เศรษฐกิจแห่งประเทศไทย ปัญหาและภาวะข้างหน้า

เศรษฐกิจแห่งประเทศไทย
ปัญหาและภาวะข้างหน้า

กล่าวในงานประชุม Jaycees เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๑๒
ณ โรงแรมเอราวัณ

 

 

 

ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น มีนานาประการ แต่ภาวะข้างหน้าของเศรษฐกิจไทยย่อมจะแจ่มใสได้พอใช้ ถ้าเราตั้งใจแก้ปัญหาเหล่านี้จริงจัง และถ้าคนหนุ่มๆ อย่างเจ–ซี ร่วมมือร่วมใจกันทำจริงๆ

มาบรรยายครั้งนี้ ผมจะขอจำกัดอยู่แต่เฉพาะปัญหา ๓ ข้อซึ่งคิดว่าสำคัญมาก คือ (ก) การพัฒนาเกษตร (ข) การส่งเสริมคุณภาพแรงงาน และ (ค) การบูรณะชนบท ผมจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงบรรยาย ๓ หัวข้อนี้ และหวังว่าจะมีเวลาเหลือพอให้ท่านสมาชิกเจ–ซี และท่านที่มาประชุมอยู่นี้ หยิบยกปัญหาต่างๆ ที่ท่านสนใจขึ้นมาอภิปรายต่อ

การพัฒนาเกษตร

ในระยะ ๑๐ ปีที่แล้วมา ประเทศไทยได้ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างเด่นชัด แม้ว่าประชากรจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ต่อคนต่อปีคิดเฉลี่ยทั้งประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก ๒,๑๔๐ บาท ใน พ.ศ.๒๔๙๔ จนประมาณ ๓,๒๐๐ บาทใน พ.ศ.๒๕๑๑ ผลิตผลทั้งชาติได้งอกเงยปีละประมาณ ๗–๑๑% ในระยะเวลา ๖ ปีของแผนพัฒนาที่ ๑ แต่ละปี เราทั้งชาติได้สะสมทุนไว้ประมาณ ๑๗–๒๐% ของรายได้ส่วนรวม และทุนนี้ก็ใช้สำหรับเพิ่มการผลิตต่อไปข้างหน้า ประชาชาติไทยได้ทำการค้าขายกับต่างประเทศอย่างเข้มแข็ง ได้นำสินค้าประเภทอาหารและวัตถุดิบออกไปขายต่างประเทศ เงินทุนต่างประเทศไหลหลั่งเข้ามาในราชอาณาจักรในรูปเงินช่วยเหลือให้เปล่า สินเชื่อระยะสั้น เงินกู้ระยะยาว และเงินลงทุนซื้อหุ้นในกิจการอุตสาหกรรมต่างๆ ทองคำและเงินต่างประเทศที่เราจัดเป็นสำรองของเราได้เพิ่มจากระดับ ๓๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน ซึ่งถึงระดับ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน เราได้ก้าวหน้าอย่างนี้โดยที่เงินบาทและค่าครองชีพของเรามีเสถียรภาพดีพอสมควร

ถ้าจะเรียกว่าเป็นความสำเร็จ ก็อะไรเล่าเป็นต้นเหตุแห่งความสำเร็จของไทย ซึ่งได้รับคำสดุดีจากธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ บรรดาธนาคารต่างๆ นานาประเทศ และใครต่อใครอีกทั่วโลก

มีผู้รู้หลายท่านคิดว่าที่ประเทศไทยเจริญทางเศรษฐกิจมาทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เนื่องมาจากสงครามเวียดนาม และเนื่องจากรัฐบาลอเมริกันต้องนำเงินมาใช้จ่ายในประเทศไทยเป็นอันมาก ความเข้าใจนี้คงจะถูกต้องอยู่บ้าง สำหรับปี ๒๕๐๙–๒๕๑๑ แต่เราคงจำกันได้ว่า แม้ก่อนปี ๒๕๐๘ ก่อนที่รัฐบาลอเมริกันจะเข้ามาทำศึกอย่างรุนแรงในเวียดนามนั้น เศรษฐกิจของเราก็ได้ก้าวหน้ามาเรื่อยๆ ผลิตผลเพิ่มขึ้นปีละ ๘–๑๐% ตั้งแต่ก่อนสงครามเวียดนามแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยเงินทหารอเมริกันมาอาบอบนวด และไม่ต้องอาศัยการก่อสร้างที่อู่ตะเภา

ต้นเหตุแห่งความเจริญของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ พอจะสรุปได้ดังนี้

๑. การปฏิรูประบบเศรษฐกิจและการเงินการคลังของเรา ได้กระทำกันระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๖–๒๕๐๒ ในระยะนั้นเราเริ่มจัดให้เงินบาทของเราเข้าสู่เสถียรภาพ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศก็จัดให้เป็นระบบอันหนึ่งอันเดียวกัน การค้าและการชำระเงินกับต่างประเทศซึ่งเดิมมีการควบคุม มีโควตา มีการจำกัดกันอย่างสับสน ก็ได้ปฏิรูปให้เข้าเป็นระบบเสรี มีระเบียบการคลังและวิธีการงบประมาณ ก็ได้ปรับปรุงให้เรียบร้อย การธนาคารก็เป็นไปด้วยดีขึ้นหลังจากที่พระราช-
บัญญัติการธนาคารพาณิชย์ปี ๒๕๐๕ ประกาศใช้ โดยสรุปกล่าวได้ว่า การปฏิรูประบบเศรษฐกิจและการเงินการคลังครั้งนั้นได้ช่วยให้เราสร้างบรรยากาศอันดีอันเหมาะสำหรับส่งเสริมความเจริญได้

๒. ตั้งแต่ในสมัย ๒๔๙๖ เป็นต้นมา รัฐบาลได้พยายามสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยขึ้น โดยการสร้างถนน ปรับปรุงรถไฟ การคมนาคมอย่างอื่น จัดการไฟฟ้า และชลประทาน ฯลฯ ถือเป็นความสำคัญอันดับสูงในรายจ่ายของรัฐบาล ฉะนั้นชาวนาและพ่อค้าก็มีโอกาสถือประโยชน์จากการขยายให้บริการต่างๆ เหล่านี้ ผลิตและค้าขายสินค้ากันได้ดีขึ้น

๓. และแท้จริง ชาวนาของเราก็ได้ถือประโยชน์จากบริการ
เหล่านี้ของรัฐบาลจริงๆ นอกจากจะผลิตข้าวได้มากขึ้นแล้ว ยังสามารถผลิตสินค้าอื่นๆ ได้หลายอย่าง ที่ผลิตแล้วนำส่งออกด้วยก็มี เช่น ข้าวโพด ปอ มันสำปะหลังในลักษณะต่างๆ ปลา และไข่ไก่ ไข่เป็ด เป็นต้น แต่เดิมมาเรามีสินค้าสำคัญส่งออกอยู่ ๔ อย่าง (ข้าว ยาง ดีบุก ไม้) เดี๋ยวนี้เรามีสินค้าขาออกประมาณ ๑๐ อย่าง

๔. อุตสาหกรรมในประเทศไทยซึ่งได้เริ่มมีเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ก้าวหน้ารวดเร็วในระยะนี้ ปีหนึ่งๆ ผลิตได้เพิ่มถึง ๑๒–๑๕%

ตามความเห็นของผม นี่แหละเป็นสาเหตุแห่งความสำเร็จของเรา จนกระทั่งปี ๒๕๑๐ และ ๒๕๑๑ ซึ่งฝนฟ้าอากาศเกิดวิปริตทำให้ความเจริญในการผลิตในปี ๒๕๑๐ ของไทยเราลดลงเหลือ ๔%
มิหนำซ้ำ การผลิตอาหารของเราในปีนั้นยังต่ำกว่าในปี ๒๕๐๙ เสียอีก ในปีต่อมา ๒๕๑๑ เหตุการณ์ค่อนข้างดีขึ้นบ้าง ผลผลิตของเราเพิ่มขึ้นในปีนั้น ๖–๗% เราคงจะก้าวหน้าได้กว่านั้น และจะต้องก้าวหน้าให้ดีแน่ๆ

นอกจากความวิปริตของอากาศแล้ว สิ่งที่เป็นข้อน่ากังวลในปีนี้และปีต่อๆ ไป ก็ยังมีอีก กล่าวคือ

๑. ราคาข้าวในตลาดโลกกำลังตกต่ำ และคงจะตกต่ำไปอีกหลายปี เพราะใครๆ เขาผลิตข้าวกันได้มากขึ้น

๒. พืชผลอื่นๆ ของเราก็มีปัญหาต่างๆ กันไป เช่น ยางก็จะเป็นเรื่องตลาดวายและเรื้อรัง ปอก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพต่ำ ข้าวโพดจะต้องเปิดตลาดให้กว้างขวางขึ้น และชาวประมงของเราก็จะต้องออกไปหาปลาไกลๆ ออกไปโดยไม่ต้องไปรุกล้ำเขตน่านน้ำของเพื่อนบ้านเรา เป็นต้น

๓. เราควรจะคาดว่า เขาจะเลิกรบกันที่เวียดนาม และควรจะยินดีเสียด้วย แต่ก็จะต้องขบปัญหาหลายอย่าง เช่น การหางานให้คนที่จะว่างงานอย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ คน และการเตรียมเผชิญกับการที่เงินอเมริกันจะเข้ามาไทยน้อยลง

ในการเผชิญปัญหาเหล่านี้ ผมเห็นว่าเราจะต้องกลับไปตั้งตัวใหม่เยี่ยงเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖ แล้วตั้งอกตั้งใจพัฒนาบ้านเมืองกันจริงๆ จังๆ เมื่อ ๑๕ ปีก่อนเราทำได้ เราช่วยตัวเองได้ ฝีมือเรามีอยู่ ทำไมคราวนี้เราจะทำอีกไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรามีเงินสำรองคราวนี้พอที่จะเยียวยาบำบัดทุกข์ชั่วคราวไปได้สัก ๒–๓ ปี แต่ภายใน ๒–๓ ปีข้างหน้านี้ เราจะต้องขบปัญหาให้ได้

ตามความเห็นของผม เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาเกษตร เราจะต้องลดต้นทุนผลิตและเพิ่มปริมาณและคุณภาพของสินค้าเดิมของเรา เช่น ข้าว ข้าวโพด ปอ ยาง มันสำปะหลัง เราจะต้องผลิต
สินค้าใหม่ๆ สำหรับทั้งกินใช้ในบ้านเราและส่งออก ขณะนี้เราได้เริ่มผลิตและส่งออกหลายอย่างใหม่ๆ แล้ว เช่น ยาสูบ ฝ้ายปุยยาว กุ้ง เป็นต้น เราจะต้องพยายามผลิตให้มากให้ดีขึ้นไปอีก แล้วอะไรใหม่
อีกเล่าที่เราจะผลิตได้แล้วส่งออก คิดกันหลายๆ คนก็คงจะได้หลายๆ อย่าง แต่ต้องคิดและทำกันจริงๆ แล้วคงได้มาบ้างดอก คงจะไม่พ้นฝีมือไทยเรา เช่น อาหารสัตว์ ไก่และเป็ด โคกระบือ และแม้เนื้อสุกร มีอะไรอีกหรือไม่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจกำลังพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกับหน่วยราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ท่านเล่า ท่านสมาชิกเจ–ซี ทั้งหลาย ท่านมีข้อคิดอะไรให้ปัน
กันบ้าง

การปรับปรุงแรงงาน

การศึกษาเป็นปัญหาระยะยาวของเราที่มีความสำคัญเป็นยอด เพราะเหตุว่าเราจะพัฒนาประเทศให้ได้ผลเจริญมิได้ ถ้าเราไม่พัฒนาคนในประเทศ ถ้าคนของเราอ่านออกเขียนได้มากขึ้น ใช้ความคิดทางวิทยาศาสตร์ได้ ช่วยตัวเองได้ มีความริเริ่มได้ ถ้าเรามีช่างฝีมือชั้นเอกชั้นโทมากขึ้น ถ้าเรามีหมอ มีพยาบาล มีวิศวกร มีนักวิทยาศาสตร์ มีนักบริหารดีขึ้นและมากขึ้น ปัญหาเรื่องการผลิตและมาตรฐานการครองชีพก็เกือบจะแก้ไขได้ในตัวเสียแล้ว ถ้าคนไทยส่วนมากมีการศึกษาดีขึ้น เราก็คงจะใช้สิทธิทางการเมือง สิทธิทางสังคมและได้รับผลจากระบอบประชาธิปไตยดียิ่งขึ้น คนที่คิดจะโกงเราหรือร่ำรวยขึ้นมาโดยผิดกฎหมาย คงทำได้ยากขึ้นหน่อย ถ้าการศึกษาแพร่หลายขึ้นแล้ว ทำให้วัฒนธรรมสูงขึ้น เราก็จะได้รับรสแห่งศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ และดนตรีอันเป็นรสเลิศแห่งชีวิตโดยสะดวกยิ่งขึ้น

การพัฒนาการศึกษาในรอบ ๒ ปีที่แล้วมานั้น กล่าวไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จ สภาการศึกษาแห่งชาติ แสดงสถิติว่า เมื่อ ๑๐ ปีก่อนนี้ เด็กที่อยู่ในวัยเล่าเรียน มีจำนวนกว่ากึ่งหนึ่งที่เข้าเรียนในโรงเรียน แต่เดี๋ยวนี้เมื่อปี ๒๕๑๑ อัตราส่วนของเด็กวัยเล่าเรียนที่เข้าเรียนจริงๆ ลดเหลือ ๔๗% แม้ในกรุงเทพมหานคร ปีนี้อย่างน้อยมีเด็กอายุย่างเข้าวัยศึกษาประชาบาลชั้นบังคับจำนวน ๑๐,๐๐๐–๑๕,๐๐๐ ที่จะหาโรงเรียนเข้าไม่ได้ สาเหตุใหญ่ของปัญหาเรื่องนี้อยู่ที่เราผลิตพลเมืองมากและเร็วเกินไป คนไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นปีละ ๓.๔% โดยที่ใครๆ เขาในโลกเพิ่มกันประมาณ ๒% เราให้เงินและให้ครูน้อยเกินไปสำหรับการศึกษา จะแก้ปัญหาข้อนี้ก็ต้องเพิ่มเงิน เพิ่มครู และรัฐบาลจะต้องกำหนดนโยบายการวางแผนครอบครัวเป็นนโยบายของชาติ

การบูรณะชนบท

สิ่งใดที่เรายังมีไม่พอสำหรับกรุงเทพมหานคร และสำหรับชาติไทยทั้งชาติ สิ่งนั้นเราจะยิ่งหาได้น้อยนักสำหรับในชนบท เช่นรายได้ประชากรต่อคนต่อปี เราเฉลี่ยทั้งชาติได้ ๒,๑๔๐ บาท ในปี ๒๕๐๔ แล้วเพิ่มขึ้นเป็น ๒,๘๐๐ บาทในปี ๒๕๐๙ เป็น ๓,๒๐๐ บาทในปี ๒๕๑๑ นั้น ลองเทียบกับชนบทภาคต่างๆ ดูที่

รายได้ต่อคนต่อปี (บาท)

ภาคกลาง

ภาคใต้

ภาคเหนือ

ภาคอีสาน

พ.ศ.๒๕๐๔

๓,๓๐๐

๒,๖๑๐

๑,๕๘๐

๑,๒๖๐

พ.ศ.๒๕๑๐

๔,๖๒๐

๓,๑๑๐

๒,๐๙๐

๑,๔๔๐

เพิ่มขึ้น

๔๐%

๑๙%

๓๒%

๑๔%

 

ช่วงต่างระหว่างคนจนกับคนรวยในชาติเรานี้กว้างขึ้น และยิ่งวันจะยิ่งกว้างขึ้น ใช้ไม่ได้แน่ๆ

พวกเราจะต้องเอาใจใส่หมกมุ่นในการบูรณะชนบทอย่างจริงๆ จังๆ ไม่ใช่สักแต่พูดโปรยยาหอมให้ชื่นใจ

การกระทำนั้นมีอยู่หลายวิธี รัฐบาลต้องกำหนดเงินให้มากขึ้น และส่งคนไปให้มากขึ้นสำหรับการพัฒนาชนบท ถ้าจำเป็นจะต้องยับยั้งไว้บ้างที่กรุงเทพฯ ก็ควรกระทำ แต่ทางพวกเราเอกชนก็ต้องช่วยด้วย ขณะนี้มีองค์การหลายแห่งที่สนใจปฏิบัติงานในเรื่องนี้ เช่น สมาคมสตรีบัณฑิต หรือสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย เป็นต้น แต่ผมใคร่จะเสนอให้ท่านพิจารณาถึงกิจกรรมของมูลนิธิบูรณะชนบทด้วย เอกชนด้วย เพราะผมเป็นประธานกรรมการอำนวยการ คุณเกษม
จาติกวณิช เป็นประธานกรรมการบริหาร และกรรมการบริหารนั้นเป็นเอกชนที่ไม่ใช่ข้าราชการทั้งนั้น คุณเสนาะ นิลกำแหง เป็นผู้อำนวยการ

ความมุ่งหมายของมูลนิธินี้คือส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของเราเข้าไปอยู่กับชาวบ้านในชนบท เพื่อช่วยเขาให้ช่วยตัวเองได้ในเรื่องเหล่านี้ (๑) ช่วยให้ทำมาหากินได้ดีขึ้น (๒) ช่วยให้มีอนามัยดีขึ้น (๓) ช่วยให้รู้หนังสือดีขึ้น มีการศึกษาดีขึ้น จะได้หาความรู้ได้ด้วยตนเอง และ (๔) ช่วยให้จัดการรวบรวมกันเป็นปึกแผ่น เช่นเป็นสหกรณ์ จะได้รักษาผลประโยชน์ของตนเองได้ และปกครองกันเองได้

มูลนิธิบูรณะชนบทนี้ไม่ทำการค้ากำไรและไม่เกี่ยวกับการเมือง เราเริ่มทำงานแล้วในตำบลที่ยากจนในจังหวัดชัยนาท และเราหวังว่าจะได้ขยายงานได้รวดเร็วไปหลายๆ อำเภอ หลายๆ จังหวัด หลายๆ ภาคในเวลาไม่ช้านัก พวกเราต้องการความสนับสนุนเรื่องเงิน ท่านสมาชิกเจ–ซี ทั้งหลาย จะช่วยได้ไหมครับ คุณรามินทร์ ล่ำซำ เป็นกรรมการอำนวยการและกรรมการบริหารผู้หนึ่งในมูลนิธินี้ ท่านทั้งหลายถ้าช่วยได้ จะทำความสุขให้แก่คุณรามินทร์และแก่ผมเป็นอเนก