สถานการณ์เศรษฐกิจ ที่นักบัญชีสนใจ

สถานการณ์เศรษฐกิจ
ที่นักบัญชีสนใจ

บรรยายในการสัมมนาทางการบัญชี ครั้งที่ ๑

วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๒

ณ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

 

ท่านนักบัญชีที่เคารพ สถานการณ์เศรษฐกิจสำหรับนักบัญชีนั้น ผมเข้าใจว่าคงจะไม่แตกต่างกันกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ หรือนักวิชาการอื่นๆ แต่เมื่อได้รับเชิญมาบรรยายในชั่วโมงนี้ ผมก็คิดว่าควรจะแปรญัตติชื่อเรื่อง ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจที่นักบัญชีสนใจ” เห็นจะดีกว่า แต่ก่อนที่จะเปิดให้ท่านทั้งหลายได้อภิปรายกันและซักถาม ซึ่งผมหวังว่าจะได้รับการซักถามและอภิปรายมากพอสมควร และมากกว่าที่ได้กำหนดไว้ ในเวลาครึ่งชั่วโมง ผมจะขอพูดสั้นๆ ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันในประเทศไทย ตามทัศนะของผมโดยทั่วๆ ไปหยิบยกเอาบางเรื่องมาแสดงตามทัศนะของผมก่อน และจะเอาเรื่องที่รู้สึกว่าประชาชนไทย รัฐบาลและนักวิชาการควรจะสนใจเป็นพิเศษ

ในปัจจุบันนี้ผมคิดว่าคงไม่สามารถที่จะทำได้ดีกว่าที่จะนำรายงานประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งผมมีส่วนรับผิดชอบมาอธิบายให้ฟังโดยย่อๆ ท่านทั้งหลายคงจะทราบดีแล้วว่า ในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นพอสมควร บางปีผลิตภัณฑ์ของประเทศ คือ National Product ก็เพิ่มขึ้นเกินกว่า ๑๐% อย่างเลวๆ ก็เพิ่มขึ้น ๗% ซึ่งก็นับว่าได้ผลดีเป็นที่พึงพอใจ มีข้อที่รู้สึกว่าจะด้อยอยู่สักหน่อยก็ที่พวกเราคิดๆ กันอยู่ และที่เห็นอยู่ในเรื่องที่ธนาคารกรุงเทพ เป็นอาทิ ได้หยิบยกขึ้นมากล่าว

กล่าวคือ ความเจริญก้าวหน้านั้นไม่ได้กระจายไปดีพอสมควร ทางชนบทได้รับผลก้าวหน้าน้อยกว่าในกรุงเทพฯ และในภาคกลาง นี่เป็นข้อที่รู้สึกว่า เราควรจะแก้ไขระบบรัฐสภาในปัจจุบันนี้ โดยมีผู้แทนจากต่างจังหวัดมา ก็คงจะช่วยเหลือในเรื่องนี้บ้าง นอกจากนั้นรัฐบาลพยายามที่จะเร่งรัดพัฒนาชนบทอยู่หลายแห่ง แต่เราทำมาช้าเกินไปหลายปีเสียแล้ว นี่พูดถึงความดีและความเจริญทางเศรษฐกิจที่แล้วมาในระยะ ๘ ปี ๑๐ ปี แล้วจนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๐ และปี ๒๕๑๑ เกิดฝนแล้ง ซึ่งทำให้พืชผลทางเกษตรของประเทศไทยตกต่ำลงเป็นอันมาก และพูดไปแล้วถ้าเอาเรื่องเกษตรชนิดที่ไม่ใช่เกี่ยวกับอาหารออก คือเอาเรื่องป่าไม้ออก เอาเรื่องวัตถุดิบออก เหลืออาหารแท้ๆ เราจะเห็นได้ว่า ปี ๒๕๑๐ นั้น ผลิตผลทางด้านอาหารของเราต่ำกว่าปี ๒๕๐๙ ไม่ใช่แต่เพียงว่าเพิ่มขึ้นน้อยเพิ่มขึ้นช้าเท่านั้น แต่ยังต่ำกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเอาเรื่องป่าไม้ วัตถุดิบ และการประมงมารวมกันเป็นเรื่องของทางเกษตรแล้ว จะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าในการผลิตในเรื่องเกษตรทั้งมวลนี้ก็เพิ่มขึ้นเพียง ๒% ซึ่งเทียบกันกับเป้าหมายในแผนพัฒนาว่าอย่างน้อยทางเกษตรนี่เราจะต้องเพิ่มขึ้นประมาณอย่างน้อย ๕ หรือ ๖%
จึงจะไปทำให้เป้าหมายส่วนรวมของการพัฒนา ๕ ปีในระยะที่ ๒ นี้สมบูรณ์ จนกระทั่ง ๗% หรือ ๘% แต่นี่ใน ๒ ปีแรก ในปี ๒๕๑๐ และปี ๒๕๑๑ นั้น เราเกิดความลำบากในเรื่องการผลิตทางการเกษตรอยู่ ส่วนการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมนั้นยังเป็นไปด้วยดี กล่าวคือได้มีความก้าวหน้าขึ้นปีละประมาณ ๑๔% รู้สึกว่าเป็นไปด้วยดีพอใช้ ส่วนการผลิตทางด้านบริการ เช่น ข้าราชการ ไฟฟ้า ประปา สาธารณูปโภค รวมทั้งโรงแรม เหล่านี้ซึ่งนับว่าเป็นบริการ ก็เจริญขึ้นไปตามเป้าหมาย สำหรับท่านที่ต้องการสิ่งที่แน่นอนและรายละเอียด ขอได้โปรดไปดูในรายงานประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ในห้องสมุด

สำหรับการสัมมนาคราวนี้สรุปได้ว่า การผลิตทางด้านการเกษตรเป็นที่น่าวิตก เหตุที่ประกอบกับประชากรของเราเพิ่มขึ้น จะต้องรับประทานอาหารมากขึ้น เราก็ต้องยิ่งน่าวิตกสำหรับในอนาคตในด้านการผลิตทางด้านการเกษตร ทีนี้สถานการณ์เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ด้านการผลิตอย่างเดียว ต้องขึ้นอยู่กับหลายเรื่อง

จากการผลิตก็มาการค้าขาย การพาณิชย์ สำหรับเรื่องการพาณิชย์นี้ ผมได้กล่าวไว้แล้วว่า บริการทางด้านธนาคารหรือด้านอื่น ได้ก้าวหน้าไปพอสมควร แต่ที่เป็นปัญหาลำบากอยู่ในขณะนี้ก็คือ การค้ากับต่างประเทศ ซึ่งผมจะขอพูดให้ละเอียดในวาระต่อไป ในขั้นนี้จะขอเรียนให้ทราบว่า การค้ากับต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่น่าวิตกจริงๆ เพราะเหตุว่าเราก็ยังจะต้องซื้อสินค้าขาเข้า เฉพาะอย่างยิ่งประเภทที่เป็นทุนเข้ามาอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันสินค้าขาออกเฉพาะอย่างยิ่งประเภทอาหารตกต่ำลงไป ข้าวในปี ๒๕๑๐ และปี ๒๕๑๑ ตอนต้นๆ ของปี ๒๕๑๑ จำเป็นจะต้องมีโควตาสำหรับส่งออก เพราะฉะนั้นนับว่าเป็นอุปสรรคของการค้าเป็นอย่างมาก

และพูดถึงเรื่องข้าวนี้ สิ่งที่น่าวิตกต่อไปก็คือ ไม่ใช่แต่ว่าเราส่งข้าวได้น้อย เรายังส่งข้าวด้วยราคาถูกด้วยซ้ำ เพราะเหตุว่าปี ๒๕๑๑ นั้น การผลิตข้าวในโลกได้เพิ่มขึ้นเป็นอันมาก จึงทำให้ราคาข้าวของตลาดโลกตกต่ำไป และมิหนำซ้ำถ้าเราพิจารณาต่อไปว่า ที่ฟิลิปปินส์สามารถผลิต Miracle rice ข้าวมหัศจรรย์ได้ และประเทศอื่นๆ กำลังนำเรื่องนี้ไปทำด้วย ก็เป็นเรื่องที่ควรจะกระทำอะไรบางอย่าง Miracle rice ของฟิลิปปินส์มีข้อเสียอยู่ ๒–๓ ข้อ ข้อ ๑. กินไม่อร่อยในขั้นนี้ และข้อ ๒. เอาไปปลูกในที่อื่นก็ไม่สามารถที่จะผลิตได้จำนวนมากอย่างที่ทำได้ในฟิลิปปินส์ และข้อ ๓. จำเป็นจะต้องลงทุนเรื่องปุ๋ย และเรื่องน้ำมาก ข้อเสียเหล่านี้ประเทศต่างๆ กำลังแก้ไขอยู่ ถ้าเป็นเช่นนี้ เท่าที่เราน่าจะวิตกก็คือ ถ้าต่อไปเขาแก้ไขปัญหา ๓ ประการนี้สำเร็จในเรื่องข้าวมหัศจรรย์ในประเทศต่างๆ แล้ว เราจะขายข้าวได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ข้าวของเราก็ยังแพงกว่าของคนอื่นเขาอยู่ในขณะนี้ หมายความว่ามีทางเดียวคือจำเป็นต้องลดราคาข้าวลงไปเรื่อยๆ และการลดราคาข้าวก็ไม่เป็นผลดีแก่เรา และมิหนำซ้ำแม้ว่าจะลดราคาข้าวลงต่อไปก็อาจจะขายไม่ได้ ถ้าผลิตได้น้อยก็ไม่มีเหลือ เพราะเหตุว่าเราผลิตคนขึ้นมากินข้าวรวดเร็วยิ่งกว่าเราผลิตข้าวเพิ่มขึ้น นี่เป็นสิ่งที่น่าวิตกอยู่ เป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนต่อการค้าระหว่างประเทศ

สำหรับเรื่องการคลังและการธนาคารในรอบ ๒–๓ ปีที่แล้วมานั้น พอจะกล่าวได้ว่าอยู่ในสภาพที่มีเสถียรภาพดีพอใช้ ถึงแม้ว่างบประมาณแผ่นดินจะขาดดุลอยู่มาก กล่าวคือรายจ่ายสูงกว่ารายได้มากต่อมาก แต่ก็ปรากฏว่าที่แท้จริงนั้น เวลาที่เก็บภาษีอากรได้ก็ได้มากกว่าที่คาดคะเนไว้ประการหนึ่ง และรายจ่ายแต่ละปีของรัฐบาลก็น้อยกว่าที่ได้ตั้งประมาณไว้ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่ แต่สำหรับ ๒–๓ ปีนี้ที่เขาบ่นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณปัจจุบันนี้ว่าเป็นกุมภกรรณทดน้ำ ไม่ค่อยจะจ่ายเงินง่ายๆ ที่เป็นผลเช่นเดียวกันจะถูกหรือจะผิดผมไม่ได้เป็นผู้กล่าวหาในที่นี้ ผลก็คือว่า การจ่ายก็จ่ายน้อยกว่าที่คาดไว้ เพราะฉะนั้นจึงทำให้งบประมาณขาดดุลนั้นไม่รุนแรงอย่างที่เกรงกัน เมื่อต้นปีงบประมาณทั้ง ๒ ปี ในปี ๒๕๑๐ และปี ๒๕๑๑

ส่วนทางด้านการค้าขายกับต่างประเทศก็ดี กับการที่อเมริกามาลงทุน มาซื้อ มาใช้เงินในประเทศนี้ก็ดี เหตุการณ์รุนแรงอยู่ก็เมื่อตอน ๓ ปีที่แล้ว กล่าวคือในปี ๒๕๐๙ ทำเงินที่อยู่ในวงการธนาคาร และวงการธุรกิจนั้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นจำนวนมากในปี ๒๕๐๙ แต่ในปี ๒๕๑๐ และ ๒๕๑๑ เนื่องจากการค้าขายกับต่างประเทศต่ำลงประการหนึ่ง ถึงแม้ว่ารัฐบาลต่างประเทศยังจะใช้เงินในประเทศไทยมากขึ้นกว่าเดิมบ้างเล็กน้อย ก็ไม่ทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นนัก ท่านทั้งหลายคงเข้าใจได้ดีว่า การที่ผมถือว่าปริมาณเงินเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจนี้ก็เพราะเหตุว่า เราจำเป็นที่จะต้องเอาปริมาณผลิต ปริมาณนำเข้ารวมกับปริมาณเงินมาเปรียบเทียบกัน ถ้าปริมาณเงินสูงพรวดขึ้นไปแล้ว ปริมาณสินค้าและบริการที่เรามีอยู่จำนวนน้อย หรือเพิ่มขึ้นจำนวนไม่มากนัก ก็อาจทำให้เกิดสภาพกดดันทางด้านเงินเฟ้อได้ยิ่งขึ้น แต่สำหรับใน ๒ ปีที่แล้วมานั้น ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อยไม่มากนัก ความจริงในปี ๒๕๑๑ นั้นเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอัตราส่วนร้อยในการเพิ่มขึ้น

สำหรับในดัชนีสินค้า ดัชนีขายปลีก และดัชนีเราควรจะดูเกี่ยวกับเรื่องเงินเฟ้อและเรื่องค่าของเงินนั้นมีอยู่ ๒ ประการ ประการที่ ๑ คือ ดัชนีผู้ซื้อผู้บริโภค (Consumer price index) ในปี ๒๕๑๑ นั้นเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ ๒% ซึ่งเทียบกันกับเมื่อ ๒ ปีที่แล้วมาก็เพิ่มขึ้นในปี ๒๕๑๐ และ ๒๕๐๙ นั้นเพิ่มขึ้นถึง ๔ หรือ ๕% ในปี ๒๕๑๑ เพิ่มขึ้นเพียง ๒% ซึ่งนับว่าไม่เป็นที่น่าพอใจ ทำให้เงินบาทลดค่าภายในลงมา ๒% แต่ถ้าพูดถึงสถานการณ์โดยทั่วๆ ไปในโลกแล้ว ก็นับว่ายังดี ความจริงอัตราเงินเฟ้อหรือความเสื่อมค่าของเงินทั่วโลกนั้น ประมาณเฉลี่ยปีละ ๔% ถ้าไม่นับประเทศอย่างอินโดนีเซียซึ่งเพิ่มขึ้นเดือนละ ๑๐๐% คือ หมายความว่าสินค้าอุปโภคบริโภคในอินโดนีเซียเคยแพงเท่าตัวทุกๆ เดือน ในเวลานี้เขาแก้ไขลงมา เขามีความพอใจในการที่ทุกวันนี้อัตราเพิ่มของค่าครองชีพของเขาเพิ่มขึ้นเพียงเหลือประมาณ ๑๐% ต่อเดือน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผมมีความพอใจในเรื่องที่เป็นการผลิตค่าของเงินบาทและค่าครองชีพสูงขึ้น นี่เป็นเรื่องกล่าวถึงโดยทั่วๆ ไป และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่รัฐบาลและประชาชนไทยในขณะนี้จำเป็นต้องแก้ไขโดยด่วน

สรุปได้ว่าในแง่เศรษฐกิจแล้วไม่มีอะไรสำคัญกว่าการที่จะเพิ่มผลผลิตทางด้านการเกษตรเป็นปัญหา number one ทางด้านเศรษฐกิจ ถ้ารวมกับปัญหาสังคมอื่นๆ ด้วยแล้ว ผมว่ามีอีก ๒ ปัญหา ปัญหาหนึ่งคือปัญหาเรื่องการศึกษา ความจริงก็คาบเกี่ยวกับทางเศรษฐกิจ และปัญหาอีกอันหนึ่งคือเรื่องจะทำอย่างไรให้ระบบการบริหารแผ่นดินเป็นไปโดยมีสมรรถภาพดีกว่าปัจจุบันนี้ ทีนี้ผมจะขอพูดเรื่องที่ผมเรียนไว้แต่ตอนต้น คือเรื่องดุลการค้าและดุลการชำระเงิน ถ้าท่านเข้าใจสิ่งที่ผมได้พูดมาตอนต้น ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าการที่เราจะไปแก้ดุลการค้าหรืออะไรเหล่านี้ ก็ควรที่จะแก้ไขได้หรอก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะแก้ แต่การแก้ดุลการค้านั้นโดยไม่แก้การผลิตแล้ว มันเป็นการจับปลายเหตุไม่ใช่แก้ที่ต้นเหตุ แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังขอรับรองและยืนยันว่าก็ควรจะแก้เหมือนกัน แต่แก้การค้า ดุลการค้านั้นไม่ใช่แก้ที่ต้นเหตุจริงๆ อย่างไรก็ยังจำเป็นที่จะต้องมาพิจารณาถึงว่าทำอย่างไรเราจึงจะสามารถแก้ให้การผลิตนั้นดีขึ้น

แต่ว่าไปแล้วขอเติมอีกนิดเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตทาง
การผลิตด้านการเกษตร ไม่ใช่ว่าไม่มีฝีมือทำ เราเคยทำมาเมื่อ ๑๙๕๕ เมื่อ ๑๔ ปีมาแล้ว และซึ่งทำให้เกิดผลมีความเจริญขึ้นมาในตอน ๑๐ ปีที่แล้ว ถ้าท่านทั้งหลายไปค้นตัวเลขจะเห็นได้ว่าในขณะนั้น เมื่อเลิกสงครามใหม่ๆ ประมาณ ๑๐ ปี ๑๙๔๖–๑๙๕๕ เรามีสินค้าขาออกที่สำคัญอยู่ ๓ อย่าง นั้นมีความสำคัญน้อยลงไป ที่สำคัญมากก็คือ ข้าว ยาง และดีบุก ๓ ประการ แล้วก็การกระทำของรัฐบาลและประชาชนในตอนนั้น ในตอน ๑๙๕๐ กว่า ที่มีการเปลี่ยนระบบการค้ากับต่างประเทศ มีการตัดถนน มีการสร้างเขื่อน ทำการแก้ไขในเรื่องการขนส่ง ซึ่งรวมถึงการรถไฟ การท่าเรือด้วย เราได้กระทำมาเหล่านั้นทำให้เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้น จนกระทั่งสินค้าขาออกของเราเวลานี้มีที่สำคัญถึง ๘–๙ ประการ ซึ่งนับว่าดีกว่าประเทศมาเลเซียซึ่งมีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น คือ ยางกับดีบุก ของเรานั้นได้แก้ไขมาจนกระทั่งข้าวโพดก็เป็นเรื่องสำคัญ มันสำปะหลังก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ปอก็เป็นเรื่องที่สำคัญ และนอกจากนั้นเรายังสามารถที่จะผลิตกุ้ง ปลา ออกไปขายในต่างประเทศ และผลผลิตสุดท้ายของเราที่สามารถนำออกไปขายต่างประเทศ ก็คือ ฝ้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะเหตุว่าเราสามารถที่จะทำได้

และเรื่องฝ้ายนี่ขอเติมเป็นเชิงอรรถ ๑ ว่า ทั้งๆ ที่เราสั่งฝ้ายเข้ามา เราก็สามารถที่จะผลิตฝ้ายส่งออกไปเหมือนกัน คือมีทั้งส่งเข้าและส่งออก ที่ส่งเข้ามาคือฝ้ายปุยสั้นที่พวกอุตสาหกรรมทอผ้าเราต้องการใช้ แต่ที่เราส่งออกไปได้นั้นก็เผอิญเป็นด้วยกุศลผลบุญอะไรก็ไม่รู้ หรือจะเป็น accident อย่างไรก็ไม่รู้ เกิดคิดค้นและผลิตฝ้ายปุยยาวออกไปได้ ซึ่งในประเทศไม่ต้องการใช้ ก็เลยขายออกไปได้ แม้แต่สดๆ ร้อนๆ ที่สุดท้ายเราก็ยังสามารถที่จะมีสินค้าประเภทใหม่ขึ้นมาส่งออกได้ แล้วก็ถ้าพูดถึง Import substitute พวกเราที่มีอายุ ๔๐–๕๐ หรือ ๓๐ ก็ดี เคยนึกกันบ้างไหมว่า เราจะผลิตองุ่นได้ ในประเทศไทยเรานี่ เวลานี้เราผลิตองุ่น ก่อนนี้องุ่นราคา ๑๐๐ เห็นเดี๋ยวนี้พวงเท่านี้ก็ ๘ บาท ที่เราทำได้นี่ก็นับว่าเป็นของที่ก้าวหน้า นับว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะทำได้จริงๆ

เพราะฉะนั้นผมยังเชื่อว่าถ้านักเศรษฐกิจ นักบัญชี นักพาณิชย์ นักรัฐศาสตร์ รัฐบาล นักเกษตร และประชาชน ร่วมมือร่วมใจกันพยายามที่จะแก้ไขเรื่องการผลิตเพื่อส่งออก ในตอนนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ผลิตเพื่อส่งออก ผลิตของเก่าให้ถูกลง ให้มากขึ้นเพื่อส่งออก ผลิตของใหม่ที่ประชาชนในต่างประเทศเขาต้องการใช้เพื่อส่งออก นี่เป็นปัญหาที่สำคัญ

เมื่อได้กล่าวถึงเรื่องการผลิตทางด้านเกษตรแล้ว ผมก็อยากจะกล่าวถึงเรื่องการพาณิชย์ ทีนี้ผมขอเรียนว่าที่เราอ่านหนังสือพิมพ์และคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ ไม่ใช่วิสัยของนักวิชาการที่จะนำมาคำนึงมากนัก และทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร ความจริงผมเตรียมตัวเลขดุลชำระเงินไว้ พอเช้านี้เกิดไปที่ธนาคารชาติเขาเกิดให้ตัวเลขใหม่ขึ้นมา เลยทำให้รวนเร อาจจะลังเลและพูดสะดุดบ้าง แต่คิดว่าไหนๆ ก็มาอธิบายที่นี่แล้วก็ควรจะอธิบายด้วยตัวเลขใหม่ให้เรียบร้อย ผมขออนุญาตเขียนที่กระดานดำ

ดุลการชำระเงินของประเทศไทย ๒๕๑๐–๒๕๑๑

 

 

ล้านบาท

 

 

๒๕๑๐

๒๕๑๑

สินค้า

๑. สินค้าออก

๑๓,๘๐๒.๖

๑๓,๓๐๘.๐

 

๒. สินค้าเข้า

-๒๑,๙๕๓.๘

-๒๕,๖๑๑.๐

 

   ดุลสินค้า

-๘,๑๕๑.๒

-๑๑,๓๐๓.๐

บริการ

๑. บริการออก

๘,๔๓๑.๙

๙,๐๙๔.๐

 

๒. บริการเข้า

-๒,๕๑๙.๒

-๒,๙๙๐.๐

 

   ดุลบริการ

๕,๙๑๒.๗

๖,๑๐๔.๐

 

   ดุลสินค้าและบริการ

-๒,๒๓๘.๕

-๕,๑๙๙.๐

บริจาค (สุทธิ)

 

๑,๑๙๗.๔

๑,๕๔๒.๐

ทุนเคลื่อนย้าย

๑. เงินทุนเอกชนและรัฐวิสาหกิจ

๑,๗๓๖.๔

๑,๖๕๕.๐

 

๒. เงินทุนทางการ

๔๔๖.๓

๖๐๖.๐

รายการซึ่งรวบรวมไม่ได้ (Net errors & omissions)

๑๓๑.๙

๑,๘๔๓.๐

ดุลการเปลี่ยนแปลงเงินสำรองระหว่างประเทศ

๑,๒๗๓.๕

๔๔๗.๐

 

ในปี ๒๕๑๑ ตามตัวเลขเบื้องต้นที่มีอยู่ เราขาดดุลการค้าประมาณ ๑๑,๓๐๐ ล้านบาท มากกว่าปี ๒๕๑๐ ซึ่งขาดดุลราว ๘,๒๐๐ ล้านบาท ดังที่ผมกล่าวแล้วว่าในระยะ ๒ ปีมานี้มีเรื่องฝนแล้งและภาวะตลาดต่างประเทศไม่ค่อยดี มูลค่าสินค้าขาออกในปี ๒๕๑๐ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจึงไม่เพิ่มเลย และกลับลดลงราว ๓% ในปี ๒๕๑๑ ในด้านสินค้าเข้าปี ๒๕๑๑ จำนวน absolute ยังคงสูง แต่อัตราการเพิ่มต่ำลงคือเหลือ ๑% เมื่อเทียบกับ ๒ ปีก่อนหน้าซึ่งเพิ่มขึ้นถึงปีละ ๒๐% ในมูลค่าสินค้าเข้านี้ ขอให้สังเกตว่าเรานับรวมสินค้าจากการช่วยเหลือซึ่งเป็นของได้เปล่า สินค้าภายใต้การส่งเสริมการลงทุนและสินค้าตามโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาล ซึ่งปีหนึ่งๆ มีจำนวนมิใช่น้อย นอกจากนี้การใช้จ่ายในการก่อสร้างทางทหารของต่างประเทศก็มีส่วนทำให้สินค้าขาเข้าเพิ่มขึ้นด้วย อนึ่ง ในประเภทของสินค้าเข้านี้ ประมาณ ๑ ใน ๓ เป็นสินค้าประเภททุน ทั้งนี้ไม่นับรวมรถยนต์ประเภทต่างๆ สำหรับรายการด้านบริการนั้นปรากฏว่าในปี ๒๕๑๑ เรามียอดเกินดุลอยู่ ๖,๑๐๐ ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี ๒๕๑๐ ส่วนใหญ่เป็นรายได้เกิดจากการใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศไทย จากการท่องเที่ยวและผลประโยชน์จากการลงทุน รายการเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ผมจะกล่าวต่อไปอีก ๒ รายการก็คือ การบริจาค (Transfers Payments) ซึ่งในปี ๒๕๑๑ เฉพาะทางการเราได้รับจากสหรัฐฯ ๑,๑๘๐ ล้านบาท และปี ๒๕๑๐ ได้ ๘๐๐ ล้านบาท อีกรายการหนึ่งคือ เงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Movements) ซึ่งทั้ง ๒ ปีมีดุลสุทธิเป็นเงินทุนเข้า (Capital Inflow) กล่าวคือในปี ๒๕๑๑ การลงทุนทั้งที่เอกชนและทางการนำเข้ามาจากต่างประเทศ รวม ๒,๒๖๐ ล้านบาท ปี ๒๕๑๐ รวม ๒,๑๘๐ ล้านบาท ผมอยากจะอธิบายรวมๆ กันว่า ด้านเอกชนนั้นส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรง (Direct Investment) และเงินทุนแบบ Suppliers’ Credit สำหรับด้านทางการนั้นได้แก่เงินกู้
ที่รัฐบาลเบิกธนาคารโลกและจากรัฐบาลเยอรมนี เป็นต้น

รายการตามที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้มีผลทั้งเงินเข้าและเงินออก จึงทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศ หรืออีกนัยหนึ่งคือหนี้สินและสินทรัพย์ต่างประเทศของสถาบันการเงินทางการและของธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนแปลงไป เราเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าการชำระเงินเกินดุลหรือขาดดุล (Balance of Payments Surplus or Deficit) ในปี ๒๕๑๑ มีจำนวนเกินดุล ๑,๒๗๓ ล้านบาท และปี ๒๕๑๐ เกินดุล ๔๔๗ ล้านบาท ในตอนนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงหนี้สินและสินทรัพย์ต่างประเทศของระบบธนาคารหรือสถาบันการเงินดังกล่าวนี้ เป็นตัวเลขที่เรารู้แน่นอน เพราะเป็นฐานะที่ปรากฏอยู่ในสมุดบัญชีของธนาคารและสถาบันการเงินโดยตรง แต่รายการซึ่งเป็นตัวอธิบายสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งได้รายการสินค้าเข้าออก บริจาค และการเคลื่อนย้ายหรือโอนเงินทุนนั้น เป็นตัวเลขที่เราสำรวจมาได้ทางอื่นๆ ยังมีปัญหา ซึ่งผมจะได้พูดต่อไป

ถ้าท่านทั้งหลายข้องใจเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขบางอย่าง ถามได้ ในขั้นนี้ผมขออธิบายต่อในฐานะที่เราเป็นบัณฑิต เราควรจะดูให้รู้ว่าตัวเลขเหล่านี้โกหกไว้แค่ไหน ตัวเลข Export กับ Import เป็นตัวเลขที่จะจารึกไว้เมื่อผ่านด่านศุลกากร เพราะฉะนั้นข้อที่น่าคิดก็คือว่า

๑. เวลาเขาแจ้งแจ้งเท็จแค่ไหนหรือเปล่า แต่แจ้งเท็จมีทางเช็กได้ แต่ที่เขาไม่แจ้งนี่ว่าอย่างไร มันอยู่หรือเปล่าที่ไม่ผ่านด่านศุลกากร เพราะฉะนั้นเราจะมาบอกดุลการค้าของเราขาดทุน ๑๑,๓๐๐ ล้าน บางทีอาจจะมากกว่านั้นก็ได้ บางทีอาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ ทีนี้เรามีทางคิดอย่างไร ผมคิดว่าทางด้าน Import คงจะไม่แตกต่างกันนัก เพราะเหตุว่าเวลาของเข้ามานั้นตามระเบียบศุลกากรเขาดูอย่างมากก็แจ้งเท็จเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็จับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่คงไม่ผิดนัก ทางด้าน Export ผมยังสงสัยสำหรับ ๒ ปีนี้ว่าตัวเลขที่แสดงนี้จะไม่ถึง จะน้อยกว่าความเป็นจริง เพราะอะไรใน ๒ ปีที่แล้วมานี้เรารู้ว่าในภาคใต้มีการลักลอบข้าวมากขึ้น เพราะเหตุว่าเรามีการจำกัดโควตาข้าว และหนังสือพิมพ์ก็ลง ใครๆ ก็พูด ไปถามที่ภูเก็ต ที่พังงาก็รู้ เขาบอกว่าข้าวที่ส่งไปมาเลเซียก็เยอะแยะโดยที่ไม่ได้ผ่านด่านศุลกากร เรื่อง Smuggle การลักลอบนำข้าวออกก็ต้องนำเอามาคำนึงเหมือนกัน

๒. นอกจากเรื่องข้าวแล้ว เราก็ยังรู้ว่ามีสินค้าที่จะไม่ผ่านด่านศุลกากรเป็นอันขาด ถูกริบแน่ คือทองคำ ฝิ่น เราก็รู้อยู่แล้วว่าชาวเขาของเราก็ยังปลูกฝิ่นอยู่ ถ้าเขาขายไม่ได้เขาจะไปปลูกเอาแก้วอะไร แล้วปลูกฝิ่นนี่ก็ไม่ใช่ขายในประเทศไทย ก็คงจะขายในต่างประเทศบ้าง ผมเข้าใจว่าจำนวนฝิ่นที่ออกไปและเงินที่เข้ามาเพราะฝิ่นที่ออกไปนั้นคงจะมีมากเหมือนกัน ทั้งนี้มิได้หมายความผมจะสนับสนุนให้มีการขยายการปลูกฝิ่นเพื่อจะแก้ปัญหาเรื่อง Export ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ทองคำก็เช่นเดียวกัน บางทีทองคำไปเวียงจันทน์มากเหลือเกิน จากเวียงจันทน์หายไปไหนก็ไม่รู้ ก็สันนิษฐานว่าเข้าเมืองไทย และคนที่
เขาค้าขายในทางผิดกฎหมายนี่ คงจะไม่มีที่ไม่หวังกำไรมากๆ เพราะเสี่ยงอันตรายมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีการลักลอบเรื่องทองคำ ฝิ่น ข้าว นี้ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นเงินมากไม่ใช่น้อย แต่เรื่องนี้เราก็ไม่รู้ ผมก็ไม่รู้
เพราะไม่ได้ทำเอง ว่าเงินมันเท่าไร แต่เข้าใจว่าระหว่าง ๕๐๐ ล้าน ๑,๐๐๐ ล้าน ผมก็คิดว่ามันควรจะอยู่ที่ Error and Omission ซึ่ง Error and Omission นี่ก็เหมือนกันมีทางด้านขาเข้าอยู่ได้คือ เอกชนไปซื้อของผ่อนส่งแล้วไม่บอกเจ้าหน้าที่ ทางธนาคารชาติด้าน Exchange Control ควบคุมไม่ทั่วถึง อาจจะเป็นได้

เพราะฉะนั้นผมจึงขอเรียนให้ทราบในตอนต้นนี้ทีเดียวว่า ถ้าเราจะดู Balance of Payment เราตกใจแล้ว เราจะเอาตัวเลขเหล่านี้มาใช้วางนโยบาย จำเป็นที่จะต้องดูให้รอบคอบ ดูว่าอะไรมันจริง อะไรไม่จริง แต่สรุปความแล้วผมว่าอย่าเพิ่งไปตื่นมากนักในเรื่องเหล่านี้ มันยังมีทางที่จะแก้ไข แต่อย่าลืมว่าผม Advocate ไว้ในตอนแรกว่าเราจะต้องแก้ไขให้มากขึ้น ทีนี้มีความเห็นของหนังสือพิมพ์และบุคคลที่สำคัญอยู่หลายท่าน มีความเห็นว่าเนื่องจากเรามีดุลการค้าที่ขาดดุลมาก และขาดดุลกับญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเราจะต้องเจรจากับญี่ปุ่นขายของให้เราน้อยลงหรือซื้อของมากขึ้น ของพรรค์นี้น่าฟังและน่าพิจารณา ผมเห็นด้วยแต่ในฐานะที่เราเป็นนักวิชาการ ผมคิดว่าเราควรจะดูให้ลึกซึ้งออกไปหน่อย

๓. เราจะขายของให้ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เราผลิตได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และเป็นของที่เขาต้องการหรือไม่ อันนี้น่าคิด ผมเองเห็นว่าการที่เราขายข้าวโพดให้ญี่ปุ่นนั้นมีข้อเสียอยู่ ๒–๓ ประการ และญี่ปุ่นซื้อข้าวโพดของเรามาก ความจริงญี่ปุ่นเป็นลูกค้าที่ซื้อของเรามากที่สุดในกระบวนลูกค้าของเราทั้งหมด คือเราขายของให้ญี่ปุ่น เราขายข้าวโพดเป็นส่วนใหญ่ และการขายข้าวโพดของเรามีข้อเสียสำคัญ ๒ ประการที่ผมกล่าว ข้อหนึ่งก็คือว่า เราไม่น่าจะไปขายเขามากนัก ข้าวโพดของเรานี่น่าจะเอาไปเลี้ยงสัตว์ของเรา และส่งสัตว์ออกไปขายมากกว่า อีกข้อหนึ่ง ถ้าเผอิญให้ข้าวโพดสำหรับเลี้ยงสัตว์ของเราเอง เราก็อาจจะเจรจากับญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นเกรงกลัวเรามากขึ้น และทำให้ญี่ปุ่นซื้อสินค้าข้าวโพดของเราด้วยราคาแพง อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องเจรจากันต่อไป แต่เราจะไปบอกกับรัฐบาลเขาว่าให้เขาบังคับคนของเขาให้มาซื้อข้าวโพดของเราแพง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะทำได้ มันทำกันไม่ได้ วิธีที่ดีก็คือเราสนับสนุนคนของเราและระบบการเจรจาการซื้อการขายนั้นให้โดยดี แต่อย่าลืมว่าเพื่อที่จะ Export มากขึ้น สำหรับญี่ปุ่นนั้นเราจำเป็นที่จะต้องผลิตให้มากขึ้นและผลิตสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ

ทีนี้มาถึงเรื่องที่จะพยายามทำให้ญี่ปุ่นขายของให้เราน้อยลง จะด้วยเราจำกัดเองหรือจะทำให้ญี่ปุ่น Voluntarily จำกัดการ Export มาเมืองไทย อันนี้ควรหรือไม่ควรผมยังไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ใจอยู่ก็คือว่า ถ้าเราไม่ซื้อของญี่ปุ่น เราจะต้องไปซื้อของที่อื่น และของญี่ปุ่นถูกกว่าที่อื่น และคุณภาพก็ไม่เลว พูดถึงสมัยนี้นะไม่ใช่พูดถึงสมัยเลิกสงครามใหม่ๆ ถ้าเราเลิกซื้อของญี่ปุ่นเราจะไปซื้อของยุโรปหรืออเมริกามันแพงขึ้น และอย่าลืมว่าญี่ปุ่น Export มาถึง South East Asia ๒๕% ของ Export ของเขาทั้งหมด ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง และที่เราซื้อหมายความว่าเขาส่งมาเข้าเมืองไทยในขณะนี้ไม่เกิน ๑๐% ของที่เขาส่งออกทั่วโลก ตัวเลขสุดท้ายที่ผมเคยมีไม่เกิน ๕% ด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้อาจจะมากกว่านั้น แต่ของที่เราซื้อจากญี่ปุ่นเอาไปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์กับของที่เราสั่งทั่วโลก เวลานี้เราซื้อของจากญี่ปุ่น ๓๖% ของจำนวนของที่เราสั่งจากทั่วโลก เมื่อเป็นเช่นนี้และเราเชื่อว่าญี่ปุ่นมีของราคาถูกและคุณภาพดีพอใช้

ถ้าเป็นเช่นนี้เราจะเห็นได้ว่า Bargaining ระหว่างเรากับญี่ปุ่นนั้นอ่อนเต็มที ญี่ปุ่นไม่แคร์กับตลาดไทยเท่าไร ถ้าเราไม่ซื้อจากญี่ปุ่นเขาก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าเราไม่ซื้อจากญี่ปุ่นเราเสียหายกว่า เพราะเราต้องไปซื้อจากที่อื่นที่แพงกว่า ทีนี้ท่านอาจจะตอบว่าถ้าเช่นนั้นก็ไม่ซื้อจากที่อื่นด้วย คือหมายความว่า มี Import Restriction กันทั่วโลกเลย คือหมายความว่าจะต้องมี License ใครจะสั่งของเข้ามาจะต้องผ่านกระทรวงเศรษฐการ ได้รับอนุญาตแล้วจึงจะนำเข้ามาได้ เพื่อที่จะได้จำกัดจำนวนได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ละก็คนรุ่นอย่างผม รุ่นคุณยุกต์ คงจะจำได้ว่าปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นว่ามือของเราที่สะอาดๆ นี่มันจะพากันสกปรกไปหมด ในเมื่อเรามีการควบคุมการนำสินค้าขาเข้า มันเกิดขึ้นได้ คนดีๆ เสียได้เพราะเหตุมีอำนาจเซ็นคำสั่งอนุญาตให้สั่งรถหรือสั่งสินค้าเข้ามา มีปัญหาเรื่องการเมือง ในด้านการปกครองก็เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าวิธีแก้ปัญหาเรื่องการค้าขาดดุลและปัญหาที่สำคัญก็คือว่า ดุลการชำระเงินเราจะขาดดุลต่อไปในอนาคตนี้ ไม่ใช่ว่าเราควรพึ่งอยู่ที่การเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นหรืออังกฤษหรือกับใคร นั่นเป็นปลายเหตุเท่านั้น วิธีที่สำคัญที่สุดก็คือต้องผลิตของให้มากขึ้น ของที่เราจะส่งออกและมีผู้ที่ต้องการซื้อมากขึ้น ข้าวเราก็ต้องผลิตให้มากขึ้นและราคาถูกลง พรีเมียมนี่เป็นของสำคัญ รัฐบาลจำเป็นต้องลดพรีเมียมแน่ๆ อาจจะลดมากหรือน้อยแค่ไหนนั่นเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา

ทีนี้ในตัวเลขที่ผมเขียนไว้บนกระดาน จะเห็นได้ว่าตัวที่สำคัญคือตัวหนึ่งทำให้ชื่นใจ ตัวหนึ่งทำให้หวาดเกรงนั้น อันที่ชื่นใจก็คือ เอกชนในต่างประเทศยังเชื่อถือนำเงินมาลงทุนในประเทศอย่างน้อยปีละ ๑,๗๐๐ ล้าน อยู่เรื่อยๆ เอาเข้ามาเรื่อย อันที่น่าหวาดเกรงก็คือว่า government service, n.i.e ทางด้านนี้ คือ ถ้ารัฐบาลอเมริกันเลิกรบที่เวียดนามแล้วเลิกมาตั้งฐานทัพที่นั่นที่นี่แล้ว เงินก็จะเข้าได้น้อยและในกรณีนี้ ๕,๐๐๐ ล้านนี้จะหายไป อาจจะติดลบเพราะรัฐบาลเราก็จ่ายเงินให้ต่างประเทศ อันที่ทำให้หวาดเกรง ๕,๐๐๐ ล้านนี้ เป็นตัวเลขที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นเหลือเกินในขณะนี้ยิ่งสงครามเวียดนามจะเลิกแล้ว ซึ่งผมหวังว่าจะเลิกแน่ๆ ไม่ใช่เราจะมาหน่วงสงครามเวียดนามไว้เพื่อจะให้ตัวเลขของเรามันดี ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ยิ่งจะเลิกนี่เราจำเป็นที่จะต้องรีบขวนขวายแก้ปัญหาของเราเสียก่อนก็แล้วเรามีเวลาที่จะแก้ไขได้ สัก ๓–๔ ปี เพราะเหตุว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเราในขณะนี้มีถึง ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน (ไม่ใช่บาท) ซึ่งเราเสียได้สัก ๓๐๐ ล้านนี้ไม่ถึงกับล่มจม ถ้าเราจำเป็นจะต้องเสีย เพราะฉะนั้นสมมุติว่าปีหนึ่งเสียไป ๑๐๐ ล้าน ๓ ปีเรามีเวลาแก้ปัญหาของเราไม่เดือดร้อน แต่ภายใน ๓ ปีข้างหน้า ถ้ารัฐบาลและประชาชนของเราไม่ได้ช่วยกันแก้ปัญหาแล้วก็จะเกิดเรื่องแน่ๆ ถ้าแก้ปัญหาอันนี้ไม่สำเร็จเราจะเกิดเรื่องในทางเศรษฐกิจ เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติกำลังพิจารณาเรื่องการปรับปรุงแผนเศรษฐกิจสำหนับที่จะทำให้การผลิตสูงขึ้นในด้านการเกษตร

แต่มีข้อที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง ทุกวันนี้หลายกระทรวงเหลือเกินที่ทำเกี่ยวกับการเกษตร ที่เกี่ยวกับชาวนา เรามีสมาคมชลประทานราษฎร์ สหกรณ์ เรามีกลุ่มชาวนา สมาคมชาวนาผู้ใช้น้ำ และพวกนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพัฒนา กระทรวงเกษตร มี ร.พ.ข. อีก ผมว่าถ้าเทียบกันกับมีดหรือดาบแล้วละก็ รู้สึกมันทื่อไปหน่อย เครื่องมือของรัฐบาลในขณะนี้ เพราะเหตุว่ามันหลายฝ่ายหลายฝัก ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะพิจารณาดูว่าจะแก้ไขอย่างไร รวบรวมกันประสานงานอย่างไร ยุบเสียบ้าง ใครจะทำหน้าที่นี้ก็ทำไป แล้วคนอื่นก็ช่วยไม่ใช่ว่าต่างคนต่างทำ เพราะเหตุต่างคนต่างทำนี้ ถ้าเราเป็นเจ้าหน้าที่เดิมทำก็ไม่ได้ความดีความชอบ เพราะฉะนั้นปล่อยให้คนอื่นเขาทำดีกว่า มันเป็นอย่างนั้นเสียด้วย เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเรื่องระเบียบบริหารราชการให้มาก

ผมพูดมานานแล้วแต่ไม่อยากจะเรียนให้ท้อแท้ใจออกไปจากห้องนี้ เหลืออีก ๓ ปีเท่านั้นเราจะแย่แล้ว ไม่ใช่เช่นนั้น เรายังมีฝีมือและเคยทำมาแล้วเราทำได้ แต่ต้องเร่งหน่อย ผมขอจบแต่เพียงเท่านี้