ภาวะเศรษฐกิจของไทย ด้านต่างประเทศ

ภาวะเศรษฐกิจของไทย
ด้านต่างประเทศ

บรรยายเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑๒ ณ โรงแรมรอยัล

จัดโดยสมาคมวิเทศสัมพันธ์และกฎหมายระหว่างประเทศ

 

 

 

๑. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ

กล่าวโดยทั่วไป ในความสัมพันธ์กับต่างประเทศทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้ยึดถือนโยบายเป็นประเพณีนิยมให้ไทยเป็นประเทศที่เปิดอยู่เสมอ กล่าวคือ ไทยเราพยายามมองออกไปข้างนอก (out–ward–looking) คบหาสมาคมกับทุกประเทศ เว้นแต่ประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และแม้ข้อยกเว้นนี้ก็เป็นจริงแต่เพียงบางประเทศ ไทยเราเข้าเป็นสมาชิกหรือภาคีในองค์การระหว่างประเทศแทบทุกองค์การ และเราต้อนรับนักสอนศาสนาและมูลนิธิต่างประเทศ พ่อค้า นักอุตสาหกรรม นายธนาคารต่างประเทศ แทบจะไม่เลือกหน้า ชาวต่างประเทศที่นำเงินมาลงทุนในกิจการประเภทที่เราตั้งใจส่งเสริมยังได้รับสิทธิพิเศษหลายประการ มากน้อยตามลักษณะและประเภทของการลงทุน และได้รับคำรับรองจากรัฐบาลว่าจะส่งเงินต้นและกำไรดอกเบี้ยออกได้อย่างน่าพึงพอใจ และรัฐบาลจะไม่ยึดทรัพย์สินหรือธุรกิจของเขามาเป็นของรัฐ

 

ในสนธิสัญญาว่าด้วยการค้าและการเดินเรือระหว่างไทยกับ
ประเทศอื่นๆ แต่ละประเทศแทบทุกฉบับก็มีบทบัญญัติถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิว่าประเทศไทยจะไม่ปฏิบัติเป็นเชิงลำเอียงให้ประโยชน์พิเศษแก่ประเทศอื่นใด โดยไม่ให้ประโยชน์นั้นๆ แก่ประเทศคู่สัญญาด้วย หลักการใหญ่ในเรื่องนี้ระบุอยู่ชัดแจ้งในบทบัญญัติข้อตกลงเรื่องกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นสมาชิกอยู่ตั้งแต่เลิกสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไม่นานนัก และได้ปฏิบัติตามระเบียบวินัยข้อตกลงนั้นทั้งในด้านการค้าและระบบการเงินตลอดมา

ในการปฏิบัติภายในของรัฐบาลไทย รัฐบาลก็ได้ปลดเปลื้องข้อจำกัดควบคุมการค้ากับต่างประเทศมาเป็นระยะๆ การห้ามนำสินค้าบางประเภทเข้ามาก็ผ่อนคลายลดประเภทลง ใช้วิธีด้วยภาษีอากรแทน ที่เคยควบคุมการนำเข้าด้วยวิธีออกใบอนุญาตก็ได้เลิกวิธีนั้นๆ ใช้วิธีภาษีอากรแทน ทำให้ไม่ต้องเลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม ป้องกันมิให้เกิดความยุ่งยากในทางปฏิบัติ และในปัจจุบันนี้การควบคุมการนำสินค้าเข้าประเทศไทยจึงเหลืออยู่แต่เฉพาะสินค้าบางประเภท น้อยประเภทซึ่งรัฐบาลสงวนไว้เป็นพิเศษด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น ควบคุมการนำน้ำตาลเข้า เพื่อส่งเสริมการปลูกอ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาล เป็นต้น

ในด้านการชำระเงินระหว่างประเทศ รัฐบาลก็ได้ผ่อนคลายการควบคุมจนไม่มีการจำกัดเรื่องการซื้อขายสินค้าและบริการอันเป็นงานปกติกระแสรายวัน เหลือแต่การควบคุมการจ่ายเงินไปต่างประเทศแต่เฉพาะในประเภททุนซึ่งยังจำเป็นอยู่ด้วยเหตุผลที่พอเข้าใจได้ง่าย

ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การนานาประเทศรัฐบาลต่างประเทศและมูลนิธิต่างประเทศเป็นหลายรูป คือ (๑) รูปเงินให้เปล่า (๒) รูปการช่วยเหลือทางเทคนิคทั้งด้านผู้เชี่ยวชาญและด้านทุนการศึกษาและดูงาน และ (๓) รูปเงินกู้ตามโครงการต่างๆ แหล่งความช่วยเหลือที่สำคัญ ได้แก่ ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย องค์การสหประชาชาติ แผนการโคลัมโบ และองค์การเอกเทศต่างๆ ของสหประชาชาติ เช่น องค์การอาหารและเกษตร องค์การอนามัยโลก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ เป็นต้น ประเทศที่ได้ช่วยเหลือไทยในรูปต่างๆ ก็มีสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ออสเตรีย อิตาลี ประเทศสแกนดิเนเวีย แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น

ประเทศไทยเป็นสมาชิกในองค์การร่วมมือระหว่างประเทศหลายองค์การ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการสังคมอื่นๆ ในองค์การร่วมมือเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายองค์การ ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้นำและผู้เริ่มก่อการ เช่น อาเซียน ซีเมส และชุมนุมผู้ว่าการธนาคารชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น

เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงเปิดประตูกว้าง และร่วมสัมพันธ์กับต่างประเทศมากถึงเพียงนี้ ผมเข้าใจว่าเบื้องหลังการปฏิบัติเหล่านี้ มีหลักการที่สำคัญบางประการคือ

(๑) เราสำนึกว่าการแบ่งงานระหว่างประเทศและการมุ่งประกอบกิจแต่เฉพาะที่ไทยเราถนัด โดยอาศัยการค้าระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือนำสินค้า บริการ เครื่องอุปโภคบริโภค และสินค้าประเภททุนมาใช้นั้น ได้ประโยชน์แก่ไทยมากกว่าและทันตากว่าที่ไทยจะปิดประตู ผลิตและค้าเป็นการภายในประเทศเท่านั้น

(๒) ไทยเราขาดแคลนเงินทุน ขาดแคลนความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคนิค และขาดแคลนผู้ประกอบกิจอำนวยการด้านอุตสาหกรรมอยู่เป็นอันมาก จึงสมควรที่จะถือประโยชน์จากการที่ประเทศต่างๆ องค์การต่างๆ มูลนิธิต่างๆ เปิดโอกาสให้เราได้รับการเอื้อเฟื้อจากแหล่งเหล่านี้จนกว่าจะแก้ไขข้อขาดแคลนเหล่านั้นได้

(๓) เราสำนึกดีว่าการเปิดประตูกว้างและการที่ต้องพึ่งพาอาศัยต่างประเทศมากถึงเพียงนี้ ย่อมเป็นช่องทางให้เกิดความเสี่ยงในด้านที่ผู้อื่นจะเอารัดเอาเปรียบเราบ้าง หรือในบางกรณีอาจจะมีข้อผูกพันให้เราเสียอิสรภาพบางประการไปได้ แต่เราก็เชื่อมั่นด้วยว่าชาติไทยเรามีความสามารถพอที่จะป้องกันแก้ไขข้อเสี่ยงเหล่านี้ได้โดยไม่ยากนัก ตามที่บรรพบุรุษของเราได้สามารถปฏิบัติมา หรืออีกนัยหนึ่งเราเคยรักษาเอกราชไว้ได้ ก็จะพยายามใช้ความสามารถป้องกันเอกราชของเราได้ต่อไปตามที่เราเคยถนัดมา ไม่ต้องมีปมด้อยแบบบางประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นเขามา

การดำเนินนโยบายดังกล่าวข้างต้นนี้ให้ประโยชน์หรือให้โทษแก่ไทยเราประการใดบ้าง ข้อนี้ถ้าจะกล่าวกันลอยๆ ก็อดเสียมิได้ที่จะมีผู้ตำหนิติเตียนนโยบายวิเทศสัมพันธ์ของไทย บางคนก็ว่าเราเปิดประตูกว้างไป ใจใหญ่เกินไป ทำให้ต่างประเทศฉวยโอกาสได้ง่าย ข้อนี้อ้างได้ง่าย เฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะพิจารณาดูในทัศนะที่แคบและในเวลาที่เศรษฐกิจของไทยตกต่ำลงใน ๒–๓ ปีหลังนี้ เนื่องด้วยภัยธรรมชาติหรือเนื่องด้วยเหตุอื่น แต่การพิจารณานโยบายของประเทศจะพิจารณาด้วยอารมณ์หรือด้วยความเห็นทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือด้วยการเอาสถานการณ์เพียงระยะสั้น ๒–๓ ปีมาเป็นหลักนั้น หาชอบด้วยเหตุผลไม่ จำเป็นจะต้องใช้สายตายาว ใช้ความสุขุมคัมภีรภาพและข้อเท็จจริงเป็นหลักเป็นเกณฑ์ และข้อเท็จจริงที่ควรจะนำมาประกอบการพิจารณานั้น ควรจะเป็นข้อเท็จจริงในระยะยาวสักหน่อย ก็จะช่วยให้เห็นผลดีและผลร้ายของนโยบายเปิดประตูกว้างของไทยได้ชัด ดังนี้

(ก) ในระยะ ๑๐ กว่าปีที่แล้วมานี้ รายได้ประชาชาติของไทยได้เพิ่มสูงขึ้นทุกปีในอัตราเฉลี่ยปีละ ๗–๑๐ ต่อ ๑๐๐ และการที่เศรษฐกิจของไทยจำเริญขึ้นมาตามลำดับเช่นนี้ นับได้ว่าเป็นเอกในหมู่ประเทศด้อยพัฒนาด้วยกัน มีเปรียบกับเราได้ก็คือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย เม็กซิโก และตูนิเซีย ซึ่งต่างเป็นประเทศที่มีนโยบายเปิดประตูกว้างด้วยกันทั้งนั้น ประเทศที่ปิดประตูค้าในระยะนี้หรือเคยปิดประตูค้าในบางระยะเวลา ได้แก่ พม่า ลังกา กัมพูชา อินโดนีเซีย และบางประเทศในแอฟริกา ต่างมีความลำบากในการพัฒนาเศรษฐกิจของเขาทั้งนั้น

(ข) การจำเริญทางเศรษฐกิจของไทยเราในระยะที่แล้วมานั้นมีเพียง ๓–๔ ปีที่มีเรื่องการศึกเวียดนาม และในระยะ ๓–๔ ปีนี้เท่านั้นที่การใช้จ่ายเงินพิเศษเพื่อการศึกโดยรัฐบาลอเมริกันได้มาเกี่ยวข้องสมทบหนุนให้เศรษฐกิจของเราเจริญขึ้น ในปีอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้าปี ๒๕๐๘ ความจำเริญเกิดขึ้นเพราะน้ำมือของไทยเราเองล้วนๆ

(ค) การจำเริญทางเศรษฐกิจของไทยนี้ กระทำได้โดยธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพแห่งเงินตรา ค่าแลกเปลี่ยนของเงินบาทกับเงินตราต่างประเทศเราได้ธำรงไว้อย่างมั่นคงตามเจตนารมณ์แห่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศตลอดระยะเวลาที่แล้วมา ส่วนค่าครองชีพภายในประเทศนั้นก็มีสูงขึ้นบ้างปีละ ๒% บ้าง ๓% แต่ไม่เคยเกิน ๔% ซึ่งเมื่อเปรียบกับประเทศส่วนมากในยุโรปและอเมริกาหรือแม้ญี่ปุ่นแล้ว ภาวะเงินเฟ้อของเราน้อยมาก หรือเปรียบกับอินโดนีเซียหรือลังกาแล้วเสถียรภาพในการครองชีพของเราดีกว่าเขาหลายสิบเท่า ทั้งนี้ก็เพราะในบางกรณีเมื่อข้าวของจะแพงขึ้นในเมืองไทย เราก็ปล่อยให้มีการสั่งเข้ามาจากต่างประเทศเสียมากสักหน่อย เช่น กรณีซีเมนต์ในปี ๒๕๐๙ เป็นต้น เราใช้การเปิดประตูค้าของเรานั้นเป็นเครื่องมือกำกับเศรษฐกิจภายในของเราได้

(ง) แต่แน่ละ แม้เราจะพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีพอสมควรในส่วนรวม ข้อบกพร่องในระบบเศรษฐกิจของไทยก็ยังมีอยู่หลายประการ เช่น การกระจายประโยชน์ในความจำเริญนั้นไม่ทั่วถึงกัน ชาวชนบทยังด้อยนักเมื่อเทียบกับชาวกรุงเทพฯ ประการหนึ่ง หรือข้อบกพร่องในการพัฒนาการศึกษาของไทยประการหนึ่ง หรือความเสื่อมถอยในความสามารถด้านการผลิตทางเกษตรประการหนึ่ง หรือความแพงของอาหารประเภทเนื้อสัตว์ประการหนึ่ง หรือความยุ่งยากในการสัญจรและสาธารณูปโภคในเมืองหลวงประการหนึ่ง ข้อบกพร่องเหล่านี้มิใช่เกิดจากความสัมพันธ์ของไทยกับต่างประเทศ เป็นความบกพร่องภายในระบบของเราเอง

๒. ทรัพย์สินและหนี้สินของไทยในต่างประเทศ

ผลของการพัฒนาภายในประเทศและนโยบายเปิดประตูค้าของไทยในระยะ ๑๐ กว่าปีที่แล้วมานี้ นอกจากจะปรากฏเป็นการเพิ่มรายได้
ส่วนรวมของประชาชนไทยแล้วยังเกิดเป็นทรัพย์สินถาวรขึ้นในราช-
อาณาจักรเป็นอันมากในประเภทต่างๆ คือ ทางหลวง การรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ การพลังงานไฟฟ้า การชลประทาน โรงเรียน มหา-
วิทยาลัย โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทรัพย์สินถาวรเหล่านี้ก็คงจะเกิดขึ้นเพิ่มได้ด้วยกำลังทรัพย์และกำลังความสามารถของไทยเราเองดอก แต่ถ้าเราไม่เปิดประตูของประเทศเราให้มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ทรัพย์สินเหล่านี้คงจะเพิ่มไม่ได้มากถึงเพียงนี้

ทรัพย์สินภายนอกประเทศไทยได้แก่ เงินสำรองระหว่างประเทศอันประกอบด้วยทองคำ เงินปอนด์สเตอร์ลิง เงินเหรียญอเมริกัน ที่เราถืออยู่สำหรับใช้เป็นทุนสำรองเงินตราส่วนหนึ่ง เป็นทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศส่วนหนึ่ง และเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับการค้า การชำระเงินกับต่างประเทศอีกส่วนหนึ่ง เงินสำรองระหว่างประเทศนี้ ในระยะ ๑๐ ปีที่แล้วมาได้เพิ่มพูนขึ้นมาจากระดับ ๓๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน เป็นประมาณ ๙๒๐ ล้านเหรียญอเมริกันในขณะนี้ (ในระยะปี ๒๕๐๒–๒๕๐๙ เพิ่มขึ้นประมาณ ๕๕๐ ล้านเหรียญ ปี ๒๕๐๙ ถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๑๗๐ ล้านเหรียญ)

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นหลักทรัพย์แท้ๆ ที่เราเป็นเจ้าของ นอกเหนือไปจากนั้น ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ประเทศไทยเรายังจะหยิบฉวยเงินจากที่อื่นมาใช้สำรองได้อีก บางส่วนหยิบยืมมาได้โดยไม่ต้องเสีย
ดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ส่วนนี้เป็นมูลค่าประมาณ ๙๐ ล้านเหรียญอเมริกัน และถ้าจะต้องการเงินมาใช้เพิ่มขึ้นอีกก็คงจะกระทำได้ไม่ยากนัก เพราะชื่อเสียงของเราดีในด้านสินเชื่อ เนื่องจากเหตุที่เราเปิดประตูค้านั่นเองเป็นเหตุหนึ่ง แต่เงินที่เราจะหยิบกู้มาได้ในส่วนหลังนี้เราจะต้องเสียดอกเบี้ย ฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่กระทำ (ทั้งนี้หมายถึงเงินกู้ระยะสั้น ไม่รวมเงินกู้ระยะยาวมาเพื่อใช้ในการพัฒนา ซึ่งคนย่อมจะให้กู้ตามฐานะทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมของเรา)

อนึ่ง เนื่องจากเหตุที่เราเปิดประตูค้าและเหตุที่เรามีเงินสำรองสูงกับเหตุที่เรารักษาเสถียรภาพในค่าของเงินบาทได้สำเร็จดี นายธนาคารและพ่อค้าวาณิชของไทยจึงสามารถปฏิบัติตนเป็นที่เชื่อถือแก่แหล่งสินเชื่อในต่างประเทศเป็นอันมาก ทุกวันนี้ธนาคารพาณิชย์ของไทยเราได้อาศัยสินเชื่อระหว่างประเทศเป็นวงเงินหลายสิบล้านเหรียญอเมริกันมาทำธุรกิจในประเทศและอนุเคราะห์การค้าระหว่างประเทศเป็นประโยชน์ค่อนข้างมากอยู่

ในด้านหนี้สินของรัฐบาลไทยที่มีกับต่างประเทศนั้น ตัวเลขเบ็ดเสร็จเมื่อกลางปี ๒๕๑๒ นี้ประมาณได้ทั้งสิ้น ๓๘๐ ล้านเหรียญอเมริกันเศษ เป็นหนี้ที่รัฐบาลผูกพันไว้เองประมาณ ๒๒๕ ล้านเหรียญและเป็นหนี้ขององค์การรัฐบาล รัฐวิสาหกิจกู้มาโดยรัฐบาลไทยค้ำประกันประมาณ ๑๕๕ ล้านเหรียญ

เมื่อเทียบทรัพย์สินต่างประเทศกับหนี้สินต่างประเทศของไทยแล้วจะเห็นว่าถ้าเราตั้งทรัพย์สินของเราไว้เท่ากับ ๑๐๐ หนี้สินของไทยก็จะเป็นเพียงไม่ถึง ๔๐ ทรัพย์สินท่วมท้นหนี้สิน ฉะนั้นข้อที่เราเคยได้ยินได้เห็นนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนการ์ตูน หรือคนปากเปราะอื่นๆ ตำหนิติเตียนรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการคลัง ว่าทำให้ประเทศไทยมีหนี้สินล้นพ้นตัวบ้างล่ะ ว่าทำให้อนุชนรุ่นหลังต้องรับภาระหนี้สินบ้างล่ะ ย่อมพิสูจน์ได้โดยง่ายว่าไม่มีมูลแห่งความจริง และแท้จริงรัฐบาลก็ได้ชำระหนี้เงินกู้อยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นได้ว่าต้นเงินที่เรากู้มาซึ่งเหลือ ๓๘๐ ล้านเหรียญเศษในขณะนี้นั้น แต่ดั้งเดิมเป็นเงินถึง ๕๖๓ ล้านเหรียญ ได้ชำระไปแล้วถึงเกือบ ๒๐๐ ล้านเหรียญซึ่งเป็นต้นเงิน และการชำระดอกเบี้ยก็เป็นไปตามปกติมิได้พลาดพลั้ง

รัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรามีชื่อเสียงกิตติคุณกระเดื่องอยู่ทั่วไปว่า เป็นรัฐบาลที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ และไม่เคยกระบิดกระบวนในเรื่องหนี้สิน กิตติคุณนี้หวังว่าคนรุ่นหลังจะธำรงไว้ไม่ให้เสื่อมต่อไปได้

เกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินของไทยเราในต่างประเทศนี้ มีข้อควรสังเกตอีก ๓ ข้อคือ

(๑) ถ้าเรามีทรัพย์สินมากถึงขนาดที่โอ้อวดมาข้างต้น ทำไมเราจึงไปกู้เงินเขามา ทำไมไม่ใช้ทรัพย์สินนั้นเสียเองจะได้ไม่ต้องกู้

คำตอบข้อนี้ก็คือ ทรัพย์สินเงินสำรองระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่ของรัฐบาล แต่หนี้สินเป็นหนี้ของรัฐบาลหรือหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน

ที่ว่าเงินสำรองต่างประเทศไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของรัฐบาลนั้น ก็เป็นของใครเล่า ตอบว่าเงินสำรองต่างประเทศเป็นของชาติไทยทั้งชาติ แม้ว่าอำนาจการสั่งจ่ายเงินจะตกอยู่แก่ผู้ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตาม ส่วนของเงินสำรองระหว่างประเทศที่เป็นทุนสำรองเงินตราก็หาใช่สมบัติของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเสมือนผู้พิทักษ์ทรัพย์สินสำหรับประชาชาติและอนุชนชาวไทยรุ่นหลัง ถ้ารัฐบาลประสงค์จะโอนเงินสำรองระหว่างประเทศไปเป็นของรัฐบาลเมื่อใด ก็ต้องกระทำเป็นพระราชบัญญัติผ่านรัฐสภาอนุมัติแล้วจึงโอนไปได้ แต่ในทางปฏิบัติรัฐบาลไทยก็ไม่ใคร่จะกระทำเช่นนี้

 

ข้อที่น่าคิดอีกข้อหนึ่งก็คือ ถ้ารัฐบาลโอนเอาทรัพย์สินของชาติไปใช้จ่ายได้แล้ว แม้จะกระทำด้วยพระราชบัญญัติก็ตาม ถ้าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ไม่จำเป็นที่จะหาเงินมาสะสมธำรงทรัพย์สินนั้นให้เพิ่มพูนอยู่เสมอ ทรัพย์สินของชาติคือเงินสำรองระหว่างประเทศก็จะพร่องลงได้โดยง่าย ถ้ารัฐบาลไม่แตะต้องทรัพย์สินของชาติหรือถ้าจะต้องการใช้บ้างก็กู้ไปเป็นเรื่องเป็นราว รัฐบาลก็จะต้องยึดเป็นหน้าที่ที่จะหาทางมาชำระคืนเป็นการธำรงรักษาให้ชาติได้มีเงินสำรองอยู่พอควร

(๒) การกู้เงินจากต่างประเทศนั้น แม้จะกู้มาเพื่อพัฒนาประเทศก็อาจจะมีช่องทางรั่วไหลได้ เช่น กู้มาซื้อของแพงไป หรือกู้มาโดยต้องเสียค่านายหน้าหรือมีทางทุจริตได้นานาประการ จะมีทางป้องกันหรือแก้ไขได้อย่างไรบ้าง

ข้อสังเกตข้อนี้เป็นความจริงอยู่มาก เฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการกู้แบบ “ยั่วยวนขายของ” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า (Suppliers’ credit) เช่น มีบริษัทต่างประเทศมาเสนอรัฐบาลไทยว่าจะต่อท่อประปาหรือแก้ไขการประปาให้โดยรัฐบาลยังไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ผ่อนชำระเป็นปีๆ หลายๆ ปีเช่นนี้ ถ้าเรารับ เราอาจจะไม่ทราบว่าที่เขาจะขายของให้เรานั้นถูกหรือแพง ดีหรือไม่ดี และยิ่งถ้าไม่มีการกำหนดโครงการไว้แน่นอนก็ยิ่งยุ่งยาก สาวๆ ชาวบ้านนอกเสียตัวไปมากต่อมากเพราะหลงลมพ่อค้าขายผ้าขายเครื่องสำอางขายยาฉันใด ประเทศด้อยพัฒนาที่หลงลมพ่อค้าที่ยั่วยวนขายของอย่างนี้ก็ฉันนั้น แบกเอาภาระหนี้สินไว้เกินตัวประสบหายนะมามากราย เพราะซื้อง่ายกู้ง่ายและเจ้าหน้าที่ก็รับอามิสได้ง่าย

วิธีกู้เงินจากประเทศใดประเทศหนึ่งโดยมีข้อผูกพันว่าจะต้องซื้อของหรือจ้างงานจากบริษัทของประเทศผู้กู้ ก็ยังดีกว่าซื้อก่อนผ่อนทีหลัง เพราะอย่างน้อยก็ยังมีที่เลือกระหว่างหลายๆ บริษัทในประเทศเดียวกัน แต่ก็ยังดีไม่แท้ เพราะถ้าบริษัททั้งหลายในประเทศที่เรากู้มานั้นเผอิญรวมหัวกัน หรือเผอิญแพงไปเสียทุกบริษัท หรือฝีมือในการงานนั้นไม่ดีพอ เราก็ยังจะได้ของที่ไม่ดีและแพงไป

วิธีกู้เงินที่ดีที่สุดตามประสบการณ์ของผมคือ จากสถาบันระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกหรือธนาคารพัฒนาเอเชีย เพราะเงินกู้ที่เราจะนำมาใช้นั้น จะต้องใช้ตามกฎของธนาคารทั้งสอง คือ จะใช้ได้โดยเปิดประมูลทั่วโลกหรือในบรรดาประเทศสมาชิกของธนาคารนั้นๆ ช่องทางทุจริตมีได้ยาก ผู้กู้จะได้ของดีราคาย่อมเยาสมควร นอกจากนั้นก่อนจะกู้มา ผู้กู้จะต้องทำโครงการโดยละเอียดว่าจะทำอะไรบ้าง มีผลดี
และลงทุนอย่างไร คุ้มทุนที่ลงไหม จะปฏิบัติตามโครงการอย่างไร การ
กระทำเช่นนี้อาจจะช้าหน่อยไม่ทันใจรัฐบาล แต่ก็เป็นวิธีการที่แน่นอน และเมื่อกู้มาดำเนินการตามโครงการแล้วผู้ให้กู้ยังคอยมาตรวจตราเร่งรัดและให้คำปรึกษาทางเทคนิคอีก

ขณะนี้ประเทศไทยมีหนี้สินกับธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชียรวมทั้งสิ้น ๒๓๗ ล้านเหรียญเศษในยอดรวม ๓๘๐ ล้านเหรียญ ที่กล่าวข้างต้น นับว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของเรา ถัดลงมาก็เป็นหนี้สหรัฐอเมริกาประมาณ ๗๔ ล้านเหรียญ เยอรมนีตะวันตกประมาณ ๕๕ ล้านเหรียญ

(๓) การที่รัฐบาลไทยมีหนี้สินน้อยเทียบกับทรัพย์สินของชาตินี้ ไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นเพราะรัฐบาลมีเจตนาที่จะจำกัดการก่อหนี้กับต่างประเทศจริงๆ กล่าวคือคณะรัฐมนตรีทั้งในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้วางระเบียบการก่อหนี้กับต่างประเทศขึ้น ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยอนุกรรมการของคณะกรรมการบริหาร เรียกว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาการก่อหนี้กับต่างประเทศ (อ.พ.น.) เป็นผู้รักษาระเบียบและดำเนินการตามระเบียบ

กล่าวโดยสรุป ระเบียบนั้นระบุว่า (ก) จำนวนภาระการชำระคืน
ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยสำหรับหนี้ของรัฐบาลทั้งภายในประเทศและหนี้ต่างประเทศรวมกันจะต้องไม่เกินร้อยละ ๑๓ ของประมาณการรายได้เงินงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปีตลอดไป และ (ข) จำนวนภาระการชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยรวมกันสำหรับหนี้ต่างประเทศของรัฐบาลรัฐวิสาหกิจและองค์การบริหารท้องถิ่น จะต้องไม่เกินร้อยละ ๗ ของประมาณรายได้เงินตราต่างประเทศจากการขายสินค้าและบริการแก่ต่างประเทศในแต่ละปีตลอดไป ระเบียบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่บังคับ
มิให้ประเทศไทยมีหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างบางประเทศที่กู้ง่ายๆ ชำระยากๆ

นอกจากนี้ อ.น.พ. ยังมีหน้าที่พิจารณากำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะตกลงกู้กับวิธีและระยะเวลาผ่อนส่งต้นเงินชำระเงินกู้ด้วย

กล่าวถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ยในระยะปีเศษๆ มานี้ เนื่องจากมีความวิกฤตทางการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ดอกเบี้ยธนาคารต่างๆ ทั่วโลกจึงทะยานสูงขึ้นผิดปกติ บางกรณีขึ้นถึงกว่า ๑๐% ต่อปี แต่ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชียแม้ว่าจะต้องคิดดอกเบี้ยสูงขึ้นก็ตาม ยังคงรักษาระดับดอกเบี้ยไว้ไม่เกิน ๗% หรือประมาณนั้น แต่กระนั้นก็ยังแพงเกินไปสำหรับการนำเงินกู้มาพัฒนาประเทศ ฉะนั้น ในระยะนี้จึงจำเป็นที่จะเพลาๆ การกู้เงินจากทั้ง ๒ สถาบันหรือสถาบันอื่นไว้บ้าง และถ้าจำเป็นก็ควรกู้แต่ในระยะเวลาไม่ให้ยาวเกินสมควร เพราะคาดว่าในปีสองปีข้างหน้าดอกเบี้ยในโลกจะลดต่ำลง

แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อดอกเบี้ยในตลาดโลกสูงขึ้นนี้ ทรัพย์สินของไทยเราที่นำไปลงทุนไว้ในต่างประเทศก็ได้ผลประโยชน์สูงขึ้นไปด้วย คาดว่าในปี ๒๕๑๒ นี้ทั้งปีผลประโยชน์จากการลงทุนทรัพย์สินในต่างประเทศของเราจะมีถึงกว่า ๖๐ ล้านเหรียญอเมริกัน ซึ่งเกือบๆ เท่ากับมูลค่าการส่งดีบุกหรือข้าวโพดไปขายต่างประเทศทั้งปี

๓. การค้าและการชำระเงินกับต่างประเทศ

ในระยะนี้เรื่องการค้าและการชำระเงินกับต่างประเทศเป็นที่สนใจพิเศษของพวกเรา สรุปความข้อกังวลในเรื่องนี้ได้ดังนี้

(ก) บัดนี้ไทยเราซื้อสินค้าเข้ามากกว่าส่งออกไปมากถึง ๑๐,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ในปี ๒๕๑๑ และใน ๒–๓ ปีต่อไปข้างหน้าก็จะยิ่งซื้อมากขายน้อย จะยิ่ง “เสียเปรียบ” ต่างประเทศมากขึ้น

(ข) การ “เสียเปรียบ” นี้ เรา “เสียเปรียบ” บางประเทศ ฉะนั้นจะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ (เผ็ด) เรื่องเสียเปรียบนี้

(ค) แม้ว่าก่อนนี้เราจะซื้อสินค้ามากกว่าขายสินค้าก็ตาม การชำระเงินของเราก็ยังเกินดุลอยู่ คือ เงินสำรองระหว่างประเทศของเรายังเพิ่มมากอยู่ เพราะเรากู้เงินเขามา เขาให้เปล่าบ้าง เขามาใช้เงินในประเทศเราบ้าง และมีผู้มาลงทุนอุตสาหกรรมในประเทศไทยบ้าง แต่ในปีนี้คือ ๒๕๑๒ และปีต่อๆ ไป ถ้าเราไม่ทำการแก้ไขแล้วเราจะเริ่มขาดดุลการชำระเงิน เงินสำรองของเราจะร่อยหรอลงไปใน ๓ ปีข้างหน้า บางท่านก็ว่าจะเสียเงินไปถึง ๓๕๐ ล้านเหรียญ

(ง) เพราะฉะนั้นจึงมีผู้เสนอให้มีการควบคุมสินค้าขาเข้า เฉพาะอย่างยิ่งสินค้าจากประเทศที่ “ได้เปรียบ” ดุลการค้าจากเราไปเพื่อแก้สถานการณ์ บางท่านก็ว่าควรทำทั้ง ๒ อย่างคือ ควบคุมสินค้าขาเข้าและส่งเสริมสนับสนุนสินค้าขาออกให้มากขึ้น

ก่อนที่จะเสนอความเห็นของผมต่อที่ประชุมนี้ ผมใคร่จะเสนอข้อเท็จจริงและข้อคิดบางประการ

(๑) การคำนวณดุลการค้านั้น เราจะพิจารณาแต่เฉพาะสินค้ามิได้ เราต้องเอาบริการมาคิดด้วยจึงจะเรียกว่าดุลการค้า ทำนองเดียวกับข้าราชการให้บริการแก่รัฐแล้วได้รับเงินเดือน ๓,๐๐๐ บาท แล้วใช้เงินนั้นซื้อสินค้าเข้ามา ๒,๐๐๐ บาท จะเรียกว่าขาดดุลการค้า ๒,๐๐๐ บาทมิได้ ต้องนำมูลค่าบริการมาคำนึงด้วย และถ้าคำนวณดุลการค้ารวมทั้งบริการของไทยในปี ๒๕๑๑ จะปรากฏว่าขาดดุลไปมิใช่ ๑๐,๕๐๐ ล้านบาท แต่เป็นจำนวนขาดดุลประมาณ ๔,๔๐๐ ล้านบาท ผิดกันมาก

(๒) ใครๆ ก็ทราบว่า การจดสถิติสินค้าขาออกของไทยเรานั้นไม่สมบูรณ์ เพราะมีสินค้าขาออกนานาชนิดที่สำคัญ นอกจากข้าวแล้วก็มีบางอย่างที่ท่านผู้ฟังเดาได้เองซึ่งมีการลักลอบส่งออก ฉะนั้นถ้าสินค้าขาออกทั้งที่ออกตามกฎหมายและที่ลักลอบนำออกรวมกันแล้ว คงจะทำให้การค้าของเราขาดดุลน้อยลงไปกว่า ๔,๔๐๐ ล้านบาท อย่างน้อยก็หลายร้อยล้านบาท

(๓) การใช้คำว่า ได้เปรียบ เสียเปรียบ นั้นไม่ถูกหลักวิชา เพราะเลอะเลือน เวลาเราขายของได้มากเราควรจะเสียเปรียบในด้านสินค้าเพราะเราเอาสินค้าส่งไปให้คนอื่นใช้ แต่เมื่อเขาชำระเงินมาเราก็ได้เปรียบด้านเงิน หรือเมื่อเราซื้อสินค้าเขามาเราก็ได้เปรียบด้านสินค้าเสียเปรียบด้านเงิน ฟังเป็นยุติยาก แต่การใช้คำว่า ได้เปรียบ เสียเปรียบนั้นทำให้พอใจหรือเจ็บใจกระเทือนใจ และคนเราเมื่อกระเทือนใจแล้วย่อมต้องแก้เผ็ด เลือดเข้าตาทำให้ตาไม่แจ่มใส วางนโยบายเรื่องสำคัญไม่ได้แน่นอนเพราะมีอคติ[1] ฉะนั้นควรจะใช้คำว่าเกินดุล เมื่อขายมากกว่าซื้อ และขาดดุล เมื่อซื้อมากกว่าขาย แล้วมาสงบสติอารมณ์หาทางแก้ไขสถานการณ์ด้วยสติสัมปชัญญะกันดีกว่า

ถ้าท่านเห็นด้วยกับผมดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ข้อเท็จจริงและข้อคาดคะเนก็จะมีดังนี้

(๑) ขณะนี้เรามีปัญหาเศรษฐกิจกับต่างประเทศอยู่ ๒ ข้อ คือ

ก) สินค้าขาออกของเรากำลังลงราคาเฉพาะอย่างยิ่งข้าวและปอ ส่วนสินค้าขาเข้าของเราเพิ่มขึ้นทุกปี

ข) ในด้านบริการและในด้านเงินทุน การที่รัฐบาลอเมริกันจะเลิกรบในเวียดนาม และจะถอนทหารจากประเทศไทยไปจะทำให้ประเทศไทยขาดรายได้เงินตราต่างประเทศไปปีละประมาณ ๓,๐๐๐–๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเคยได้มา ๓–๔ ปีก่อนนี้

(๒) ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะทำให้การค้าของไทยกับต่างประเทศขาดดุลมากขึ้นกว่าเดิม และจะทำให้การชำระเงินกับต่างประเทศขาดดุล เริ่มตั้งแต่ปีปัจจุบันนี้เป็นต้นไป

(๓) ถ้าเหตุการณ์เป็นไปอย่างปัจจุบันนี้ คือการค้าขาออกก็เพิ่มขึ้นบ้างในอัตราต่ำ และการค้าขาเข้าก็เพิ่มขึ้นในอัตราสูง ไม่มีอะไรแก้ไข ผมคาดคะเนว่าใน ๓ ปี คือ ๒๕๑๒, ๒๕๑๓ และ ๒๕๑๔ ไทยเราจะต้องเสียเงินสำรองระหว่างประเทศระหว่าง ๒๐๐–๓๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน และผมคิดว่าอาจจะใกล้ ๒๐๐ ล้านเหรียญมากกว่า ๓๐๐ ล้านเหรียญ

ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ เราควรแก้ไขป้องกันอย่างไร

วิธีป้องกันแก้ไขนี้ มีผู้เสนอว่า ควรจะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทำการควบคุมสินค้าขาเข้าเสียโดยเร็ว

วิธีที่เสนอนี้จะกระทำได้ผลโดยรวดเร็ว ถ้าจุดมุ่งหมายในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมีอยู่อย่างเดียวคือ เพื่อแก้ไขดุลชำระเงินและรักษาเงินสำรองไว้มิให้สูญหายบกพร่องไปแม้แต่น้อย

แต่ถ้าวัตถุประสงค์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้แก่การอำนวยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น ให้ชาวไทยมีสมรรถภาพในการผลิตดีขึ้นทั้งในด้านเกษตรและอุตสาหกรรมแล้ว วิธีแก้ไขสถานการณ์แบบกิ้งกือ (คือภัยจะมาถึงก็งอตัวควบคุมตัวหดลง) นี้ก็นับว่าใช้ไม่ได้และเป็นภัย เพราะ

(ก) การควบคุมการนำเข้าเครื่องอุปโภคบริโภคจะทำให้สินค้าที่ถูกควบคุมนั้นราคาสูงขึ้นทันที ข้อนี้ท่านที่เคยผ่านสงครามโลกมาแล้วคงเข้าใจได้ดี

(ข) ถ้าพิจารณาสินค้าขาเข้าในระยะ ๖ ปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๐๖–๒๕๑๑ เครื่องอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเพียงไม่ถึง ๕๐% มูลค่าในปี ๒๕๑๑ เพียง ๕,๖๓๐ ล้านบาทเศษ ส่วนสินค้าขาเข้าที่เพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษนั้น ได้แก่ ประเภทวัตถุดิบและประเภททุน คือ เครื่องเคมี ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช โลหะ และเครื่องจักรเครื่องกลเพิ่มขึ้นประมาณ ๑๐๐%–๑๕๐% และเมื่อคิดมูลค่าแล้ว สินค้าประเภทนี้เพิ่มขึ้นจาก ๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษในปี ๒๕๐๖ เป็น ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษในปี ๒๕๑๑ ทั้งนี้แสดงว่าถ้าเราจะควบคุมสินค้า “ฟุ่มเฟือย” ก็คงจะสงวนเงินได้น้อย ถ้าจะควบคุมจำกัดสินค้าประเภททุนและวัตถุดิบก็อาจจะสงวนไว้ได้มากหน่อย แต่เท่ากับตัดทางทำมาหากินของเราเอง

(ค) ตามวิสัยปุถุชน ถ้ามีการควบคุมหรือออกใบอนุญาตสั่งของเข้าขึ้นย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นเรื่องทุจริต ทั้งเจ้าพนักงานผู้ใหญ่ไล่มาจนถึงเจ้าพนักงานผู้น้อย ข้อเสียหายข้อนี้ถ้ามีความจำเป็นเช่นในยามสงครามก็คงจะพออดทนได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงความจำเป็นขั้นนี้ก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดขึ้น เพราะเกิดขึ้นแล้วแก้ยากนัก

(ง) การเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจกับต่างประเทศ กลับจากการเปิดประตูค้าเป็นปิดประตูควบคุม เราจะต้องสูญเสียประโยชน์จากการค้ากับต่างประเทศดังที่พรรณนามาในตอนต้นเป็นอย่างมากได้จะคุ้มเสียหรือไม่ น่าคิด

ตามทัศนะของผม ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการค้าและการชำระเงินกับต่างประเทศของเรานั้นมีแน่ แต่วิธีควบคุมสินค้าขาเข้านั้นไม่ควรกระทำ

ในการเสนอวิธีแก้ไข ผมใคร่จะขอเชิญท่านทั้งหลายหวนระลึกถึงสถานการณ์ในปี ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นระยะที่เลิกสงครามเกาหลี ไทยเราประสบปัญหาทำนองนี้หลายประการคือ สินค้าขาออกของเราก็ตกต่ำลงทั้งข้าว ยาง ดีบุก ซึ่งเราเคยขายดิบขายดีและเป็นเจ้าตลาดอยู่แต่เดิมนั้น ตลาดวายไปหมด ราคาตกต่ำ ผู้ผลิตคู่แข่งขันของเราก็เกิดผลิตได้ดีขึ้น ดุลการค้าและการชำระเงินของไทยก็เผชิญความยุ่งยากอย่างนี้ผิดกันแต่ว่าในครั้งนั้นเรามีเงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของปัจจุบัน เมื่อครั้งนั้นเราแก้ปัญหาได้สำเร็จจนมีผลสะท้อนมาถึงความรุ่งเรืองในระยะต้นปี ๒๕๐๐ เป็นต้นมาด้วยวิธีใดบ้าง ผมขอเตือนความทรงจำท่านดังนี้

(๑) เราใช้วิธีกล้าหาญ เลิกควบคุม เลิกสำนักงานข้าวของรัฐบาล เลิกควบคุมการส่งยางและดีบุก เลิกควบคุมการสั่งรถยนต์เข้ามา เลิกการใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินหลายอัตรา เลิกแบ่งประเภทสินค้าขาเข้าต่างๆ

(๒) เราปรับปรุงการคลัง การงบประมาณ การภาษีอากร ตลอดจนการบริหารราชการแผ่นดินให้ทะมัดทะแมงขึ้น และให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

(๓) เราทำนุบำรุงประชาราษฎรด้วยการสร้างถนน สร้างการชลประทาน บูรณะการรถไฟและการท่าเรือ บำรุงการเกษตร และปราบปรามโจรผู้ร้ายให้ราษฎรมั่นใจอยู่ในความสงบ

(๔) เราเปิดประตูค้ากับต่างประเทศ และเข้าเป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศต่างๆ เช่น ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างสมบูรณ์

สำหรับในกรณีปัญหาปัจจุบัน ผมก็ยังเชื่อว่าวิธีการที่เคยใช้มานั้น ยังคงจะใช้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน ที่ควรหลีกเลี่ยงแน่ก็คือการควบคุมจำกัดการค้าโดยไม่จำเป็นจริงๆ มาตรการที่ควรจะเพ่งเล็งเป็นพิเศษในระยะนี้ก็คือ การบำรุงพลังทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแรง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่างประเทศโดยเฉพาะ ผมเห็นว่ามาตรการต่อไปนี้จะช่วยกู้เศรษฐกิจของไทยได้ไม่ช้านัก คือ

(ก) พยายามทำนุบำรุงการเกษตรเป็นพิเศษ เพื่อให้โครงการพัฒนาต่างๆ มีผลถึงเกษตรโดยเร็วที่สุด และแนะนำส่งเสริมให้คนไทยสามารถผลิตสินค้าเดิมด้วยสมรรถภาพสูงขึ้น และสามารถผลิตสินค้าใหม่ให้ส่งออกได้มากขึ้น เช่น ยาสูบ ฝ้าย เนื้อสัตว์ เช่น ไก่ และผลิตผลทางการประมง เช่น กุ้งและปลา เป็นต้น

(ข) กำหนดนโยบายการส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมให้ผลิตสินค้าซึ่งมีช่องทางที่จะส่งไปขายต่างประเทศได้ และระงับการส่งเสริมอุตสาหกรรมประเภทที่ต้องนำเครื่องประกอบเข้ามาจากต่างประเทศมากจนเกินควร ในกรณีเช่นนี้ก็จะสามารถจำกัดสินค้าขาเข้าได้บ้างมิใช่น้อย

(ค) ถ้ายังจำเป็นที่จะมีการจำกัดสินค้าขาเข้าเป็นการชั่วคราว ก็ไม่ควรจะใช้วิธีห้ามนำเข้า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นรายๆ ไป เพราะวิธีนี้เป็นวิธีมุโขโลกนะ ควรใช้วิธีทางภาษีอากรซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมโดยไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม

(ง) ในการปฏิบัติงานตาม (ก) (ข) และ (ค) ข้างต้นนั้น รัฐบาลจำเป็นที่จะปรับปรุงวิธีบริหารราชการและการแบ่งส่วนราชการให้ทะมัดทะแมงขึ้น และให้มีการประสานงานกันทุกระยะทุกระดับ เฉพาะอย่างยิ่งในราชการส่งเสริมการเกษตร

ผมหวังในฝีมือของไทยเราว่าจะแก้ปัญหานี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยมิต้องใช้วิธีหดตัวในทางเศรษฐกิจ และถ้าหากจะต้องการเวลาอยู่บ้างเพื่อปฏิบัติการให้ลุล่วงไปตามความประสงค์ เราก็มีทุนทรัพย์พอเพียงสำหรับสู้กับเหตุการณ์เรื่องดุลชำระเงินได้สัก ๓ ปี แม้ว่าจะเสียเงินสำรองไปบ้างสัก ๒๐๐ ล้านเหรียญ ก็ควรปลงเสียว่า เงินนั้นเราใช้ซื้อของนำเข้ามาใช้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จ ไม่ใช่สูญหายไปเปล่า
เราพอจะสละได้สัก ๒๐๐ ล้านเหรียญอเมริกันในชั้นนี้ ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขปัญหากันจริงจัง

 

 

[1]  และคนไทยเราเมื่อเจ็บใจแล้วจะต้องทำอะไรบางอย่างแก้เผ็ด เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อมวลชนได้เรื่องมากระพือ ก็ยิ่งทำให้ความเจ็บความร้อนนั้นแพร่หลายยิ่งขึ้น ไทยเราต้องยอมไม่ได้ เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า ธนาคารโลกคะเนว่าไทยเราจะล่มจมแน่ในอนาคตอันใกล้ ปรากฏว่ารายงานนั้นมาจากรายงานของ Pearson เสนอต่อธนาคารโลก ผมอ่านดูแล้วไม่เห็นว่าตรงกับที่หนังสือพิมพ์ลงข่าว ในรายงานนั้นบอกว่าประเทศไทยได้รุ่งเรืองมาแล้ว แต่ขณะนี้กำลังประสบปัญหาบางประการซึ่งจำเป็นจะต้องแก้ไข ไม่เห็นบอกว่าจะมีความหายนะอย่างไร – ป๋วย