สนทนาเรื่องธนบัตร

สนทนาเรื่องธนบัตร

วิทยุ อ.ส. ออกอากาศวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๑๒
เวลา ๑๖.๔๕–๑๗.๑๕ น.

 

 

 

ประเทศไทยได้ใช้เงินกระดาษมาตั้งแต่เมื่อใด

ประเทศไทยได้เริ่มใช้เงินกระดาษในตอนต้นรัชกาลที่ ๔ โดยมีจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ จ.ศ.๑๒๑๕ (พ.ศ.๒๓๙๖) เรื่อง โปรดเกล้าฯให้ใช้หมายแทนเงิน มีใจความว่า มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่าเงินเฟื้อง เงินสลึง และเงินบาทพดด้วงที่ราษฎรใช้สอยกันอยู่ มีเงินตะกั่ว เงินทองแดงปลอมปนอยู่ไม่ใช่น้อย โดยมีนักเลงสูบฝิ่นเป็นผู้ปลอมแปลงขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำหมายกระดาษแทนเงินเพื่อมิให้มีเงินปลอมใช้ ผู้ใดได้หมายไป ใคร่จะได้เงินตราพดด้วง ก็ให้เอาหมายมาแลกเปลี่ยนที่โรงทหารในพระบรมมหาราชวัง เริ่มด้วย ๑ เฟื้องเป็นอย่างต่ำ และทับทวีขึ้นไปครั้งละ ๑ เฟื้อง จนถึง ๑ บาท นอกจากนั้นทางการยังได้ออกหมายราคาสูงอีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายหมายดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมของประชาชน ดังจะเห็นได้จากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้า-
บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า หมายที่ออกใช้ในรัชกาลที่ ๔ นั้นไม่แพร่หลาย ใครได้มาก็เห็นจะไปขึ้นเงินที่พระคลังมหาสมบัติในไม่ช้า เพราะยังไม่แลเห็นประโยชน์ในการใช้กระดาษเป็นเครื่องแลกในสมัยนั้น

ต่อมาได้ใช้เงินกระดาษอีกหรือไม่

ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๑๕–๑๖ ในรัชกาลที่ ๕ แร่ดีบุกมีราคาสูงขึ้น ราษฎรก็พากันหลอมเหรียญดีบุกเป็นปึกเป็นแท่งเอาไปขายต่างประเทศ ทำให้เหรียญดีบุกมีไม่พอแก่การใช้จ่าย ราษฎรจึงหันไปใช้ปี้กระเบื้องของโรงบ่อนแทนเงินตรา นายบ่อนคนใดประมูลอากรบ่อนเบี้ยในปีต่อไปไม่ได้ ก็ประกาศให้ราษฎรเอาปี้มาขึ้นเงินภายในเวลาที่กำหนด ผู้ใดเอาปี้ไปขึ้นเงินไม่ทัน ก็ต้องขาดทุนทั่วหน้ากัน รัฐบาลเห็นใจราษฎรที่ยากจนต้องเดือดร้อนดังกล่าว จึงให้ทำอัฐกระดาษให้ราษฎรใช้แทนอัฐดีบุก เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๑๗ อัฐกระดาษที่ออกมานี้ก็เช่นเดียวกันกับหมาย ไม่เป็นที่นิยมของประชาชน เพราะเปื่อยยุ่ยง่าย และได้ยกเลิกไปโดยปริยายในระยะเวลาอันสั้น เมื่ออัฐทองแดงออกใช้ในเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๑๘

เงินกระดาษที่เรียกว่า ธนบัตร นั้น ได้เริ่มใช้การตั้งแต่เมื่อใด

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีธนาคารต่างประเทศออกบัตรธนาคารใช้หมุนเวียนแทนเงินตราอยู่ในท้องตลาด คือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ออกในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ธนาคารชาร์เตอร์ด ในปี พ.ศ.๒๔๔๑ และธนาคารอินโดจีน ในปี พ.ศ.๒๔๔๒ บัตรธนาคารที่ออกเป็นเสมือนตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาว่าจะจ่ายเงินตราสยามให้แก่ผู้ที่นำบัตรธนาคารมาขึ้น เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า แบงก์โน้ต (Bank Note) แต่คนไทยเรียกสั้นๆ ว่า แบงก์ เลยติดปากเรียกธนบัตรของรัฐบาลว่าแบงก์ มาจนทุกวันนี้ เมื่อธนาคารฮ่องกงฯ ออกบัตรธนาคารได้สักปีเศษ รัฐบาลในสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่า บัตรธนาคารมีลักษณะเป็นเงินตรา ควรจะจัดทำเสียเอง จึงได้สั่งพิมพ์ธนบัตรที่ประเทศเยอรมนี แต่ไม่ได้ออกใช้ เนื่องจากเตรียมการยังไม่พร้อม พอมาถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีพระบรม-
ราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติธนบัตรขึ้น มูลเหตุที่ตราพระราช-
บัญญัติธนบัตรขึ้นปรากฏอยู่ในคำปรารภของพระราชบัญญัติดังกล่าวมีใจความว่า การค้าขายในพระราชอาณาจักรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน การรับจ่ายเงินทองมีจำนวนมากขึ้น การนำเงินตราโลหะไปคราวละมากๆ ย่อมเป็นการลำบาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานกระทรวงพระคลังมหาสมบัติจัดทำตั๋วสำคัญที่ใช้แทนเงินเรียกว่า “ธนบัตร” เพื่อรับแลกเงินของประชาชนเก็บรักษาไว้ และจำหน่ายธนบัตรให้ออกใช้แทนเงิน

ประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของธนบัตรที่ใช้ในประเทศไทยมีอย่างไรบ้าง

จะขอแบ่งเรื่องนี้ออกเป็น ๓ ระยะ คือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อเริ่มออกธนบัตร ประเทศไทยได้บริษัทโทมัส เดอลารู เป็นผู้พิมพ์ธนบัตรให้ เริ่มด้วยธนบัตรแบบ ๑ ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ พิมพ์ด้านหน้าด้านเดียว มีลายน้ำตัวอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษพิมพ์เส้นราบ ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขาดแคลนธนบัตร จึงได้นำเอาธนบัตรชนิดราคา ๑ บาท มาแก้เป็น ๕๐ บาท มีการปลอมแปลงบ้าง แต่ไม่มากเท่าใดนัก

แบบ ๒ เริ่มออกใช้เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ พิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เนื่องจากมีรัศมีอยู่ด้านหน้า และภาพแรกนาขวัญอยู่ด้านหลัง คนจึงเรียกว่า ธนบัตรรัศมีแอกหรือไถนา กระดาษดีขึ้น พิมพ์ด้วยเส้นนูน รุ่นแรกมีข้อความว่า “สัญญาจะจ่ายเงินให้แก่ผู้นำธนบัตรมาขึ้นเป็นเงินตราสยาม” ต่อมาได้แก้เป็น “ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” เรื่องนี้ ใคร่ขอทำความเข้าใจสักเล็กน้อย เมื่อแรกออกธนบัตร ผู้ถือธนบัตรมีสิทธิที่จะนำธนบัตรไปขอแลกที่พระคลังมหาสมบัติได้เสมอ ต่อมาเมื่อมิได้ทำเหรียญบาทขึ้นใช้แล้วผู้ที่มีธนบัตรไม่สามารถนำธนบัตรไปขึ้นเงินตราโลหะ ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ถ้าลูกหนี้นำธนบัตรมาชำระหนี้ เจ้าหนี้จำต้องรับธนบัตรนั้นเป็นการรับชำระหนี้ จะปฏิเสธไม่ยอมรับไม่ได้ ถ้าหากเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่ยอมรับ ก็จะตกเป็นฝ่ายผู้ผิดนัด ผลของการผิดนัดที่ทำให้หนี้เงินนี้ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นอันหยุด ไม่ต้องคิดดอกเบี้ยในระหว่างเจ้าหนี้ผิดนัด และบรรดาความรับผิดชอบอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้เป็นอันปลดเปลื้องไป แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้เดิม

แบบ ๓ เริ่มออกใช้เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ พิมพ์เส้นนูน เริ่มมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก มีลายน้ำเป็นรูปช้าง ๓ เศียร กับคำว่า รัฐบาลสยาม พิมพ์อักษรแจ้งโทษการปลอมหรือแปลงธนบัตร

แบบ ๔ เริ่มออกเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ พิมพ์เส้นนูน มีลายน้ำรูปรัฐธรรมนูญประดิษฐ์เหนือพานแว่นฟ้า เนื้อกระดาษส่วนกลางของธนบัตรตั้งแต่ริมบนลงมาจนถึงริมล่างโรยด้วยริ้วไหมสีแดง และสีน้ำเงิน ในระหว่างที่ใช้ธนบัตรแบบนี้อยู่ ได้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย ฉะนั้น ธนบัตรแบบนี้จึงมี ๒ รุ่น คือ รุ่นรัฐบาลสยาม และรัฐบาลไทย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ พอเกิดมหาสงครามเอเชียบูรพาขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๘๔ การสั่งธนบัตรจากบริษัทโทมัส เดอลารู เป็นอันต้องยุติลง การสั่งพิมพ์ธนบัตรเปลี่ยนไปสั่งพิมพ์ที่ประเทศญี่ปุ่น เรียกว่า “ธนบัตรแบบ ๕” ออกใช้เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ กระดาษสีหม่น พิมพ์เส้นนูน มีลายน้ำเป็นรูปรัฐธรรมนูญประดิษฐ์เหนือพานแว่นฟ้า

แม้จะได้สั่งพิมพ์ธนบัตรจากประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ตาม รัฐบาลไทยก็เห็นว่า ถ้าสงครามทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น การขนส่งธนบัตรจากประเทศญี่ปุ่นอาจเป็นปัญหา จึงได้พิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เองในประเทศ ธนบัตรที่พิมพ์ขึ้น มีธนบัตรแบบ ๔ รุ่น ๒ แบบ ๖ แบบ ๗ แบบพิเศษบางแบบกระดาษให้โรงงานกระดาษที่จังหวัดกาญจนบุรีผลิตให้ หมึกพิมพ์ใช้อำนาจกฎหมายซื้อจากเอกชน ส่วนการพิมพ์ใช้โรงพิมพ์ของทางราชการและโรงพิมพ์เอกชนบางแห่งพิมพ์ให้ ธนบัตรที่พิมพ์ในประเทศบางแบบใช้อักษรวิบัติโดยทั่วไป มีคุณภาพต่ำ มีการปลอมแปลงมาก

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงบริษัทโทมัส เดอลารู ได้รับภัยจากสงครามไม่สามารถรับพิมพ์ธนบัตรให้ได้ รัฐบาลไทยจึงได้สั่งพิมพ์จากสหรัฐอเมริกา ใช้ระหว่างที่รอคอยธนบัตรที่พิมพ์จากสหรัฐอเมริกานั้น ได้นำธนบัตรชนิดราคา ๑๐ บาทที่ทางการทหารญี่ปุ่นพิมพ์ขึ้นที่ชวามาแก้เป็นราคา ๕๐ สตางค์ และธนบัตรชนิดราคา ๑ บาท ที่รัฐบาลอังกฤษพิมพ์ไว้เพื่อนำมาใช้บุกขึ้นประเทศไทยออกใช้ไปพลางก่อน ธนบัตรที่พิมพ์จากสหรัฐอเมริกานี้ เรียกว่า ธนบัตรแบบ ๘ เริ่มออกใช้เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙ ธนบัตรรุ่นนี้พิมพ์เส้นราบ ใช้น้อยสี ไม่มีลายน้ำ จึงมีผู้ปลอมแปลงกันมาก

ประเทศไทยได้หวนกลับมาสั่งพิมพ์ธนบัตรที่บริษัทโทมัส เดอลารู อีกครั้งหนึ่ง ธนบัตรที่พิมพ์จากบริษัทโทมัส เดอลารู รุ่นนี้เรียกว่าธนบัตรแบบ ๙ ลายน้ำเดิมใช้รัฐธรรมนูญประดิษฐ์เหนือพานแว่นฟ้า ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ด้านข้างของพระบาท-
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื้อกระดาษตอนกลางเดิมโรยด้วยเส้นไหมสีแดงเข้มและสีน้ำเงิน ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นใช้ฝังเส้นใยเคลือบโลหะจากริมบนถึงริมล่างตอนซ้ายในเนื้อกระดาษ

ต่อมาได้สั่งพิมพ์ธนบัตรชนิดราคา ๑๐๐ บาทใหม่จากบริษัท
โทมัส เดอลารู เรียกว่า ธนบัตรแบบ ๑๐ ออกใช้เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ ถึงแม้ว่าธนบัตรรุ่นนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนเป็นอย่างมากก็ตาม แต่การปลอมแปลงทำได้ยากกว่าธนบัตรทุกๆ แบบที่แล้วมา

เหตุใดประเทศไทยจึงตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นพิมพ์ธนบัตรใช้เอง

ได้กล่าวแล้วว่า ประเทศไทยต้องสั่งซื้อธนบัตรจากต่างประเทศ และในยามสงคราม การสั่งซื้อจากต่างประเทศได้ประสบความยุ่งยากนานาประการ ถึงแม้จะพิมพ์เองภายในประเทศ ก็ไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้พอเพียง ทำให้เกิดการปลอมแปลงอย่างขนานใหญ่ การตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เอง จะควบคุมได้ทั้งคุณภาพและปริมาณการใช้ธนบัตร และจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

ธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นที่โรงพิมพ์ธนบัตรได้ถือหลักอย่างไรบ้าง

ธนบัตรที่พิมพ์ขึ้นที่โรงพิมพ์ธนบัตร จะต้องถือเอาเรื่องปลอมแปลงเป็นสำคัญอันดับแรก และความสวยงามในด้านศิลปะลายไทยเป็นอันดับรองลงมา ธนบัตรของโรงพิมพ์ธนบัตรจะมีลวดลายแบบไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งแต่ก่อนนี้มีลวดลายแบบฝรั่งทั้งสิ้น ทุกชนิดราคาได้คงสีไว้ตามเดิม และจัดทำให้ขนาดเล็กลงมาจากเดิม แต่ก็ให้มีขนาดลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ เพื่อป้องกันมิให้เอาธนบัตรชนิดราคาต่ำไปสอดในแหนบธนบัตรชนิดราคาสูง นอกจากนั้น ก็ยังเป็นการประหยัดกระดาษอีกด้วย ซึ่งท่านก็คงจะได้เห็นจากธนบัตรชนิดราคา ๕ บาท และ ๑๐ บาทที่ได้ออกไปแล้ว ส่วนชนิดราคา ๒๐ บาท และ ๑๐๐ บาทก็คงถือหลักอย่างเดียวกัน

เมื่อตั้งโรงพิมพ์บัตรแล้ว โรงพิมพ์บัตรจะพิมพ์ธนบัตรออกใช้ตามใจชอบได้หรือไม่

ในข้อนี้ขอตอบว่า ไม่ได้ โรงพิมพ์ธนบัตรเป็นเสมือนโรงงานที่ผลิตธนบัตรเช่นเดียวกับบริษัทโทมัส เดอลารู โรงพิมพ์มีระเบียบที่เข้มงวดกวดขัน และมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยอื่นๆ อีกหลายฝ่ายร่วมกันควบคุมดูแลการผลิตและต่างฝ่ายอิสระควบคุมซึ่งกันและกันอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อมิให้สิ่งพิมพ์และอุปกรณ์การพิมพ์ที่สำคัญขาดจำนวนไปได้ และเมื่อผลิตธนบัตรสำเร็จรูปแล้วจะมีฝ่ายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำธนบัตรออกใช้โดยเฉพาะ เป็นผู้มาคอยรับมอบเอาไป ฝ่ายออกบัตรธนาคารเมื่อได้รับธนบัตรจากโรงพิมพ์ธนบัตรแล้ว จะนำออกใช้โดยพลการหาได้ไม่ การนำธนบัตรออกใช้ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.๒๕๐๑ กล่าวคือ

(๑) จะนำธนบัตรใหม่ออกใช้ได้ก็ต่อเมื่อได้แลกเปลี่ยนทันทีกับธนบัตรที่ได้นำออกใช้ไปก่อนแล้ว ซึ่งจะต้องถอนคืนจากธนบัตรออกใช้ เช่น ฝ่ายออกธนบัตรธนาคารต้องการนำธนบัตรที่โรงพิมพ์ธนบัตรผลิตได้ออกใช้ ๔๐๐ ล้านบาท จะต้องถอนคืนธนบัตรที่ออกใช้อยู่ก่อน จำนวน ๔๐๐ ล้านบาทเท่ากัน จึงจะนำธนบัตรใหม่ ๔๐๐ ล้านบาทออกใช้ได้

(๒) แลกเปลี่ยนทันทีกับสินทรัพย์ที่กฎหมายกำหนดให้รับขึ้นบัญชีเป็นทุนสำรองเงินตราได้ และมีค่าเท่ากัน ซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าว ได้แก่

(ก) ทองคำ

(ข) ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ปอนด์สเตอร์ลิง หรือเงินตราต่างประเทศอื่นใดที่กำหนดโดยกระทรวง ทั้งนี้ต้องเป็นรูปเงินฝากในธนาคารกลางหรือธนาคารพาณิชย์นอกราชอาณาจักร

(ค) หลักทรัพย์ต่างประเทศที่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ใน (ข)

(ง) หลักทรัพย์รัฐบาลไทยที่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้ใน (ข) หรือเป็นเงินบาท

(จ) ตั๋วเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ แต่ต้องมีค่ารวมกันไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของยอดธนบัตรออกใช้

(ฉ) สินทรัพย์ที่นำส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่เป็นทองคำหรือดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี ทองคำ เงินตราต่างประเทศและหลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีอายุไถ่ถอนไม่เกิน ๑ ปีนับแต่วันที่ฝากหรือซื้อ ซึ่งเป็นทุน
สำรองเงินตรานั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (โดยฝ่ายออกบัตรธนาคาร) จะต้องดำรงไว้ให้มีค่ารวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐ ของธนบัตรออกใช้

การควบคุมเกี่ยวกับการนำธนบัตรออกใช้มีอยู่หลายฝ่ายด้วยกัน ผู้ควบคุมคนแรกคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.๒๕๐๑ และเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๔๘๕ นอกจากนั้นยังมีพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๗๖ บัญญัติให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจและหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทุนสำรองเงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่า การรับจ่ายเป็นการถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ และพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยบัญญัติให้ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจและหน้าที่สอบบัญชีแสดงกิจการทั้งหลายซึ่งเกี่ยวกับทุนสำรองเงินตรา ซึ่งประธานคณะกรรมการจะต้องรายงานการตรวจสอบไปยังผู้ควบคุมคนสุดท้าย คือ นายกรัฐมนตรี ส่วนประชาชนก็มีทางตรวจสอบดูได้ โดยเทียบรายงานประจำสัปดาห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ละสัปดาห์ ซึ่งในรายงานนั้น จะแสดงจำนวนธนบัตรออกใช้ และสินทรัพย์ที่เป็นทุนสำรองเงินตรา