เศรษฐกิจของประเทศไทย ในอนาคต

เศรษฐกิจของประเทศไทย
ในอนาคต

นางสาวนภพร เรืองสกุล นางสาวทัศนา สุพานิช และนายสุรพล เย็นอุรา

แปลจากการบรรยายในหัวข้อ “Thailand’s Economics Prospects”
วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓ ณ สยามสมาคม

 

 

 

๑. คำนำ: ปัญหาในปัจจุบันและอนาคต

ประเทศใดมีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเพียงใด ตามปกติจะพิจารณาข้อเท็จจริง ๒ ประการคือ (๑) รายได้อันแท้จริงของประเทศนั้นทั้งประเทศ รวมทั้งตัวเลขเฉลี่ยรายได้อันแท้จริงต่อบุคคลในชาติ และ (๒) การกระจายรายได้และทรัพย์ตามกลุ่มต่างๆ ในประเทศนั้น

ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ถึงแม้ผมจะเน้นข้อพิจารณาข้อแรก ซึ่งได้แก่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยทั่วไปเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม ผมก็จะไม่ทิ้งความสำคัญของข้อพิจารณาประการที่ ๒ ของความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม อันได้แก่การกระจายรายได้และทรัพย์สิน โดยจะได้กล่าวถึงเป็นบางตอนในคำบรรยายวันนี้ การที่ผมจะทำเช่นนี้ก็เพราะผมเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านผู้ฟังทุกท่านสนใจมากที่สุดในขณะนี้ได้แก่ปัญหาเรื่องภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งประเทศว่าจะไปรอดหรือไม่

ปัญหาที่มักจะมีผู้ตั้งคำถามกันบ่อยก็คือ

ในระยะนี้ผลผลิตและการค้าขาออกของเราได้เพิ่มขึ้นในอัตราต่ำมาก แต่สินค้าขาเข้าได้เพิ่มขึ้นในอัตราสูงมาก ดังนั้นการค้าของเราจึงขาดดุลในระดับสูงขึ้น และในปี ๒๕๑๓ นี้ การชำระเงินของเราก็จะเริ่มปรากฏขาดดุลให้เห็นเป็นครั้งแรก และมีทีท่าว่าจะคงเป็นอยู่ต่อไปอีก เราควรจะแก้ไขสิ่งเหล่านี้กันอย่างไร

“การปฏิวัติเขียว” อันได้แก่การที่ทุกแห่งในโลกประสบความสำเร็จในการผลิตข้าว ย่อมจะกระทบกระเทือนการส่งข้าวออกของไทย เพราะเหตุที่ข้าวเป็นสินค้าสำคัญที่นำมาซึ่งรายได้เงินตราต่างประเทศส่วนใหญ่ จะมีทางแก้ไขกันอย่างไร

จะมีวิธีการเช่นใดจึงจะชดเชยการสูญเสียรายได้เงินตราต่างประเทศอันเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ ลดการใช้จ่ายด้านการทหารลงเป็นจำนวนมาก

ก่อนที่จะตอบปัญหาสำคัญๆ เหล่านี้ และเพื่อเป็นการช่วยความเข้าใจให้ถูกต้องในขนาดของปัญหาของเรา ผมเห็นว่าจำเป็นจะต้องนำข้อเท็จจริงและตัวเลขบางประการมาอ้างประกอบด้วย

ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศของเรา (คำนวณตามราคาคงที่) เพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย ๖.๐% ต่อปีระหว่างปี ๒๕๐๑–๒๕๐๕ และ ๘.๙% ระหว่างปี ๒๕๐๖–๒๕๐๙ ในปี ๒๕๑๐ อัตราเพิ่มลดลงเป็น ๔.๖% แล้วกระเตื้องขึ้นเป็น ๘.๕% ในปี ๒๕๑๑ อัตราความเจริญในปี ๒๕๑๒ ก็คาดคะเนว่าอยู่ในระดับเดียวกับปี ๒๕๑๑ การที่อัตราเพิ่มได้ลดลงในปี ๒๕๑๐ นั้นเนื่องจากฝนแล้งทำให้การเก็บเกี่ยวของฤดู ๒๕๑๐/๑๑ ไม่ได้รับผลดี (ดูตารางที่ ๑)

การขาดดุลสินค้า (สินค้าขาออก–สินค้าขาเข้า) ได้เพิ่มขึ้นในระยะ
๘–๙ ปีที่ผ่านมานี้จาก ๒๖๙ ล้านบาทในปี ๒๕๐๔ เป็น ๑๑,๒๕๐ ล้านบาทในปี ๒๕๑๒ หากจะรวมสินค้าและบริการเข้าด้วยกันแล้ว เราจะขาดดุลประมาณ ๔,๔๒๕ ล้านบาทในปี ๒๕๑๑ และในปี ๒๕๑๒ คงจะขาดดุลถึง ๕,๒๘๐ ล้านบาท (ดูตารางที่ ๒)

ภายใต้หัวข้อ “บริการ” ที่ปรากฏในดุลการค้านั้น มีอยู่ ๒ รายการที่เกี่ยวข้องกับสงครามในเวียดนาม คือ รายจ่ายในการพักผ่อนหย่อนใจของทหารอเมริกัน (R&R) และรายจ่ายทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศไทย รายรับรวมจาก ๒ รายการนี้ประมาณว่าเพิ่มขึ้นจาก ๓.๗ ล้านเหรียญอเมริกันในปี ๒๕๐๔ เป็น ๒๕๖.๖ ล้านเหรียญในปี ๒๕๑๑ แล้วลดลงเหลือ ๒๒๒.๐ ล้านเหรียญในปี ๒๕๑๒ คาดว่าเราจะขาดรายรับโดยตรงจาก ๒ รายการนี้ต่อไปในอัตราราวปีละ ๕๐ ล้านเหรียญใน ๒–๓ ปีข้างหน้านี้ (ดูตารางที่ ๓)

การชำระเงินระหว่างประเทศของประเทศไทยเกินดุลมาทุกปีตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ เป็นต้นมา จนกระทั่งสิ้นปี ๒๕๑๑ ในขณะนั้นเรามีเงินสำรองสุทธิเป็นทองคำและเงินตราต่างประเทศอยู่เกือบ ๙๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน (เงินสำรองส่วนราชการมีประมาณ ๑,๐๒๑ ล้านเหรียญ) ในปี ๒๕๑๒ การชำระเงินของเราขาดดุลราว ๔๘ ล้านเหรียญ ในปัจจุบันเรามีเงินสำรองระหว่างประเทศจำนวนสุทธิ ๘๗.๓๗ ล้านเหรียญ (เป็นเงินสำรองส่วนราชการประมาณ ๙๘๕ ล้านเหรียญ[1] (ดูตารางที่ ๒ และ ๔)

สรุปแล้ว เศรษฐกิจของประเทศไทยก่อนปี พ.ศ.๒๕๑๐ เจริญเติบโตขึ้นในอัตราถัวเฉลี่ย ๗.๓% ต่อปี ในปี ๒๕๑๐ อัตราการเพิ่มได้ลดลง แต่ก็กลับฟื้นตัวขึ้นในปี ๒๕๑๑ และ ๒๕๑๒ ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การค้าขาออกได้ชะงักตัวลงเมื่อไม่นานมานี้ และสหรัฐฯ ก็เริ่มลดการใช้จ่ายเพื่อการทหารในประเทศไทยลง ในขณะเดียวกันนั้นการค้าขาเข้ายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าอัตราเพิ่มจะช้ากว่าเดิมก็ตาม เราอาจคาดได้ว่าการชำระเงินของเราจะขาดดุลต่อไปอีก ๒–๓ ปีจนกว่าการผลิตและการค้าขาออกของเราจะกระฉับกระเฉงขึ้นมาใหม่ คิดแล้วเงินสำรองระหว่างประเทศของเราเทียบเท่ากับรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการทั้งหมดราว ๘ เดือน และคิดเป็น ๓ เท่าของจำนวนหนี้สาธารณะนอกประเทศคงค้างเมื่อสิ้นปี ๒๕๑๒

สมมุติว่าเราไม่ดำเนินการใดๆ ที่เด็ดขาดจริงจังภายในระยะ ๒–๓ ปีข้างหน้านี้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือหากการผลิต การค้าขาออก การค้าขาเข้า การออมทรัพย์ และการลงทุนของส่วนรัฐบาลและเอกชนคงดำเนินไปตามแนวโน้มเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว เมื่อสหรัฐฯ ยุติการเกี่ยวข้องกับสงครามในเวียดนามตามสภาพการณ์ปัจจุบัน ก็คาดคะเนได้ว่าดุลการชำระเงินกับต่างประเทศที่ขาดอยู่ก็คงจะขาดต่อไปอีก และไทยเราอาจจะต้องเสียเงินสำรองระหว่างประเทศไประหว่าง ๒๕๐–๓๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน ในระยะ ๕ และ ๖ ปีข้างหน้านี้

ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างคนมีกับคนจนและระหว่างกรุงเทพมหานครกับส่วนอื่นๆ ของประเทศก็จะทวีขึ้นทุกที

๒. ข้อเสนอให้จำกัดสินค้าขาเข้า

เมื่อรายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็เป็นธรรมดาที่ว่าคนเราจะต้องพยายามที่จะ (ก) เพิ่มรายได้ หรือ (ข) ลดรายจ่าย หรือ (ค) ทำทั้ง ๒ อย่าง

ไม่ว่าจะเป็นประเทศหรือคนธรรมดาก็ตาม การเพิ่มรายได้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากลำบากกว่าการลดรายจ่ายลง จึงเป็นธรรมดาของผู้ที่เป็นข้าราชการที่มีอำนาจในการบริหารย่อมจะนึกถึงการควบคุมและจำกัดสินค้าขาเข้าก่อนนโยบายอื่นๆ การที่จะออกกฎหมายหรือวางระเบียบข้อบังคับ บังคับให้ราษฎรผลิตและส่งของออกมากขึ้นนั้นย่อมทำไม่ได้ วิธีตรากฎหมายขึ้นควบคุมสินค้าขาเข้าจึงทำได้ง่ายกว่า

สมมุติว่าเรามีความประสงค์จะจำกัดสินค้าขาเข้า ก็มีวิธีการให้เลือกอยู่หลายวิธีที่จะให้บรรลุผลเหมือนกัน แต่ผลกระทบกระเทือนจะแตกต่างกัน วิธีที่ผมเห็นว่าเลวที่สุดคือการควบคุมปริมาณสินค้าเข้า การห้ามนำสินค้าบางชนิดเข้าโดยเด็ดขาดนั้นก็ไม่เลวนัก เพราะจะป้องกันการเลือกที่รักมักที่ชังและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมได้ แต่ประเทศอย่างไทยเรานั้น วิธีการใดๆ ที่รุนแรงเช่นการห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาดนั้น เราไม่ชอบให้บังคับ เราชอบการออมชอมมากกว่า เราจึงมักจะหันมาใช้การจำกัดสินค้าโดยวิธีการจำกัดโควตา การจำกัดโควตาเช่นนี้ในทางปฏิบัติและจากประสบการณ์ในอดีต เป็นการละเมิดหลักเกณฑ์ด้านเศรษฐศาสตร์และการค้า เป็นการยุให้เกิดการทุจริต และเป็นการเปิดประตูกว้างให้แก่อิทธิพลทั้งทางการเมืองและการทหาร ถ้าหากว่าเมื่อใดมีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดสินค้าเข้าจริงๆ แล้ว ผมเห็นว่าควรใช้มาตรการด้านการธนาคารหรือการคลัง คือให้มีการเข้มงวดด้านหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อที่ผู้ขายในต่างประเทศให้กับผู้สั่งสินค้าเข้าของเรา หรือเพิ่มอัตราศุลกากรและภาษีอื่นๆ สำหรับสินค้าที่นำเข้า โดยวิธีนี้เราจะสามารถรักษาหลักเกณฑ์อันชอบไว้ได้ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องหน้าอินทร์หน้าพรหม

เราจะต้องคำนึงด้วยว่าการจำกัดสินค้าเข้าไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม มีผลคือ (ก) ทำให้สินค้าที่ควบคุมนั้นมีราคาแพงขึ้นทันที และ (ข) ส่งเสริมให้มีการลักลอบนำของเข้า

ข้อที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ สินค้าเข้าประเภทใดเราควรจะเสนอให้มีการควบคุมและจำกัด เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้คนส่วนมากมักจะอ้างตัวเลขรวมของสินค้าขาเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ในปี ๒๕๐๖ และ ๒๕๐๗ ยอดรวมของสินค้าขาเข้าเพิ่มขึ้นปีละ ๑๑.๓% และในปี ๒๕๐๙ และ ๒๕๑๐ อัตราการเพิ่มเป็น ๑๙.๙% (ข้อเท็จจริงที่ว่าอัตราเพิ่มของสินค้าเข้าแต่ละปีของปี ๒๕๐๘, ๒๕๑๑ และ ๒๕๑๒ ในอัตราประมาณ ๘% อันเป็นอัตราปกตินั้นจะไม่ใคร่มีใครเอ่ยถึง) (ดูตารางที่ ๖)

เมื่อเราพิจารณาตัวเลขสถิติโดยละเอียดขึ้นก็จะเห็นว่า สินค้าขาเข้าประเภทของที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตในระยะไม่กี่ปีมานี้ คือ สินค้าทุนเพิ่มขึ้น ๒๕% ในปี ๒๕๐๖ ๑๙.๔% ในปี ๒๕๐๙ และ ๓๒.๓% ในปี ๒๕๑๐ วัตถุดิบเพิ่มขึ้น ๒๖.๕% ในปี ๒๕๐๗ ๒๕.๘% ในปี ๒๕๐๙ และ ๒๐.๘% ในปี ๒๕๑๐ สินค้าเข้าประเภทเชื้อเพลิงและรถยนต์เพิ่มขึ้น ๒๖.๓% ในปี ๒๕๐๙ ส่วนสินค้าเข้าสำหรับผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยปีละ ๖.๗% ระหว่างปี ๒๕๐๖ และ ๒๕๑๑ อัตราเพิ่มสูงสุดเป็น ๑๑.๘% และ ๑๓.๑% ในปี ๒๕๐๙ และ ๒๕๑๐ (ดูตารางที่ ๖ และ ๗)

แล้วอะไรเล่าที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๐๖, ๒๕๐๗, ๒๕๐๙ และ ๒๕๑๐ ซึ่งเป็นปีที่สินค้าขาเข้าเพิ่มขึ้นมากที่สุด

ประการแรก สินค้าเข้าประเภททุนตามโครงการช่วยเหลือและโครงการเงินกู้ซึ่งตามปกติเข้ามาในราวปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ได้เพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับ ๑,๖๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๐๕ และเกือบ ๑,๗๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๐๖ แล้วลดลงเป็น ๑,๔๖๖ ล้านบาทในปี ๒๕๑๐ และ ๑,๖๗๔ ล้านบาทในปี ๒๕๑๑ (ดูตารางที่ ๘)

ประการที่ ๒ โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐบาลไทยได้ประสบผลสำเร็จอย่างดี อาจจะดีเกินไปด้วยซ้ำในการสนับสนุนให้ส่วนเอกชนนำสินค้าประเภททุนและวัตถุดิบเข้า ซึ่งโดยปกติได้รับการยกเว้นภาษีสินค้าขาเข้า มูลค่าของสินค้านำเข้าประเภทนี้ซึ่งมีไม่ถึง ๒๕๐ ล้านบาทในปี ๒๕๐๖ ได้เพิ่มขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๑๐, ๒,๔๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๑๑ และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (ดูตารางที่ ๘)

ประการที่ ๓ การก่อสร้างทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศไทย ซึ่งเริ่มด้วย ๑๖๖ ล้านบาทในปี ๒๕๐๖ เพิ่มขึ้นถึง ๖๔๕ ล้านบาทในปี ๒๕๐๙ และ ๑,๑๔๔ ล้านบาทในปี ๒๕๑๐ และ ๑,๑๖๕ ล้านบาทในปี ๒๕๑๑ รายการนี้เริ่มลดลงในปี ๒๕๑๒ (ดูตารางที่ ๘)

การวิเคราะห์ตัวเลขที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า หากเราต้องการจะลดปริมาณสินค้าขาเข้าอย่างจริงจังแล้ว เราจะต้องลดการนำสินค้าประเภททุนและวัตถุดิบเข้า สินค้าประเภทนี้เราหวังจะใช้ให้เราสามารถเพิ่มผลผลิตทั้งทางเกษตรและอุตสาหกรรมได้ ถ้าจะจำกัดกันจริงก็น่าเสียดายยิ่งนัก การจำกัดสินค้าประเภทบริโภคจะไม่ช่วยให้เราประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มากนัก แต่จะทำให้สวัสดิภาพของประชาชนเสื่อมลง และจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ อีกหลายประการ

และแน่นอน การลดสินค้าที่จะนำมาใช้ในการผลิตโดยไม่เลือกประเภทนั้น ย่อมเป็นวิธีการที่ไม่สมควรยิ่งหากรัฐบาลจะทำเช่นนั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะมีทางแก้ไขทางด้านสินค้าขาเข้าอย่างไรดี แม้ว่าเราจะเลิกคำนึงถึงวิธีการจำกัดปริมาณ และวิธีการควบคุมอย่าง
อื่นๆ ที่ไม่พึงประสงค์เสีย เราก็ยังมีทางอื่นๆ อีกหลายทางจะทำให้ลดอัตราเพิ่มของสินค้าเข้าได้

ประการแรก เมื่อการใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐฯ สำหรับฐานทัพ
ต่างๆ และ R&R ค่อยๆ ลดลงจนหมดสิ้นไปในที่สุด ดุลการชำระเงินก็ย่อมจะปรับตัวเองได้โดยอัตโนมัติ เมื่อปรากฏมีลูกค้าที่มีฐานะมั่งคั่งในลักษณะของทหารอเมริกันที่ประจำอยู่ในฐานทัพต่างๆ ทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ตลอดจนครอบครัวที่มาท่องเที่ยวหรือมาปฏิบัติหน้าที่ในส่วนต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร พ่อค้าของเราก็ย่อมพยายามจัดหาสินค้าที่
บุคคลเหล่านั้นเคยใช้สอยมาเสนอขาย คือสินค้าจากต่างประเทศ ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวอื่นๆ เข้ามาแทนที่ เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าประเภทนี้ออกไปแล้ว การเพิ่มของสินค้าเข้าประเภทสินค้าบริโภคก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง

ประการที่ ๒ แม้ว่ารัฐบาลควรจะดำเนินนโยบายส่งเสริมอุตสาห-
กรรมต่อไปก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้โดยชัดแจ้งว่า อุตสาหกรรมบางประเภทไม่เป็นประโยชน์แก่เรามากเท่าที่เคยคาดคิด โรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานอื่นๆ ที่ใช้สินค้าเข้าเป็นส่วนประกอบเป็นจำนวนมากโดยมีมูลค่าของแรงงานและสินค้าที่ผลิตภายในประเทศในอัตราต่ำนับอยู่ในประเภทที่กล่าวถึงนี้ อุตสาหกรรมโรงแรมก็ดูเหมือนจะขยายจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว สำหรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ หากเราเปลี่ยนนโยบายจากสนับสนุนเป็นเก็บภาษีนำเข้าแล้ว ก็จะทำให้เราประหยัดเงินตราต่างประเทศได้หลายล้านเหรียญ ผมเชื่อว่าคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำลังพิจารณาในเรื่องนี้อยู่แล้ว

ประการที่ ๓ สินค้าบริโภคประเภทถาวรบางประเภท ได้รับการจูงใจจากผู้ส่งออกต่างประเทศด้วยการให้สินเชื่อระยะยาว ผมขอเอ่ยถึงสินค้าประเภทรถยนต์ รถโดยสาร รถบรรทุก เครื่องรับโทรศัพท์ และตู้เย็น จำนวนสินเชื่อที่ผู้ส่งออกให้คิดแล้วมากขึ้นทุกปี โดยเพิ่มขึ้นจากราว ๑๗ ล้านบาทในปี ๒๕๐๓ เป็น ๙๒๕ ล้านบาทในปี ๒๕๑๑ การไม่สนับสนุนให้มีการนำเข้าของสินค้าบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ส่วนบุคคล จะทำให้เราสามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศได้อย่างเห็นหน้าเห็นหลังทีเดียว (ดูตารางที่ ๙)

ประการที่ ๔ ประเทศไทยทั้งประเทศสามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการประหยัด นี่มิได้หมายความว่าผมจะสั่งสอนให้ประหยัดอย่างที่คนใหญ่คนโตหลายๆ คนเคยกล่าวสั่งสอนพวกเราไว้ การประหยัดและการซื้อสินค้าไทยนั้น เป็นสิ่งที่พึงประสงค์แน่ แต่การสั่งสอนให้ทำมักจะไม่ได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อผู้สั่งสอนและคนใหญ่คนโตเองกลับไม่ปฏิบัติอย่างที่ตนพร่ำสอนผู้อื่น

ความมัธยัสถ์ในแง่ของเศรษฐศาสตร์มหภาค หมายถึงการออมทรัพย์ทั้งในส่วนเอกชนและส่วนรัฐบาล ในส่วนเอกชน ประชาชนแต่ละคนอาจจะออมทรัพย์แล้วนำไปฝากไว้กับธนาคาร กับบริษัทประกันภัยกับสถาบันการเงินอื่นๆ หรือนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ของเงินออมทรัพย์ส่วนเอกชนมาจากการออมทรัพย์ของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนในรูปของกำไรที่สำรองไว้ ไม่ได้จ่ายปันผล และเงินทุนเลี้ยงชีพของบริษัทและห้างหุ้นส่วน ในส่วนรัฐบาล การออมทรัพย์คิดเทียบคร่าวๆ ได้กับจำนวนเกินดุลของงบประมาณรัฐบาล โดยคิดจากรายได้ของรัฐบาลหักด้วยรายจ่ายประเภทบริหารของรัฐบาล (ซึ่งไม่นับรายจ่ายประเภทลงทุนหรือการพัฒนา) ในเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง เมื่ออัตราการออมทรัพย์มากขึ้นเพียงใด โอกาสที่จะลงทุนและพัฒนาก็ย่อมจะมีมากขึ้นเพียงนั้น ในขณะเดียวกันหากทั้งประเทศออมทรัพย์มากขึ้นและใช้จ่ายน้อยลง การลดรายจ่ายก็จะทำให้การค้าขาเข้าลดลงด้วย

การออมทรัพย์ของประเทศไทยเท่าที่เป็นมานับว่าน่าพอใจไม่น้อย คือเพิ่มขึ้นจาก ๑๕% ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติในปี ๒๕๐๑ เป็นประมาณ ๒๗% ในปี ๒๕๐๙ ลดลงเป็น ๒๔.๗% ในปี ๒๕๑๐ และลดลงไปอีกในปี ๒๕๑๑ และ ๒๕๑๒ ในขณะที่อัตราการออมทรัพย์ของส่วนเอกชนคงอยู่ในระดับสูงสม่ำเสมอ จำนวนเงินออมของรัฐบาลไม่ได้คงที่อยู่ แต่ลดลงในปี ๒๕๑๐, ๒๕๑๑ และ ๒๕๑๒ (ดูตารางที่ ๑๐ และ ๑๑)

เพื่อที่จะจำกัดสินค้าขาเข้ามิให้เพิ่มมากนัก รัฐบาลไทยมีวิธีการแก้อยู่ในมือแล้ว การร่างงบประมาณประจำปี จะต้องพยายามให้มีเงินเกินดุลหรือเงินออมจำนวนพอสมควร หลังจากที่หักรายจ่ายบริหารทั่วไปของรัฐบาลออกจากรายได้แล้ว หากรัฐบาลสามารถกระเหม็ด
กระแหม่รายจ่ายบริหารทั่วไปได้ โดยเฉพาะรายจ่ายเพื่อซื้อรถประจำตำแหน่งและสวัสดิการอื่นๆ สำหรับข้าราชการที่มีอภิสิทธิ์เพียงไม่กี่คนแล้ว ก็จะเป็นการดี แต่หากเหตุผลทางด้านความสงบเรียบร้อยและการป้องกันประเทศเป็นเหตุให้รัฐบาลไม่อาจลดรายจ่ายบริหารได้แล้ว รัฐบาลควรจะหาทางเพิ่มรายได้ พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เราต้องเพิ่มรายได้โดยการเก็บภาษี กล่าวสั้นๆ ก็คือการเพิ่มภาษีอากรย่อมมีส่วนช่วยลดการเพิ่มของสินค้าขาเข้าของประเทศได้

อนึ่ง ระบบการเก็บภาษีอากรในปัจจุบันของเรายังมีช่องโหว่อยู่มากในแง่ของความเป็นธรรมในสังคม หรือในแง่การกระจายรายได้เป็นความจริงข้อหนึ่งว่าพรีเมียมข้าวทำให้ชาวนาต้องเสียเปรียบ และก็เป็นความจริงอีกข้อหนึ่งว่าเรายังมีช่องทางสามารถเก็บภาษีจากคนรวยให้มากขึ้น เพื่อนำเงินไปช่วยคนจนให้มากขึ้น การปรับปรุงภาษีที่ดินในเมือง ภาษีทรัพย์สิน ภาษีเงินได้นิติบุคคล และการนำภาษีมรดกและภาษีการรับมรดกกลับมาใช้อีก จะทำให้รัฐบาลสามารถที่จะใช้จ่ายเพื่อชาวนาและคนจนอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีก และโดยวิธีนี้รัฐบาลก็จะสามารถดำเนินนโยบายที่จะทำให้ความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจนลดลงด้วย

สรุปแล้ว เราสามารถจะลดและควรจะลดอัตราเพิ่มของสินค้า
ขาเข้าลง โดยการที่สหรัฐฯ ลดการใช้จ่ายทางทหารลง โดยการพิจารณานโยบายส่งเสริมการลงทุนของเราโดยละเอียด โดยการควบคุมสินเชื่อสำหรับการค้าขาเข้า และโดยการดำเนินนโยบายงบประมาณอย่างฉลาดรอบคอบ

๓. การเพิ่มผลผลิตและการเพิ่มสินค้าออก

ทางออกทางเดียวเท่านั้นสำหรับแก้เรื่องยุ่งยากทางเศรษฐกิจของเราได้ถาวรคือการส่งเสริมการผลิตและสินค้าออก

แต่ว่าเราจะผลิตอะไร เราจะพยายามส่งอะไรออก

ในระยะใกล้ เราต้องมุ่งผลิตภัณฑ์ที่เราถนัดและที่ธรรมชาติอำนวยให้ ในระยะไกล เราต้องพัฒนาและปรับปรุงฝีมือของเราในหลายทิศทางด้วยกัน เพื่อที่จะทำให้กิจกรรมทางด้านผลิตของเรามีมากประเภทขึ้น และจะได้แสวงดูว่าเราถนัดทำอะไรได้อีก เพื่อปรับปรุงรายได้ให้สูงขึ้น และให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ในขณะนี้ การเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนา เป็นคำตอบในระยะใกล้ อุตสาหกรรมและหัตถกรรมได้เติบโตขึ้นด้วยอัตราที่น่าพอใจ แต่ยังคงมีมูลค่าเพียง ๑๕% ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติของเรา และเมื่อเทียบกันแล้วยังคงมีคนงานในด้านนี้น้อยคน (ดูตารางที่ ๑๒)

ความพยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมจะต้องดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน และนโยบายส่งเสริมควรจะได้เน้นในด้านสนับสนุนสินค้าที่มีทางส่งออกได้ แม้ว่ารายได้เป็นจำนวนเงินโดยเฉลี่ยของกรรมกรในอุตสาหกรรมจะสูงกว่าของกสิกร ผมยังไม่เห็นด้วยกับที่บางท่านเสนอว่า ให้ชาวไทยเร่งรัดเข้าไปประกอบอุตสาหกรรม การที่อุตสาหกรรมและหัตถกรรมจะประสบผลสำเร็จในประเทศไทยโดยไม่ทำให้ประชาชนชาวไทยต้องเสียสวัสดิภาพนั้น จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ๒ ประการ คือ (๑) คนไทยต้องแสวงหาความชำนาญด้านเทคนิคและด้านการบริหารให้มากยิ่งขึ้น (๒) เราจะต้องขยายตลาดสำหรับสินค้าของเราโดยการประสานงาน และร่วมมือกันระหว่างประเทศในย่านเดียวกัน เงื่อนไข ๒ ประการนี้เราจะทำให้สำเร็จไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น

ธรรมชาติอำนวยประโยชน์ให้ชาวไทยส่วนใหญ่ในด้านการเกษตรทั้งในด้านความถนัดและสภาวะดินฟ้าอากาศ เราควรจะปรับปรุงสิ่งที่ธรรมชาติกรุณาให้ ให้ดียิ่งขึ้นด้วยการค้นคว้า การส่งเสริม และการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน แม้ว่าจะไร้การศึกษา ชาวนาเราก็ฉลาดพอที่จะผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการตามราคาเปรียบเทียบของสินค้า และเชื่อฟังคำแนะนำและปรึกษาของเจ้าหน้าที่ รัฐบาลควรจะเป็นผู้นำและผู้บริการ รวมทั้งการสร้างระบบอำนวยความสะดวก (Infrastructure) ทางเศรษฐกิจและการป้องกันอาชญากรรม อันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในเวลาปัจจุบัน

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ รัฐบาลได้มุ่งความสนใจไปในด้านการสร้างถนน เพื่อให้ชาวนามีทางติดต่อกับตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่ารัฐบาลได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่แล้วในการสร้างถนน แต่เชื่อว่ารัฐบาลได้เสียเวลาและเงินมากเกินไปในการสร้างโครงการชล-
ประทานใหญ่ๆ ขึ้นพร้อมๆ กันหลายโครงการเกินไป ข้อนี้ควรจะแก้ไขด้วยการเปลี่ยนนโยบาย และพยายามให้ชาวนาได้ใช้น้ำเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรสร้างคูและคันนาแทนเขื่อนใหญ่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่ตั้งขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ตั้งขึ้นช้าไปประมาณ ๑๐ ปี แม้ว่าธนาคารนี้จะดำเนินไปด้วยดีและเป็นประโยชน์ต่อชาวนาอย่างมาก แต่ก็จะต้องรีบให้ทันเวลาที่เสียไป กรมส่งเสริมการเกษตรก็เพิ่งจะ
ตั้งขึ้นหลังจากชักช้ากันเป็นเวลานาน และยังขาดคนที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก ดังนั้นจะต้องมีการปรับปรุงการศึกษาด้านเทคนิคและ
การศึกษาขั้นมหาวิทยาลัยทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อให้มี
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมและค้นคว้าพอเพียง การสหกรณ์ตามความหมายแท้จริงจะต้องได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อให้ชาวนาสามารถควบคุมกิจกรรมและผลผลิตของตนให้ดียิ่งขึ้น เหล่านี้คืองานที่มีลำดับความสำคัญอย่างสูงที่เผชิญหน้าเราอยู่

นโยบายด้านข้าวของเราจนกระทั่งทุกวันนี้ เป็นการพยายามรักษาระดับราคาในประเทศให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก การบริโภคภายในประเทศเป็นเกณฑ์อันแรกและสำคัญที่สุดตลอดมา เมื่อมีการปฏิวัติทางการเกษตรเกิดขึ้นเช่นนี้ เราจะต้องเปลี่ยนนโยบายและหันไปเน้นทางด้านการส่งออก ดังนั้นควรจะต้องลดพรีเมียมข้าวลง เพื่อให้ข้าวไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ยิ่งขึ้น เพื่อเป็นแรงกระตุ้นด้านการเงินต่อชาวนาและเพื่อให้ชาวนาสามารถลงทุนได้มากขึ้น และเพื่อเพิ่มผลผลิต ผลสืบเนื่องจากนโยบายใหม่นี้จะปรากฏเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ชาวนาจำนวนหลายล้านคน รายได้ที่รัฐบาลขาดจากการลดพรีเมียมคงจะไม่ร้ายแรงอย่างที่คาดกัน เพราะว่ามีวิธีการทางการคลังอีกหลายวิธีที่อาจนำมาใช้แทนพรีเมียมข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรีเมียมข้าวจะลดลงเป็นลำดับติดต่อกันหลายๆ ปี

เราจะต้องสนใจกับยาง ปอ และมันสำปะหลังเป็นพิเศษ ในกรณียางพาราควรจะมีการปรับปรุงการดำเนินงานด้านโครงการปลูกยางพันธุ์ใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การลดหย่อนนโยบายด้านการสงวนป่า
อาจจะช่วยให้การปลูกใหม่สะดวกขึ้น การบริการให้น้ำและการกำหนดกฎเกณฑ์และการส่งเสริมที่เข้มแข็งจะช่วยให้มีการผลิตปอที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะเป็นหนทางแก้ปัญหาด้านการค้าขาออกของสินค้าชนิดนี้
การปรับปรุงคุณภาพนั้นเป็น ๙ ใน ๑๐ ส่วนของการแก้ปัญหาในด้านการตลาด การส่งเสริมปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อย่างจริงจัง จะทำให้ประเทศไทยมีฐานะด้านการผลิตและการขายมันสำปะหลังและข้าวโพดดีขึ้น ความชำนาญที่ชาวไร่ข้าวโพดมีอยู่ และการปรับปรุงการเพาะปลูกข้าวโพดในที่ดินระหว่างฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยากับเขตตะวันตกของที่ราบสูงโคราช ควรจะทำให้การปรับปรุงการผลิตข้าวโพดเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น

เราจะมีทางอย่างไรบ้างที่ทำให้เราสามารถผลิตพืชอย่างอื่นอย่างใหม่มากขึ้น ผมเชื่อว่ามีทางทำได้หลายทาง แต่จะต้องใช้ความพยายามด้านการส่งเสริมและด้านเทคนิคอย่างเต็มที่ ผมได้กล่าวถึงเรื่องโอกาสที่การปศุสัตว์จะเป็นอาชีพสำคัญแล้ว และการปศุสัตว์นี้จะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เมื่อขจัดความมักได้ของบุคคลและอิทธิพลทางการเมืองออกไป เรามีปลาและกุ้งในอ่าวไทย (ที่เราหวังว่าอาจจะขุดพบน้ำมัน) ซึ่งเราจะต้องเพาะพันธุ์ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเราจะได้ใช้เป็นแหล่งหารายได้อันถาวรยืนนาน ชาวประมงของเราได้ปรับปรุงเครื่องมือและฝีมือมาเป็นเวลานาน แต่ก็มีความสามารถเพิ่มเพียงแค่บุกรุกเข้าไปจับปลาในน่านน้ำประเทศข้างเคียงซึ่งทำให้เกิดเรื่องอยู่เสมอ ขอให้เรามาช่วยกันทำให้ชาวประมงสามารถเดินทางไปได้ไกลออกไปอีก เพื่อแสวงหาผลประโยชน์อันไพศาลจากท้องทะเลลึก

ถ้าเราสามารถเพิ่มผลผลิตของชาวนาและชาวประมงของเราผลพลอยได้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนมีคนจนไปด้วย

๔. จะทำได้ไหวไหม

คำตอบขึ้นอยู่กับว่า เราตั้งใจจะทำหรือไม่ เพียงใด

ถ้าย้อนหลังดูตัวเลขในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าความคืบหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นที่น่าชื่นชม แม้แต่ก่อนปี ๒๕๐๘ คือก่อนที่จะเริ่มมีค่าใช้จ่ายทางการทหารของสหรัฐฯ เข้ามา อัตราการเพิ่มของเราก็สูงถึง ๖–๘% อยู่แล้ว เมื่อปลายปี ๒๕๐๗ เงินสำรองระหว่างประเทศของเรามีมากกว่า ๒ เท่าของปี ๒๕๐๒ สถิติและข้อเท็จจริงเหล่านี้ลบล้างอย่างสิ้นเชิง ซึ่งข้ออ้างของผู้ที่คิดว่าประเทศ
ไทยร่ำรวยขึ้นเพราะสงครามเวียดนาม และเมื่อสงครามนี้ยุติประเทศ
ไทยจะประสบกับความหายนะ

ถ้าระลึกย้อนหลังไปอีกถึงปี ๒๔๙๓ ซึ่งเป็นระยะสงครามเกาหลียุติ จะเห็นว่าปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะนั้นคล้ายคลึงกับปัญหาทางเศรษฐกิจบางประการในปัจจุบัน กล่าวคือ ในระยะที่การค้ารุ่งเรืองเนื่องจากสงครามเกาหลี ราคายางและดีบุกขึ้นสูงมาก และไทยยังเป็นเจ้าตลาดสำหรับสินค้าข้าวอีกด้วย เป็นเหตุทำให้เงินทุนสำรองเพิ่มขึ้น แต่ในทันทีทันควันเมื่อสงครามสงบ ราคาของยางและดีบุกตกต่ำ ขณะเดียวกันพม่าปรากฏตัวกลับมาเป็นผู้ส่งข้าวออกรายใหญ่เช่นเดิม ในระยะแรกหลังจากปี ๒๔๙๓ เงินตราต่างประเทศของไทยลดลงทันทีและทำท่าลดลงเรื่อยๆ

ข้อแตกต่างก็คือ ในระยะนั้นโครงสร้างของอัตราแลกเปลี่ยนของเราสับสน เพราะมีการควบคุมสินค้าเข้าและออก การค้าข้าวเป็นเรื่องที่
รัฐบาลผูกขาด และขณะนั้นมีสินค้าส่งออกที่สำคัญเพียง ๔ อย่างเท่านั้น การเงินของรัฐบาลไม่เป็นระเบียบ กล่าวคือ ทั้งตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรวมอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งเดียว หรือกล่าวได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ให้รัฐบาลกู้เงิน บัญชีเงินงบประมาณและบัญชีการคลังก็เหลวแหลกและล้าหลัง ๑๐ ปี เงินทุน
สำรองในปี ๒๔๙๗ เหลือเพียง ๒๘๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น

แต่จากสภาพยุ่งเหยิงนั้น เราได้กลับผุดขึ้นสู่ความรุ่งเรืองได้อีกเป็นเวลานานกว่าสิบปี และเราทำได้โดยไม่ต้องอาศัยการกระทำแบบจำกัดหรือหดตัวป้องกันตัว เช่น การจำกัดปริมาณสินค้าขาเข้า เราใช้วิธีอันกล้าหาญ คือ เลิกควบคุม เลิกสำนักงานข้าวของรัฐบาล เลิกควบคุมการส่งยางและดีบุก เลิกควบคุมการสั่งรถยนต์เข้ามา เลิกการใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินหลายอัตรา เลิกแบ่งประเภทสินค้าขาเข้าต่างๆ เราปรับปรุงการคลัง การงบประมาณ การภาษีอากร ตลอดจนการบริหารราชการแผ่นดินให้ทะมัดทะแมงขึ้น และให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เราทำนุบำรุงประชาราษฎร์ด้วยการสร้างถนน สร้างการชลประทาน บูรณะการรถไฟ และการท่าเรือ บำรุงการเกษตรและปราบปรามโจรผู้ร้ายให้ราษฎรมั่นใจอยู่ในความปลอดภัยแห่งชีวิตและทรัพย์สินของตน เรากำหนดระบบเศรษฐกิจและการค้าอย่างเสรีและไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

เราจะใช้วิธีการแบบเดียวกันแก้ปัญหาปัจจุบันได้สำเร็จหรือไม่ ข้อนี้สำคัญอยู่ที่เงื่อนไขข้อหนึ่ง กล่าวคือ การดำเนินงานและนโยบายของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ต้องทะมัดทะแมงมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันการบริหารเศรษฐกิจและการคลังของรัฐบาลเองก็มีลักษณะเลือนรางพร่าไปหมด การวางแผนทางเศรษฐกิจตลอดจนการดำเนินงานจับประเด็นได้ยาก ตัวอย่างเช่น ถ้าจะเอ่ยถึงการปรับปรุงการทำนาก็มีกระทรวงถึง ๔ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง (คือ กระทรวงพัฒนาฯ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี) และกรมอีกประมาณ ๘ กรม จากหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ มีคำแถลงของ
ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่าการปรับปรุงการเกษตรไม่ได้อยู่ในความ
รับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีอำนาจรับผิดชอบเรื่องดินและน้ำ

ฉะนั้นการวางระบบงานของรัฐบาลใหม่อย่างรีบด่วนจึงเป็นความจำเป็นยิ่ง รัฐมนตรีอาวุโสท่านใดท่านหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรีไว้เนื้อเชื่อใจควรจะได้รับมอบให้มีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมและรับผิดชอบเกี่ยวกับการประสานงานทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกฝ่าย

ปัญหานี้พวกเราก็ทราบกันอยู่แล้ว และบรรดาท่านผู้ใหญ่ในวงราชการก็ทราบกันอยู่แก่ใจแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ในสภาก็มีการอภิปรายให้ปรับปรุงทบวงกรมต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจ และรัฐบาลก็รับรองว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป พวกเราก็ได้แต่ภาวนาขอให้รัฐบาลทำจริงและประสบความสำเร็จโดยรวดเร็ว

ท่านประธานที่เคารพ เมื่อทำการแก้ไขเรื่องนี้แล้ว ผมเชื่อว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยเราจะไม่มืดมนแน่ เราเคยเผชิญปัญหายากยิ่งกว่านี้ และเราก็ขจัดได้โดยอาศัยความช่วยเหลือจากต่างประเทศบ้าง แต่ส่วนใหญ่ทำด้วยฝีมือ น้ำพักน้ำแรงของพวกเราคนไทยเอง ผมแน่ใจว่าเราจะทำได้อีก ฉะนั้นจึงขอเสนอแก่ท่านทั้งหลายว่า อนาคตเศรษฐกิจของไทยเราควรจะแจ่มใสรุ่งโรจน์ และถ้ารัฐบาลทำจริง อนาคตเศรษฐกิจของไทยเราย่อมแจ่มใสรุ่งโรจน์แน่นอน

ตัวเลขที่อ้างถึงในบทความ
“เศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต”

๑. อัตราเพิ่มของผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ

ปี

อัตราเพิ่มแต่ละปี (ราคาคงที่)

๒๕๐๑–๒๕๐๕

๒๕๐๖–๒๕๐๙

๒๕๑๐

๒๕๑๑

(อัตราเฉลี่ย) ๖.๐%

(อัตราเฉลี่ย) ๘.๙%

๔.๖%

๘.๕%

 

๒. ดุลการค้าและการชำระเงิน

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๔

๒๕๑๑

๒๕๑๒

สินค้าออก–สินค้าเข้า (สินค้า)

บริการ (สุทธิ)

ดุลสินค้าและบริการ

ดุลการชำระเงิน (ขาดดุล– )

– ๒๖๙

+ ๓๒๐

+ ๕๑

+ ๑,๖๕๕

– ๑๐,๕๗๓

+ ๖,๑๔๘

– ๔,๔๒๕

+ ๔๔๗

– ๑๑,๒๕๐

+ ๕,๙๗๐

– ๕,๒๘๐

– ๙๙๗

 

๓. การใช้จ่ายทางทหารและ R&R ของสหรัฐฯ

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

๒๕๑๑

๒๕๑๒

R&R

๒๑๓

๓๖๖

๔๒๐

๔๑๖

การใช้จ่ายทางทหาร

๗๗

๒๐๕

๓๖๑

๔๓๙

๙๒๒

๒,๕๘๒

๔,๑๐๗

๔,๙๑๘

๔,๒๐๐

รวม

๗๗

๒๐๕

๓๖๑

๔๓๙

๙๒๒

๓,๗๙๕

๔,๔๗๓

๕,๓๓๘

๔,๖๑๖

คิดเป็น
ล้านเหรียญอเมริกัน

๓.๗

๙.๘

๑๗.๓

๒๑.๑

๔๔.๓

๑๘๒.๔

๒๑๕.๐

๒๕๖.๖

๒๒๒.๐

 

๔. เงินสำรองระหว่างประเทศ

(ล้านเหรียญอเมริกัน)

สิ้นระยะ

ส่วนราชการ

ส่วนธนาคารพาณิชย์ (สุทธิ)

รวมสุทธิ

๒๔๙๒

๒๔๙๓

๒๔๙๔

๒๔๙๕

๒๔๙๖

๒๔๙๗

๒๔๙๘

๒๔๙๙

๒๕๐๐

๒๕๐๑

๒๕๐๒

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

๒๕๑๑

๒๕๑๒

๒๒๑

๒๙๒

๓๖๑

๓๕๑

๓๐๗

๒๘๒

๓๐๔

๓๑๘

๓๒๔

๓๐๙

๓๑๙

๓๗๑

๔๕๔

๕๒๓

๕๗๖

๖๖๐

๗๓๙

๙๒๔

๑,๐๐๘

๑,๐๒๑

๙๘๕

+ ๔

ไม่มีตัวเลข

+ ๒

+ ๕

+ ๗

+ ๕

– ๒

– ๓

– ๗

– ๑๐

– ๑๘

– ๒๑

– ๒๘

– ๓๖

– ๕๑

– ๔๘

– ๗๔

– ๑๐๘

– ๙๙

– ๑๑๑

๒๒๕

ไม่มีตัวเลข

๓๕๓

๓๑๒

๒๘๙

๓๐๙

๓๑๖

๓๒๑

๓๐๒

๓๐๙

๓๕๓

๔๓๒

๔๙๕

๕๔๐

๖๐๙

๖๙๑

๘๕๐

๙๐๐

๙๒๒

๘๗๔

 

 

๕. การเปลี่ยนแปลงของเงินสำรองระหว่างประเทศ
   ในปี ๒๕๑๒

(ล้านเหรียญอเมริกัน)

(รวมหลักทรัพย์ของธนาคารโลกไว้ในเงินสำรองส่วนราชการ)

 

สิ้นปี ๒๕๑๑

สิ้นปี ๒๕๑๒

การเปลี่ยนแปลงระหว่างปี

ส่วนราชการ

ส่วนธนาคารพาณิชย์ (สุทธิ)

รวมสุทธิ

๑,๐๒๑

– ๙๙

๙๒๒

๑,๐๐๒

– ๑๑๑

๘๙๑

– ๑๙

– ๑๒

– ๓๑

 

๖. อัตราเพิ่มของสินค้าเข้า

(ส่วนร้อย)

ประเภท

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

๒๕๑๑

สินค้าผู้บริโภค

วัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ

สินค้าทุน

อื่นๆ

๑.๓

๑๐.๘

๒๔.๙

๙.๔

๘.๒

๒๖.๕

๔.๖

๑๔.๗

๕.๖

๑๖.๖

๑๒.๖

๐.๒

๑๑.๘

๒๕.๘

๑๙.๔

๒๖.๓

๑๓.๑

๒๐.๘

๓๒.๓

๑๐.๓

๐.๒

๓.๔

๑๒.๘

๑๗.๑

รวม

๑๑.๓

๑๑.๓

๘.๓

๑๙.๙

๑๙.๙

๘.๖

 

๗. สินค้าเข้าแยกตามประเภท

(ล้านบาท)

ประเภท

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

๒๕๑๑

สินค้าผู้บริโภค

วัตถุดิบและกึ่งฯ

สินค้าทุน

อื่นๆ

๓,๖๒๔

๑,๕๗๗

๒,๓๖๗

๒,๑๔๗

๓,๙๗๑

๑,๗๙๗

๒,๕๔๘

๒,๑๔๙

๓,๘๔๗

๑,๗๘๗

๓,๒๔๘

๒,๖๒๒

๓,๘๙๖

๑,๙๘๐

๔,๐๕๖

๒,๘๗๐

๔,๒๑๕

๒,๕๐๔

๔,๒๔๒

๓,๒๙๓

๔,๔๔๔

๒,๙๒๙

๔,๗๗๕

๓,๒๘๕

๔,๙๖๘

๓,๙๘๗

๕,๗๐๑

๔,๑๔๘

๔,๖๑๙

๔,๔๕๓

๗,๕๔๓

๔,๕๗๓

๕,๖๓๑

๔,๖๐๖

๘,๕๑๑

๕,๓๕๕

รวม

๙,๖๒๕

๑๐,๒๘๗

๑๑,๐๕๔

๑๒,๘๐๓

๑๔,๒๕๔

๑๕,๔๓๓

๑๘,๕๐๔

๒๒,๑๘๘

๒๔,๑๐๓

 

๘. สินค้าเข้าประเภททุนและวัตถุดิบเนื่องจาก
   การช่วยเหลือและการทหาร

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

๒๕๑๑

สินค้าช่วยเหลือ

๖๗๓

๓๒๖

๕๒๐

๘๑๓

๔๖๘

๔๘๒

๖๐๑

๗๖๖

๘๒๙

สินค้าตามโครงการ
เงินกู้ของทางการ

๕๕๙

๗๔๔

๑,๑๐๗

๘๗๑

๘๖๓

๖๘๖

๕๖๗

๗๐๐

๘๕๕

สินค้าที่กิจการได้รับ
การส่งเสริมนำเข้า

๒๔๘

๓๒๕

๑,๒๐๒

๑,๔๕๑

๒,๐๑๒

๒,๔๐๗

สินค้าเข้าจากการก่อสร้าง
ทางทหารสหรัฐฯ

๑๖๖

๑๖๖

๒๗๐

๖๔๕

๑,๑๔๔

๑,๑๖๕

รวม

๑,๒๓๒

๑,๐๗๐

๑,๖๒๗

๒,๐๙๘

๑,๘๒๒

๒,๖๔๐

๓,๒๖๔

๔,๖๒๒

๕,๒๕๖

คิดเป็นส่วนร้อย
ของสินค้าทุนและวัตถุดิบ

๓๑.๒

๒๔.๖

๓๒.๓

๓๔.๖

๒๗.๐

๓๔.๓

๓๔.๘

๓๙.๐

๔๐.๓

 

๙. สินค้าเข้าผ่อนชำระของเอกชน*

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

๒๕๑๑

รถบรรทุก รถโดยสาร รถนั่ง

๑๗

๗๓

๑๗๒

๑๖๑

๒๙๗

๒๑๑

๓๒๘

๔๘๑

๙๒๕

แทรกเตอร์

๓๖

๗๘

๙๙

๑๔๒

๒๕๘

๒๐๒

เครื่องจักรและอุปกรณ์

๔๖

๙๑

๑๒๙

๒๓๒

๖๗

๘๑

๑๔๖

๘๐

อื่นๆ

๒๔

๒๐

๕๗

๑๑๙

๑๒๑

รวม

๘๗

๑๗๔

๓๒๖

๒๐๖

๖๑๓

๓๘๑

๖๐๘

๑,๐๐๔

๑,๓๒๘

* ไม่รวมสินค้าที่นำเข้าแบบผ่อนชำระโดยกิจการที่ได้รับการส่งเสริมอุตสาหกรรม

 

๑๐. จำนวนเกินดุลของรัฐบาล

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

๒๕๑๑

รายได้

๖,๗๗๘

๗,๔๔๙

๘,๐๐๒

๘,๘๑๘

๙,๙๕๗

๑๑,๓๔๔

๑๒,๙๐๑

๑๔,๗๘๐

๑๖,๘๙๐

รายจ่ายบริการทั่วไป
ของรัฐบาล

๕,๕๐๖

๖,๑๔๓

๖,๕๔๘

๗,๓๒๖

๘,๑๗๗

๘,๘๕๙

๙,๘๒๗

๑๑,๕๓๖

๑๔,๔๘๕

รายได้
เกินรายจ่ายบริการ

๑,๒๗๒

๑,๓๐๖

๑,๔๕๔

๑,๔๙๒

๑,๗๘๐

๒,๔๘๕

๓,๐๗๔

๓,๒๔๔

๒,๔๐๕

อัตราเพิ่มของจำนวนเกินดุล (ส่วนร้อย)

๖๕.๔

๒.๗

๑๑.๓

๒.๖

๑๙.๓

๓๙.๖

๒๓.๗

๕.๕

– ๒๕.๙

 

๑๑. การออมทรัพย์

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๑

๒๕๐๒

๒๕๐๓

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ

๔๗,๐๒๑

๕๐,๓๐๙

๕๕,๗๑๗

๕๙,๘๗๖

๖๕,๒๐๙

๖๘,๙๒๑

๗๓,๗๓๐

๘๑,๒๗๔

๙๖,๘๐๓๐

๑๐๕,๖๓๔

การออมทรัพย์

๗,๐๓๙

๘,๒๘๗

๙,๙๒๐

๑๐,๖๗๖

๑๒,๓๓๕

๑๒,๗๙๘

๑๔,๒๘๙

๑๗,๖๐๙

๒๖,๓๖๔

๒๖,๑๓๓

การออมทรัพย์
คิดเป็นส่วนร้อยของ
ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ

๑๕.๐

๑๖.๕

๑๗.๘

๑๗.๘

๑๘.๙

๑๘.๖

๑๙.๔

๒๑.๗

๒๗.๒

๒๔.๗

 

๑๒. อุตสาหกรรมและหัตถกรรมและการเกษตร
     คำนวณตามราคาคงที่

(ล้านบาท)

 

๒๕๐๔

๒๕๐๕

๒๕๐๖

๒๕๐๗

๒๕๐๘

๒๕๐๙

๒๕๑๐

อุตสาหกรรมและหัตถกรรม

๗,๐๗๓

๗,๔๓๗

๘,๖๑๗

๙,๗๘๐

๑๑,๔๖๗

๑๒,๔๖๘

๑๓,๙๐๓

อัตราเพิ่ม

๒.๘

๕.๑

๑๕.๙

๑๓.๕

๑๗.๒

๘.๗

๑๑.๕

อุตสาหกรรมและหัตถกรรมคิดเป็น
ส่วนร้อยของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ

๑๑.๔

๑๑.๔

๑๒

๑๒.๙

๑๓.๙

๑๓.๖

๑๔.๔

การเกษตร

๒๓,๗๔๘

๒๔,๓๐๗

๒๖,๔๗๓

๒๖,๖๔๕

๒๗,๔๐๙

๓๐,๙๐๗

๒๘,๔๒๓

อัตราเพิ่ม

๔.๕

๒.๓

๘.๙

๐.๖

๒.๙

๑๒.๘

– ๘.๐

การเกษตรคิดเป็นส่วนร้อย
ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ

๓๘.๔

๓๗.๓

๓๗.๐

๓๕.๑

๓๓.๒

๓๓.๗

๒๙.๕

ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ

๖๑,๘๗๕

๖๕,๒๐๙

๗๑,๖๓๔

๗๕,๙๕๑

๘๒,๖๖๒

๙๑,๘๐๒

๙๖,๒๖๙

 

 

 

[1]  ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้นับรวมเงินประมาณ ๑๗.๕ ล้านเหรียญของอเมริกันซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยถืออยู่ของ Participation Certificates ในเงินกู้ที่ธนาคารโลกให้รัฐบาลไทยกู้ เพื่อโครงการเขื่อนผาซ่อมและโครงการทางหลวงระยะที่ ๓ หากรวมเงินจำนวนนี้เข้าในทุนสำรอง จำนวนเงินสำรองระหว่างประเทศ (ตัวเลขสุทธิ) จะเป็น ๘๙๑ ล้านเหรียญ (ของส่วนราชการเป็น ๑,๐๐๒ ล้านเหรียญ) คือจะน้อยกว่าปี ๒๕๑๑ อยู่ ๓๑ ล้านเหรียญ (ดูตารางที่ ๕) – ป๋วย