศไทย

ถามข้อ ๓. ผมอยากจะเรียนถามท่านองค์ปาฐก ดังต่อไปนี้

(๑) เกี่ยวกับหลักการพัฒนาเศรษฐกิจที่กล่าวว่า การเก็บภาษีให้มากจากคนมีและให้น้อยจากคนจน การผลิตของขึ้นใช้เองและเก็บภาษีมรดก หรือการรับมรดก ล้วนแล้วแต่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ
ทั้งสิ้น ในฐานะที่ท่านเกี่ยวข้องอยู่ในการเศรษฐกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมอยากจะเรียนถามว่า ทำไมเราจึงยังไม่ทำกัน ทำไมเราจึงไม่เร่งดำเนินการทำ ทั้งๆ ที่ต้องการให้การพัฒนาเศรษฐกิจสัมฤทธิผล

และ (๒) ผมอยากจะเรียนถามท่านว่า การจำกัดกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร

ตอบ ขอโทษ ข้อ (๒) พูดใหม่ซิครับ จำกัดกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผมพูดมานี้ เมื่อเป็นข้อดีแล้วทำไมถึงไม่ทำใช่ไหมครับ

คำตอบคือว่า ผมพูดกับเพื่อนๆ บางคนยังไม่จับใจรัฐบาล ก็ขอให้ท่านทั้งหลายถ้าเห็นว่าที่ผมพูดนี้ถูกก็โปรดช่วยกัน ช่วยหน่อยเถอะ ช่วยกันบอกกับผู้แทนราษฎรของท่านว่าควรทำอย่างนี้ แล้วก็เร่งรัดทำ เวลาท่านนายกรัฐมนตรีมาประชุมสภามหาวิทยาลัยหรืออะไรที่นี่ ก็ช่วยบอกกับท่านด้วยว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เห็นอย่างนี้ช่วยกันพูดหน่อย บางทีเรื่องที่ผมพูดไปนั้นยังมีน้ำหนักไม่พอ แต่แท้จริงนั้นก็ข้อเสนอบางข้อนี้ เราอย่าว่าใครมีเจตนาไม่ดีเลย ภาษีมรดกนี้คนที่รักลูกมากๆ อาจไม่เห็นด้วย แล้วยิ่งคนรวยยิ่งรวยขึ้นไปไม่เห็นใหญ่ เพราะเหตุว่าเงินที่เขาสะสมไว้แล้วนั้นในทางที่ชอบและไม่ชอบบ้างสะสมขึ้นมาแล้ว เสร็จแล้วจะให้รัฐบาลเอาไปเฉยๆ เขาก็เสียดายเหมือนกัน ประโยชน์ส่วนตัวก็มี แต่ถ้าเราเห็นว่าเป็นประโยชน์ส่วนรวมที่จะต้องมีให้มากพอประมาณ เพราะเหตุว่าคนของเราก็มีมากแล้ว การเกิดขึ้นมาก็ต้องมีทางทำมาหากินกัน ทีนี้ถ้าหากว่าใครมี หรือมีอำนาจเงินสามารถที่จะมีที่ดินให้มันมากขึ้นๆ ทุกหนทุกแห่ง ภาคเหนือก็มี ริมทะเลก็มี ภาคใต้ในไร่ ไม่รู้ล่ะว่าถนนสายไหน ฝรั่งมาช่วยทำหรือว่าเราทำเอง พอเปิดใหม่ขึ้นมาปั๊บจะต้องมีผู้หลักผู้ใหญ่ของเราไปมีไร่อยู่แถวนั้น ไอ้นี้มันตะกละตะกลาม ให้คนอื่นเขาเสียบ้างดีกว่า เพื่อนบ้านเพื่อนมนุษย์เราที่อยู่แถวนั้นจะไม่ช่วยกันทำบ้าง ถึงแม้ในกรุงเทพฯ ก็เช่นกันนะครับ ผมมีอยู่แห่งหนึ่งที่พูดสารภาพมาเมื่อกี้นี้ ก็รู้สึกว่าพอดีแล้ว ถ้าผมมี ๒ ไร่ ที่จะไม่ดี ท่านลองไปดูซิ มันไม่มีแต่ที่ดินเท่านั้น มันมีบ้านด้วย ลองไปเปิดสมุดโทรศัพท์ดูแล้วกัน แล้วก็คุณนึกถึงคนสำคัญ ใครหรือคนใดคนหนึ่ง ผู้จัดการธนาคารโน้นรึ รัฐมนตรีนี้รึ คุณจะเห็นว่าชื่อในสมุดโทรศัพท์ของเขายาวแค่นี้ คือมีมากเกินไปแต่ที่จะไปห้ามเขาด้วยการนิมนต์พระมาเทศน์นี้คงจะไม่มีผล เพราะฉะนั้นที่ถามมาผมเห็นด้วย คือเราต้องทำคือเก็บภาษีทรัพย์สิน

ถามข้อ ๔. หลักการนโยบายการคลังที่องค์ปาฐกได้บรรยายมาในเรื่องเกี่ยวกับการภาษีนั้นในหลักการผมเห็นด้วยนะครับ ว่าจะเก็บภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สิน แต่ถ้าเราคำนึงถึงสภาพของสังคมในปัจจุบัน ความซื่อสัตย์สุจริตของประชาชน การที่จะหลีกเลียงภาษีเหล่านี้ผมว่ามันมีช่องทาง ยกตัวอย่างเช่น ภาษีมรดก สมมุติว่าตนมีประสิทธิภาพมากมาย ในการที่หาทรัพย์สินสะสม เอาไว้ให้ลูกหลาน ผมอาจจะไม่ได้ใช้ชื่อของผมเป็นเจ้าของ ผมอาจจะมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่บุตรของผม โดยที่ผมได้แจ้งจดทะเบียน ถ้าหากว่าทุก Generation ทำกันต่อไปอย่างนี้แล้ว ภาษีมรดกเราจะได้อย่างไร

ตอบ ผมมีความเห็นพ้องด้วยกับท่านที่อภิปรายเมื่อตะกี้นี้อยู่นิดหนึ่งคนตอนต้น คือว่าวิธีการเก็บภาษีอากรกับการบริหารเรื่องภาษีอากรของเรายังบกพร่องอยู่มาก ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก พูดด้วย ภ.ง.ด. ไม่ต้องพูดตัวภาษีมรดก ที่นั่งกันอยู่นี้มีกี่คนที่บอกได้ว่าเสียได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควรจะเสีย คนที่ไม่ต้องเสียก็ไม่ต้องบอกหรอกครับ มันมีเรื่องหลายๆ เรื่อง และไอ้การโกง เรื่องการโกงรัฐบาลนี้ เราไม่ถือเป็นบาปใช่ไหม คือว่าเก่ง แต่ผมอยากจะเรียนว่า ข้อเหล่านี้เราควรพยายามที่จะแก้ไขไป ถ้าเราไม่แก้ไขแล้วยิ่งมีการหลีกเลี่ยงภาษี โดยความหย่อนสมรรถภาพของผู้ที่ดำเนินการเก็บภาษีนี่ หรือจะเป็นด้วยการโกงของเขาก็ตามเถอะ ก็เท่ากับว่าเครื่องมือของรัฐบาลยิ่งขี้เท่อยิ่งขึ้นทุกที ข้อนี้จำเป็นที่จะต้องแก้ไขแน่ไม่มีปัญหาล่ะครับ

แต่ส่วนเรื่องวิธีการหลีกเลี่ยงภาษีมรดกที่ท่านว่านั้น ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับท่านนิดหนึ่ง ขอแย้งอย่างนี้ แย้งว่าคนไทยเราถึงแม้ว่าจะหลบหลีกเลี่ยงภาษีเก่งๆ สักปานใด ก็ไม่ใช่เก่งที่สุดในโลก ฝรั่งเขาเก่งกว่า เก่งกว่าแยะ แล้ววิธีที่เขาหาทางป้องกันไม่ให้หลีกเลี่ยงภาษี นี่มันก็มี ที่เขาเก็บภาษีมรดกกันได้เป็นจำนวนมากๆ หรืออะไรกันที่อเมริกาผมก็ว่าเขาก็หลีกเลี่ยงภาษีกันพอใช้ แต่ว่าเขาก็มีวิธีที่จะเรียกว่าตะล่อมทางนั้นตะล่อมทางนี้ ยังไงๆ ก็ไปจับเขาได้พอใช้ครับ ไม่เป็นไร เรื่องนี้ผมเคยศึกษามาพอสมควร รู้สึกว่ามีทางแยบคายที่จะคอยต้อนไว้ได้ แต่แน่ละ ถ้าหากว่าเครื่องมือของเราไม่ดีพอ ก็น่าวิตกอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเถอะจะเก็บได้เก็บไม่ได้นี่ ผมอยากจะให้เป็นหลักการไว้ว่า อย่างน้อยก็ขอให้มีไว้เถอะ ว่าทั้งชาติเรานี้ เราตรากฎหมายไว้ว่า ไม่ใช่ว่าเขาจะพูดกันแต่ปากว่า ต่อไปนี้คนจนเราจะช่วยด้วยการเก็บภาษีจากคนมีไปหาคนจน เก็บจริงๆ ซะด้วย ออกกฎหมายมาอย่างน้อยยังดีกว่า นี่มันพูดกันคล้ายๆ กับว่าทางที่สหรัฐอเมริกาเขามีการถือผิวกันก็จริง แต่กฎหมายเขาไม่ได้ส่งเสริมให้มีการถือผิว แต่ที่แอฟริกาใต้นั้นน่ะมีการถือผิว และมิหนำซ้ำออกกฎหมายให้ถือผิวกันซะด้วย นี่ร้ายยิ่งขึ้น ของเรากลับกัน เราควรจะออกกฎหมายในเรื่องนี้ พูดถึงการโกงรัฐบาลนี่ผมมีเรื่องหนักใจอยู่ข้อหนึ่งนะครับ แล้วผมเข้าใจว่าท่านทั้งหลายที่เคยประสบมา คงจะรู้สึกเวลาที่เรานำสินเชื่อไปสู่ชาวบ้าน จะไปผ่านสหกรณ์ก็ดี ไม่ผ่านสหกรณ์ก็ดี เท่าที่เคยประสบมารู้สึกว่าชาวบ้านของเรายังมีความคิดไปในทำนองว่า เงินนี้เป็นเงินหลวงที่จะเอามานี้ เมื่อเงินหลวงแล้วเอามาให้กู้ยืมก็จริง เราเป็นลูกหนี้หลวงก็จริง แต่จะไปใช้ท่านทำไม ใครเอาไปใช้นี่ไม่ใช่ลูกผู้ชาย และเราจะเอาเนื้อหมูไปใส่เนื้อช้างทำไม ลักษณะอันนี้ผมว่าเป็นเรื่องติดพันอยู่เมื่อ ๒ ปีก่อนนี้ ที่เราทำสินเชื่อการเกษตร ทางด้านเร่งรัดพัฒนาชนบททางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีรายหนึ่งที่เป็นหัวหน้าครูประชาบาล เขาบอกว่า เอาตั้งแต่เกิดมากู้เงินหลวงมาแล้วไม่เคยใช้สักที แล้วคราวนี้เรื่องอะไรเราจะไปใช้ นี่มันเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าเราควรจะหาวิธีแก้ไขให้มันดีกว่านี้ แล้วการที่เราทำแบบธนาคาร ถึงแม้ว่าจะเป็นธนาคารของหลวงก็ตาม หรือเป็นธนาคารของราษฎรก็ตาม มันอาจจะช่วยได้ ในเรื่องที่เวลาเอาไปช่วยแล้วเราไม่ได้ตั้งใจเอาไปช่วยให้เปล่า ให้ไม่ได้เงิน ของใครเขาให้กันเปล่าๆ ต้องให้กู้ การให้กู้นี้ต้องมีการชำระคืนกลับมา นี่เป็นข้อที่ผมอยากจะฝากไว้ต่อไป ไปอบรมราษฎรหรืออะไรก็น่าที่จะพยายามให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างที่กล่าว

ถามข้อ ๕. กราบเรียนอาจารย์ครับ เรื่องแรกใคร่จะแจ้งที่ประชุมนี้ว่า บุคคลที่เห็นว่าการช่วยเหลือชาวนาโดยตรงยังต้องมีการช่วยเหลือทางอ้อม อีกอย่างหนึ่ง คือให้การศึกษาบุคคลที่จะไปช่วยชาวนา มีความสำคัญมาก ถ้าท่านอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และนิสิตที่อยู่ที่นี่และผมเป็นอาจารย์ที่นี่ด้วย ท่านผู้หนึ่งที่ช่วยเหลืออย่างยิ่งในเรื่องนี้ก็คือท่านปาฐกนี้ล่ะครับ ท่านผู้ว่าการธนาคารฯ ท่านก็ช่วยเหลือและขณะนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังจะขอกู้เงินธนาคารโลก เท่าที่อธิการบดีแจ้งที่ประชุมแล้วพวกกระผมก็ทราบอยู่ทุกวันนี้ว่า ท่านปาฐกผู้หนึ่งที่ช่วยอย่างทะมัดทะแมงที่สุด ในเรื่องที่จะขยายให้การศึกษาในเรื่องการเกษตรนี้เป็นอันมาก จนถึงได้ทราบมาจากท่านอธิการบดีว่าแม้แต่ธนาคารโลกจะไม่ยอมให้เงินกู้ ถ้าทางธนาคารชาติมีเงินก็อาจจะให้กู้ได้ สิ่งนี้ประทับใจพวกกระผมมากในฐานะที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นี่นะครับ เพราะว่าจะช่วยชาวนาโดยทางนี้อีกอย่างหนึ่ง เพราะให้เงินไปแล้วก็รู้จักวิธีปลูกวิธีปราบก็จะเป็นหนี้หลวงและไม่ยอมคืนอย่างที่ท่านว่า อันนี้ขอแจ้งในที่ประชุมนี้ด้วยว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้ และยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เป็นปัญหาครับ มีลูกศิษย์อาจารย์ที่เรียน Money Banking กล่าวหาอาจารย์ว่า ทำให้ดอกเบี้ยสูง ทำให้ชาวนาขาดแคลนเงินทุนที่ดอกเบี้ยต่ำพอสมควร เพราะอาจารย์กลัวเฟ้อแต่ว่าไม่กลัวแฟบ จึงทำให้ดอกเบี้ยสูง ในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมา อัตราเพิ่มของ GNP เข้ายุ่งกับอัตราเงินหรือ GNP แล้ว ถ้าตัวเลขของธนาคารชาติกับตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติถูกต้อง ถ้าเทียบ ๒ อัตราเพิ่ม ก็จะปรากฏว่าอัตราเพิ่มของ GNP สูงกว่าอัตราเพิ่มของเงินที่จ่ายออกมา เพื่อทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งคงจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงเกินไปในฐานะที่มีผู้กล่าวหาเช่นนี้ ขอเรียนถามว่า เป็นอย่างนี้จริงหรือเปล่า หรือมีเหตุผลอย่างอื่นด้วย

ตอบ ผมคิดว่าสถิติที่อ้างมานั้น คงจะไม่จริงหรอกครับ เพราะเหตุว่า สูตรที่เกี่ยวกับปริมาณของธนาคารชาตินั้น เป็นไปอย่างนี้ครับคือ ถ้าเราคาดไว้ GNP จะขึ้นเท่าใดเราพยายามให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเท่ากับ GNP บวกด้วยปริมาณ ๓ หรือ ๔% ทำไมถึงเพิ่มถึง ๓–๔% ก็เพราะเหตุว่า ประเทศไทยเรานี้เป็นประเทศที่กำลังขยายตัวและมีชนบทบางแห่งซึ่งเดิมใช้เงินน้อย กลายเป็นใช้เงินมาก มี Cash Crop มากขึ้น นี่เราใช้สูตรอย่างนี้ แต่สูตรนี้ผมก็รับรองไม่ได้ว่าเราทำได้เสมอไป แต่เราตั้งใจเป็นสิ่งที่เราตั้งใจกันอยู่เสมอ ในปี ๑๙๖๖ เมื่ออเมริกันเข้ามา
สร้างฐานทัพหลายๆ แห่งในประเทศไทยนั้น GNP เพิ่มขึ้นเป็น ๑๒% แต่ปรากฏว่าปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น ๑๖% เกินไปหน่อย ดังนั้น แล้วเราจะเห็นได้ว่าในปีนั้นดัชนีค่าครองชีพมันสูงขึ้น แต่กระนั้นก็ตามจะเห็นได้มีบางปีที่เราพลาดเป้าหมาย ดูเหมือนจะปีต่อมา พอเราเช็กเข้าเราก็พยายามหดเครดิตลงมา เราก็หดลงมา ทีนี้มันหดมากไปหน่อยก็เหมือนกับพวกเราพยายามยิงปืน ยิงเข้าไปจะให้ถูกเป้า แต่ว่าสูงขึ้นไปหน่อย เราก็ลงมา มันก็เตี้ยลงมาหน่อย มันก็พลาดไปหน่อย อันนี้ไม่ได้เจตนา อันนี้เป็นสิ่งที่ผมพอจะพูดได้ อีกสิ่งหนึ่งคือเราปล่อยให้ดอกเบี้ยสูง มีอยู่ครั้งเดียว คือในปี ๒๕๑๒ เราเพิ่มดอกเบี้ยที่เราได้จากธนาคารพาณิชย์จาก ๘% ต่อปี หรือ ๗% ต่อปี ดูเหมือนจะเป็น ๘ เพิ่มขึ้นเป็น ๑๑% นั้น สำหรับเรื่องธนาคารพาณิชย์จะมาจากธนาคารชาติ โดยไม่ผูกพันกับโครงการใดๆ มาขอกู้โดยเอาพันธบัตรมาค้ำประกัน แต่เอาไปใช้ได้อย่างไรๆ ใช้ได้ อันนี้เราถึงได้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยคือสูงถึง ๑๑% เหตุผลก็คือในขณะอัตราทั่วโลกในขณะนั้น เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ U.S. Dollar ในยุโรปถึง ๑๒% เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยั่วยวนให้ธนาคารพาณิชย์เอาพันธบัตรของรัฐบาลมาวางไว้ที่ธนาคารชาติ แล้วก็เบิกเงินไปด้วยอัตรา ๘% และในขณะเดียวกันก็ซื้อเงินตราที่ธนาคารชาตินั่นเอง ส่งไปลงทุนข้างนอกได้ ๑๒% อันนี้เงินก็รั่วไหล ถ้าผมไม่ทำ ผมไม่เอาดอกเบี้ยให้มันสูงขึ้นเป็น ๑๑% ให้ยันไว้ซะ ก็เท่ากับธนาคารชาติบกพร่องในการที่จะควบคุมไม่ให้เงินทุนรั่วไหลลงไป แต่ว่าในขณะเดียวกันนั่นน่ะ ไอ้ที่เราคิดดอกเบี้ยกับธนาคารพาณิชย์ ๕% ต่อปี สำหรับสินค้าออก สำหรับวัตถุดิบ สำหรับเรื่องเกษตร เรื่องอะไรต่างๆ ที่เราทำมาแล้วก็ยังคงที่อยู่และยังขยายตัวกันออกไปทุกๆ ปี เรื่องนี้ไม่ใช่เครดิตของผมอย่างเดียว เป็นเครดิตของผู้ว่าการธนาคารชาติก่อนผม ซึ่งท่านได้เริ่มทำมาแล้ว แต่ผมพูดได้ว่า เพราะผมอยู่นานตั้ง ๑๐ ปี มันเลยขยายออกมาตั้งเยอะ เงิน
ที่เราผลักออกไปแต่ละปีๆ ที่ออกไปสู่ทั่วๆ ไป ในวงการผลิต และพาณิชยกรรมก็มากขึ้นทุกทีๆ ไม่ใช่น้อยครับ และหนำซ้ำไอ้การที่เอาไปบังคับดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาลกับดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารให้ลงมาจาก ๙% เป็น ๘% ลงมาเป็น ๗% นี้ก็เพื่อประโยชน์ในการที่จะทำให้ดอกเบี้ยต่ำลงมา แต่ถ้าเราจะไปทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลงไปอีก ธนาคารพาณิชย์เขาสู้ไม่ได้ และเมื่อเขาสู้ไม่ได้ เขาเก่งมากเขาทำผิดกฎหมาย เขาเลี่ยงเอาก็ได้โดยง่าย เราต้องค่อยๆ ทำลดลงมาเรื่อย แต่เนื่องจากเหตุการณ์ทั่วโลกมันแปรปรวนไปในปี ๒๕๑๒ นี้ก็จำเป็นที่จะต้องมียกเว้น มีการระงับไว้บ้าง แต่ผมคิดว่าข้อกล่าวหาที่ว่า ธนาคารชาติจะมาระมัดระวังกลัวเงินเฟ้อจนเกินไปนั้น ผมคิดว่าก็อาจจะมีมูลแห่งความจริงบ้างก็ได้ เพราะเหตุว่าผมกลัวเหลือเกินเรื่องเงินเฟ้อแต่ไม่เคยเลยที่จะไปคิดจำกัดสินเชื่อ ผมเคยบอกกับรัฐบาลเสมอว่า ถ้าหากว่ารัฐบาลกู้เงินจากธนาคารชาติมากๆ เข้าละก็ จำเป็นที่จะต้องไปจำกัดสินเชื่อในด้านพาณิชยกรรม และอุตสาห-
กรรมภาคเอกชน เพราะเอาเงินให้รัฐบาล เรื่องได้สูตรของผมที่พูดถึงเรื่องปริมาณเงินกับผลผลิตให้มันเพิ่มขึ้นให้มันสมดุลกันนั้น มันจะเอียงสู่รัฐบาลและจะต้องจำกัดด้านประชาชนอย่างนี้ไม่ชอบ และทุกวันนี้ยังไม่เคยเลย ไม่เคยจำกัด นอกจากเมื่อปี ๒๕๑๒ ที่มีความจำเป็นมีอีกข้อหนึ่งก็คือ ต้องเพิ่มเงินสดสำรองขึ้นจาก ๖% เป็น ๗% ไอ้นี่จำเป็นด้วยเหตุการณ์ทางด้านต่างประเทศก็มี ทางด้านภายในประเทศก็มี แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ผมเป็นจำเลยแล้ว มันก็ต้องแก้ตัวเป็นธรรมดา ไปเปิดเรื่องไปดูตัวเลขแล้วไปหาข้อเท็จจริง จริงๆ ดังว่า นี่ผมก็แก้ไปแล้ว ดูว่าที่ผมพูดนั้นจริงหรือไม่จริง ไปขอข้อเท็จจริงเพิ่มเติมดีกว่า

ถามข้อ ๗. ผมขอเรียนถามทัศนะและปัญหา ๒ ข้อ

(๑) ในทัศนะของปาฐกนั้น ภาวะการเงินของไทยในปัจจุบันที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เนื่องจากปรากฏว่าพวกพ่อค้าก็ดี การใช้เงินต่างๆ เช็คต่างๆ ก็ดี รู้สึกว่ามันชักจะลำบากขึ้นแล้ว การเงินต่างจังหวัดก็รู้สึกว่ามันจะเข้ามาในพระนครมากขึ้น การทำงานก็รู้สึกจะน้อยลงกว่าในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ก็รู้สึกเป็นที่น่าคิดกันอยู่มาก ไม่ทราบว่าในทัศนะขององค์ปาฐกจะเป็นอย่างไร

(๒) ความคิดเห็นในเรื่องการจำกัดกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ในฐานะที่เราจะส่งเสริมให้มีการผลิตอย่างสูง รู้สึกจะมีการขัดอยู่บ้าง กล่าวคือ ในการผลิตที่จะให้ผลผลิตสูงสุดขึ้นนั้นเรื่องขนาดของการผลิตก็เป็นเรื่องสำคัญอีกอันหนึ่ง เมื่อเราได้จำกัดกันเสียการผลิตก็อาจจะตกต่ำไป แต่ในขณะเดียวกันก็ขอให้คิดถึงเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการผลิต หรือเสรีในการผลิต ในการประกอบการ ทัศนะของปาฐกจะเป็นยังไง ขอถามเพียง ๒ ข้อ

ตอบ ผมเห็นด้วยครับในเรื่องที่ ๒ คือสำหรับเรื่องการผลิต ถ้าจะจำกัดสำหรับเรื่องการเกษตรกรรมให้มันถูกต้อง แต่ที่ผมไม่ทราบแน่ว่า การปลูกข้าวโดยวิธีสมัยใหม่นี่ Optimum Area จะเป็นเท่าไร ตีซะว่า ๑๐๐ ไร่ได้ไหม สมมุติเอาว่า ๑๐๐ ไร่ก็แล้วกัน ไอ้ที่ผมไม่ต้องการก็คือว่า ๑๐๐ ไร่อยู่ที่นั่น แล้วยัง ๑๐๐ ไร่อยู่โน่น แล้วยังมี ๑๐๐ ไร่อยู่ที่โน่นๆ คนเดียวมีกรรมสิทธิ์อย่างนี้นี่ เป็นข้อที่ผมต้องจำกัด ครอบครัวหนึ่งควรจะมี ๑๐๐ ไร่เป็นของดี หรือควรจะเติมเป็น ๑๕๐ ไร่ก็ได้ แต่ว่าอย่าไปบวกกันหลายๆ แห่ง ใจผมก็ว่าอย่างนั้น และสำหรับที่อยู่อาศัยก็เช่นเดียวกัน ใจผมเองก็รู้สึกว่ามันก็น่าจะมีการจำกัดกัน คนอื่นเขาจะได้มีที่อยู่อาศัย จะได้มีทางที่จะพัฒนาตัวของเขาได้บ้าง มิฉะนั้นแล้วคนหนุ่มคนสาวถ้าไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ แม้ว่าจะได้รับปริญญาจากต่างประเทศหรือในประเทศนี้ไม่มีทางที่จะมีที่ดิน พวกนักศึกษาเกษตรถ้าไม่ใช่ลูกคนมั่งมีในขณะนี้ ผมหมิ่นประมาทได้เลย จะมีที่ดิน ๕๐ ตารางวาในกรุงเทพฯ นี่ถ้าไม่โกงเขามีไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีเคหะสงเคราะห์ให้ดี ผมพูดนี่คงเข้าใจชัดแล้วว่าไม่ได้จำกัดเรื่องการผลิต กลับพยายามที่จะส่งเสริมการผลิต ถ้าใครจะต้องการใช้ที่ดินสำหรับการผลิตก็พอใช้ คิดดูให้ดี

สำหรับคำถามที่ ๑ เกี่ยวกับฐานะการเงินในปัจจุบันนี้ ผมรู้สึกว่ามันก็ไม่ผิดแผกแตกต่างอะไรกับฐานะการเงินเมื่อก่อนนี้เรากำลังฟื้นตัวจากการที่พืชผลเกษตรของเราตกต่ำลงเมื่อปี ๒๕๑๐ ในตอนนั้นนะถ้าพูดไปถึงเรื่องพืชแล้วผลผลิตของเราต่ำกว่าในปี ๒๕๐๙ เพราะเหตุฝนแล้ง แล้วพอมาถึงปี ๒๕๑๑ เราขึ้นบ้าง ปี ๒๕๑๒ ก็ฟื้นขึ้นบ้าง กำลังฟื้นอยู่ครับไม่เป็นไร นี่ถ้าพูดถึงเรื่องการเงินแล้ว ลักษณะของประเทศไทยเรานี้ตามปกติเงินจากหัวบ้านหัวเมืองเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองก็แล้วแต่ ซื้อพืชผลนำออกไปส่งนอก ฤดูนี้ความจริงก็เริ่มตั้งแต่ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ ไปเรื่อยๆ แต่เป็นข้อจริงอย่างที่อาจารย์ว่า คือหมายความว่าเงินเข้ากรุงเทพฯ มากกว่าออก แต่นี่เป็นลักษณะของเราอยู่ แต่ว่าทุกวันนี้ก็ไม่ผิดแผกแตกต่างอะไรกันกับที่เป็นมาก่อน คิดว่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้วเมื่อฝนแล้งเป็นอันมาก

ถามข้อ ๘ ผมขอขอบคุณท่านประธานมากที่ได้กรุณาเปิดโอกาสให้ไต่ถาม ผมอยากเรียนถามท่านว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่า ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งทำท่าว่าจะซวดเซลงไป แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนธนาคารด้วยกันประคับประคองเอาไว้ และตามข่าวหนังสือพิมพ์ก็ยังบอกด้วยว่า ก่อนหน้าที่จะมีการช่วยเหลือจากธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มสมาคมธนาคารพาณิชย์นั้น มีเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่จากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังให้คำตอบอะไรไม่ได้ ในเรื่องให้การช่วยเหลือกับธนาคารพาณิชย์นั้น อันนี้ทำให้ผมเกิดความไม่เข้าใจว่า ในฐานะที่ธนาคารแห่งประเทศ
ไทยเปรียบเสมือนเป็นแม่ของธนาคารทั้งหลายในประเทศไทย ทำไมจึงมีการเสนอข่าวหรือว่าการให้ข่าวในทำนองนี้ และอีกประการหนึ่งธนาคารพาณิชย์ ๑๓ ธนาคารที่เข้ามาโอบอุ้มธนาคารที่กำลังจะล้มลุกคลุกคลานนี้ มีแต่รู้สึกจะมีชื่อแต่ชื่อธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีชื่อของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่เข้ามาดำเนินการในไทยบ้างเลย ผมไม่ทราบแน่ว่าธนาคารเหล่านั้นจะเป็นสมาชิกของสมาคมธนาคารพาณิชย์แห่งประเทศไทยหรือเปล่า และอีกประการหนึ่งเกี่ยวเนื่องกัน ผมทราบว่าในสหรัฐอเมริกาไม่ยอมให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยไปเปิดดำเนินการในประเทศของเขา แต่เขาก็เข้ามาดำเนินการในประเทศของเราอย่างนี้นะ เราจะไม่มีทางแก้ไขในเรื่องนี้บ้างหรืออย่างไรครับ

ตอบ ผมขอขอบคุณครับ และเป็นโอกาสที่จะชี้แจงให้ท่านทราบความจริงคือเมื่อธนาคารพาณิชย์เกิดเดือดร้อนนั้น ก็กำลังมีการประชุมปรึกษาหารือในสมาคมธนาคารไทยโดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปร่วมด้วยว่าจะช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์หรือไม่ และควรจะช่วยในรูปไหน ถ้าควรจะช่วย ในขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นมีผู้สื่อข่าวมาขอสัมภาษณ์จากรองผู้ว่าการธนาคารชาติ รองผู้ว่าการธนาคารชาติเห็นว่าคำถามของผู้สื่อข่าวนั้นเป็นคำถามนำความเสียหลายประการ ก็เพียงแต่บอกว่ากำลังคิดช่วยเหลือกันอยู่ ผมบอกอะไรคุณไม่ได้ ถ้าคุณอยากรู้เรื่องไปถามผู้จัดการธนาคารจะดีกว่า พูดเพียงเท่านี้ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นโดยผู้สื่อข่าวคนนั้นก็ไปเขียนตามคำถามนำของเขานอกเหนือไปจากที่รองผู้ว่าการธนาคารชาติให้ข่าว ไปเขียนหมดเลยครับ ทีนี้รองผู้ว่าการท่านก็เดือดร้อน เดือดร้อนมากเพราะเหตุว่าไอ้การพูดอย่างนั้นแล้วเอาไปลงในวันศุกร์หรือวันเสาร์ ผมจำไม่ได้มันก็เป็นผลที่จะทำให้เกิดความแตกตื่นเพื่อที่จะไปถอนเงินธนาคารพาณิชย์นั้นในวันจันทร์ เพราะฉะนั้นในวันอาทิตย์ท่านจึงเชิญหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไปแถลงข่าวแก้ว่าท่านไม่ได้พูดอย่างนั้นหรอก หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไปลงผิด บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นอุตส่าห์มาเอง และมาขอโทษรองผู้ว่าการ จริงๆ แล้วก็ในวันจันทร์ก็ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เต็มหน้าในหน้าแรกซึ่งก็นับว่าเป็นที่พอใจ แต่ก็นี่ล่ะครับ ผู้เขียนข่าวบางทีเราไว้ใจแกไม่ได้เหมือนกันจริงๆ เรื่องจริงมันเป็นอย่างนั้น วิสัยที่พวกเราทางธนาคารชาติจะไปให้ข่าวเป็นชนิดที่จะทำให้เกิดแตกตื่น มันไม่ใช่วิสัยของเรา มันทำไม่ได้ ทำไปก็ผิดกฎหมายด้วย ทีนี้พูดถึงเรื่องการประคับประคองธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวนี้เป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ของประเทศไทย ที่พอธนาคารพาณิชย์จะเซพับล่ะก็สมาคมเขาเข้ามาช่วย ตรงกับคติของสมาคมที่เขาเรียกว่าสามัคคี เขามีคติว่าสัจจะ จาคะ สามัคคี ไอ้สัจจะนี้เขาจะบำเพ็ญหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจนัก จาคะก็ไม่แน่ใจนัก แต่สามัคคีนั้นพอเห็นเป็นเด่นในคราวนี้ เห็นเป็นที่ชื่นใจว่า ที่เขาจะช่วยกันจริงนั้น มิฉะนั้นแล้วธนาคารพาณิชย์ชวนเซ รัฐบาลต้องเข้าค้ำ พอรัฐบาลเข้าไปค้ำก็หลายสิบหลายร้อยล้านของเงินประชาชน จะต้องเข้าไปช่วยเงินภาษีอากรพวกเรา จึงไม่เป็นข้อที่ดีเลย การที่เขาช่วยเหลือซึ่งกันและกันนี้เขามีช่องทางที่จะทำให้ดียิ่งขึ้น ผมก็พอใจ
ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้ เช่นคิดดอกเบี้ยให้ต่ำลง อะไรเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ที่เราก็สนับสนุน ที่ช่วยเหลือธนาคารดังกล่าวมีอยู่ ๑๓ ธนาคารจริง แต่ไม่ใช่ธนาคารไทยทั้งหมด เป็น ๑๓ ธนาคารที่เป็นสมาชิกของสมาคมธนาคารไทย มีธนาคารไทยจริง เพียงธนาคารที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมไทยจนกระทั่งทุกวันนี้นั้น ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องเรียกว่าสมาคมธนาคารไทยเป็นผู้ช่วย แต่ส่วนที่ธนาคารต่างประเทศทำไมเขาไม่มาช่วย ความจริงนั้นสมาคมของธนาคารไทยไม่ได้เชิญให้เขามาร่วมพิจารณาและไม่ได้เชิญเขาช่วย ผมเชื่อว่าถ้าหากว่าให้เขาช่วย เขาก็คงยินดีช่วย เพราะเหตุว่าประโยชน์ส่วนได้เสียของเขาก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ทำไมสมาคมธนาคารไทยจึงไม่เชิญธนาคารฝรั่งหรือธนาคารต่างชาติ ญี่ปุ่นหรือมาเลเซียมาช่วย ผมก็ไม่ได้ถามเขาแต่ผมก็เดาเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องของไทยเรา ถ้าเอาฝรั่งมาช่วย ประเดี๋ยวฝรั่งก็มีอิทธิพลในธนาคารจะดีหรือ เขาจึงไม่ได้เอ่ยปากช่วยนี้ก็นับว่าเป็นของดี แต่ส่วนในการที่ว่าเมื่ออเมริกาเขาไม่ยอมให้ธนาคารไทยเราไปตั้งธนาคารทางโน้นแต่ทำไมเขาจึงมาตั้งในนี้ อันนี้ข้อเท็จจริงมันมีอยู่ว่า กฎหมายเรื่องการควบคุมธนาคารของเขานี้ไม่ใช่เป็นกฎหมายของสหรัฐคือ state ไม่ยอมให้เข้าไป แต่ว่าผมไม่ได้เดินเข้าข้างอเมริกา แต่ที่ผมสนใจก็คืออย่างนี้ครับ เราอย่าไปถือเลยว่าเขาให้โอกาสแก่เราหรือไม่ให้โอกาสแก่เรา เราทำอย่างนี้ดีกว่า เวลาเขามาขอตั้งในเมืองในไทยนี้ เราได้ประโยชน์หรือไม่ โดยเราพิจารณาไว้ในแง่ของการค้าขายและการเงินลงทุน มันจะเป็นประโยชน์ไหม ซึ่งเป็นประโยชน์ในแง่ที่นำทุนเข้ามาและเขาทำระเบียบปฏิบัติอันดีงามเข้ามาใช้ในนี้ ทำให้เราเรียนรู้ไปด้วย แต่ว่าถ้าเข้ามากันมากนักเราก็ไม่ยอมให้เข้า มีการจำกัดอยู่บ้าง